<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Focus | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/green-focus/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 May 2026 08:22:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Green Focus | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 08:00:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพประมง]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์บริดจ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการแลนด์บริดจ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44112</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดยอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “<strong>โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” </strong>กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดย<strong>อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี</strong>คนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ</p>
<p><span id="more-44112"></span></p>
<p>“<strong>โครงการแลนด์บริดจ์</strong>” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบัน<strong>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) </strong>อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)</p>
<p>โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ของภาคใต้ กำลังเผชิญคำถามสำคัญจากประชาชนและภาคสิ่งแวดล้อม หลังมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้การถมทะเลรวมกันนับหมื่นไร่ แบ่งเป็นฝั่งชุมพรประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองราว 6,975 ไร่ แม้ภาครัฐจะชูว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านและนักอนุรักษ์กลับตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนประมง ที่อาจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องแหล่งอาหาร ความสมบูรณ์ของทะเล ตลอดจนสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่อาจไม่สามารถย้อนคืนได้ง่ายนัก</p>
<h3>“ขุมทรัพย์ทะเลใต้” บนเส้นทางแลนด์บริดจ์ กับวิถีชุมชนที่อาจต้องแลก</h3>
<p>จากการรายงานของกลุ่ม Beach for Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ในหัวข้อ “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ระบุว่า ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ที่กำลังถูกก่อสร้างในโครงการแลนด์บริดจ์ ต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลและเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ โดยในฝั่งท่าเรือที่ระนองจะกินพื้นที่สำคัญทางทะเลมากมาย ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี ถึงปากคลองกะเปอร์ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน รวมถึงลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในเขตนี้ ทำอาชำประมงมายาวนาน และมีรายได้สูง ซึ่งอาจลดน้อยลงหลังจากโครงการได้ถูกสร้างขึ้น</p>
<p>อีกพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือพื้นที่ดอนตาแพ้ว และถูกขนานนามว่า “ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง” เนื่องจากมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่จำนวนมาก และมีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีหลายชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรบริเวณนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนชาติพันธุ์ ชาวไทยพลัดถิ่น และชาวมอแกนอีกกว่า 400 ชีวิต</p>
<p>ขณะที่พื้นที่ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ กลับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพิงทะเลในการดำรงชีวิตมายาวนาน โดยมีชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพสร้างรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละกว่า 29,450 บาทต่อเดือน และมีชุมชนมากกว่า 2,150 ครัวเรือนอยู่ในรัศมีที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ รวมถึงโรงเรียนและสถานพยาบาลอีก 16 แห่งในพื้นที่อ่อนไหว</p>
<h3>สั่นคลอนสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อาหารคนไทย</h3>
<p>ท่ามกลางความกังวลว่า การขุดลอกทะเลและถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ อาจไม่เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์ชายฝั่ง แต่ยังอาจทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งปลาทูไทย ปลาอินทรีย์ ปลาเก๋า ปลาหมึก ตลอดจนสิ่งมีชีวิตหายากอย่างฉลามวาฬ จั๊กจั่นทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงทั้งชุมชนและห่วงโซ่อาหารของทะเลอ่าวไทยตอนบน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44114" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg" alt="ระบบนิเวศทะเล" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>หากระบบนิเวศทะเลเปลี่ยนไป ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำลดลง แต่จะลุกลามเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ขณะเดียวกัน การถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ยังอาจทำให้กระแสน้ำและแนวชายฝั่งเปลี่ยนแปลงผิดไปจากธรรมชาติ เกิดการสะสมของตะกอนจนบางพื้นที่ตื้นเขิน เรือประมงเสี่ยงติดโคลนในช่วงน้ำลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางน้ำและมลพิษจากกิจกรรมท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันหรือของเสียจากเรือสินค้า ที่อาจตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว</p>
<h3>เส้นแบ่ง 5 กิโลเมตร เสี่ยงไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"> </span><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.อาภา หวังเกียรติ</span> จาก มหาวิทยาลัยรังสิต</strong> ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของไทย อาจไม่สามารถรับมือกับโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่างแลนด์บริดจ์ได้อย่างเพียงพอ โดยจากประสบการณ์ติดตามสถานการณ์ EIA มาหลายปี พบว่าระบบการประเมินยังคงยึดกรอบคิดเดิม ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การกำหนดขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบไว้เพียงรัศมี 5 กิโลเมตรจากตัวโครงการ ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชุมชนใกล้เคียง ระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรธรรมชาติที่แม้อยู่นอกพื้นที่กำหนด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านกระแสน้ำ ห่วงโซ่อาหาร และระบบนิเวศทางทะเล ทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบในรูปแบบ EIA เพียงอย่างเดียว จะเพียงพอหรือไม่สำหรับโครงการขนาดมหาศาลที่อาจสร้างผลกระทบข้ามพื้นที่และต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งทะเลภาคใต้</p>
<p>แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกวาดภาพให้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเจริญ” และประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ แต่สำหรับคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ความศิวิไลซ์ที่กำลังจะมาถึง อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเกิดคำถามต่ออนาคตการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรและระนอง ว่าสถานที่ธรรมชาติสำคัญอย่างหมู่เกาะกำ หาดบางเบน และ เกาะพยาม จะยังคงเสน่ห์ความงดงามทางธรรมชาติไว้ได้เพียงใด ท่ามกลางเงาของท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมที่อาจตามมาในอนาคต</p>
<hr />
<p>ที่มา : <a href="https://beachforlife.org/ebook/26" target="_blank" rel="noopener">Beach for Life</a>, <a href="https://www.greenpeace.org/thailand/story/54821/land-bridge-effect-review-local-resources/" target="_blank" rel="noopener">Greenpeace</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 09:52:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะหนองแขม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43974</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2 รองรับขยะมากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์</strong></p>
<p><span id="more-43974"></span></p>
<p>เมื่อรวมทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ทำให้กรุงเทพมหานครมีกำลังการกำจัดขยะรวมประมาณ 3,700 ตันต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 35% ของขยะทั้งหมดในเมือง และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ 40% จากปริมาณขยะที่ลดลงเหลือราว 9,000 ตันต่อวันตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นหนึ่งในคำตอบของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตของมหานครแห่งนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43976" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg" alt="เหอ หนิง" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เหอ หนิง</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด </strong>เปิดเผยความคืบหน้าโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 91% และเตรียมเปิดรับขยะเพื่อทดสอบระบบในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยโครงการดังกล่าวสามารถรองรับขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และสูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน พร้อมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 35 เมกะวัตต์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43977" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ชูเทคโนโลยีครบวงจร ควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม</h3>
<p>ด้านเทคโนโลยี โครงการใช้ระบบเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่ควบคุมอุณหภูมิการเผาไหม้ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส โดยนำความร้อนที่ได้ไปผลิตไอน้ำแรงดันสูงเพื่อขับเคลื่อนกังหันไอน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า ขยะจะถูกนำมาเก็บพักในอาคารระบบปิดเป็นเวลา 3–5 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดและการผลิตพลังงาน</p>
<p>โครงการยังให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบบ่อพักขยะเป็นระบบปิด (Closed System) รองรับขยะได้ถึงประมาณ 24,000 ตัน และใช้ระบบแรงดันลบ (Negative Pressure System) เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกลิ่น โดยอากาศภายในจะถูกดูดเข้าสู่เตาเผาและกำจัดไปพร้อมกระบวนการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังติดตั้งเทคโนโลยี E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เพื่อตรวจจับ วิเคราะห์ และควบคุมกลิ่นอย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์</p>
<p>ขณะเดียวกัน โครงการยังติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียงแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง หากระดับเสียงเกินมาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนทันที เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และยกระดับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43978" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ดันขยะเป็นพลังงานทางเลือก ลดต้นทุนระบบเมือง</h3>
<p><strong>เหอ หนิง กล่าวว่า </strong>ขยะเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นทุกวันตามการเติบโตของประชากรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมากกว่า 10 ล้านคนที่ผลิตขยะในช่วงกลางวัน  ทำให้มีขยะรวมหลายพันตันต่อวัน การนำขยะมาใช้ผลิตพลังงานจึงเป็นทางเลือกด้านพลังงานสีเขียวที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระการฝังกลบและการขนส่งขยะไปยังพื้นที่ปลายทาง เช่น นครปฐมและฉะเชิงเทรา ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวเกือบเท่าตัว</p>
<h3>เสนอปรับขั้นตอนการพิจารณาให้เอื้อต่อการลงทุน</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการกำกับดูแลของภาครัฐที่ยังขาดเอกภาพ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการจัดการขยะ การผลิตไฟฟ้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ขั้นตอนการอนุมัติและพัฒนาโครงการใช้เวลานาน ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับชุมชน แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสะท้อนต้นทุนโครงการที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยหน้างาน เช่น การก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าเอง การวางโครงสร้างใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลให้งบลงทุนขยับจากราว 5,000 ล้านบาท เป็นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อโครงการ แม้เผชิญข้อจำกัดดังกล่าว โครงการยังสามารถดำเนินงานได้เร็วกว่ากำหนดในสัญญา สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพในการดำเนินโครงการที่มีประสิทธิภาพ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ ใช้แอร์ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน ทางรอดสู้วิกฤตค่าไฟแพง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/energy-saving-air-conditioner/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 04:54:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้เครื่องปรับอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องปรับอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[แอร์]]></category>
		<category><![CDATA[แอร์ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43887</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม &#8211; สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น &#8220;ความเย็น&#8221; ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/energy-saving-air-conditioner/">นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ ใช้แอร์ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน ทางรอดสู้วิกฤตค่าไฟแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม &#8211; สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ</strong></p>
<p><span id="more-43887"></span></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล </span>อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด</p>
<p><strong>ดร.วันชัย </strong>อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น &#8220;ความเย็น&#8221; ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็น<strong>หลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ</strong> โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย</p>
<p>“หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะ<strong>แอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ </strong>แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์<strong>ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 &#8211; 26 องศาเซลเซียส</strong> ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้น ดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น <strong>27 &#8211; 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย</strong> และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก” <strong>ดร.วันชัย </strong>กล่าว</p>
<p>อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ <strong>ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน</strong> โดยเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43889" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-02.jpg" alt="เครื่องปรับอากาศ" width="750" height="409" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-02-300x164.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-02-150x82.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-02-500x273.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER</strong> <strong>(Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล)</strong> ด้วย ซึ่ง<strong>ค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า</strong> ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” <strong>ดร.วันชัย </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43890" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-03.jpg" alt="การใช้เครื่องปรับอากาศ" width="750" height="562" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-03-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/energy-saving-air-conditioner-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้น<strong>การขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 &#8211; 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง</strong> ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก</p>
<p>“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” <strong>ดร.วันชัย</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/energy-saving-air-conditioner/">นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ ใช้แอร์ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน ทางรอดสู้วิกฤตค่าไฟแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนะวิธีเล่นสงกรานต์ ปี’69 แบบรักษ์โลก ลดน้ำ ลดขยะ และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/songkran-2026-go-green/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2026 08:26:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลสงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43779</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจกำลังวางแผนออกไปเล่นน้ำ คลายร้อน และเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขตามท้องถนนทั่วประเทศ แต่ท่ามกลางความสนุกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน กลับมี “ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ปืนฉีดน้ำพลาสติกที่มีอายุการใช้งานสั้น ไปจนถึงดินสอพองและสารต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำของเมือง สงกรานต์ที่ผ่านมาสร้างขยะมากแค่ไหน? กรุงเทพมหานคร เปิดเผยข้อมูลสรุปปริมาณขยะมูลฝอยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2567 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต พบว่ามีปริมาณขยะรวม 51,437.43 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/songkran-2026-go-green/">แนะวิธีเล่นสงกรานต์ ปี’69 แบบรักษ์โลก ลดน้ำ ลดขยะ และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจกำลังวางแผนออกไปเล่นน้ำ คลายร้อน และเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขตามท้องถนนทั่วประเทศ แต่ท่ามกลางความสนุกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน กลับมี “ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ปืนฉีดน้ำพลาสติกที่มีอายุการใช้งานสั้น ไปจนถึงดินสอพองและสารต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำของเมือง</strong></p>
<p><span id="more-43779"></span></p>
<h3>สงกรานต์ที่ผ่านมาสร้างขยะมากแค่ไหน?</h3>
<p>กรุงเทพมหานคร เปิดเผยข้อมูลสรุปปริมาณขยะมูลฝอยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2567 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต พบว่ามีปริมาณขยะรวม 51,437.43 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 669.76 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 7,348.20 ตัน เพิ่มขึ้น 95.68 ตันต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งมีปริมาณขยะรวม 50,767.67 ตัน เฉลี่ยวันละ 7,252.52 ตัน</p>
<p>ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปริมาณขยะมูลฝอยในกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 10–16 เมษายน 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2568) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าอาจแตะระดับ 70,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 36% จากปีก่อนหน้า</p>
<h3>“ปีละครั้ง” แต่ผลกระทบไม่ใช่แค่ครั้งเดียว</h3>
<p>แม้ประเพณี สงกรานต์ จะจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับยืดเยื้อยาวนาน โดยเฉพาะปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นปืนฉีดน้ำพลาสติก ขวดน้ำ หรือถุงพลาสติก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในระยะเวลาสั้นและมีอัตราการรีไซเคิลต่ำ ส่งผลให้ขยะเหล่านี้จำนวนมากกลายเป็นขยะมูลฝอยที่สะสมเพิ่มขึ้นในระบบจัดการของเมือง</p>
<p>ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การทิ้งขยะพลาสติกอย่างกระจัดกระจายยังเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันในระบบระบายน้ำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม รวมถึงปัญหาขยะลอยในแม่น้ำลำคลองที่บางส่วนไหลลงสู่ทะเล ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลและปัญหาไมโครพลาสติกในระยะยาว</p>
