<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Scoop | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/green-scoop/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Oct 2026 01:13:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Green Scoop | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทางรอดของวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด?</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/food-security-in-an-age-of-climate-crisis/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 01:12:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่นคงทางอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือกับความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46658</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาพที่ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว คงยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือที่เรียกกันว่าโลกเดือดนั้น การมีอาหารเพียงพอและปลอดภัย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อโลกเดือด ความมั่นคงทางอาหารยิ่งเปราะบาง วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานของระบบเกษตรกรรม ไม่ว่าอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้งยาวนาน ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และฤดูกาลแปรปรวน ล้วนส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต รวมถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกร เห็นได้จากภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ทำให้ผลผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจลดลง น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและระบบขนส่งอาหาร ส่วนอุณหภูมิน้ำทะเลก็ส่งผลต่อทรัพยากรประมงและระบบนิเวศชายฝั่งอีกด้วย สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นที่ภาพชัดขึ้น เมื่อคนต้องการซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น แต่กลับพบว่าชั้นวางสินค้าบางแห่งว่างเปล่า เป็นเพราะเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งได้รับผลกระทบ แม้อาหารอาจยังมีเพียงพอในแหล่งผลิต แต่ไม่สามารถกระจายไปถึงผู้บริโภคได้ตามปกติ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-security-in-an-age-of-climate-crisis/">ทางรอดของวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ภาพที่ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว คงยากที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือที่เรียกกันว่าโลกเดือดนั้น การมีอาหารเพียงพอและปลอดภัย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไปแล้ว</strong></p>
<p><span id="more-46658"></span></p>
<h3>เมื่อโลกเดือด ความมั่นคงทางอาหารยิ่งเปราะบาง</h3>
<p>วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานของระบบเกษตรกรรม ไม่ว่าอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้งยาวนาน ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และฤดูกาลแปรปรวน ล้วนส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต รวมถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกร เห็นได้จากภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ทำให้ผลผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจลดลง น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและระบบขนส่งอาหาร ส่วนอุณหภูมิน้ำทะเลก็ส่งผลต่อทรัพยากรประมงและระบบนิเวศชายฝั่งอีกด้วย</p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นที่ภาพชัดขึ้น เมื่อคนต้องการซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น แต่กลับพบว่าชั้นวางสินค้าบางแห่งว่างเปล่า เป็นเพราะเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งได้รับผลกระทบ แม้อาหารอาจยังมีเพียงพอในแหล่งผลิต แต่ไม่สามารถกระจายไปถึงผู้บริโภคได้ตามปกติ</p>
<p>เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการกระจายอาหาร ราคาอาหาร การเข้าถึงอาหาร และความมั่นคงทางอาหารของพวกเราทุกคน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46660" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-02.jpg" alt="สัญญาณเตือนสถานการณ์เกษตรและอาหาร" width="576" height="432" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<h3>สัญญาณเตือนสถานการณ์เกษตรและอาหาร</h3>
<p>ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า ระบบเกษตรและอาหารโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน</p>
<ul>
<li><strong>อาหารจำนวนมากสูญเสียไป</strong> มีอาหารทั่วโลกประมาณ 13% สูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยวจนถึงก่อนขั้นตอนการค้าปลีก และอีก 19% กลายเป็นขยะอาหารในขั้นตอนการค้าปลีก บริการอาหาร และการบริโภค ส่งผลให้สูญเสียทรัพยากรและต้นทุนการผลิตจำนวนมาก</li>
<li><strong>การผลิตอาหารพึ่งพาทรัพยากรน้ำมหาศาล</strong> คิดเป็นสัดส่วนการนำน้ำจืดมาใช้ประมาณ 70% ของการผลิตและบริการทั้งหมด ขณะที่หลายภูมิภาคกำลังเผชิญภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และความแปรปรวนของปริมาณฝนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</li>
<li><strong>ระบบเกษตรและอาหารเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> คิดเป็นประมาณ 21–37% ของการปล่อยทั้งหมด ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการขยะอาหาร</li>
<li><strong>พื้นที่ผลิตอาหารกำลังเผชิญความเสื่อมโทรมของดินและทรัพยากรธรรมชาติ</strong> มากกว่า 60% ของพื้นที่ดินที่เสื่อมโทรมจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นพื้นที่เกษตรกรรม จากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม การชะล้างพังทลายของดิน และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์</li>
<li><strong>ระบบการผลิตอาหารได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว </strong>อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้งรุนแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และความแปรปรวนของฤดูกาล ทำให้ภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ได้รับผลกระทบ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อกิจการอื่นในห่วงโซ่อุปทาน</li>
</ul>
<p>สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ในขณะที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ทั่วโลกกลับมีแนวโน้มชะลอตัว จากเฉลี่ย 2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2523–2558 เหลือเพียง 1.9% ต่อปี ในช่วงปี 2558–2564 ซึ่งอาจกระทบกับความสามารถในการรับมือกับวิกฤตอาหารและภูมิอากาศที่เกิดขึ้น</p>
<h3>ชูนวัตกรรม ช่วยวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด</h3>
<p><strong>องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)</strong> ได้ชูแนวคิด <strong>“Innovate today. Nourish tomorrow.” </strong>หรือ<strong> “สร้างนวัตกรรมวันนี้ เพื่ออาหารและโภชนาการที่ดีในวันข้างหน้า” </strong>เนื่องในวันอาหารโลก หรือ World Food Day วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ซับซ้อนหรือเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและพื้นที่ บางพื้นที่ต้องการเพียงการนำข้อมูลและระบบดิจิทัลมาช่วยตัดสินใจ บางพื้นที่จำเป็นต้องใช้พันธุ์พืชที่พัฒนาให้สามารถทนแล้ง แน่นอนว่า ในยุคนี้เราต้องพัฒนาเครื่องมือช่วยให้เกิดการใช้น้ำอย่างแม่นยำ การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร รวมถึงการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับองค์ความรู้ใหม่ๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46661" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-03.jpg" alt="การเกษตร" width="576" height="432" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-03.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/food-security-in-an-age-of-climate-crisis-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p>นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปใช้ได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและผู้บริโภค โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเปราะบาง ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุน</p>
