<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Economy | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/economy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Feb 2023 05:02:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Economy | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2023 04:49:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนธุรกิจพลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เนชั่นทีวี ช่อง 22]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งพลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[โพสต์ทูเดย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=25488</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” จัดขึ้นโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 ซึ่งมีการนำเสนอแนวทางการรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้ดังนี้ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่โลกได้เรียนรู้มากมาย มีวิกฤติการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินปี 1997 ปัญหา Y2K ช่วงก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีค.ศ. 2000&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/">สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” จัดขึ้นโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 ซึ่งมีการนำเสนอแนวทางการรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้ดังนี้</strong><span id="more-25488"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://img.youtube.com/vi/VAp2y_jDelo/maxres1.jpg" width="780" /></p>
<p>ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่โลกได้เรียนรู้มากมาย มีวิกฤติการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินปี 1997 ปัญหา Y2K ช่วงก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีค.ศ. 2000  ที่เกิดจากการลงทุนมากเกินไปในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง รวมถึง The Great Recession 2008 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ในสหรัฐฯ จากการเปิดตลาดเสรีแบบที่ไม่มีขอบเขตที่นำไปสู่วิกฤติ Subprime crisis ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก</p>
<p>10 ปีหลังจากนั้น ขณะที่เรากำลังจะฟื้นตัวได้  ก็กลับมาเจอปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะย้อนกลับมาอีกในยุคนี้ นั่นก็คือการระบาดของ โคโรน่า ไวรัส หรือ โควิด-19 ในปี 2020 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกือบล่มสลาย วิกฤตการณ์ครั้งนี้ มันทำให้เรามองเห็นทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดีของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ข้อดีคือ เรื่องที่เราสามารถค้าขายกันได้ทั่วโลก เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างง่ายดาย ส่วนข้อเสีย ก็อย่างที่เราเห็นว่า เมื่อมันเกิดโรคระบาดแล้ว กระบวนการที่เราสามารถเชื่อมโยงกันได้ มันทำให้เราไปบังคับแก้ไขปัญหานี้เกือบจะไม่ได้</p>
<p>จากเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละครั้ง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เองก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า แต่ละปีจะเกิดปัญหาหรือวิฤตเศรษฐกิจใดบ้าง เช่นเดียวกับ กรณีสงครามรัสเซียและยูเครน แม้จะมีการคาดการณ์ในเบื้องต้นไว้บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้ และยิ่งระยะหลัง เริ่มมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดถี่ขึ้น ทำให้หลายคนเชื่อว่าปีนี้ จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกจะต้องล่มสลายอีกแน่นอน เพราะว่าเหตุการณ์ทั้งหลายรุมเร้า ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวไม่ฟื้น สงครามก็ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น ปัญหาการเมือง ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านโรคระบาด ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาทางด้านสุขภาพ ที่ส่อแววว่าจะเลวร้ายลงไปทุกปี ทำให้เกิดคำว่า Polycrisis หรือภาวะหลายวิกฤติ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาหลายด้าน</p>
<p>ยิ่งในปีที่เกิดวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งเห็นได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์โลก (MSCI) ที่ลดลงถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มเมกะเทค จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ต้องมองกลับมาว่า แล้วจะสตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลกได้ ซึ่งในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี 2023 มีการพูดถึง polycrisis ค่อนข้างมาก มันไม่ใช่เรื่องของเศรษฐศาสตร์โดยตรง แต่ในเมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดลง เราต้องรีบลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนให้ได้เร็วที่สุด และยังมีการพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งเรื่องคน สิ่งแวดล้อม การค้า ที่ต้องพัฒนาให้ยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งคนทั่วโลกกว่า 7,000 ล้านคน ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีหลายคนที่มองว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่เลวร้ายมากนัก โดยมองจาก 3 เรื่อง</p>