<p>Greenpeace Thailand ยังระบุว่า ขยะพลาสติกดังกล่าว มีเพียงประมาณ 9% เท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิล อีก 12% ถูกกำจัดด้วยการเผาซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่วนที่เหลือถึง 79% ยังคงตกค้างในสิ่งแวดล้อม สะสมในระบบนิเวศ และอาจย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด</p>
<h3>เล่นสงกรานต์อย่างไร? ให้รักษ์โลก</h3>
<p>ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ ความจริงที่ว่า “พฤติกรรมการเล่นน้ำ” มีความสำคัญไม่แพ้ปริมาณน้ำที่ใช้ โดยประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการใช้น้ำรวมเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้น้ำแบบ “เปิดทิ้งต่อเนื่อง” ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น การหันมาใช้ถังหรือภาชนะตักน้ำแทนสายยางจึงช่วยจำกัดการใช้น้ำให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน การบริโภคสินค้าระยะสั้น เช่น ปืนฉีดน้ำพลาสติกราคาถูกที่มักถูกทิ้งหลังใช้งานเพียงไม่กี่วัน ยังคงเป็นหนึ่งในตัวการเพิ่มปริมาณขยะในเมืองอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>นอกจากนี้ การใช้แป้งดินสอพองหรือสารเคมีในปริมาณมากยังอาจเพิ่มภาระให้กับระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากสารเหล่านี้จะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำและกลายเป็นตะกอนหรือสารแขวนลอยในระบบ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43781" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/songkran-go-green-02.jpg" alt="ขยะ" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/songkran-go-green-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/songkran-go-green-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/songkran-go-green-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/songkran-go-green-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ขณะที่พฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการเลือกใช้ขวดน้ำแบบเติม (refill) แทนการซื้อขวดพลาสติกใหม่ ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงเทศกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ทั้งหมดนี้จะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีการจัดการปลายทางอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการคัดแยกและทิ้งขยะให้ถูกประเภท ซึ่งยังคงเป็น “จุดอ่อน” ของระบบจัดการขยะในหลายพื้นที่ และเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าสงกรานต์จะเป็นเพียงเทศกาลแห่งความสุข หรือกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองในระยะยาว</p>
<p>“สงกรานต์” อาจไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกและการเฉลิมฉลอง หากแต่เป็น “ภาพสะท้อน” ของความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้คนกับระบบทรัพยากรของเมืองอย่างชัดเจนที่สุดช่วงหนึ่งของปี เมื่อกิจกรรมระยะสั้นสามารถสร้างแรงกระเพื่อมยาวนานในรูปของขยะ น้ำเสีย และภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม</p>
<p>โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเราควร “หยุดเล่นน้ำ” หรือไม่ แต่คือจะออกแบบการเฉลิมฉลองอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การลดการใช้น้ำแบบสิ้นเปลือง การหลีกเลี่ยงสินค้าที่กลายเป็นขยะในเวลาอันสั้น ไปจนถึงการรับผิดชอบต่อขยะที่ตัวเองสร้างขึ้น</p>
<p><strong>เทศกาลสงกรานต์ในยุคที่โลกถึงจุดเดือด จึงอาจต้องถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งการสาดน้ำ แต่เป็นเทศกาลที่สะท้อนว่า “เราจะสนุกได้แค่ไหน โดยไม่ทำให้โลกต้องจ่ายแทน”</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/songkran-2026-go-green/">แนะวิธีเล่นสงกรานต์ ปี’69 แบบรักษ์โลก ลดน้ำ ลดขยะ และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 01:58:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[JGSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบพลังงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43679</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย” ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “สัญญาณเตือนที่สำคัญ” ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม “วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ<strong> “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย”</strong> ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง</p>
<p><span id="more-43679"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43681" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg" alt="ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์" width="480" height="720" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg 480w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์</span> ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong> มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น <strong>“สัญญาณเตือนที่สำคัญ”</strong> ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43682" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg" alt="พลังงาน" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังไม่ได้เอาบทเรียนจากอดีตมาปรับใช้จริงจังเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นโจทย์ของไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่รอรับมือว่า วิกฤตจะมาเร็วหรือมาช้า แต่คือทำอย่างไรให้ประเทศมีระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล</strong> ย้ำว่า <strong>ไทยยังไม่ใช่ประเทศที่ไร้ทางเลือกด้านพลังงาน เพราะเรามีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งมีชีวมวลเป็นจำนวนมาก</strong> ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งพลังงานหมุนเวียน พลังงานจากชีวมวล ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้ระบบพลังงานไทยในระยะยาว</p>
<p>ในช่วงวิกฤตพลังงานขณะนี้ ไทยอาจใช้ถ่านหินเป็นทางออกชั่วคราวเพื่อช่วยกดต้นทุนค่าไฟและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นคำตอบระยะยาว เพราะถ่านหินมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงและต้องเผชิญแรงกดดันจากกติกาด้านปริมาณคาร์บอนของโลกมากขึ้น ขณะที่ทางออกที่เหมาะสมกว่าในระยะต่อไป คือการใช้ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพา LNG ลงในระยะกลางและระยะยาว ระบบพลังงานของไทยในอนาคตจึงไม่ใช่การใช้พลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบให้ทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุด</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล </strong>ระบุว่า <strong>วิกฤตพลังงานรอบนี้ จะเป็นได้ทั้งอุปสรรคและตัวเร่งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเลือกรับมืออย่างไร </strong>หากมองเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า วิกฤตนี้ก็อาจเป็นเพียงภาระที่เพิ่มขึ้นอีกระลอก แต่หากใช้โอกาสนี้<strong>ทบทวนจุดอ่อน</strong>สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป พร้อมเร่งผลักดันพลังงานสะอาด พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็น<strong>จุดเปลี่ยนสำคัญ</strong>ของไทยในระยะยาว</p>
<p>ขณะเดียวกัน “ไบโอดีเซล” ยังเป็นตัวอย่างที่สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายได้ชัด เพราะแม้จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่หากขาดการสนับสนุนด้านราคาและนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทางเลือกนี้ก็อาจถูกใช้แค่ในยามวิกฤต โดยไม่สามารถเติบโตเป็นฐานพลังงานหลักที่มั่นคงของประเทศได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43683" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg" alt="ขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“ภาคขนส่งและโลจิสติกส์เป็นจุดที่เห็นผลกระทบชัดที่สุด เพราะยังใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งต่อไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ทางออกจึงไม่ใช่แค่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการขนส่งในเมือง การเพิ่มบทบาทของการขนส่งระบบราง การใช้ไบโอดีเซลในระบบขนส่งระยะไกล รวมไปจนถึงเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพสำหรับภาคการบิน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ<strong>แนวคิดกรีนโลจิสติกส์</strong> ที่จะช่วยลดทั้งต้นทุน ความเสี่ยง และการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p>เมื่อมองไปข้างหน้า นวัตกรรมพลังงานใหม่จะเป็นอีกทางเลือกสำคัญของไทยในการลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นกรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data ที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งใช้ทุกเทคโนโลยีพร้อมกัน แต่ควรเลือกให้เหมาะกับศักยภาพของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อไทยเร่งลงทุนพัฒนาคนและองค์ความรู้ควบคู่กันไป</p>
<p><strong>“บทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่คือการทำให้ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่อาจฝากอนาคตพลังงานของประเทศไว้กับความผันผวนจากภายนอกได้อีกต่อไป</strong> ดังนั้น ทางออกในระยะยาวจึงไม่ใช่แค่การมองหาพลังงานที่ถูกที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องเร่งสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พึ่งพาทรัพยากรในประเทศให้ได้มากขึ้น ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับบริบทของไทย เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าวสรุป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย แนะ “ลอยกระทง ไม่หลงทาง” มุ่งสู่ประเพณีคาร์บอนต่ำ ชี้ภัยเงียบกระทงธรรมชาติ ย้ำ “ต้องปลอดเข็มหมุด 100%</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tei-loy-krathong-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2025 04:54:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์แหล่งน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะกระทง]]></category>
		<category><![CDATA[ลอยกระทง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41723</guid>

					<description><![CDATA[<p>เนื่องในเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ได้ออกมาแนะแนวทาง &#8220;ลอยกระทง ไม่หลงทาง&#8221; เพื่อให้ประชาชนได้สืบสานประเพณีควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยชู 2 แนวทางสำคัญคือ การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติแท้ 100% และการมุ่งสู่ &#8220;ประเพณีคาร์บอนต่ำ&#8221; (Low Carbon) ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันแนวโน้มการใช้กระทงโฟมจะลดลงมาก และคนหันมาใช้วัสดุธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในกระทงธรรมชาติที่วางจำหน่ายทั่วไปก็มี โดยในปีที่ผ่านTEI ได้ลงพื้นที่เก็บขยะกระทงที่ชายหาดบางแสนพบกว่า กระทงธรรมชาติ หลายใบมีสิ่งแปลกปลอมอันตรายซ่อนอยู่ข้างใน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tei-loy-krathong-2025/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย แนะ “ลอยกระทง ไม่หลงทาง” มุ่งสู่ประเพณีคาร์บอนต่ำ ชี้ภัยเงียบกระทงธรรมชาติ ย้ำ “ต้องปลอดเข็มหมุด 100%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เนื่องในเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ได้ออกมาแนะแนวทาง &#8220;ลอยกระทง ไม่หลงทาง&#8221; เพื่อให้ประชาชนได้สืบสานประเพณีควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยชู 2 แนวทางสำคัญคือ การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติแท้ 100% และการมุ่งสู่ &#8220;ประเพณีคาร์บอนต่ำ&#8221; (Low Carbon)</strong><span id="more-41723"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41726" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-02.jpg" alt="ดร.วิจารย์ สิมาฉายา" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</span> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (</strong><strong>TEI)</strong>  เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันแนวโน้มการใช้กระทงโฟมจะลดลงมาก และคนหันมาใช้วัสดุธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในกระทงธรรมชาติที่วางจำหน่ายทั่วไปก็มี โดยในปีที่ผ่านTEI ได้ลงพื้นที่เก็บขยะกระทงที่ชายหาดบางแสนพบกว่า กระทงธรรมชาติ หลายใบมีสิ่งแปลกปลอมอันตรายซ่อนอยู่ข้างใน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41731" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-07.jpg" alt="ลอยกระทง" width="650" height="650" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-07.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-07-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-07-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-07-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></p>
<p><em>“การเลือกกระทงที่ทำจากใบตอง/หยวกกล้วย ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเมื่อหน่วยงานจัดเก็บขึ้นมา สามารถนำไปหมักทำปุ๋ย (สารบำรุงดิน) ได้ ไม่เปลืองพื้นที่ฝังกลบ แต่ขณะเดียวกันปีที่แล้ว (</em><em>2567) ที่เราลงพื้นที่เทศบาลแสนสุขเก็บขยะกระทงเราพบทั้ง เข็มหมุด ตะปู หรือลวดเย็บกระดาษ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสัตว์น้ำที่อาจกินเข้าไป บางกระทงเราพบเข็มมากถึง 40-50 เล่ม นี่คือประเด็นที่ต้องรณรงค์เร่งด่วน จึงอยากแนะนำให้ประชาชนและผู้ค้า หันมาใช้วัสดุธรรมชาติแท้ๆ ในการยึดติด เช่น ไม้กลัด หรือ การเย็บด้วยด้าย แทนการใช้เข็มหมุด งดการใส่ ของแปลกปลอม”</em></p>
<p>นอกจากการเลือกกระทงที่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำแล้ว TEI ยังเน้นย้ำถึงแนวคิด ลอยกระทงคาร์บอนต่ำคือ การเลือกวัสดุที่จะมาใช้ทำกระทบสนับสนุนให้ใช้วัสดุที่หาได้ใกล้บ้านหรือในท้องถิ่น เช่น ใช้ใบตองหรือดอกไม้ที่ปลูกเอง แทนที่จะซื้อดอกไม้หรือใบตองที่ขนส่งมาจากแหล่งไกลๆ เพราะทุกการขนส่งนั้นมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้วัสดุใกล้ตัวจึงเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในเทศกาลได้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41728" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-04.jpg" alt="ขยะกระทง" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="ขยะกระทง" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-03.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="ขยะกระทง" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-05.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="ขยะกระทง" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/tei-loy-krathong-2025-06.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>นอกจากนี้ TEI ได้ฝากทิ้งท้าย ถึงแนวทางในการลอยกระทง ไม่หลงทาง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือ</p>
<ul>
<li>การใช้กระทงขนมปัง : แม้จะเป็นกระทงที่ได้รับความนิยมแต่ ไม่แนะนำ ให้ลอยในแหล่งน้ำปิด เช่น สระในสวนสาธารณะ หรือบึงที่ปลาไม่เพียงพอ เพราะขนมปังจะเน่าเสียอย่างรวดเร็ว กลายเป็นมลพิษทำให้น้ำเน่าได้</li>
<li>กระทงน้ำแข็ง : แม้จะละลายได้ แต่ไม่แนะนำให้ทำในปริมาณมาก เพราะกระบวนการผลิตน้ำแข็งใช้พลังงานสูง และการปล่อยน้ำแข็งจำนวนมากลงแหล่งน้ำอาจทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงกระทันหัน ส่งผลต่อระบบนิเวศได้</li>
<li>1 กระทง 1 ครอบครัว : ครอบครัวเดียวกัน กลุ่มเพื่อนเดียวกัน ลอยกระทง 1 ใบเพื่อลดปริมาณขยะกระทง</li>
<li>ลดขนาดกระทง (ยิ่งเล็ก ยิ่งดี) : การเลือกกระทงที่มีขนาดเล็ก จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิต (เช่น ใบตอง หยวกกล้วย ดอกไม้) และช่วยลดปริมาณขยะโดยรวมหลังเทศกาล แต่อย่าลืมหาวัสดุในพื้นที่เพื่อลดการขนส่ง</li>
<li>ลอยกระทงออนไลน์ : ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีในการสืบสานประเพณี โดยไม่สร้างผลกระทบต่อแหล่งน้ำเลย</li>
</ul>
<p><strong>ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่แพ้การเลือกกระทง คือ การจัดการหลังค่ำคืนวันลอยกระทงหน่วยงานท้องถิ่นควรมีแผนการเก็บกวาดที่มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ทุ่นกั้นดักขยะกระทง และเร่งเก็บกระทงในคืนนั้นหรือเช้าวันรุ่งขึ้นทันที เพื่อนำขยะกระทงไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้อง ป้องกันไม่ให้ขยะเหล่านี้กลายเป็นมลพิษหรือไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักและออกสู่ทะเลต่อไป</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tei-loy-krathong-2025/">สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย แนะ “ลอยกระทง ไม่หลงทาง” มุ่งสู่ประเพณีคาร์บอนต่ำ ชี้ภัยเงียบกระทงธรรมชาติ ย้ำ “ต้องปลอดเข็มหมุด 100%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>24 ตุลาคม วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล ชวนคนไทยร่วมพลิกวิกฤตสภาพภูมิอากาศ &#8220;ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้&#8230; แต่ต้องทำเดี๋ยวนี้&#8221;</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/international-day-of-climate-action/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 08:27:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[International Day of Climate Action]]></category>
		<category><![CDATA[วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41563</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น &#8220;วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล&#8221; (International Day of Climate Action) ถือเป็นวาระสำคัญที่จะปลุกกระแสสังคมและย้ำเตือนคนไทยทุกคนและทั่วโลกว่า การร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ‘ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้&#8230;.แต่! ต้องทำเดี๋ยวนี้’ วันนี้คือเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ผลกระทบจะรุนแรงเกินกว่าจะรับมือ สำหรับแนวคิดหลักในปี 2568 คือ “Rising Together for a Resilient Planet” หรือ “ร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่มีความยืดหยุ่น” ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ทั่วโลกผนึกกำลังกัน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/international-day-of-climate-action/">24 ตุลาคม วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล ชวนคนไทยร่วมพลิกวิกฤตสภาพภูมิอากาศ “ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้… แต่ต้องทำเดี๋ยวนี้”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น &#8220;วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล&#8221; (International Day of Climate Action) ถือเป็นวาระสำคัญที่จะปลุกกระแสสังคมและย้ำเตือนคนไทยทุกคนและทั่วโลกว่า การร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ‘ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้&#8230;.แต่! ต้องทำเดี๋ยวนี้’ วันนี้คือเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ผลกระทบจะรุนแรงเกินกว่าจะรับมือ สำหรับแนวคิดหลักในปี 2568 คือ “Rising Together for a Resilient Planet” หรือ “ร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่มีความยืดหยุ่น” ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ทั่วโลกผนึกกำลังกัน ปรับตัว (Collective Adaptation) ใช้นวัตกรรม (Innovation) และสร้างความร่วมมือเพื่อปกป้องโลก โดยเน้นย้ำหลักการ &#8220;ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ (Climate Justice) และความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)&#8221; เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด</strong></p>
<p><span id="more-41563"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41565" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/International-Day-of-Climate-Action.png" alt="วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล" width="720" height="687" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/International-Day-of-Climate-Action.png 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/International-Day-of-Climate-Action-300x286.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/International-Day-of-Climate-Action-150x143.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/International-Day-of-Climate-Action-500x477.png 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี 2025 (Sustainable Development Report 2025) ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า การดำเนินการทั่วโลก &#8220;ยังคงอยู่นอกเส้นทาง (Off-track)&#8221; ในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ภายในปี 2030 โดยคาดว่ามีเป้าหมายไม่ถึง 20% ที่จะสำเร็จได้ทันเวลา และวิกฤตสภาพภูมิอากาศคือหนึ่งในอุปสรรคสำคัญสำหรับประเทศไทย แม้ภาพรวมจะอยู่ในอันดับที่ 43 จาก 167 ประเทศ แต่ในมิติการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13: Climate Action) ประเทศไทยยังคงได้รับการประเมินเป็น “สีส้ม” ซึ่งหมายถึง เป้าหมายที่ยังมีความท้าทายสูง (Significant Challenges Remain) และผลการดำเนินงานยังอยู่ในระดับคงที่ นี่คือสัญญาณเตือนว่าเราต้องเร่งเดินเครื่องมากกว่าเดิม เพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กำลังคุกคามทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งความมั่นคงทางอาหาร ระบบสาธารณสุข การเข้าถึงน้ำ และการดำรงชีวิต</p>