<p><strong>อีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การใช้นวัตกรรมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ทั้งการเข้าถึงข้อมูลเตือนภัยสภาพอากาศที่แม่นยำและทันเวลา การมีเครื่องมือช่วยให้สามารถวางแผนและทำการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำและดินได้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น </strong></p>
<h3>ประเทศไทยกับโจทย์ที่ต้องทบทวน</h3>
<p>แม้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหาร แต่ในยุคที่เราต่างเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความไม่แน่นอนของตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว</p>
<p>ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลงานจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถขยายผลจากโครงการนำร่องไปสู่การใช้งานจริงได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะพัฒนานวัตกรรมอะไรเพิ่มขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว</p>
<p><strong>อีกประเด็นที่ควรทบทวน คือการพิจารณาต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้าสู่ระบบการผลิตและกลไกตลาด</strong> <strong>ทั้งการใช้น้ำ ความเสื่อมโทรมของดิน การเผาในพื้นที่เกษตร และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ  </strong></p>
<p>สำหรับระบบการกระจายอาหารก็ยังเป็นจุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน แม้ประเทศไทยเราจะมีศักยภาพในการผลิตอาหารสูง แต่ก็ต้องอาศัยอยู่กับประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบจัดเก็บ ขนส่ง และกระจายอาหาร รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงอาหารของประชาชนในช่วงเกิดวิกฤต</p>
<p>ดังนั้น ในยุคโลกเดือด เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อาหาร และต้องทำให้องค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยไม่ทิ้งเกษตรกรรายย่อยและประชาชนกลุ่มเปราะบาง</p>
<hr />
<p><strong>เรียบเรียงโดย : ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-security-in-an-age-of-climate-crisis/">ทางรอดของวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ใช่ฝนทุกลูกคือ ‘Rain Bomb’ ไขความต่างฝนแช่กับแนวฝนหนักสะสม ใช้ Nowcasting และ AI พยากรณ์ก่อนฝนถล่ม</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/rain-bomb-nowcasting-ai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 02:30:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Rain Bomb]]></category>
		<category><![CDATA[ฝนตกหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[พยากรณ์อากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ระเบิดฝน]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์ฝน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46423</guid>

					<description><![CDATA[<p>เช้าวันศุกร์ที่ 25 กันยายน เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ฝนจะทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยวันดังกล่าวมีปริมาณฝนสูงสุด 230.5 มิลลิเมตร ที่โรงเรียนคลองกุ่ม (เสรีไทย อนุสรณ์) เขตบึงกุ่ม ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมาก จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น แม้ผ่านไปแล้ว 5 วัน ระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่สถานการณ์ฝนยังไม่สิ้นสุด โดยวันที่ 28 กันยายน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/rain-bomb-nowcasting-ai/">ไม่ใช่ฝนทุกลูกคือ ‘Rain Bomb’ ไขความต่างฝนแช่กับแนวฝนหนักสะสม ใช้ Nowcasting และ AI พยากรณ์ก่อนฝนถล่ม</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เช้าวันศุกร์ที่ 25 กันยายน เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ฝนจะทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยวันดังกล่าวมีปริมาณฝนสูงสุด 230.5 มิลลิเมตร ที่โรงเรียนคลองกุ่ม (เสรีไทย อนุสรณ์) เขตบึงกุ่ม ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมาก จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น</strong></p>
<p><span id="more-46423"></span></p>
<p>แม้ผ่านไปแล้ว 5 วัน ระดับน้ำในบางพื้นที่จะเริ่มลดลง แต่สถานการณ์ฝนยังไม่สิ้นสุด โดยวันที่ 28 กันยายน กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่ช่วงวันที่ 29 กันยายน–4 ตุลาคม ยังคาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง 40–60% ของพื้นที่ ภาพของฝนที่ตกหนักซ้ำหลายระลอกจึงนำไปสู่คำถามว่า “เหตุใดเมืองจึงต้องรับมือกับฝนที่ลากยาวหลายวัน” ขณะที่ฝนตกหนักบางลักษณะกลับเกิดขึ้นและสลายตัวในเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที และคำว่า “Rain Bomb” หรือ “ฝนแช่” ที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้ แท้จริงแล้วหมายถึงฝนแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่หรือไม่</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46425" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-02.jpg" alt="รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์" width="576" height="324" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-02-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-02-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>รองศาสตราจารย์ ดร</strong></span><strong><span style="color: #6cb742;">.สุจริต คูณธนกุลวงศ์</span> อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานแผนงานวิจัยการบริหารจัดการน้ำ</strong>  <strong>สำนักงานวิจัยแห่งชาติ </strong><strong>(วช</strong><strong>.)</strong> อธิบายถึงลักษณะของฝนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพฯ โดยในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะพูดถึง Rain bomb (เรียกเป็น ฝนตกหนักมาก, ระเบิดฝน, Wet Microburst, Guerrilla Heavy Rain, ゲリラ豪雨) และ Torrential rainfall (เรียกเป็น แถบฝนหนักสะสมรุนแรง, 線状降水帯 &#8211; Senjo Kosuitai, Linear Rain Bands)  ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างกันตามลักษณะที่เกิด</p>
<p>“ระเบิดฝน” เป็นปรากฏการณ์ที่ฝนตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด คล้ายกับการทิ้งระเบิดจากฟากฟ้า ขณะที่ฝนหนักสะสมรุนแรงเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างรุนแรงและเข้มข้น มีปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมากในช่วงเวลาต่อเนื่อง โดยอาจเกิดเป็นแนวแถบที่เชื่อมโยงกับแนวปะทะของลม</p>
<p>ขณะที่ ฝนหนักสะสมรุนแรง (ในญี่ปุ่น) ทำนายล่วงหน้าได้หลายวัน เพราะเกิดจากระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ เช่น พายุหมุนเขตร้อน ร่องมรสุม หรือความกดอากาศต่ำ นักอุตุนิยมวิทยาจึงสามารถใช้แบบจำลองสภาพอากาศ คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจพบและคาดการณ์เส้นทางการเคลื่อนตัวล่วงหน้าได้</p>
<p>ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ความสามารถในการพยากรณ์ฝนแต่ละลักษณะไม่เหมือนกัน โดย <strong>ระเบิดฝนเป็นปรากฏการณ์สุดขั้วในระดับจุลภาค </strong><strong>(Microscale) ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ประมาณ </strong><strong>15–60 นาที</strong> จึงเป็นเรื่องยากที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าเป็นเวลานาน การคาดการณ์จึงต้องอาศัยการติดตามในระยะสั้น ตั้งแต่ระดับวันต่อวันไปจนถึงนาทีต่อนาที</p>
<p>ระบบที่นำมาใช้ประกอบการคาดการณ์ ได้แก่ Precipitation Nowcasting ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายเรดาร์ Doppler ความละเอียดสูง และแบบจำลองพยากรณ์อากาศความละเอียดสูงระดับประมาณ 1 กิโลเมตร รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ข้อมูลจากประชาชน และการประมวลผลด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46426" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-03.jpg" alt="น้ำท่วม" width="575" height="433" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-03.jpg 575w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-03-300x226.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/rain-bomb-nowcasting-ai-03-500x377.jpg 500w" sizes="(max-width: 575px) 100vw, 575px" /></p>
<h3>ฝนหนักไม่กี่ 10นาที ทำไมกรุงเทพฯ ฝนตกได้หลายวัน?</h3>
<p>หลายคนอาจสงสัยว่า หากระเบิดฝนเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว แล้วเหตุใดพื้นที่หนึ่งจึงสามารถเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องหรือเกิดฝนซ้ำหลายระลอกเป็นเวลาหลายวัน ประเด็นสำคัญคือ <strong>ระยะเวลา </strong><strong>15–60 นาที หมายถึงช่วงชีวิตของกลุ่มฝนหนักหรือเซลล์ฝนแต่ละกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นจะมีฝนเพียง </strong><strong>15–60 นาทีแล้วฝนจะหยุดตลอดทั้งวัน</strong> โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น อธิบายว่า ในระบบฝนที่ก่อตัวต่อเนื่อง แม้เซลล์ฝนแต่ละก้อนจะมีอายุเพียงประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่หากมีเงื่อนไขทางอุตุนิยมวิทยาที่เอื้อต่อการเกิดฝน เซลล์ใหม่สามารถก่อตัวขึ้นต่อเนื่องและเคลื่อนผ่านพื้นที่เดิม ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมเป็นเวลาหลายชั่วโมงได้</p>
<p>ดังนั้น <strong>ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันจึงไม่ได้หมายความว่าเป็น “</strong><strong>Rain Bomb” ลูกเดียวที่ตกอยู่นานหลายวัน</strong> แต่อาจเกิดจากระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ที่เอื้อต่อการเกิดฝน ขณะที่ภายในระบบดังกล่าวมีกลุ่มฝนขนาดเล็กก่อตัวและเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่เป็นระยะ</p>
<h3>โจทย์ใหม่ จาก “พยากรณ์ฝน” สู่ “รู้ให้ทันว่าฝนจะตกตรงไหน”</h3>
<p>สิ่งที่ทำให้ฝนลักษณะนี้เป็นโจทย์สำคัญของการพยากรณ์ จึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “พรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่” แต่เป็นการระบุให้ได้ว่า ในอีกไม่กี่ 10นาทีข้างหน้า กลุ่มฝนจะอยู่บริเวณใด เคลื่อนตัวไปทางไหน และพื้นที่ใดมีโอกาสเผชิญฝนตกหนัก เพราะฝนบางชนิดไม่ได้ยากเพราะนักพยากรณ์ “มองไม่เห็น” แต่ยากเพราะธรรมชาติของมันเกิดขึ้นในพื้นที่เล็กและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรับมือจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ละเอียดและทันเวลา ตั้งแต่เรดาร์ตรวจอากาศ ระบบ Nowcasting แบบจำลองความละเอียดสูง ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และข้อมูลจากภาคประชาชน เพื่อขยับการเตือนภัยให้เข้าใกล้ช่วงเวลาที่ฝนกำลังจะเกิดขึ้นมากที่สุด</p>
<p>ในวันที่ฝนสุดขั้วสามารถเปลี่ยนจากท้องฟ้าปกติเป็นฝนถล่มได้ภายในเวลาไม่นาน คำถามสำคัญของเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียง “ฝนจะตกหรือไม่” แต่คือ “เราจะรู้ได้เร็วแค่ไหนว่าฝนกำลังจะถล่มตรงไหน” ท่ามกลางความท้าทายของโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร การพยากรณ์ที่แม่นยำจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการบอกสภาพอากาศ แต่คือการซื้อเวลาให้เมืองเตรียมพร้อมรับมือกับมวลน้ำที่กำลังจะมาถึง</p>
<hr />
<p>ที่มา : <a href="https://www.tmd.go.th/climate/summaryweekly/280920261400?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">กรมอุตุนิยมวิทยา</a> , <a href="https://www.jma.go.jp/jma/kishou/books/hakusho/2018/index2.html?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Japan Meteorological Agency</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/rain-bomb-nowcasting-ai/">ไม่ใช่ฝนทุกลูกคือ ‘Rain Bomb’ ไขความต่างฝนแช่กับแนวฝนหนักสะสม ใช้ Nowcasting และ AI พยากรณ์ก่อนฝนถล่ม</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชวนเปลี่ยนวิธีคิดจากใช้ธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ สู่การ “จ่ายคืน” ให้ธรรมชาติ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/nature-positive/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Sep 2026 04:42:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Positive]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ]]></category>
		<category><![CDATA[สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45932</guid>

					<description><![CDATA[<p>ธรรมชาติกำลังกลายเป็น “ต้นทุน” ที่โลกธุรกิจไม่อาจมองข้าม เมื่อทรัพยากรอย่างดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศ ไม่ได้เป็นของฟรีที่สามารถใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว การสูญเสียพื้นที่ป่า และการเสื่อมถอยของความหลากหลายทางชีวภาพ กำลังสะท้อนต้นทุนที่ธรรมชาติและสังคมต้องร่วมกันแบกรับ ท่ามกลางโจทย์สำคัญว่า ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ” ได้อย่างไร แนวคิดที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติจึงถูกนำมาขยายผ่านงาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ ภายใต้หัวข้อ ‘Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่’ จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nature-positive/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชวนเปลี่ยนวิธีคิดจากใช้ธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ สู่การ “จ่ายคืน” ให้ธรรมชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ธรรมชาติกำลังกลายเป็น “ต้นทุน” ที่โลกธุรกิจไม่อาจมองข้าม เมื่อทรัพยากรอย่างดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศ ไม่ได้เป็นของฟรีที่สามารถใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขณะที่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว การสูญเสียพื้นที่ป่า และการเสื่อมถอยของความหลากหลายทางชีวภาพ กำลังสะท้อนต้นทุนที่ธรรมชาติและสังคมต้องร่วมกันแบกรับ ท่ามกลางโจทย์สำคัญว่า ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ” ได้อย่างไร</strong></p>
<p><span id="more-45932"></span></p>
<p>แนวคิดที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับธรรมชาติจึงถูกนำมาขยายผ่าน<strong>งาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ </strong>ภายใต้หัวข้อ <strong>‘Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่’</strong> จัดโดย<strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ </strong>เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน นักวิชาการ และชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวิกฤติธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมชวนเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองธรรมชาติเป็นเพียง “ทรัพยากร” หรือวัตถุดิบของการเติบโต สู่การยอมรับว่าธรรมชาติคือทุนสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดูแล ฟื้นฟู และนำมาคิดรวมอยู่ในสมการทางเศรษฐกิจ</p>
<h3>เลิกคิดว่าธรรมชาติคือ “ของฟรี” จุดเปลี่ยนสู่ Nature Positive</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45934" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Nature-Positive-02.jpg" alt="ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Nature-Positive-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Nature-Positive-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Nature-Positive-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/Nature-Positive-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล</span> เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong>กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคธุรกิจมักให้ความสำคัญเพียงเรื่องการจัดการคาร์บอนและชุมชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากภาคธุรกิจไม่ปรับ ไม่เปลี่ยนตัวเข้าหาธรรมชาติ การฟื้นฟูหรืออนุรักษ์ทรัพยากรย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ภาคธุรกิจยังมองทรัพยากรอย่างดิน น้ำ อากาศ และระบบนิเวศเป็นเสมือน “ของฟรี” ที่ใช้ได้อย่างไม่จำกัด การฟื้นฟูธรรมชาติอย่างแท้จริงย่อมเกิดขึ้นได้ยาก</p>
<p>การเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด ‘Nature Positive’ จึงไม่ใช่เรื่องของการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ตระหนักถึงต้นทุนที่ธรรมชาติต้องแบกรับ ควบคู่กับการฟื้นคืนความสมดุลของระบบนิเวศ หลังการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการสูญเสียพื้นที่ป่าได้เร่งให้ความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวคือการทำ <strong>&#8220;การให้มูลค่าทางธรรมชาติ&#8221; </strong>ซึ่งต้องสอดคล้องกับการประกอบธุรกิจจริง ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจเกษตรกรรม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องคำนวณต้นทุนทางดินและน้ำที่ต้องใช้ และต้องมีการลงทุนเพื่อฟื้นฟูหรือเติมเต็มทรัพยากรเหล่านั้นกลับคืนมาในระยะยาว ซึ่งควรถูกสะท้อนลงในงบการเงินและเปิดเผยอย่างโปร่งใสต่อผู้บริโภค เพื่อให้ตระหนักว่าทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่บริษัทต้องแบ่งปันการใช้ร่วมกับภาคประชาชนและคนในพื้นที่</p>
<h3>“Human Rights” สู่ “Nature Rights”  ให้ธรรมชาติมีสิทธิอยู่รอด</h3>
<p><strong>ม.ล.ดิศปนัดดา </strong>กล่าวว่า อยากให้มอง &#8220;สิทธิของธรรมชาติ หรือ “Nature Rights” เทียบเท่ากับ “Human Rights” ขณะที่มนุษย์สามารถพูดและเรียกร้องได้ แต่ธรรมชาติไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องได้เลย ธรรมชาติจึงควรได้รับสิทธิ์ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการอนุรักษ์ และได้รับการฟื้นฟูเพื่อให้อยู่คู่กับสังคมได้อย่างยั่งยืน การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุดิบ สู่การมองเป็นชีวิต จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลดปัจจัยความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน</p>
<p>“การผนวกธรรมชาติและความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจคือ ‘บรรทัดฐานใหม่’ ที่ทุกฝ่ายต้องดำเนินการร่วมกัน สำหรับภาคธุรกิจนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ผ่านการวางคอนเซปต์และการระบุประเด็นการพึ่งพาธรรมชาติให้ชัดเจน” <strong>ม.ล.ดิศปนัดดา </strong>กล่าว</p>
<p>งาน ‘MFLF Sustainability Forum 2026’ ในครั้งนี้จึงมุ่งนำเสนอแนวทางที่ธุรกิจสามารถบูรณาการธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการตัดสินใจและการวัดผลตอบแทน ซึ่งต้องครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติไปพร้อมกัน โดยโครงสร้างของฟอรัมถูกแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business), ด้านสังคม (Society), ด้านการเงิน (Financing) และด้านชุมชน (Community) ซึ่งมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จริงจากชุมชนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างวิถีชีวิตและการอนุรักษ์</p>
<h3>“ติดกระดุมเม็ดแรก” ให้ถูก สร้าง New Normal ของการเติบโต</h3>
<p><strong>ม.ล.ดิศปนัดดา </strong>กล่าวว่า ธรรมชาติอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเชื่อมโยงอยู่กับทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่รูปแบบการดำเนินธุรกิจ การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงวิถีชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันองค์ความรู้และแนวทางในการฟื้นฟูธรรมชาติและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ โจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่การ “คิดค้น” วิธีการใหม่เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ความรู้เหล่านั้นเข้าถึงได้ แลกเปลี่ยนกันได้ และถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง</p>
<p>แนวคิดเรื่อง “การติดกระดุมเม็ดแรก” จึงสะท้อนความสำคัญของการเริ่มต้นให้ถูกทิศทาง เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal ที่ธรรมชาติถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขับเคลื่อนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการขยับไปในทิศทางเดียวกันของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการเงิน ชุมชน และประชาชน เพื่อเปลี่ยนการดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติจาก “ภารกิจ” ที่ทำเป็นครั้งคราว ให้กลายเป็น “หลักคิด” ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในทุกวัน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nature-positive/">มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชวนเปลี่ยนวิธีคิดจากใช้ธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ สู่การ “จ่ายคืน” ให้ธรรมชาติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2026 02:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Heat Wave]]></category>
		<category><![CDATA[Omega Block]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44960</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยุโรปกำลังเผชิญกับ &#8220;คลื่นความร้อน&#8221; (Heat Wave) ที่รุนแรงและยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่เคยมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดและใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องประชาชน ยุโรปเดือดเกินรับมือ ผู้เสียชีวิตพุ่ง หลายเมืองทำลายสถิติความร้อน เท็ดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วมากกว่า 1,300 ราย โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/">‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยุโรปกำลังเผชิญกับ &#8220;คลื่นความร้อน&#8221; (Heat Wave) ที่รุนแรงและยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่เคยมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดและใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องประชาชน</strong></p>
<p><span id="more-44960"></span></p>
<h3>ยุโรปเดือดเกินรับมือ ผู้เสียชีวิตพุ่ง หลายเมืองทำลายสถิติความร้อน</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เท็ดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส</span> ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วมากกว่า 1,300 ราย โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งยังพบสถิติการเสียชีวิตภายในที่พักอาศัยเพิ่มสูงขึ้นถึง 40%</p>
<p>ปัจจุบันยุโรปกำลังกลายเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นที่เร็วที่สุดในโลก ประชาชนหลายล้านคนจึงต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนจัด ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวัน สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องปิดการเรียนการสอน รวมถึงสถานที่ทำงานที่ต้องปิดชั่วคราว ทั้งยังส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงมากขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้กระทบเป็นวงกว้างไปถึงสุขภาพกาย ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสมจากอากาศที่ร้อนจัด</p>
<h3>ฝรั่งเศสวิกฤติหลายเมือง ประกาศเตือนภัยสีแดง 54 พื้นที่</h3>
<p>หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนนี้มากที่สุดอย่างประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเมืองปัวตีเยที่ทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1947 ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 41.2 องศาเซลเซียส เมืองเลส์ แอร์บิเยร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับเมืองปิสโซส์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่วัดอุณหภูมิสูงสุดของวันได้ 44.3 องศาเซลเซียส และกรุงปารีสมีโอกาสแตะ 40 องศาเซลเซียส ภายในสัปดาห์นี้ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายเมืองของฝรั่งเศส ส่งผลให้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงกว่า 54 พื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<h3>“Omega Block” ตัวเร่งอุณหภูมิความร้อน</h3>
<p>คลื่นความร้อนครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ &#8220;โดมความร้อน&#8221; (Heat Dome) หรือที่เรียกว่า “Omega Block” ซึ่งเป็นบริเวณความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน ทำหน้าที่เสมือนฝาหม้อกักเก็บความร้อนไม่ให้ระบายออก แม้โดมความร้อนจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป แต่อุณหภูมิที่สูงผิดปกติในครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ทุกคลื่นความร้อนรุนแรงกว่าเดิม</p>
<p>ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญก็กำลังเริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งโดยปกติจะเพิ่มโอกาสเกิดคลื่นความร้อนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มองว่า เอลนีโญในขณะนี้ยังมีอิทธิพลต่อคลื่นความร้อนครั้งนี้น้อยมาก แต่มีแนวโน้มจะทำให้ฤดูร้อนปีหน้ารุนแรงยิ่งขึ้น</p>
<h3>เบื้องหลังคลื่นความร้อน เมื่อหลายปัจจัยเร่งให้ยุโรปเดือด</h3>
<p>เบื้องหลังคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงในยุโรป ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์อากาศสุดขั้วชั่วคราว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันภายใต้ภาวะโลกร้อน หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ยุโรปมีพื้นที่บางส่วนเชื่อมต่อกับเขตอาร์กติก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก เมื่อหิมะและน้ำแข็งละลาย พื้นผิวสีเข้มที่อยู่ด้านล่างจะดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็ง ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนเพิ่มขึ้น และเร่งให้การละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการลดมลพิษทางอากาศของยุโรปจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน แต่การที่อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศลดลง ก็ทำให้ &#8220;เกราะสะท้อน&#8221; พลังงานแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติลดลงไปด้วย ส่งผลให้พื้นผิวโลกดูดซับความร้อนได้มากกว่าเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศ ทำให้ปรากฏการณ์ &#8220;โดมความร้อน&#8221; (Heat Dome) เกิดบ่อยขึ้นและปกคลุมพื้นที่ได้นานกว่าในอดีต จนคลื่นความร้อนกลายเป็นภัยที่รุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ยุโรปมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า</p>