<p><strong>1.จีนเปิดประเทศแล้ว</strong> หลังจากที่ใช้นโยบายซีโรโควิดมาหลายปี ซึ่งเศรษฐกิจของจีนใหญ่ ถึง 19% ของเศรษฐกิจโลก และเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายอะไรก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศไทยแน่นอน</p>
<p><strong>2.เรื่องพลังงาน </strong>สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่เพราะธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น 0.25% แต่เป็นเพราะเรื่องพลังงาน ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่บาร์เรลละ 78 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาแก๊สลดลงจากเดิมอยู่ที่ 80% แต่พบว่าทางยุโรปมีการกดราคาน้ำมันน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ไม่เกินบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ ทำให้ราคาพลังงานลดลงมา ถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ความตึงเครียดด้านพลังงานลดลงไป</p>
<p><strong>3.นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกกฎหมายที่ชื่อว่า Inflation Reduction Act เพื่อปรับลดเงินเฟ้อ </strong>เพื่อต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนโดยจะเน้นขึ้นภาษี รวมถึงลงทุนพลังงานสะอาด แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะอุดหนุนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งแตกต่างกับยุโรปที่เก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดน</p>
<p>ทั้ง 3 เรื่องนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งในส่วนของเอเชียเมื่อเทียบกับยุโรปปัญหาด้านเศรษฐกิจน้อยกว่า แต่มีสิ่งที่ ดร. ศุภชัยได้แนะให้เราต้องเตรียมตัวรับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong><em>ด้านโยบายทางการเงินของไทย</em></strong> เห็นด้วยกับการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูงตามธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน  เรามีความจำเป็นมากกว่าที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ แทนที่จะเอานโยบายการเงินไปกดดันเศรษฐกิจ ให้มันยิ่งตึงขึ้นไปกว่าเดิม การที่เรามีนโยบายการเงินที่ช่วยปัญหาNPL โดยเฉพาะSME ซึ่งช่วยให้ SME ไทยฟื้นตัวได้ใหม่ แม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นเรื่องไม่ดี แต่ปัญหาความยากจนและปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวคือปัญหาที่หนักกว่า ดังนั้นนโยบายการเงินต้องรับมือด้วยส่งเสริมการลงทุน โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ของไทยค่อนข้างฝืดมาก เราเคยมีการลงทุนถึง 30-35% ของ GDP แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 15% ของ GDP ถือว่าน้อย โดยจะต้องเร่งลงทุนขึ้นไปถึง 20% ขณะที่เศรษฐกิจโลกในอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง เราต้องมาดูความสมดุลทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก ยังเป็นตัวขับเคลื่อนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย</p>
<p>ประเทศไทยเข้าสู่ Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยขณะนี้ไทยและจีนมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรแล้ว ขณะที่ประชากรวัยแรงงานของเราลดลงต่อเนื่อง แต่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้งแบกภาระผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างการกระตุ้นในภาคแรงงานให้มากขึ้น ให้ความสำคัญในการ upskill และ reskill เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ได้มากที่สุด ส่วนผู้สูงอายุ เราต้องดูแลให้เขามีสุขภาพดีที่สุด เพื่อที่จะให้เขาทำงานยืดอายุการเกษียณออกไปให้ได้ เป็นต้น เราต้องสร้างการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภายใน ด้วยการส่งเสริม เราต้องสนับสนุน Creative Economy อย่างเต็มที่ รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ เนื่องจากส่วนใหญ่การระดมเงินจากต่างประเทศราว 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีการลงทุนที่EEC</p>
<p><strong>นอกจากนี้ ไทยควรพร้อมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ฉุกเฉินใน 4 ด้าน</strong></p>
<p>1.สร้างความพร้อมด้านพลังงาน หาแหล่งพลังงานทดแทนมากขึ้น</p>
<p>2.สร้างความพร้อมด้านอาหาร รักษาตำแหน่งแหล่งอาหารโลก หลังจากที่ไทยถูกลดอันดับไป 13 อันดับกลายเป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียนในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเมื่อรวมค่าเฉลี่ยแล้วไทยต่ำกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม ทั้งนี้ควรเร่งแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้สามารถกลับมาอยู่ในอันดับต้นได้</p>
<p>3.ด้านสุขภาพที่ไทยถือว่าแข็งแกร่งมาก โดยปัจจุบันไทยสามารถนำ Compulsory Licensing มาผลิตยาที่สำคัญ (Essential Medicines)ในประเทศได้ ซึ่งปัจจุบัน WTO อยู่ระหว่างการเจรจาในเรื่องนี้ โดยอยากให้ลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น</p>
<p>4.ต้องพยายามต่อสู้บนเวทีโลกให้มากขึ้น ถ้าโดดเดี่ยวไทยจะไม่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมานายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้มีการประชุมในไทย โดยมีการนำเสนอความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ร่วมกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เราต้องปรับตัวให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจโลก และอยากทำให้ไทยเป็นผู้นำ องค์กร FAO เพื่อเป็นผู้นำโลกด้านอาหาร</p>
<p>เรื่องของเศรษฐศาสตร์นั้น ห้องทดลองก็คือโลก ที่เราต้องเรียนรู้จากสิ่งที่มันเกิดขึ้น เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำถูก ทำผิด แล้วก็กลับมาปรับปรุงแก้ไขปัญหา ร่วมมือกับคนอื่นทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องพยายามเดินไปด้วยกัน แน่นอนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น เราไม่สามารถต่อสู้ในเวทีโลกได้อย่างโดดเดี่ยว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับมือกับประเทศในภาคีและประเทศมหาอำนาจ ในการพัฒนาพื้นที่ หรือการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่จะก่อให้เกิดมูลค่าและโอกาส  เพราะความร่วมมือหมายถึงการเปิดโอกาสให้ประเทศไทย สามารถพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมทั้งยังมีโอกาสในการที่จะก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจโลกได้” ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย</p>
<hr />
<p>ที่มา: งานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก”<br />
จัดโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 <a href="https://www.youtube.com/watch?v=VAp2y_jDelo" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/watch?v=VAp2y_jDelo</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/">สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TIPMSE – คพ.- 50องค์กรเครือข่าย กระตุ้นใช้กลไก EPR แก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ &#8211; มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/epr/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/epr/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 May 2022 06:47:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[TIPMSE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=22317</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ “TIPMSE” ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน รวม 50 องค์กร เปิดเวทีสัมมนา “EPR ทางรอดของธุรกิจไทย และการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” เชิญนักวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมอภิปรายทิศทางการแก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน นำกลับมาใช้เป็นทรัพยากรใหม่ โดยใช้กลไก EPR หรือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต มุ่งขับเคลื่อนกลไก EPR ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ และเครือข่าย รวม&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/epr/">TIPMSE – คพ.- 50องค์กรเครือข่าย กระตุ้นใช้กลไก EPR แก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ – มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ “TIPMSE” ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน รวม 50 องค์กร เปิดเวทีสัมมนา “EPR ทางรอดของธุรกิจไทย และการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” เชิญนักวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมอภิปรายทิศทางการแก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน นำกลับมาใช้เป็นทรัพยากรใหม่ โดยใช้กลไก EPR หรือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต มุ่งขับเคลื่อนกลไก EPR ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><span id="more-22317"></span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22321" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1-300x163.jpg" alt="" width="600" height="325" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1-300x163.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1-768x417.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1-150x81.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1-500x271.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/messageImage_1653385736165-1.jpg 850w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ และเครือข่าย รวม 50 องค์กร ร่วมจัดงานสัมมนา ในรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ ZOOM หัวข้อ “EPR ทางรอดของธุรกิจไทย และการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องความสำคัญของกลไก EPR ในการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy : CE) และเป็นการแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>โฆษิต สุขสิงห์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ในฐานะประธาน TIPMSE</strong> กล่าวว่า งานสัมมนาในครั้งนี้มุ่งสร้างความเข้าใจหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) หรือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต(Brand Owner) เพื่อนำบรรจุภัณฑ์หลังบริโภคกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ที่ไม่ใช่เฉพาะจำกัดแต่เพียงผู้ผลิต หากแต่ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้จัดเก็บรวบรวม หน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลไกดังกล่าวให้เกิดรูปแบบที่เหมาะสมกับไทย และยังเป็นการขยายผลโครงการ PackBack …เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน ที่จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนให้มากขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 โครงการ PackBack …เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน ได้เกิดขึ้นโดย TIPMSE ร่วมมือกับ 50 องค์กร ภาครัฐ เอกชน ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้รวบรวม โรงงานรีไซเคิล และเทศบาลเมืองแสนสุข เทศบาลเมืองบ้านบึงและเทศบาลตำบลเกาะสีชัง เริ่มโครงการนำร่องในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้ศึกษารูปแบบ EPR ในการจัดการกับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วประเภทต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้บรรจุภัณฑ์หมุนเวียนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-22320" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1-300x139.jpg" alt="" width="600" height="277" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1-300x139.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1-768x355.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1-150x69.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1-500x231.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/นายอรรถพล-เจริญชันษา-อธิบดีกรมควบคุมมลพิษคพ.-1.jpg 850w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)</strong> กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมมือกันในการจัดทำนโยบาย EPR ที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะจากขยะบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตามการนำ EPR ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาขยะโดยเฉพาะพลาสติกยังคงเป็นความสมัครใจ ซึ่งระยะต่อไป ทาง คพ.กำลังพิจารณาที่จะยกร่างเป็นกฎระเบียบหรือกฎหมายให้เกิดการบังคับใช้ในอนาคต เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น</p>
<p>“<strong>TIPMSE</strong> ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนผลักดันการนำ EPR มาใช้ซึ่งยังเป็นภาคสมัครใจเพื่อเร่งแก้ปัญหาขยะพลาสติกตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม รวมถึงบรรจุภัณฑ์อื่นๆ เช่น แก้ว กระดาษ ที่การใช้มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง และความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่จะมีมาตรการ และกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งในต่างประเทศได้มีการนำระบบ EPR นำมาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบทของประเทศ ดังนั้นไทยต้องกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนต่อความรับผิดชอบ และการสร้างจิตสำนึกในด้านการจัดการพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ให้กับทุกกลุ่มในภาคสังคมรวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์ และรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและร่วมรับมือลดภาวะโลกร้อน” <strong>อรรถพล</strong>กล่าว</p>
<p><strong>งานเสวนา “EPR ทางรอดของธุรกิจไทยและการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” ไม่เพียงให้ความรู้เรื่องกลไก EPR แต่ยังตอบโจทย์ผู้ประกอบการเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทราบทิศทางนโยบายของภาครัฐในการใช้กลไก EPR เพื่อจัดการปัญหาขยะในประเทศไทยและแนวทางพัฒนาตาม BCG Model โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาจากทุกภาคส่วนรวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 คน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/epr/">TIPMSE – คพ.- 50องค์กรเครือข่าย กระตุ้นใช้กลไก EPR แก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ – มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/epr/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กบอ.ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐาน EEC เพื่อเปิดประตูการค้า และการลงทุนเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-eec/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-eec/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Dec 2021 08:00:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[ECCi]]></category>
		<category><![CDATA[EEC]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่งทางน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การขนส่งระบบราง]]></category>
		<category><![CDATA[การจราจรและขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[คมนาคม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบจัดการอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์จีโนมิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[อีอีซี]]></category>
		<category><![CDATA[เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก]]></category>
		<category><![CDATA[เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพื้นฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[โลจิสติกส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=20332</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ. 2566-2570 เพื่อเปิดประตูการค้า และการลงทุน เชื่อมต่อระบบขนส่งทั้งระบบราง ทางน้ำ อากาศ สู่เมืองใหม่ แหล่งท่องเที่ยวและภูมิภาค เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมี&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-eec/">กบอ.ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐาน EEC เพื่อเปิดประตูการค้า และการลงทุนเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ. 2566-2570 เพื่อเปิดประตูการค้า และการลงทุน เชื่อมต่อระบบขนส่งทั้งระบบราง ทางน้ำ อากาศ สู่เมืองใหม่ แหล่งท่องเที่ยวและภูมิภาค เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย</strong><span id="more-20332"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20338" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Kanit-Sangsubhan.jpg" alt="คณิศ แสงสุพรรณ" width="650" height="433" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Kanit-Sangsubhan.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Kanit-Sangsubhan-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Kanit-Sangsubhan-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Kanit-Sangsubhan-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>คณิศ แสงสุพรรณ</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)</strong> เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมี <span style="color: #6cb742;"><strong>สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</strong></span> <strong>รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม</strong> ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีเป้าหมายให้ไทยก้าวสู่ประตูการค้า การลงทุน ศูนย์กลางคมนาคมโลจิสติกส์ของภูมิภาค เน้นสร้างความร่วมมือกลุ่มประเทศ CLMVT และจีนตอนใต้ รวมทั้งรองรับการเติบโตของ EEC ในอนาคต เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางราง ทางน้ำ เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะระบบรางจากสถานีรถไฟความเร็วสูง สนามบินอู่ตะเภาฯ เชื่อมกับเมืองใหม่ และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชนในการเดินทาง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>โดยมีกรอบการพัฒนา ได้แก่ 1.พัฒนาและส่งเสริมการขนส่งสินค้าระบบรางและทางน้ำเป็นระบบหลัก 2.ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ 3.เชื่อมต่อโครงข่ายถนน ปรับปรุงช่วงถนนคอขวดแก้ปัญหาจราจรหลักในอีอีซี 4. พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นิคมอุตสาหกรรม เมืองที่จะพัฒนาในอนาคต และ 5.ใช้เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะจัดการจราจรและการขนส่ง ซึ่งจะดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถระบบรางและทางน้ำ เชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบอื่น เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ยกระดับโครงข่ายคมนาคมรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มสัดส่วนการเดินทางระบบสาธารณะ ส่งเสริมท่องเที่ยวทางรางและทางน้ำเข้าถึงพื้นที่หลักในEEC และยกระดับโครงข่ายคมนาคมด้วยมาตรการเชิงรุกและเทคโนโลยีสมัยใหม่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20334" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/EEC-News-20211222.jpg" alt="ข่าว EEC" width="737" height="1024" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/EEC-News-20211222.jpg 737w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/EEC-News-20211222-216x300.jpg 216w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/EEC-News-20211222-150x208.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/EEC-News-20211222-360x500.jpg 360w" sizes="(max-width: 737px) 100vw, 737px" /></p>
<p>โดยระหว่างปี พ.ศ. 2566-2570 ช่วงการก่อสร้างจะเกิดการจ้างงานประมาณ 20,000 ตำแหน่ง/ปี และปี พ.ศ. 2571-2580 ประมาณ 12,000 ตำแหน่ง/ปี เดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น ลดความสูญเสียจากความล่าช้าการเดินทางประมาณ 10.75 ล้านบาท/วัน หรือ 3,900 ล้าน/ปี ลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ 5% (ความสูญเสียลดลง 100 ล้านบาท/ปี) ยกระดับชีวิตด้วยระบบขนส่งที่ทันสมัย เชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อ เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงระยองภายใน 1 ชั่วโมง ลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาการจราจร เพิ่มประสิทธิภาพถนนในพื้นที่ จากความเร็ว 65 กม./ชม. เป็น 70 กม./ชม. มีเส้นทางรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้น 275 กม. ปรับปรุงการก่อสร้างถนนและขยายช่องทางมากถึง 25 เส้นทางภายในปี พ.ศ. 2570</p>
<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความสำเร็จ 4 โครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุุนรัฐ-เอกชน (PPP) ที่อีอีซีได้ผลักดันให้มีการเซ็นสัญญาครบทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบัง มูลค่าลงทุนรวมสูงถึง 654,921 ล้้านบาท เป็นการลงทุุนภาคเอกชน 416,080 ล้านบาท (64%) ลงทุนภาครัฐ 238,841 ล้านบาท ( 36%) โดยภาคเอกชนจะให้ผลตอบแทนภาครัฐ 440,193 ล้านบาท และรัฐได้ผลตอบแทนสุุทธิ 210,352 ล้านบาท ถือเป็นประวัติศาสตร์ความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศและ EEC ที่ได้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่</p>
<p>ขณะเดียวกันได้รับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ใกล้เสร็จสมบูรณ์ และคาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2565 เพื่อสนับสนุนการจัดประชุมผู้นำเอเปกที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเป็นการประกาศความพร้อมสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนฐานนวัตกรรมขั้นสูง และจูงใจนักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่พื้นที่ EEC รวมถึงศูนย์จีโนมิกส์ ที่ประชุม กบอ.รับทราบความก้าวหน้าโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบการแพทย์จีโนมิกส์ในพื้นที่ EEC ยกระดับให้ชุมชนเข้าถึงบริการสาธารณสุข และแผนการขับเคลื่อนการรักษาแบบการแพทย์แม่นยำ โดยเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนศูนย์บริการจีโนมิกส์ใน EEC และบริการที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สกพอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้าง และสัญญาเช่าที่บริการถอดรหัสพันธุกรรม กับกิจการร่วมค้าไทยโอมิกส์ เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมประชาชน 50,000 ราย ในระยะเวลา 5 ปี และจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยและเลือกการรักษาโรคที่ถูกต้องเป็นต้นแบบ</p>
<p style="text-align: center;">The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-eec/">กบอ.ประชุมพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐาน EEC เพื่อเปิดประตูการค้า และการลงทุนเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99-eec/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>One Last Chance 100 ปี มีครั้งเดียว โอกาสของไทยหลังโควิด-19</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/one-last-chance-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-19/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/one-last-chance-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-19/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Dec 2021 07:37:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[​ THE​ STANDARD ECONOMIC FORUM 2021]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.เสนาะ อูนากูล]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาสของไทยหลังโควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=20005</guid>

					<description><![CDATA[<p>One Last Chance 100 ปี มีครั้งเดียว โอกาสของไทยหลังโควิด-19 ปาฐกถา​โดย​ ดร.เสนาะ อูนากูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย​ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในงาน​ THE​ STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 [เป็นปาฐกถา​ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเนื้อหามุมมองที่ดีมีพลัง]​ ดร.เสนาะ อูนากูล กล่าวว่า เรากำลังเกิดเมกะเทรนด์ (Mega Trend) หลายอย่างใน โลกนี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/one-last-chance-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-19/">One Last Chance 100 ปี มีครั้งเดียว โอกาสของไทยหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>One Last Chance 100 ปี มีครั้งเดียว โอกาสของไทยหลังโควิด-19 ปาฐกถา​โดย​ ดร.เสนาะ อูนากูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย​ </strong><strong>อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในงาน​ THE​ STANDARD ECONOMIC FORUM 2021 </strong></p>
<p><strong>[เป็นปาฐกถา​ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเนื้อหามุมมองที่ดีมีพลัง]​</strong><span id="more-20005"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20007" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul.jpg" alt="ดร.เสนาะ อูนากูล" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Snoh-Unakul-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong>ดร.เสนาะ อูนากูล</strong> กล่าวว่า เรากำลังเกิดเมกะเทรนด์ (Mega Trend) หลายอย่างใน โลกนี้ สมัยแผนฯ 5&amp;6 ที่เรารุ่งเรืองมาได้เพราะเราจับเมกะเทรนด์ของโลกได้ จับกระแสได้เป็นอย่างดี เราไปอยู่ตรงกลาง จึงเกิดการพลิกโฉมประเทศไทยในช่วงนั้น​ แต่หลังจากนั้นมันแผ่วจนกระทั่งหายไป 30 ปี บัดนี้เกิดขึ้นมา (ใหม่) เป็นเมกะเทรนค์ใหญ่กว่าเดิมมโหฬารมาก​ เป็นเรื่องที่เราต้องจับเทรนด์พวกนี้ให้ได้ เราต้องอยู่กับเทรนด์เล่านี้เราไม่ตกเทรนด์ ถ้าเราตกเทรนด์คราวนี้ ก็ไม่รู้จะหายไปไหนอีกเหมือนกัน ซึ่งเวลานี้ผม (ดร.เสนาะ)​ รู้สึกมองโลกในแง่ดี (Optimistic) ทั้งๆ ที่คนทั่วไปรู้สึกมีแต่ความผิดหวัง​ มีแต่อะไรต่างๆ โทษกันไปโทษกันมา</p>
<p>แต่อะไรขณะเดียวกัน อะไรทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยกำลังไปในทางที่ดีทั้งนั้น โดยพื้นฐานการเกิดโควิด-19 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ Digital Transformation เกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าหากไม่เกิดโควิดคงไม่ไปถึงขนาดนี้ โชคดีที่เราประมูล 5G เสร็จก่อนที่จะเกิดโควิดเดือนเดียว เราโชคดีมากทำให้เราเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่สามารถดำเนินการ 5G มาได้ 2 ปี แล้ว</p>
<p>นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ผมว่าเนี่ย เราจะมีทั้งระบบรถไฟทางคู่ความเร็วสูงในเมือง ขนส่งมวลชนอีกหลายเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุด เรื่องสนามบินเมืองการบินที่อู่ตะเภา ซึ่งสมัยอีสเทรินซีบอร์ดทำไม่ได้ สมัย EECเขาทำได้ สมัยผมเรื่องเยอะมากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอู่ตะเภา เป็นเรื่องใหญ่มากที่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ เมืองการบินเป็นเมืองอัจฉริยะ ที่เราทำ 5Gได้ก่อนคนอื่น จะให้เกิด Smart​City ง่ายขึ้น ทั้งเมืองการบิน เมืองพัทยา มีอีก 15 เมืองตามแผน เพราะฉะนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะภายใน 3-4 ปีข้างหน้า Productivity จะขึ้น Cost จะลง เป็นอุตสาหกรรมใหม่ทั้งนั้น คนที่เคยคิดว่าไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ จริงอยู่เราเคยติดอยู่กับอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เราไม่มีอะไรเลย แต่บัดนี้ โอกาสมาแล้ว เป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเมืองไทย ที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้​ แล้วบังเอิญเราอยู่ในช่วงที่ถ้าเราสามารถที่จะทำงานร่วมกับทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งสหรัฐและจีน (และมีญี่ปุ่น,เกาหลีใต้) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Care) หลายเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากโควิดจะมี New​ Health Care เรื่องสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) จะเป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วถ้ามาก็มาเร็ว เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยมีมาก โอกาสมันเยอะเหลือเกิน</p>
<p>คนรุ่นใหม่ถ้าเป็นผมต้องช่วยกันให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีโอกาสที่จะทำงานที่เป็นประโยชน์สำหรับบ้านเมือง เปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองสมัยใหม่ แล้วก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมาอีกหลายอย่าง โดยการเปลี่ยนพื้นฐานเหล่านี้ อันนี้คือทางที่ถูกต้อง คนรุ่นใหม่ต้องได้รับความคิดที่ถูกต้องว่าโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่มหาศาลจริงๆ สำหรับเมืองไทยควรจะร่วมมือกันเพื่อทำโอกาสนี้ให้เปีนประ โยซน์และเปีน โอกาสซึ่งมันเกิดขึ้นน้อยครั้งในชีวิตคน​ โอกาสน้อยมากที่เกิดขึ้นพร้อมกัน</p>
<p>เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง มันจะเป็นไปเองโดยธรรมชาติ อย่างเราทำ Digital Govemnment ก็จะเปลี่ยนเรื่องระบบราชการมันจะเป็นโดยธรรมชาติ มันจะมีสิ่งที่ตามมา ไม่ใช่ทำมาโดยเอาย้อนหลัง แล้วสิ่งนี้เลยเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งนี้ก็จะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็นแต่ว่าใครจะสื่อสาร (Communicate) ความเป็นจริงเหล่านี้ได้ให้เห็นว่าโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคนี้มีมากเหลือเกิน แล้วเมืองไทยกำลังต้องการคนอย่างมากเลย</p>
<p>เวลานี้เราปรับปรุงระบบอาชีวศึกษา เป็นระบบ Demand Driven และต้องมาถึงขั้นมหาวิทยาลัยเปลี่ยนหมด​ เพื่อรับกับสถานการณ์ใหม่โอกาสเยอะมากในเมืองไทย อย่าท้อถอย อย่ามัวคิดว่าเมืองไทยมีแต่ปัญหาเราไม่ควรปล่อย​ &#8220;โอกาสซึ่ง 100 ปี จะเกิดขึ้นพร้อมกันในครั้งนี้&#8221; โลกเรากำลังเปลี่ยนไปอย่างรว​ดเร็ว แล้วจะเกิดปัญหาที่จะมีปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องอาศัยความคล่องตัวของคนรุ่นใหม่ด้วย เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวคเร็ว &#8220;ผมขอฝากความหวังเอาไว้ ฝากความหวังที่มองเห็นเป็นของจริงไม่ใช่ความฝัน อยู่ใกล้มือ มันอยู่ที่ว่าจะใช้โอกาสนั้น เป็นประโยชน์ได้หรือไม่&#8221; ด<strong>ร.เสนาะ​ อู​นา​กู​ล</strong>​ กล่าวสรุปท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/one-last-chance-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-19/">One Last Chance 100 ปี มีครั้งเดียว โอกาสของไทยหลังโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/one-last-chance-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%94-19/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
