กระทรวงพลังงาน มุ่งเดินหน้าส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ขยายปั๊ม ตั้งเป้าดูดซับน้ำมันปาล์ม 1.6 ล้านตันต่อปี


ตามที่กระทรวงพลังงานได้มีโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 มาตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นได้นำร่องใช้งานในกลุ่มเป้าหมายรถบรรทุก ซึ่งตั้งเป้ายอดเดือนมีนาคมให้มียอดใช้งานเพิ่มขึ้นที่ 30 ล้านลิตร และวางเป้าเพิ่มเป็น 90 ล้านลิตรภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยใช้มาตรการส่งเสริมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคา B20 ให้มีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ (B7) ที่ลิตรละ 5 บาท ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือนนี้ และทางที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย ได้มีมติให้ขยายโครงการนี้ไปอีก 2 เดือน โดยจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา มีฐานะกองทุนสุทธิที่ 31,799 ล้านบาท โดยในส่วนของบัญชีน้ำมัน 37,882 ล้านบาท แต่ในส่วนของ LPG ติดลบที่ 6,083 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีฐานะกองทุนสุทธิ 32,895 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของบัญชีน้ำมัน 31,004 ล้านบาท และส่วนของบัญชี LPG ที่ 1,892 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการและโรงกลั่นได้ให้ความร่วมมือในการติดตั้งหัวจ่ายน้ำมันเพื่อจ่ายน้ำมัน B20 รวม 44 แห่ง ประกอบไปด้วย 1] บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำนวน 5 แห่ง ซึ่งมีแผนเปิดปั๊มเพิ่มอีก 30 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนเมษายนนี้ 2] บมจ.บางจากฯ มี 21 แห่ง 3] บจ. ซัสโก้ ดีเลอร์ส 1 แห่ง 4] บจ.เชลล์แห่งประเทศไทย 1 แห่ง และ 6] บมจ.พีทีจี เอ็นเนอจี 1 แห่ง ซึ่งจะทำให้จำนวนสถานีบริการนำมัน B20 เพิ่มเป็น 74 แห่งทั่วประเทศ ภายในเดือนเมษายนนี้

โดยจากการคาดการณ์ สถานีบริการน้ำมันแต่ละแห่งจะมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยแห่งละประมาณ 4,000 ลิตรต่อวัน คิดเป็นปริมาณการใช้รวมกว่า 2 ล้านลิตร เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้น้ำมันมากขึ้น ซึ่งนอกจากน้ำมันดีเซล B20 จะช่วยให้ลดการเกิดมลภาวะฝุ่น PM 2.5 ให้น้อยลงแล้ว อีกทางยังช่วยหนุนให้เป้าหมายสูงสุดของการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งคือ การเพิ่มการดูดซับการใช้น้ำมันปาล์มดิบให้สูงขึ้นได้ด้วย โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.6 ล้านตันต่อปี ซึ่งช่วยดึงซัพพลายส่วนเกินของน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาด ภายหลังจากที่เกษตรกรแห่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลทำให้ปริมาณผลผลิตปาล์มในปี 2562/2563 เพิ่มขึ้นจาก 16 ล้านตัน เป็น 17 ล้านตัน แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งออกไปได้เนื่องจากตลาดโลกซบเซา หลังอียูปรับเปลี่ยนนโยบายลดการใช้งานน้ำมันปาล์มดิบ และฝั่งอินเดียมีการปรับขึ้นภาษี จึงทำให้ปัจจุบันมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบตกค้างในประเทศกว่า 3.7 แสนตัน สูงกว่าปริมาณสต๊อกเพื่อความมั่นคง ที่ตั้งไว้ที่ 2.5 แสนตัน

ดังนั้นการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน B20 และมาตรการส่งเสริมอุดหนุนราคาน้ำมัน เพื่อกระตุ้นการใช้น้ำมัน B20 ที่ออกมา จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้น้ำมัน B20 เพิ่มขึ้น และจะช่วยให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศ ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.00 -3.20 บาท ต่อกิโลกรัม