สถานการณ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ในยุโรป


สถานการณ์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) เป็นอีกหนึ่งของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ที่น่าจับตามองไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปที่มีพัฒนาการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศจีนจะเป็นตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม

การสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในยุโรปมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษไอเสียรถยนต์สู่อากาศ ซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศมีนโยบายยุทธศาสตร์สนับสนุนให้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมพลเมืองให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ได้วิเคราะห์สถานการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คือ ประเทศนอร์เวย์ ว่าเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จากข้อมูลหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการจราจรในประเทศนอร์เวย์ เปิดเผยยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้มลพิษมีผู้ซื้อเพิ่มขึ้นจำนวน 46,143 คัน รวม 31.2% จากยอดขายทั้งหมดในยุโรป แซงหน้าประเทศเยอรมนีที่สถิติการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 36,216 คัน และประเทศฝรั่งเศสสถิติ 31,095 คัน นอร์เวย์จึงได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งการติดตั้งระบบชาร์จไฟอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่เป็นไปตามเป้าหมายปลอดมลพิษ นับว่าเป็นผลมาจากการส่งเสริมอย่างจริงจังที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ารถทุกคันจะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในปี พ.ศ. 2568

สถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรป

ขณะที่ประเทศเยอรมัน ผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก รถยนต์ทุกประเภทของเยอรมนีได้รับความนิยมไปทั่วโลกเพราะคุณภาพและเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูงกว่ารถยนต์จากประเทศอื่น ๆ เดิมทีนั้นเยอรมันเป็นประเทศผู้นำด้านการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากที่สุด และทิศทางด้านยานยนต์ของเยอรมันจะยังคงเดินหน้าออกประกาศตั้งเป้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านคันในปี พ.ศ. 2563 โดยรัฐบาลเยอรมันจะมีมาตรการด้านภาษีสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นเวลา 4 ปี อีกทั้งการตั้งเป้าหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมว่าต้องทำให้รถที่วางจำหน่ายในประเทศเป็นรถที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และแน่นอนเยอรมันจะกลับมาเป็นประเทศผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง

ทางด้านประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลฝรั่งเศสมีการประกาศห้ามขายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเบนซินหรือดีเซลภายในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และสนับสนุนให้ประชาชนซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ภายใต้โครงการ “กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสีเขียว” ได้สะท้อนถึงการเป็นประเทศผู้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อีกประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป

รถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับประเทศอังกฤษนั้น แนวโนมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric car) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มงวดขึ้น และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามราคาตลาดโลกนั่นเอง จึงทำให้บริษัทผู้นำทางด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของอังกฤษมีการประกาศแผนการลงทุนและแผนรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเช่นกัน

ส่วนประเทศเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลก็ได้มีนโยบายเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 2 แสนคัน ภายในปี พ.ศ. 2563 แม้สถิติการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะยังมีไม่มากนัก แต่การปลุกกระแสด้านสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีการออกเป็นกฎหมายโดยกำหนดให้รถยนต์ทุกคันทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นจะต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 1 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2568 เรียกได้ว่าเป็นนโยบายและมาตรการที่คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมสำหรับชาวเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างสูงขึ้นในอนาคต

สถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรป

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศในยุโรปที่กำหนดนโยบายการลดมลพิษจากรถยนต์ โดยส่วนใหญ่มีแผนสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพลเมืองให้หันไปใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ ประเทศไอซ์แลนด์ ออสเตรีย ลิกเต็นสไตน์ และสวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ต่างตื่นตัว และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน


Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 94 กรกฎาคม-สิงหาคม 2562 คอลัมน์ GREEN World โดย กองบรรณาธิการ