ขสมก. เริ่มทดลองวิ่งให้บริการรถโดยสารไฟฟ้า 6 เส้นทางใน กทม. เพื่อประเมินผลการใช้งานก่อนบรรจุลงในแผนจัดหารถใหม่


          เมื่อเร็วๆ นี้ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดการสาธิตและประเมินผลการใช้งานรถโดยสารไฟฟ้า ภายใต้โครงการ “การพัฒนาและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตและการใช้รถโดยสารไฟฟ้าในประเทศไทย” โดยความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), กองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ในการนำรถโดยสารไฟฟ้าของบริษัท Edison Motors จำกัด จากประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 1 คัน มาทดลองวิ่งให้บริการประชาชนในเส้นทางเดินรถของ ขสมก. เพื่อศึกษาข้อมูลอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน และสมรรถนะของรถโดยสาร

ทั้งนี้การจัดเก็บค่าโดยสารตามอัตราปกติรายละเอียดได้แก่

  1. สาย 137 (วงกลมรามคำแหง – ถนนรัชดาภิเษก) วิ่งระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม – 6 กันยายน 2561,
  2. สาย 36 (ห้วยขวาง – ท่าน้ำสี่พระยา) วิ่งระหว่างวันที่ 7 – 27 กันยายน 2561
  3. สาย 73 (ห้วยขวาง – สะพานพุทธ) วิ่งระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 18 ตุลาคม 2561
  4. สาย 204 (กทม.2 – ท่าน้ำราชวงศ์) วิ่งระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2561
  5. สาย 138 (พระประแดง – หมอชิต 2) วิ่งระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม 2561 – 3 มกราคม 2562
  6. สาย 50 (พระราม 7 – สวนลุมพินี) วิ่งระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 28 มีนาคม 2562

          สำหรับรถโดยสารไฟฟ้าคันที่นำมาทดลองวิ่ง มีขนาด 11 เมตร 23 ที่นั่ง มีการออกแบบในลักษณะ Universal Design เพื่อรองรับการใช้บริการของคนพิการและผู้สูงอายุ มีทางลาดแบบอัตโนมัติ พร้อมที่จอดรถวีลแชร์ จำนวน 2 คัน เพื่อให้คนพิการ สามารถเข็นรถวีลแชร์ขึ้น – ลงรถได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรถคันดังกล่าวเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน 100% จึงปราศจากการปล่อยมลพิษในอากาศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ขสมก.จะนำผลการศึกษาในครั้งนี้ มาใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้าและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเส้นทางเดินรถโดยสารไฟฟ้าในอนาคตต่อไป  ตามแผนฟื้นฟู ของขสมก. ที่จะเร่งเดินหน้าจัดซื้อรถเมล์ใหม่ โดยเน้นไปที่รถเมล์ไฮบริดและรถเมล์อีวี คาดว่าภายในปี 2564 ขสมก.จะมีรถเมล์มาวิ่งให้บริการใหม่ครบทั้ง 3,000 คันใน 137 เส้นทาง และมีแผนปรับปรุงรถเมล์เก่าที่มีอายุการใช้งานถึง 27 ปี เพื่อนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง