โซลาร์ภาคประชาชน ปี 62 ส่อวืดเป้า เล็งปรับเพิ่มราคารับซื้อ สร้างแรงจูงใจ เพื่อเดินหน้า ปี 63


กระทรวงพลังงานเตรียมปรับหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน (โซลาร์ภาคประชาชน) ให้จูงใจ เพื่อเดินหน้าโครงการในปี 2563 เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าที่กำหนดในปัจจุบัน ที่ราคา 1.68 บาท/หน่วย อาจไม่จูงใจมากพอ ทำให้ยอดผู้เข้าโครงการในปีแรกยังห่างเป้า โดยมอบให้ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา เบื้องต้นคาดว่าจะเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า และอาจพิจารณาสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ประชาชน เพราะต้นทุนการติดตั้งเป็นอุปสรรคสำคัญ

ทั้งนี้ หลังเปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน และเปิดให้ประชาชน ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดมียอดลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนยังห่างเป้า 100 เมกะวัตต์ที่ตั้งไว้อยู่มาก โดยมียอดผู้สมัครเข้าร่วมโครงการประมาณ 20 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2562 จะไม่ครบเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์แน่นอน

โดยล่าสุด หากพิจารณาเฉพาะคำขอเข้าร่วมโครงการฯ ที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายแล้วนั้น มีจำนวนทั้งหมด 47 ราย จำนวน 253 กิโลวัตต์ ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมด เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการยื่นขอยกเลิกการลงทุนหลังจากได้ยื่นลงทะเบียน รวมถึงมีคำขอเข้ารวมโครงการที่ไม่มีการยื่นเอกสารเข้ามาเป็นจำนวนที่สูง โดยมีจำนวนรวมกันมากถึง 553 ราย คิดเป็น 2,875 กิโลวัตต์ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า ประชาชนให้ความสนใจในช่วงแรก แต่เมื่อศึกษารายละเอียดต้นทุน ระยะเวลาคืนทุน และผลตอบแทนในภายหลังแล้ว ทำให้ประชาชนหลายรายเปลี่ยนใจไม่เดินหน้าต่อ

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาในเบื้องต้น กระทรวงพลังงาน ได้หารือกับ กกพ. ถึงแนวทางการปรับเกณฑ์โครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยมีแนวทางที่จะเปิดให้กลุ่มธุรกิจเข้าร่วมโครงการได้เช่นเดียวกับกลุ่มครัวเรือน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนถึงเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์/ปี ได้เร็วขึ้น เพราะกลุ่มธุรกิจมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ซึ่งแตกต่างจากภาคครัวเรือน

นอกจากนี้อาจพิจารณาสินเชื่อเพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ประชาชน เพราะต้นทุนการติดตั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงอาจมีการปรับราคารับซื้อไฟฟ้า จากปัจจุบันที่กำหนดราคารับซื้ออยู่ที่ 1.68 บาท/หน่วย อาจปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 บาท/หน่วย เพื่อจูงใจภาคครัวเรือนให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น แต่ราคาดังกล่าวอาจส่งผลให้ไม่เกิดความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศ