มลพิษขยะพลาสติก กับภัยเงียบที่ซ่อนพิษร้ายในอาหาร และทำลายระบบประสาทของมนุษย์ได้


ย้อนไปในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ที่เมืองมินามาตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะคิวชูทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่มีอ่าวมินามาตะเป็นส่วนหนึ่งของทะเลชิรานุย (Shiranui Sea) ทั้งทะเลชิรานุยและอ่าวมินามาตะนั้นเป็นทะเลที่เงียบสงบ สวยงาม อุดมด้วยปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด ชาวประมงใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อจับปลาที่มีอยู่มากมาย หรือแม้แต่ไม่ต้องมีเครื่องมือก็ยังทำมาหากินได้ ดังที่ปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่จับหอยบนหาดและเก็บสาหร่ายทะเลไปขายเป็นอาชีพหลัก มินามาตะจึงนับเป็นเขตอุตสาหกรรมประมงที่สำคัญเขตหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งนั้นนับเป็นเรื่องราวความสงบสุขและความสวยงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างให้กับชาวเมืองมินามาตะ ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวอีกบทหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับโรคร้าย ซึ่งกลายเป็นโศกนาฏกรรมและสร้างความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัสให้กับผู้คนทั้งอดีต รวมถึงปัจจุบันนับพันนับหมื่นชีวิตเอาไว้ “โรคมินามาตะ” โรคร้ายที่ถูกตั้งชื่อตามชื่อเมืองและเป็นข่าวโด่งดังในระดับโลก

ญี่ปุ่น

โรคมินามาตะ โรคประหลาดที่ในภายหลังหลักฐานมากมายชี้ชัดว่าเป็นโรคที่เกิดจากมลพิษของ methyl mercury อันเป็นสารประกอบอินทรีย์ของปรอท ที่ส่งผลทำให้ผู้ได้รับพิษมีอาการป่วยจากการที่สมองส่วนกลางถูกทำลาย โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวมินามาตะนั้น เกิดจาก methyl mercury ปนเปื้อนผ่านน้ำเสียที่โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโรงงานเคมีที่ผลิตอะเซทิลีน อะซีทัลดีไฮด์ กรดอะซิติก ไวนิลคลอไรด์ ออคทานอล และสารเคมีอื่นๆ อีกจำนวนมาก ได้ระบายทิ้งลงสู่อ่าว ปริมาณปรอทที่สูงนั้น สามารถพบได้ตลอดชายทะเลชิรานุย โดยเฉพาะในเขตมินามาตะ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นได้เข้าไปสะสมอยู่ในตัวสัตว์ทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลาและหอยที่ชาวประมงจับขึ้นมาขายและรับประทาน ก่อให้เกิดโรคร้ายทำให้ชาวมินามาตะต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่สมองถูกทำลาย แม้นับถึงปัจจุบันเหตุการณ์เลวร้ายนี้จะผ่านระยะเวลามามากกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ชาวมินามาตะยังต้องเผชิญกับทั้งความทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายและบาดแผลในจิตใจมาโดยตลอด โดยในปี 2552 หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นตรากฎหมายพิเศษสำหรับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคมินามาตะ มีผู้ป่วยที่ยื่นใบสมัครเพื่อรับมาตรการเยียวยามากถึง 58,000 ราย

นอกจากนี้ ทั่วโลกยังตะหนักถึงพิษภัยของสารปรอท และได้มีการทำอนุสัญญา Minamata on Mercury ขึ้นในช่วงต้นปี 2556 เป็นสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ จำกัด มลพิษของสารปรอททั่วโลก ทั้งนี้ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีภาคีสมาชิกกว่า 112 ประเทศเข้ารวม แต่ถึงแม้ว่าหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ทั่วโลก จะหันมาให้ความสำคัญและพยายามจำกัดมลพิษดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่สร้างความกังวลใจเกี่ยวกับการแพร่กระจายของสารพิษร้ายแรงนี้ ซึ่งมีเส้นทางใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ในการจะส่งผลกระทบต่อสมองของมนุษย์ โดยผ่านตัวแปลที่สำคัญ คือ มลพิษทางทะเลจาก “ขยะพลาสติก

Dr. Carl Lamborg ศาสตราจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์มหาสมุทรจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานตาครูซ กล่าวว่า “ความเข้มข้นของสารปรอทในระดับพื้นผิวของมหาสมุทรในปัจจุบันนั้น น่าจะมีปริมาณสูงกว่าเมื่อ 500 ปีที่แล้ว มากถึงสามหรือสี่เท่า”

เมธิลเมอร์คิวรี่ สามารถเดินทางเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางห่วงโซ่อาหาร จากสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดในระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งได้แก่ แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ ไปสู่สัตว์ทะเล สู่ปลา และสู่อาหารทะเลในจานของมนุษย์ และในท้ายที่สุดเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ซึ่งอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร

อันตรายจากอาหารทะเล

Dr. Katlin Bowman นักวิชาการวิจัยหลังปริญญาเอกที่ UCSC กำลังค้นคว้าว่า สารปรอทเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อย่างไร ซึ่งพบว่าปรอทในมหาสมุทรจะกลายเป็นเมธิลเมอร์คิวรี่ซึ่งเป็นองค์ประกอบอินทรีย์ และมันเป็นสิ่งที่อันตรายมากเพราะสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้อย่างง่ายดาย โดยสารพิษโลหะหนักร้ายแรงนี้จะยึดติดกับพลาสติกในน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษปรอท โดยกลายสภาพเป็น “อาหารปลา” ที่มีสารพิษเข้มข้นและเป็นอันตราย

“พลาสติกมีประจุเป็นลบ ในขณะที่ปรอทมีประจุเป็นบวก ดังนั้นมันจึงดึงดูดให้สารปรอทที่อยู่ในน้ำเกาะติดเข้ากับขยะพลาสติกDr. Katlin Bowman กล่าว

และยิ่งขยะพลาสติกแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ จนกลายเป็นไมโครพลาสติก ก็ยิ่งมีการปนเปื้อนเมธิลเมอร์คิวรี่ในระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพื้นผิวที่มากขึ้นของไมโครพลาสติกยิ่งทำให้ดักจับอนุภาคสารพิษได้มากขึ้นหลายเท่าและเกาะแน่นยิ่งขึ้น

มลพิษขยะพลาสติกกับภัยเงียบที่ซ่อนพิษร้ายในอาหาร และทำลายระบบประสาทของมนุษย์ได้

Abigail Barrows นักวิทยาศาสตร์วิจัยทางทะเลจาก College of the Atlantic กล่าวว่า ไมโครพลาสติกนั้นถูกกำหนดให้เป็นชิ้นส่วนของพลาสติกที่มีขนาดน้อยกว่าห้ามิลลิเมตร ซึ่ง “พวกมันครอบคลุมสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด” รวมถึง microbeads ในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และไมโครไฟเบอร์ที่แตกหักจากเสื้อผ้า เมื่อถุงพลาสติก ขวด และเครื่องใช้ต่างๆ เสื่อมสภาพลง และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งหมดนั้นก็จะกลายเป็นไมโครพลาสติก

“ถ้าไมโครพลาสติกสามารถเพิ่มอัตราการผลิตเมทิลเมอร์คิวรี่ได้แล้ว ไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มปริมาณของสารปรอทที่สะสมอยู่ในปลาทางอ้อม” Bowman กล่าว

โดยแนวคิดหลักสองข้อ ที่ทำให้ผลกระทบของเมทิลเมอร์คิวรี่แย่ลง นั่นคือ การสะสมทางชีวภาพ และ การทำให้เป็นแบบชีวภาพ เพราะด้วยการสะสมทางชีวภาพ เมธิลเมอร์คิวรี่จะไม่สามารถถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ และมันจะถูกสะสมอยู่ในร่างกายตลอดช่วงชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ

ปลาทะเล

Dr. Nicholas Fisher ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Stony Brook, New York กล่าวว่า ยิ่งปลามีอายุยืนยาวนานขึ้นเท่าไหร่ มันก็กินปรอทในอาหารมากเท่านั้น ปรอทจะถูกสะสมและก็ไม่สูญเสียไป ดังนั้นมันจึงมีปรอทในระดับสูงมากในเนื้อเยื่อ “เมทิลเมอร์คิวรี ยังเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ ซึ่งหมายความว่า ความเข้มข้นของเมทิลเมอร์คิวรีนั้นจะยิ่งมีสูงกว่าในตัวสัตว์นักล่า เมื่อเทียบกับที่มีอยู่ในสัตว์ที่เป็นเหยื่อ”

ตามการบรรยายสรุปประเด็นปัญหาสารปรอทของคณะกรรมาธิการยุโรป ในปี 2555 นักล่าระดับสูง มีเมธิลเมอร์คิวรี่มากกว่า 100,000 เท่าเก็บไว้ในเนื้อเยื้อของพวกมัน เมื่อเปรียบเทียบสัตว์ทะเลอื่นๆ ในน่านน้ำโดยรอบ

ควรให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษพลาสติกมากกว่าการปล่อยสารปรอท

แต่อย่างไรก็ตามเราควรให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษพลาสติกมากกว่าการปล่อยสารปรอท

Lamborg กล่าวว่า เมธิลเมอร์คิวรี่จะเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างอากาศและมหาสมุทรได้อย่างง่ายดายมาก เพราะในขณะที่สารพิษนี้หมุนเวียนผ่านสภาพแวดล้อมในระดับปกติ แต่พลาสติกกลับทำหน้าที่เป็นดั่งแม่เหล็กที่ทำหน้าที่ดูดปรอทและยืดอายุของสารพิษนี้ในทะเล จากนั้นส่งผ่านสารพิษนี้ผ่านแพลงก์ตอนไปสู่ปลาและสัตว์ทะเล เมื่อมนุษย์กินอาหารทะเล ก็เหมือนการกินเมทิลเมอร์คิวรี่เข้มข้นเช่นกัน

พิษปรอทในอาหารทะเล

ภัยพิบัติอ่าวมินามาตะ ได้บอกเล่าเรื่องราวผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัวของพิษสารปรอท และแม้ EPA และหน่วยงานระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้ผ่านกฎระเบียบมาตั้งแต่ปี 1970 เช่น พระราชบัญญัติน้ำสะอาด และพระราชบัญญัติการดื่มน้ำอย่างปลอดภัย ซึ่งได้ผลักดันช่วยลดการปล่อยปรอทในน้ำผิวดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี 2558 มีพลาสติกมากถึงแปดล้านเมตริกตันที่เข้าสู่มหาสมุทรในแต่ละปี นั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

“การผลิตพลาสติกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า” Barrows กล่าว “ดังนั้นฉันคิดว่า นั่นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจ ในแง่ของการกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของเรา”


Source: Marine plastic pollution hides a neurological toxicant in our food
https://phys.org/news/2019-09-marine-plastic-pollution-neurological-toxin.html

ข้อมูลอ้างอิง:

โรคมินามาตะ หายนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น
www.scimath.org/article-chemistry/item/7387-2017-07-20-07-30-13

มินามาตะ เรื่องราวที่มากกว่าโรคร้าย
www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=3&ID=10

บทเรียนจาก “มินามาตะ” ถึง “มาบตาพุด” และหยุด”ส่งออกมลพิษ”
www.thaipublica.org/2013/03/lessons-from-minamata-to-maptaput/