<p>ในวาระสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามองการประชุม COP30 ณ ประเทศบราซิล ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมยกระดับการดำเนินงานอย่างจริงจัง โดยได้จัดทำเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) ฉบับใหม่ โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) และเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ฯ (LULUCF) เป็น 118 ล้านตันฯ เพื่อมุ่งสู่เส้นทางการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส</p>
<p>นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังผลักดันเครื่องมือสำคัญคือ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเป็นกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ โดยมีสาระสำคัญครอบคลุม 3 ด้าน ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวรับมือผลกระทบ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยจะมีการนำกลไกกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)” มาใช้อย่างจริงจัง เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)</p>
<p>อย่างไรก็ดี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงความเร่งด่วนของปัญหานี้ และได้ร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการดำเนินงานตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติในเชิงพื้นที่ ทั้งการปรับตัว การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างขีดความสามารถให้ชุมชน นอกจากนี้ ยังได้ขับเคลื่อนผ่านองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เพื่อยกระดับภาคธุรกิจไทยสู่การเป็นองค์กรต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน (Low Carbon and Sustainable Business)</p>
<p><strong>วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล 24 ตุลาคมนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการย้ำเตือนว่าวิกฤตนี้รอไม่ได้อีกต่อไป ขอเชิญชวนคนไทยทุกคน องค์กรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชน ร่วมกันแสดงพลังและลงมือทำอย่างจริงจัง &#8220;เดี๋ยวนี้&#8221; เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและโลกที่มีความยืดหยุ่นสำหรับคนรุ่นต่อไป</strong></p>
<hr />
<p><strong>เรียบเรียงโดย สุพรรณิภา หวังงาม นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong><br />
อ้างอิงข้อมูลจาก:<br />
1) https://bizcoinstitute.com/event/international-day-of-climate-action/<br />
2) https://unstats.un.org/sdgs/report/2025/<br />
3) https://dashboards.sdgindex.org/<br />
4) https://dashboards.sdgindex.org/profiles/thailand/</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/international-day-of-climate-action/">24 ตุลาคม วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล ชวนคนไทยร่วมพลิกวิกฤตสภาพภูมิอากาศ “ไม่ใช่ทำพรุ่งนี้… แต่ต้องทำเดี๋ยวนี้”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>9 ตุลาคม วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก มุ่งขับเคลื่อนการบริโภคที่ยั่งยืนด้วย “ฉลากเขียว”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/world-ecolabel-day-green-label/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Oct 2025 08:35:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[World Ecolabel Day]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41337</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (World Ecolabel Day) จัดขึ้นทุกวันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่สองของเดือนตุลาคม โดยเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network: GEN) เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของ“ฉลากสิ่งแวดล้อม” ในการขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production : SCP) ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2568 ฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง เป็นเหมือน “ภาษากลาง” ที่สื่อสารว่า สินค้านี้ดีต่อโลกกว่าสินค้าทั่วไป ในประเทศไทย ฉลากสิ่งแวดล้อมที่เราคุ้นเคยที่สุดคือ “ฉลากเขียว” ซึ่งดำเนินการโดย&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/world-ecolabel-day-green-label/">9 ตุลาคม วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก มุ่งขับเคลื่อนการบริโภคที่ยั่งยืนด้วย “ฉลากเขียว”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก <strong>(World Ecolabel Day)</strong> จัดขึ้นทุกวันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่สองของเดือนตุลาคม โดยเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network: GEN) เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของ“ฉลากสิ่งแวดล้อม” ในการขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production : SCP) ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2568</p>
<p><span id="more-41337"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41339" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-Label.jpg" alt="ฉลากเขียว" width="300" height="285" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-Label.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Green-Label-150x143.jpg 150w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p>ฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง เป็นเหมือน “ภาษากลาง” ที่สื่อสารว่า สินค้านี้ดีต่อโลกกว่าสินค้าทั่วไป ในประเทศไทย ฉลากสิ่งแวดล้อมที่เราคุ้นเคยที่สุดคือ “<strong>ฉลากเขียว</strong>” ซึ่งดำเนินการโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) การรับรองฉลากเขียวไม่ได้พิจารณาเพียงคุณภาพสินค้า แต่ครอบคลุม ตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้านั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41338" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Consumer.jpg" alt="ผู้บริโภค" width="750" height="530" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Consumer.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Consumer-300x212.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Consumer-150x106.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/Consumer-500x353.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>นอกจากผู้ผลิตแล้ว ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทสำคัญ ทุกครั้งที่เราเลือกสินค้าฉลากเขียว เท่ากับเราสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ SDG 12 : การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน</p>
<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ยังคงเดินหน้าพัฒนามาตรฐานและสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ฉลากเขียวเป็นสัญลักษณ์ที่ทั้งคนไทยและผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อมั่น ดังนั้นวันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก จึงเป็นมากกว่าวันรณรงค์ แต่คือโอกาสที่เราทุกคนจะร่วมกันเลือกทางเดินใหม่ที่เป็นมิตรกับโลก เพียงแค่เลือกสินค้าฉลากเขียวในชีวิตประจำวัน เราก็ได้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/world-ecolabel-day-green-label/">9 ตุลาคม วันฉลากสิ่งแวดล้อมโลก มุ่งขับเคลื่อนการบริโภคที่ยั่งยืนด้วย “ฉลากเขียว”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 08:53:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38791</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด</strong></p>
<p><span id="more-38791"></span></p>
<p>ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น</p>
<h3>ทิศทางลงทุนพลังงานสะอาดย้ายสู่เอเชีย</h3>
<p>บทวิจัยของ Morgan Stanley มองว่า นโยบายด้านพลังงานสะอาดของทรัมป์ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกองทุนรวมที่เน้นลงทุนด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน ที่เริ่มเบนเข็มสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกลายเป็นดาวรุ่ง เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างกำลังเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ข้อมูลจาก Global Wind Energy Council คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 กำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ดำเนินการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นหกเท่า รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเอเชียจะเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยมีจีนเป็นผู้นำในที่ครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่าร้อยละ 60 ของโลก และควบคุมการผลิตแร่หายากที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดถึงร้อยละ 80 ทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่คือโอกาสของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์ EV ที่มีค่ายรถยนต์จากประเทศต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิต จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า ปัจจุบันมีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกค่าย และทุกประเภท รวม 28 โครงการ 22 บริษัท มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 78,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 880,000 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38793" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg" alt="บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน" width="740" height="459" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-300x186.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-150x93.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-500x310.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ไทยฮับพลังงานสะอาดในอาเซียน</h3>
<p>ประเทศไทยดำเนินนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 เพื่อสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย ปี 2567 &#8211; 2580 (Power Development Plan หรือ PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปัจจุบันไทยมีการผลิตพลังงานสะอาดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม และจากการจัดอันดับ SDG Index ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยอยู่ที่อันดับ 43 ของโลก เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยได้คะแนนความก้าวหน้าในด้านพลังงานสะอาดสูงสุดในภูมิภาค</p>
<p>ความพร้อมด้านพลังงานสะอาด เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด ในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนและตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอย่างบีโอไอ ที่ให้การส่งเสริมการลงทุนก็มีประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนในด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลงทุนสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อลดความเสี่ยงในวิกฤตด้านพลังงานในอนาคต โดยสถิติการขอรับการส่งเสริมในกิจการพลังงานสะอาด นับตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 2,900 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 560,000 ล้านบาท แบ่งตามประเภทกิจการ ดังนี้</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะ หรือเชื้อเพลิงจากขยะ มีจำนวนกว่า 80 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น มีจำนวนกว่า 2,800 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 320,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานอื่น ๆ มีจำนวนกว่า 30 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท</p>
<p><strong>นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยหันมาใช้พลังงานทดแทน ตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart and Sustainable Industry โดยตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีจำนวนกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ถือเป็นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 กับความมุ่งมั่นสู่ “กีฬาสีเขียว”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/olympic-games-paris-2024/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/olympic-games-paris-2024/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 04:20:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[กีฬาสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ปารีส 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โอลิมปิก ปารีส 2024]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34984</guid>

					<description><![CDATA[<p>สาระสำคัญ ปารีส 2024 ให้ความสำคัญกับการริเริ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยมลพิษทุกที่ที่เป็นไปได้ ผ่านการใช้สถานที่ที่มีอยู่ พลังงานหมุนเวียน และโซลูชันการขนส่งที่ยั่งยืน ปารีส 2024 มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปารีสลงร้อยละ 50 โดยมุ่งเป้าไปที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวม 1.75 ล้านตัน ถือเป็นการลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งก่อน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 33 ในปี 2024 หรือ &#8220;ปารีส 2024&#8243; โดยมาพร้อมความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อม กับเป้าหมายที่ต้องการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการจัดการแข่งขัน โดยตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/olympic-games-paris-2024/">มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 กับความมุ่งมั่นสู่ “กีฬาสีเขียว”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สาระสำคัญ</strong></p>
<ul>
<li><strong>ปารีส 2024</strong> ให้ความสำคัญกับการริเริ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยมลพิษทุกที่ที่เป็นไปได้ ผ่านการใช้สถานที่ที่มีอยู่ พลังงานหมุนเวียน และโซลูชันการขนส่งที่ยั่งยืน</li>
<li><strong>ปารีส 2024</strong> มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปารีสลงร้อยละ 50 โดยมุ่งเป้าไปที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารวม 1.75 ล้านตัน ถือเป็นการลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งก่อน</li>
</ul>
<p><span id="more-34984"></span></p>
<p><strong>กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ </strong><strong>33</strong><strong> ในปี </strong><strong>2024</strong><strong> หรือ &#8220;ปารีส </strong><strong>2024&#8243; </strong><strong>โดยมาพร้อมความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ ความพยายามด้านสิ่งแวดล้อม กับเป้าหมายที่ต้องการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการจัดการแข่งขัน โดยตั้งเป้าลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลง </strong><strong>50%</strong><strong> เมื่อเทียบกับปริมาณเฉลี่ยของการจัดงานโอลิมปิกครั้งก่อน อย่าง ลอนดอน </strong><strong>2012</strong><strong> และ ริโอ เดอ จาเนโร </strong><strong>2016</strong><strong> หรือลดเหลือ </strong><strong>1.75</strong><strong> ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับที่น้อยกว่าการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากโอลิมปิก โตเกียว </strong><strong>2021 (1.9</strong><strong> ล้านตัน) ที่เป็นการจัดงานในช่วงล็อคดาวน์ซึ่งไม่เปิดให้ผู้ชมเข้างาน</strong></p>
<p>ความท้าทายของ <strong>ปารีส 2024</strong> คือการพยายามจำกัดการปล่อยคาร์บอนที่มาจากสถานที่จัดการแข่งขัน และจำกัดปริมาณพื้นที่สูญเปล่าหลังจากพิธีปิด ซึ่งในอดีตการจัดมหหรรมกีฬาแต่ละครั้ง จะต้องมีโครงการก่อสร้างใหม่เพื่อสร้างสถานที่รองรับการจัดการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น สนามแข่ง หมู่บ้านนักกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรและพลังงานมหาศาล ทั้งวัสดุก่อสร้าง พลังงานต่างๆ ในขั้นตอนการก่อสร้าง รวมถึงพลังงานสำหรับแสงสว่าง การทำความร้อน การทำความเย็น ที่ใช้ภายในสถานที่เหล่านั้น</p>
<h3>ลดการก่อสร้างใหม่ เน้นการใช้สถานที่ที่มีอยู่</h3>
<p>หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการจัดเตรียมสถานที่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ การที่ปารีส เลือกใช้สถานที่จัดการแข่งขันที่มีอยู่แล้ว โดยเน้นการรีโนเวท และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานชั่วคราวที่เกี่ยวข้อง แทนการสร้างใหม่ ซึ่งแตกต่างออกไปจากการจัดมหกรรมกีฬาในอดีตที่ผ่านมา ที่มักจะเน้นการสร้างใหม่ โดยสถานที่เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของสถานที่จัดการแข่งขันทั้งหมด สิ่งนี้ช่วยลดความต้องการวัสดุก่อสร้าง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขั้นตอนการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ไม่เกิดพื้นที่สูญเปล่า หลังพิธีปิดจะไม่มีภาพสถานที่จัดงาน หรือสนามแข่งถูกปล่อยทิ้งร้างเหมือนการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในครั้งก่อนๆ</p>
<h3>ก่อสร้างอย่างยั่งยืน</h3>
<p>ในขณะที่การก่อสร้างสถานที่จัดการแข่งขันใหม่เพิ่มเติม ที่มีเพียง 5% อย่างเช่น หมู่บ้านนักกีฬา ก็เป็นโครงการก่อสร้างใหม่ที่เลือกใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างแบบคาร์บอนต่ำ โดยใช้โครงไม้เป็นส่วนใหญ่ ใช้คอนกรีตคาร์บอนต่ำ และวัสดุรีไซเคิล เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างลงได้เช่นกัน</p>
<p>นอกจากนี้วัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงสถานที่ในโอลิมปิกครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลตามแนวทางความยั่งยืน ตัวอย่างเช่น โครงสร้างพื้นฐานชั่วคราว ซึ่งรวมถึงสถานที่จัดงาน 17 แห่ง วัสดุทั้งหมดจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ปรับใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้ วัสดุที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำกลับมาใช้ใหม่ คอนกรีตจะได้รับการปรับสภาพใหม่เพื่อนำมาใช้ซ้ำในการก่อสร้างถนนและพื้นดิน และหลังการแข่งขันเสร็จสิ้น หมู่บ้านนักกีฬาจะถูกแปลงโฉมเป็นพื้นที่ชุมชนอเนกประสงค์ ที่มีบ้านใหม่มากกว่า 2,800 หลัง โดย 25% จากจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นที่อยู่อาศัยทางสังคม และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ ซึ่งจะประกอบด้วยศูนย์รับเลี้ยงเด็ก โรงเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา และสถานีตำรวจ รวมถึงพื้นที่สีเขียว 6 เฮกตาร์ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่ามรดกของโอลิมปิกครั้งนี้ จะเป็นผลประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว และยังคงมีส่วนสนับสนุนเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในท้องถิ่นต่อไป</p>
<h3>การริเริ่มเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านพลังงาน ด้วยพลังงานหมุนเวียน 100%</h3>
<p>ปารีส 2024 ยังมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับการจัดการแข่งขัน โดยให้การรับรองว่า ไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ระหว่างการแข่งขันมาจากพลังงานหมุนเวียน จากแหล่งผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ 8 แห่งทั่วฝรั่งเศส ขณะที่หมู่บ้านนักกีฬา มีการติดตั้งระบบความร้อน-ความเย็นที่จ่ายพลังงานจากความร้อนใต้พิภพ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการใช้เครื่องปรับอากาศได้อย่างมาก และศูนย์กีฬาทางน้ำ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาขนาดใหญ่ ที่ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 20% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด</p>
<p>ปารีส 2024 มุ่งมั่นที่จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือน้อยที่สุด โดยสถานที่จัดงานทั้งหมดเชื่อมต่อกับเครือข่ายไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ก่อมลพิษ และในพื้นที่ห่างไกล จะใช้แบตเตอรีเคลื่อนที่และโซลูชันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นทางเลือก โดยเลือกใช้โซลูชันสำรองที่สร้างสรรค์อย่างเชื้อเพลิงชีวภาพ แบตเตอรี่ หรือไฮโดรเจน</p>
<h3>การจัดการการเดินทางที่ยั่งยืน</h3>
<p>อีกหนึ่งความท้าทายที่เกิดขึ้นในปารีส 2024 ที่ต้องเผชิญคือการจัดการการเดินทางของผู้ชม ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ชมจากทั่วโลกหลายแสนคนเดินทางมาปารีสเพื่อชมการแข่งขัน การเดินทางนี้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมาก เพื่อลดผลกระทบนี้ ปารีส 2024 ได้ทำงานร่วมกับผู้จัดหาการขนส่งเพื่อส่งเสริมตัวเลือกการขนส่งที่ยั่งยืน โดยสถานที่แข่งขันทั้งหมดจะต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงมีที่จอดจักรยานชั่วคราว และใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือไฮโดรเจน 100% เพื่ออำนวยความสะดวกในระหว่างจัดการแข่งขัน</p>
<p>ผู้จัดงานได้ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยมลพิษที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสำหรับการแข่งขัน โดยเน้นที่ความใกล้ชิดระหว่างสถานที่จัดงานกับหมู่บ้านนักกีฬา สถานที่จัดงานทั้งหมดตั้งอยู่ในรัศมี 10 กม. ซึ่งช่วยลดเวลาเดินทางได้อย่างมาก และจัดให้สถานที่ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยระบบขนส่งสาธารณะ มีการปรับปรุงบริการขนส่งสาธารณะ โดยเพิ่มความจุ 15% ในระหว่างการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังจัดให้มีบริการรถรับส่งสำหรับผู้ชมโดยเฉพาะสำหรับสถานที่ที่อยู่ห่างจากสถานีขนส่งสาธารณะ</p>
<p><strong>มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปารีส </strong><strong>2024 มุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าแค่การแข่งขันกีฬา แต่เป็นการแสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพของ &#8220;กีฬาสีเขียว&#8221; โดยมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจให้กับการจัดงานมหกรรมกีฬาและกิจกรรมต่างๆ ทั่วโลก ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/olympic-games-paris-2024/">มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 กับความมุ่งมั่นสู่ “กีฬาสีเขียว”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/olympic-games-paris-2024/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>IEA คาดการณ์ ปี 2024 – 2025 โลกเผชิญความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ คาดโซลาร์เซลล์ตอบสนองได้ครึ่งหนึ่ง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/electricity-solar-outlook-2024-2025/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/electricity-solar-outlook-2024-2025/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jul 2024 09:53:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[ความต้องการไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34956</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานจาก IEA ชี้ เศรษฐกิจ คลื่นความร้อน และเทคโนโลยีล้วนดันความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกพุ่งสูง คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2024 และ 2025 จะเติบโตเร็วที่สุดในรอบสองทศวรรษ โดยโซลาร์เซลล์เพียงแหล่งเดียวจะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ถึงครึ่งหนึ่ง รายงาน Electricity Mid-Year Update ของ International Energy Agency (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในปี 2023 ถือเป็นอัตราการเติบโตต่อปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/electricity-solar-outlook-2024-2025/">IEA คาดการณ์ ปี 2024 – 2025 โลกเผชิญความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ คาดโซลาร์เซลล์ตอบสนองได้ครึ่งหนึ่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รายงานจาก IEA ชี้ เศรษฐกิจ คลื่นความร้อน และเทคโนโลยีล้วนดันความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกพุ่งสูง คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2024 และ 2025 จะเติบโตเร็วที่สุดในรอบสองทศวรรษ โดยโซลาร์เซลล์เพียงแหล่งเดียวจะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ถึงครึ่งหนึ่ง</strong></p>
<p><span id="more-34956"></span></p>
<p><strong>รายงาน Electricity Mid-Year Update</strong> ของ <strong>International Energy Agency (IEA)</strong> คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4% ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในปี 2023 ถือเป็นอัตราการเติบโตต่อปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2025 ที่ 4% เช่นกัน</p>
<h3>พลังงานหมุนเวียนมาแรง แต่ถ่านหินยังไม่ลด</h3>
<p>แหล่งพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มจาก 30% ในปี 2023 เป็น 35% ในปี 2025 และปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกในปี 2025 คาดว่าจะแซงหน้าถ่านหินเป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่าโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียวจะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกได้ประมาณครึ่งหนึ่งในช่วงปี 2024 และ 2025 และเมื่อรวมกับพลังงานลมแล้ว จะสามารถตอบสนองได้มากถึงสามในสี่</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกไม่น่าจะลดลงในปีนี้ เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในจีนและอินเดีย ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกทรงตัว โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2024 และลดลงในปี 2025</p>
<p>อย่างไรก็ตามยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เช่น การผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำของจีนที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 จากจุดที่เคยผลิตได้ต่ำสุดในปี 2023 หากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นนี้ยังคงดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี อาจส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลง และส่งผลให้ปริมาณการปล่อยมลพิษจากภาคพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2024 ลดลงเล็กน้อย</p>
<h3>การขยายตัวของเศรษฐกิจ และ AI ดันความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น</h3>
<p>เศรษฐกิจหลักบางแห่งของโลกกำลังมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยความต้องการในอินเดียคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 8% ในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น จีนยังมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากที่ระดับมากกว่า 6% อันเป็นผลมาจากการเติบโตในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด</p>
<p>ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา แม้ปริมาณความต้องการไฟฟ้าจะลดลงในปี 2023 เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่ร้อนรุนแรงมากนัก แต่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าจะกลับมาฟื้นตัวในปีนี้ที่ 3% เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ความต้องการระบบทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น และภาคส่วนศูนย์ข้อมูลที่กำลังขยายตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับสหภาพยุโรปที่จะเห็นการฟื้นตัวของความต้องการไฟฟ้าที่ค่อนข้างน้อย โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.7% หลังจากหดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ท่ามกลางผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน</p>
<p>นอกจากนี้ การใช้เครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของความต้องการไฟฟ้า รายงานพบว่า หลายภูมิภาคเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 ซึ่งส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้น และระบบไฟฟ้าตึงตัว ขณะที่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาก โดยรายงานเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่หลากหลายเกี่ยวกับความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล รวมถึงความเร็วในการปรับใช้ การใช้งาน AI ที่หลากหลายและขยายตัว</p>
<p><strong>ทั้งนี้ การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของไฟฟ้าในเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่รุนแรง ซึ่งแม้พลังงานหมุนเวียนจะเติบโต แต่ยังต้องเร่งความเร็วเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ โดยจำเป็นต้องขยายการผลิตพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นและเสริมสร้างระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่ถูกต้องจะมีความสำคัญต่อการวางแผนพลังงานในอนาคต</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: International Energy Agency (IEA)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/electricity-solar-outlook-2024-2025/">IEA คาดการณ์ ปี 2024 – 2025 โลกเผชิญความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ คาดโซลาร์เซลล์ตอบสนองได้ครึ่งหนึ่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/electricity-solar-outlook-2024-2025/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Ginlong (Solis) Technologies และ TÜV Rheinland ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในงาน Intersolar 2024</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Jun 2024 07:35:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Ginlong Technologies]]></category>
		<category><![CDATA[Intersolar 2024]]></category>
		<category><![CDATA[Solis]]></category>
		<category><![CDATA[Solis Inverter]]></category>
		<category><![CDATA[TÜV Rheinland]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[อินเวอร์เตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[อินเวอร์เตอร์ PV]]></category>
		<category><![CDATA[อินเวอร์เตอร์โซลาร์เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34433</guid>

					<description><![CDATA[<p>Ginlong (Solis) Technologies ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ PV อันดับสามของโลก ได้ประกาศข้อตกลงการทำงานเชิงกลยุทธ์กับ TÜV Rheinland (Shanghai) Co., Ltd. ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและทดสอบชั้นนำของอุตสาหกรรม ความร่วมมือครั้งนี้นำสองผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมารวมกันโดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการอุทิศตนเพื่อความเป็นเลิศในการทดสอบและการรับรอง พันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยี ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ทั้งสองบริษัททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการ &#8220;ใช้พลังของเทคโนโลยีในการส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก&#8221; การร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และการเก็บพลังงาน ทั้งสองบริษัทจะส่งเสริมคุณภาพ นวัตกรรม และความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง นางสาวลู่ เหอเฟิง รองผู้จัดการทั่วไปของ Solis และนายหลี่ เว่ยชุน รองประธานฝ่ายบริการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังของ TÜV Rheinland&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024/">Ginlong (Solis) Technologies และ TÜV Rheinland ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในงาน Intersolar 2024</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Ginlong (Solis) Technologies ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ PV อันดับสามของโลก ได้ประกาศข้อตกลงการทำงานเชิงกลยุทธ์กับ TÜV Rheinland (Shanghai) Co., Ltd. ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและทดสอบชั้นนำของอุตสาหกรรม ความร่วมมือครั้งนี้นำสองผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมารวมกันโดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการอุทิศตนเพื่อความเป็นเลิศในการทดสอบและการรับรอง</strong></p>
<p><span id="more-34433"></span></p>
<h3>พันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านเทคโนโลยี</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34435" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-01.jpg" alt="Ginlong (Solis) Technologies และ TÜV Rheinland ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในงาน Intersolar 2024" width="750" height="424" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-01.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-01-300x170.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-01-150x85.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-01-500x283.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ทั้งสองบริษัททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการ &#8220;ใช้พลังของเทคโนโลยีในการส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก&#8221; การร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และการเก็บพลังงาน ทั้งสองบริษัทจะส่งเสริมคุณภาพ นวัตกรรม และความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวลู่ เหอเฟิง</strong></span> <strong>รองผู้จัดการทั่วไปของ Solis</strong> และ<span style="color: #6cb742;"><strong>นายหลี่ เว่ยชุน</strong></span> <strong>รองประธานฝ่ายบริการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังของ TÜV Rheinland</strong> เป็นตัวแทนขององค์กรของตนในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้ พวกเขามีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ นางสาวเหอเฟิงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือนี้ว่า “Solis มุ่งมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มั่นคง และมีนวัตกรรมในระดับโลก ความร่วมมือนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทและความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลกในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรารอคอยที่จะร่วมกันส่งเสริมวิสัยทัศน์ของเราที่จะทำให้พลังงานสีเขียวกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก”</p>
<h3>การรับรอง VDE 4130: การนำเสนออย่างเป็นทางการสำหรับอินเวอร์เตอร์ขนาด 255kW สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดยูทิลิตี้</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34436 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-02.jpg" alt="การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในเยอรมนีและหลายประเทศในยุโรป" width="750" height="424" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-02-300x170.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-02-150x85.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-02-500x283.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ที่บูธของ Solis, TÜV Rheinland และทีมงานยูทิลิตี้ของ Solis ได้เฉลิมฉลองการมอบใบรับรอง VDE 4130 อย่างเป็นทางการสำหรับอินเวอร์เตอร์แรงดันสูง Solis-(215-255)K-EHV-5G-PLUS ซึ่งเป็นการรับรองที่สำคัญสำหรับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในเยอรมนีและหลายประเทศในยุโรป ซีรีส์นี้ของอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มผลผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงแบบ bifacial และมีการออกแบบที่ไม่ต้องใช้ฟิวส์รวมถึงการป้องกัน IP66 อินเวอร์เตอร์นี้ยังมีคุณสมบัติ 14 MPPT/12 MPPT  โทโพโลยี ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 99% และรองรับอัตราส่วน DC/AC ที่ 200%</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงอินเวอร์เตอร์ขนาด 350k ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงถึง 99% มี MPPTs 12/16 ตัว, 32 อินพุต, กระแสสตริง 20A และรองรับอัตราส่วน DC/AC ที่ 150% โครงสร้างที่แข็งแรงของอินเวอร์เตอร์ทั้งสองรุ่นทำให้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายซึ่งมักพบในโครงการระดับยูทิลิตี้ทั่วโลก</p>
<h3>ความมั่นคงทางด้านพลังงาน, ค่าครองชีพ, และความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นประเด็นหลักในการสนทนา</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34437" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-03.jpg" alt="อินเวอร์เตอร์ Solis" width="750" height="490" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-03-300x196.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-03-150x98.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024-03-500x327.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>จากการติดตั้ง DIY บนระเบียงและโซลูชั่นการจัดเก็บ C&amp;I ไปจนถึงการรวมซอฟต์แวร์อัจฉริยะและการโต้วาทีด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทีมงานได้สนทนาหลากหลายด้านที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์</p>
<p>ในงานนี้ <strong>Solis</strong> ได้เปิดตัวอินเวอร์เตอร์ระเบียงขนาดกะทัดรัดรุ่น S6-GR1P(0.8)K-UM ซึ่งออกแบบมาสำหรับตลาดเยอรมัน และได้รับการตอบรับอย่างดี อินเวอร์เตอร์นี้มีขนาดเล็กและเบาเหมือนหนังสือ ติดตั้งง่ายและเหมาะกับการกำหนดค่าของโมดูล PV ต่างๆ และการใช้งานหลายรูปแบบ เช่น ระเบียง ลานจอดรถ โรงรถ และโครงการกลางแจ้ง เป็นโซลูชั่นที่ใช้งานง่ายสำหรับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน</p>
<p>อินเวอร์เตอร์ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดของ Solis ก็ได้รับความสนใจมากเช่นกัน ผู้เข้าชมได้เห็นรุ่น S6-EH3P(8-15)K-L, S6-EH3P(12-20)K-H, และรุ่นที่ทรงพลังอย่าง S6-EH3P(30-50)K-H อินเวอร์เตอร์เหล่านี้เข้ากันได้กับแบตเตอรี่จากแบรนด์ระดับโลกเช่น BYD, LG Energy Solutions, Dyness, และ Pylon Tech ทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นและช่วยให้ผู้ใช้และธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน</p>
<p>นอกจากตัวอินเวอร์เตอร์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากแล้ว แพลตฟอร์มการติดตั้งและการตรวจสอบออนไลน์ SolisCloud ก็ถูกนำมาแสดงด้วยเช่นกัน แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ติดตั้ง, ผู้ให้บริการ O&amp;M, และเจ้าของระบบสามารถจัดการการติดตั้ง Solis ได้อย่างราบรื่น การวินิจฉัยขั้นสูงช่วยหาข้อบกพร่องในระดับสตริงเพื่อการแก้ไขปัญหาที่แม่นยำและลดเวลาหยุดทำงาน ระบบหลายระบบสามารถจัดการได้ทั้งในบ้าน, เชิงพาณิชย์, และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เจ้าของระบบได้รับประโยชน์จากการเห็นผลกระทบด้านความยั่งยืนของการลงทุนของตนผ่านข้อมูลที่แสดง เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน จำนวนต้นไม้ที่ปลูกเทียบเท่า ผลผลิตของระบบ และรายได้ SolisCloud มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามมาตรฐานของกฎหมาย Product Security and Telecommunications Infrastructure (PSTI) ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของลูกค้าจะถูกปกป้องและปลอดภัย</p>
<h3>เกี่ยวกับ Solis</h3>
<p><strong>Ginlong (Solis) Technologies</strong> (รหัสหุ้น: 300763.SZ) ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ PV แบบสตริงที่มีประสบการณ์และใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Solis ซึ่งใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์แบบสตริงที่เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ได้ความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งที่ผ่านการรับรองภายใต้มาตรฐานสากลที่เข้มงวดที่สุด ด้วยเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วโลก ความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาระดับโลก และความสามารถในการผลิต</p>
<p>Ginlongปรับแต่งอินเวอร์เตอร์ของตนให้เหมาะสมกับตลาดในแต่ละภูมิภาค ให้บริการและสนับสนุนลูกค้าด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น</p>
<p>For more, visit: <a href="https://www.solisinverters.com" target="_blank" rel="noopener">Solis &#8211; Global Manufacturer of Solar &amp; Energy Storage Solutions</a></p>
<p><strong>TÜV Rheinland </strong>เป็นผู้นำระดับโลกในการให้บริการทดสอบและรับรองสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์และผลิตภัณฑ์ธุรกิจอื่นๆ บริษัทนี้มีประสบการณ์กว่า 30 ปีและมีเครือข่ายที่เป็นเอกลักษณ์ทั่วโลกที่รองรับด้วยนักวิชาการมากกว่า 250 คน เพื่อให้บริการอย่างมืออาชีพสำหรับภูมิภาคระหว่างประเทศต่างๆ</p>
<p>นอกจากการรับรองจาก CBTL, CNAS, NRTL, DAkkS, TAF และ CGC แล้ว TÜV Rheinland ยังมีศูนย์การประเมินพลังงานแสงอาทิตย์ 6 แห่งที่มีความสามารถและกำลังการทดสอบที่แข็งแกร่งที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่, ไต้หวัน, เยอรมนี, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และอินเดีย</p>
<p>อุปกรณ์อัตโนมัติขั้นสูงทั้งหมดของบริษัทสามารถให้บริการทดสอบอย่างรวดเร็ว, มีประสิทธิภาพ และเป็นมืออาชีพในท้องถิ่น</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024/">Ginlong (Solis) Technologies และ TÜV Rheinland ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในงาน Intersolar 2024</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/solis-x-tuv-rheinland-at-intersolar-2024/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