<h3>“ยุโรป” ทวีปที่ไม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทนร้อน</h3>
<p>สาเหตุที่ยุโรปได้รับผลกระทบหนักเกิดจากอาคาร บ้านเรือน โรงเรียน และสำนักงานจำนวนมากถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคที่สภาพอากาศเย็นกว่าปัจจุบันในสหราชอาณาจักร อาคารจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ภายในอาคารกลับสะสมความร้อนและระบายออกได้ยาก</p>
<p>ขณะที่เครื่องปรับอากาศอาจไม่ใช่คำตอบที่แก้ปัญหาได้ทันที เพราะในฝรั่งเศส การติดตั้งเครื่องปรับอากาศยังเป็นประเด็นถกเถียงด้านนโยบาย ส่วนในสหราชอาณาจักร ค่าไฟฟ้าที่สูงทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างแพร่หลาย แม้แต่ในเมืองแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในอดีตนิยมออกแบบบ้านให้รับมืออากาศร้อนด้วยลานกลางบ้าน บานเกล็ดไม้ และผนังหินสีอ่อน แต่สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่จำนวนไม่น้อยกลับใช้รูปแบบการก่อสร้างที่กักเก็บความร้อนมากขึ้น</p>
<p>หากความร้อนเช่นนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทุกคนคงเปิดแอร์เพื่อระบายความร้อนอย่างง่ายดาย แต่ในยุโรปกลับพบว่ามีบ้านเรือนเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากในอดีต ยุโรปแทบไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปเหนือที่บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ทำให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ความร้อนจะสะสมอยู่ภายในอาคารและระบายออกได้ยาก</p>
<p>เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง &#8220;อากาศร้อนผิดปกติ&#8221; แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ที่ทุกประเทศต้องเร่งปรับตัวก่อนที่สภาพอากาศสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในอนาคต</p>
<p><!--more--></p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.aljazeera.com/news/2026/6/23/about-20-drown-in-france-trying-to-escape-heatwave-sweeping-much-of-europe" target="_blank" rel="noopener">Aljazeera</a>, <a href="https://www.cnbc.com/2026/06/23/extreme-heat-wave-europe-weather-climate.html" target="_blank" rel="noopener">CNBC</a>, <a href="https://edition.cnn.com/2026/06/23/climate/europe-heat-wave-france-uk-spain" target="_blank" rel="noopener">CNN</a>, <a href="https://www.nytimes.com/2026/06/23/weather/europe-extreme-heat-wave-warning.html" target="_blank" rel="noopener">The New York Times</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/">‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผู้ว่าฯ กทม. กับโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพฯ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 08:44:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นละอองขนาดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44887</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญ ๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ เห็นได้ชัดจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city/">ผู้ว่าฯ กทม. กับโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพฯ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าสามเท่า มหานครแห่งนี้ไม่สามารถดำรงอยู่รอดได้เพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็น City-region ที่เชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบในทุกมิติ ทั้งอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่พักผ่อนช่วงวันหยุด อีกทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญ ๆ มีต้นเหตุและผลกระทบข้ามเขตการปกครอง</strong></p>
<p><span id="more-44887"></span></p>
<p>โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ รอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการบริหารอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดโดยรอบไปพร้อมกัน</p>
<h3>ต้นเหตุและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามเขตกรุงเทพฯ</h3>
<p>เห็นได้ชัดจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า แหล่งกำเนิดหลักของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงไปบ้าง และมาจากการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ทั้งภาคเกษตรกรรม การกำจัดเศษวัสดุ และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งยังมีความรุนแรงตามสภาพอากาศและการระบายอากาศในแต่ละช่วงเวลา</p>
<p>นอกจากปัญหาฝุ่นแล้ว กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับโจทย์ด้านน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับจังหวัดโดยรอบทั้งสิ้น ด้วยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน หรืฮอ่าว ก.ไก่ ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงชลบุรี ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 400 กิโลเมตร การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝังทะเลบางขุนเทียน ที่มีความยาว 5-6 กิโลเมตร จึงต้องวางแผนอย่างเชื่อมโยง</p>
<p>ขณะที่เรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ปลายทางของขยะที่เกิดขึ้นกว่า 1 หมื่นตันต่อวันในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้หายไปเอง แต่ถูกนำไปกำจัดและฝังกลบในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี ทำให้ภาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ตกอยู่กับแค่กรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว แต่กระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบด้วย</p>
<h3>สิ่งแวดล้อมดี ที่คนกรุงเทพฯ รอคอย</h3>
<p>ย้อนกลับไปในห้วงเวลาการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 4 ปีก่อน คราวนั้นสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ได้เคยสำรวจความเห็นของคนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม พบ 5 ประเด็นที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ได้แก่ อากาศสะอาด การจัดการขยะที่ดี มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอ น้ำไม่รอระบาย และ คลองสวยน้ำใส</p>
<p>มาถึงปีนี้ 2569 เสียงสะท้อนผ่านสื่อและเวทีสาธารณะต่าง ๆ พบว่า ประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ต้องการ ยังคงเป็นประเด็นเดิม ๆ ที่ยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน ตามมาด้วยปัญหาน้ำรอระบายและสภาพอากาศร้อน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับต้น ๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้เกิดบ่อยขึ้น กรุงเทพฯ เริ่มมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หลายวันติดต่อกัน ซึ่งผิดปกติจากค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44889" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city-02.jpg" alt="ผู้ว่าฯ กทม. กับโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพฯ" width="480" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city-02.jpg 480w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city-02-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city-02-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p>การบริหารจัดการที่ผ่านมาอาจประสบความสำเร็จในระดับโครงการหรือมาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ ที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของเมือง หากยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ กรุงเทพฯ จะยิ่งเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการขยายตัวของเมืองในอนาคต</p>
<h3>ความร่วมมือข้ามเขตปกครอง ที่ต้องเดินหน้าต่อ</h3>
<p>ในช่วงปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ ผ่านความร่วมมือกับจังหวัดนครนายก ลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะช่วงอากาศปิดและช่วงลมตะวันออกพัดเข้ามากรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน การแจ้งเตือนล่วงหน้า และการสนับสนุนเกษตรกรให้ลดการเผาในพื้นที่ต้นทาง</p>
<p>ความร่วมมือข้ามเขตแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ให้เป็นไฟไหม้ฟาง และขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต้นทางของฝุ่นควันรอบกรุงเทพฯ ทั้ง 5 จังหวัด และแน่นอนว่าต้องประสานให้หน่วยงานระดับนโยบายเข้ามาด้วย เพื่อสร้างกลไกทางการบริหารที่ชัดเจน</p>
<p>เช่นเดียวกับ ความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในขอบเขตของกรุงเทพมหานคร การมีกลไกการจัดการร่วมกันในการกำหนดพื้นที่รับน้ำ การชะลอน้ำ การระบายน้ำ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำล่วงหน้า เพื่อการปรับตัวและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น</p>
<p>อาหารปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งวาระที่สำคัญ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่บริโภคอาหารจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน และพึ่งผลผลิตจากจังหวัดโดยรอบ ทั้งผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ อาหารทะเล การจัดให้มีจุดจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่คนทุกกลุ่มเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดตลาดและจูงใจแก่เกษตรกรและผู้ผลิต ปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44890" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city-03.gif" alt="โจทย์สิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ว่า กทม." width="480" height="480" /></p>
<p>โจทย์สิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ว่าฯ ยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าการลดความร้อนในเมือง ซึ่งต้องทำมากกว่าการปลูกต้นไม้ การจัดการขยะที่ไปสร้างภาระให้จังหวัดอื่น ผู้ว่าฯ ไม่ได้ถูกคาดหวังให้แก้ทุกปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือทั้งในและนอกกรุงเทพฯ</p>
<p>การจัดตั้ง <strong>&#8220;</strong>กลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ<strong>&#8220;</strong> ที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน จึงเป็นวาระสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครอง ให้เกิดความต่อเนื่อง มีเอกภาพ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน</p>
<p>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมา 33 ปี และ ทำงานร่วมกับภาคีตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนโยบาย ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในฐานองค์กรพัฒนาเอกชน มุ่งหวังว่าวิสัยทัศน์ของท่านจะช่วยพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม</p>
<p>สุดท้าย <strong>หากเราอยากเห็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของผู้ว่าฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่เราจะร่วมกันลงมือสร้างสิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ ที่ดี ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน เพราะเมืองน่าอยู่จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p><strong>โดย ดร.เบญจมาส โชติทอง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  (TEI)</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bangkok-governor-and-the-major-environmental-challenges-city/">ผู้ว่าฯ กทม. กับโจทย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่เพียงแค่กรุงเทพฯ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบถึงเศรษฐกิจโลก “ทุนธรรมชาติ” คือคำตอบของฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/biological-diversity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 08:18:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนด้านธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุนธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44309</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ทั่วโลกจับตา ตั้งแต่ปัญหาไฟป่าที่เกิดถี่ขึ้น ประชากรสัตว์ป่าที่ลดลงเฉลี่ยถึง 69% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการประเมินล่าสุดที่ชี้ว่ากว่า 2 ล้านสายพันธุ์กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (ข้อมูลจากกรีนพีซ สหราชอาณาจักร)  สัญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบนิเวศของโลกกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เวทีเศรษฐกิจโลกหรือ World Economic Forum ระบุว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลก ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ประเด็นการอนุรักษ์จึงยิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเข้มข้นมากขึ้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/biological-diversity/">วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบถึงเศรษฐกิจโลก “ทุนธรรมชาติ” คือคำตอบของฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก <strong>“ความหลากหลายทางชีวภาพ” </strong>กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ทั่วโลกจับตา ตั้งแต่ปัญหาไฟป่าที่เกิดถี่ขึ้น ประชากรสัตว์ป่าที่ลดลงเฉลี่ยถึง 69% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการประเมินล่าสุดที่ชี้ว่ากว่า 2 ล้านสายพันธุ์กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (ข้อมูลจากกรีนพีซ สหราชอาณาจักร)  สัญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบนิเวศของโลกกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เวทีเศรษฐกิจโลกหรือ World Economic Forum ระบุว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลก ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน</p>
<p><span id="more-44309"></span></p>
<p>เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ประเด็นการอนุรักษ์จึงยิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยในปี 2569 องค์การสหประชาชาติใช้แนวคิด   <strong>“Acting locally for global impact”</strong> หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก”  ส่วน <strong>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> ได้ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานของคนและธรรมชาติ ผ่านการต่อยอดงานอนุรักษ์สู่การสร้าง “ทุนธรรมชาติ” หรือ Natural Capital ที่ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โอกาสของชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลทรัพยากรธรรมชาติจากพื้นที่จริง สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<h3>ผืนป่าถูกแบ่งแยก และทรัพยากรถูกใช้เกินขีดจำกัด</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44311" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-02.jpg" alt="ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด" width="600" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด</span> ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> เปิดเผยว่า ความหลากหลายทางชีวภาพอาจเป็นคำที่ฟังดูไกลตัว แต่แท้จริงแล้วคือรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เปรียบเสมือน “เกมไม้เจงก้า” ที่แม้จะดึงชิ้นส่วนออกทีละชิ้นโดยคิดว่าไม่กระทบอะไร ไม่ว่าจะเป็นแมลง สัตว์ หรือพืชบางชนิด แต่เมื่อระบบเปราะบางลงเรื่อย ๆ วันหนึ่งทั้งโครงสร้างอาจพังลงพร้อมกัน</p>
<p>หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แม้หลายโครงการพัฒนาจะใช้พื้นที่จริงเพียงไม่มากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกลับขยายวงกว้างเกินกว่าพื้นที่ที่สูญเสียไปโดยตรง ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่พาดผ่านหลายพื้นที่ของประเทศ แม้จะมีการออกแบบมาตรการลดผลกระทบ เช่น ทางเชื่อมสัตว์ป่าหรืออุโมงค์ใต้ดิน แต่ในทางปฏิบัติ ระบบนิเวศที่เคยเชื่อมต่อกันอาจถูกแบ่งแยกออกจากกัน และสัตว์ป่าไม่สามารถปรับตัวหรือใช้พื้นที่ที่จัดไว้ได้ตามที่มนุษย์คาดหวัง ส่งผลให้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติถูกรบกวนในระยะยาว</p>
<p>อีกปัจจัยสำคัญคือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ การประมง หรือการใช้น้ำ หากทรัพยากรถูกนำมาใช้ในระดับที่ธรรมชาติยังสามารถทดแทนและฟื้นตัวได้ ก็อาจดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน แต่เมื่อมีการใช้เกินกว่าที่ระบบธรรมชาติจะรองรับได้ ทรัพยากรเหล่านั้นย่อมลดลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบสะสมในวงกว้าง ยกตัวอย่างการใช้น้ำใต้ดินอย่างต่อเนื่องในเขตเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาดินทรุดและความเปราะบางของพื้นที่เมืองในระยะยาว</p>
<h3>ชี้โฆษณารอบตัวเร่งการบริโภค ลดทุนธรรมชาติ 40%</h3>
<p>รูปแบบการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันยังเป็นอีกแรงขับสำคัญที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่การจับจ่ายมักอิงตามความจำเป็น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเผชิญกับการสื่อสารทางการตลาดอย่างเข้มข้นผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งสื่อออนไลน์ ป้ายโฆษณา หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้เกิดพฤติกรรมการซื้อที่ถูกกระตุ้นมากขึ้น และนำไปสู่การใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยในปี 2550 มนุษย์เจอโฆษณาเฉลี่ย 500 ตัวต่อวัน พอถึงปี 2549 ตัวเลขพุ่งเป็น 4,000 ตัว และคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ เราอาจต้องเผชิญกับโฆษณาแฝงในชีวิตประจำวันมากถึง 10,000 ตัวต่อวัน</p>
<p>การศึกษาพบว่า ระหว่างปี 2535–2557 ทุนมนุษย์และการผลิตของโลกเติบโตขึ้นราว 13% ขณะที่ “<strong>ทุนธรรมชาติ</strong>” กลับลดลงถึง 40% สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังขยายตัวบนฐานทรัพยากรที่เสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง และหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะเมื่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานลดลง ระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนก็ย่อมเผชิญความเปราะบางตามมาเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44312" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-03.jpg" alt="ทุนธรรมชาติ" width="600" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>บริการจากธรรมชาติ มูลค่าที่มองไม่เห็นแต่ขาดไม่ได้</h3>
<p><strong>ดร.สุภัชญา </strong>กล่าวว่า ธรรมชาติไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะแหล่งความหลากหลายของพืชและสัตว์เท่านั้น แต่ยังมอบ “บริการจากระบบนิเวศ” หรือ Ecosystem  Services ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย รวมถึงบริการทางอ้อมอย่างการผสมเกสร การรักษาคุณภาพดินและน้ำ การควบคุมโรค และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยที่ไม่เคยถูกนำมาคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44313" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-04.jpg" alt="ค้างคาว" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/biological-diversity-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>เช่นเดียวกับบทบาทของค้างคาวในฐานะผู้ผสมเกสรทุเรียนในหลายพื้นที่ เมื่อแหล่งอาศัยตามธรรมชาติถูกกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การระเบิดภูเขาหินปูนหรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนค้างคาวลดลง ส่งผลโดยตรงต่อการติดผลของทุเรียนในพื้นที่ เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงต้องหันมาผสมเกสรด้วยแรงงานคนแทน สะท้อนให้เห็นว่าบริการจากธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นได้เองนั้นมีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่หลายฝ่ายตระหนัก</p>
<p>“สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนเชื่อมโยงและพึ่งพากันในระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมไม่อาจแยกขาดจากสิ่งแวดล้อมได้ ธรรมชาติไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร น้ำ และวัตถุดิบ แต่ยังมอบบริการจากระบบนิเวศที่ช่วยค้ำจุนชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผสมเกสรที่ช่วยให้พืชผลติดดอกออกผล การรักษาสมดุลของดินและน้ำ ไปจนถึงการควบคุมโรคตามธรรมชาติ หลายอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันโดยไม่เคยถูกตีมูลค่าทางบัญชี แต่กลับมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต” <strong>ดร.สุภัชญา </strong>กล่าว</p>
<p><strong>เวทีระหว่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก หรือ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ที่ตั้งเป้าหมายให้โลกเร่งฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ “Nature Positive” ภายในปี 2573 โดยครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการเพิ่มการลงทุนด้านธรรมชาติ เพื่อให้ “ทุนธรรมชาติ” กลับมาเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาในระยะยาว </strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/biological-diversity/">วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ กระทบถึงเศรษฐกิจโลก “ทุนธรรมชาติ” คือคำตอบของฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไขความลับหน้าร้อนช่วงเมษา ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่ไม่ใช่อุณหภูมิสูงถึง60 องศา” แนะ 7 วิธีรับมือก่อนเสี่ยงฮีทสโตรก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/heat-index/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 Mar 2026 08:37:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Heat Index]]></category>
		<category><![CDATA[Heat Stroke]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าดัชนีความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อาการฮีทสโตรก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43638</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าทำไมอุณหภูมิ  “38 องศา แต่ทำไมรู้สึกเหมือน 60?” ท่ามกลางกระแสข่าวที่ระบุว่า “ดัชนีความร้อนในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 อาจพุ่งสูงถึง 60 องศาเซลเซียส” ตัวเลขที่ฟังดูเกินจริง จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าอุณหภูมิของอากาศกำลังแตะระดับอันตรายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ในความเป็นจริง ตัวเลข “60 องศา” ที่ถูกพูดถึงนั้น ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้ด้วยเครื่องมือ หากเป็นค่าที่เรียกว่า “ดัชนีความร้อน” หรือ Heat Index ซึ่งสะท้อน “อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึก” ภายใต้เงื่อนไขของอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ที่ทำงานร่วมกัน Heat Index ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่มากกว่าอุณหภูมิ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-index/">ไขความลับหน้าร้อนช่วงเมษา ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่ไม่ใช่อุณหภูมิสูงถึง60 องศา” แนะ 7 วิธีรับมือก่อนเสี่ยงฮีทสโตรก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าทำไมอุณหภูมิ  “38 องศา แต่ทำไมรู้สึกเหมือน 60?” ท่ามกลางกระแสข่าวที่ระบุว่า “ดัชนีความร้อนในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 อาจพุ่งสูงถึง 60 องศาเซลเซียส” ตัวเลขที่ฟังดูเกินจริง จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าอุณหภูมิของอากาศกำลังแตะระดับอันตรายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน</strong></p>
<p><span id="more-43638"></span></p>
<p>แต่ในความเป็นจริง ตัวเลข “60 องศา” ที่ถูกพูดถึงนั้น ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้ด้วยเครื่องมือ หากเป็นค่าที่เรียกว่า “ดัชนีความร้อน” หรือ Heat Index ซึ่งสะท้อน “อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึก” ภายใต้เงื่อนไขของอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ที่ทำงานร่วมกัน</p>
<h3>Heat Index ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่มากกว่าอุณหภูมิ</h3>
<p>เพราะการรับรู้ว่าร้อนหรือเย็น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่สมองตีความจากสัญญาณของประสาทสัมผัส เมื่อร่างกายพยายามระบายความร้อนผ่านเหงื่อ แต่ความชื้นในอากาศกลับสูงจนทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ความร้อนจึงสะสมอยู่ในร่างกายมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกร้อน “เกินกว่าความเป็นจริง” ที่เครื่องวัดอุณหภูมิแสดงไว้</p>
<p><strong>ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี</strong> ยืนยันว่า กระแสข่าวเรื่องดัชนีความร้อนแตะ 60 องศาเซลเซียสนั้นเป็น “ข่าวจริง” โดยชี้ว่า “Heat Index เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ดีกว่าอุณหภูมิทั่วไป ยิ่งความชื้นสูงเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรู้สึกร้อน อึดอัด และเสี่ยงต่อภาวะอันตรายจากความร้อนมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ตัวเลขที่ดูเหมือนเป็นเพียง “ความรู้สึก” อาจเป็นสัญญาณเตือนที่จริงจังต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43643" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian.jpg" alt="นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/Moltian-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<h3>เปิดสถิติผู้ป่วย Heat Stroke ในไทยปี 2568</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์</span> อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข</strong> เปิดเผยว่า ในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 59.3% พบมากในวัยทำงานอายุระหว่าง 15-34 ปี จำนวน 78 ราย และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 29 ราย โดยเป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้งกว่า 53.3% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีภาวะเพลียแดดมากที่สุด 62 ราย รองลงมาคือเป็นลมแดดจากความร้อนถึง 26 ราย และโรคลมร้อน (Heat Stroke) พบถึง 17 ราย ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจาก Heat Stroke ส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย 24% เช่น โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน รวมถึงมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มสุรา โดยกว่า 67% พบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง พบมากสุดในเดือนเมษายนถึง 57% ซึ่งเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 41 องศาเซลเซียส</p>
<h3>ร้อนระดับไหน เริ่มอันตรายถึงชีวิต?</h3>
<p>คำตอบอาจไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิที่เราคุ้นเคย แต่คือ “จุดที่ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อีกต่อไป” ซึ่งภาวะที่อันตรายที่สุดจากอากาศร้อนคือ “โรคลมร้อน” หรือ Heat Stroke ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับความร้อนสะสมในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะมาจากอุณหภูมิอากาศที่สูงจัด หรือดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่พุ่งขึ้นจากความชื้นในอากาศร่วมด้วย</p>
<p>“ในภาวะปกติ ร่างกายมนุษย์จะระบายความร้อนผ่านการขับเหงื่อ แต่เมื่อความชื้นสูง เหงื่อจะระเหยได้ยาก กลไกระบายความร้อนจึง “ล้มเหลว” ส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อระบบสำคัญ โดยเฉพาะสมอง หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต”</p>
<h3>สัญญาณเตือน “ฮีทสโตรก” ภัยร้อนที่เริ่มจากอาการเล็กน้อย</h3>
<p>สัญญาณเตือนของฮีทสโตรก ไม่ได้มีแค่ “ร้อน” แต่คือความผิดปกติของทั้งร่างกาย ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังแดงและแห้ง (ไม่มีเหงื่อ) เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ไปจนถึงอาการทางระบบประสาท เช่น พูดจาสับสน ชัก หรือหมดสติ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์</p>
<p>สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเริ่มต้น เช่น หน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ หรือปวดศีรษะ โดยคิดว่าเป็นเพียงอาการจากอากาศร้อนทั่วไป ทั้งที่อาจเป็น “ระยะก่อนลมร้อน” (Heat Exhaustion) ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจลุกลามไปสู่ Heat Stroke ได้ในเวลาไม่นาน</p>
<h3>ขั้นตอนปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อพบผู้มีอาการฮีทสโตรก</h3>
<p><strong>นายแพทย์มณเฑียร </strong>กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่พบผู้มีอาการเข้าข่าย ควรรีบนำตัวเข้าสู่ที่ร่มหรือที่เย็น คลายเสื้อผ้า ใช้น้ำเย็นประคบตามร่างกาย และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 เพราะทุกนาทีมีความสำคัญต่อการลดความเสียหายของอวัยวะภายใน</p>
<p>สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขั้นตอนแรกควรให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ พร้อมใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน แต่หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจ และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที</p>
<h3>7 วิธีรับมือความร้อนจากดัชนีที่เพิ่มสูงขึ้น</h3>
<p>ในช่วงเดือนเมษายน 2569 นี้ ค่าดัชนีความร้อนที่สูงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้</p>
<ol>
<li>ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00-16.00 น.</li>
<li>ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ</li>
<li>งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น</li>
<li>สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด</li>
<li>ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย</li>
<li>ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ</li>
<li>ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด</li>
</ol>
<hr />
<p>ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-index/">ไขความลับหน้าร้อนช่วงเมษา ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่ไม่ใช่อุณหภูมิสูงถึง60 องศา” แนะ 7 วิธีรับมือก่อนเสี่ยงฮีทสโตรก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Double A ชูนิยามใหม่อุตฯ กระดาษไทย ดัน ‘ต้นกระดาษ’ สู่พืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ส่งออกกว่า 130 ประเทศทั่วโลก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/double-a-contract-farming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 01:41:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Double A]]></category>
		<category><![CDATA[ยูคาลิปตัส]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมกระดาษ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรพันธสัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้ปลูก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43571</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุตสาหกรรมกระดาษไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากภาพจำเดิมที่ผูกโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า สู่การพัฒนาโมเดลใหม่ที่วางตำแหน่ง “ไม้ปลูก” ให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย Double A เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญของโมเดลดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกยูคาลิปตัสในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมจากพื้นที่ว่างหรือพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชหลัก เช่น ข้าวหรือพืชไร่ทั่วไป โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว และลดแรงกดดันต่อทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติ พัฒนา ‘ไม้ปลูก’ สู่ต้นกระดาษ วางรากฐานคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/double-a-contract-farming/">Double A ชูนิยามใหม่อุตฯ กระดาษไทย ดัน ‘ต้นกระดาษ’ สู่พืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ส่งออกกว่า 130 ประเทศทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อุตสาหกรรมกระดาษไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากภาพจำเดิมที่ผูกโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า สู่การพัฒนาโมเดลใหม่ที่วางตำแหน่ง “ไม้ปลูก” ให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย Double A เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p><span id="more-43571"></span></p>
<p>หัวใจสำคัญของโมเดลดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกยูคาลิปตัสในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมจากพื้นที่ว่างหรือพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชหลัก เช่น ข้าวหรือพืชไร่ทั่วไป โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว และลดแรงกดดันต่อทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43573" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-02.jpg" alt="จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-02.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>พัฒนา ‘ไม้ปลูก’ สู่ต้นกระดาษ วางรากฐานคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์</strong></span> <strong>กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้แนวทาง “ไม้ปลูก” (Planted Forest) แทนการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ยูคาลิปตัสให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในไทย โดยต่อยอดจากสายพันธุ์ต้นแบบจากออสเตรเลีย ฟินแลนด์ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า 2,500 สายพันธุ์ จนเกิดเป็น “ต้นกระดาษ” (Purpose-Grown Paper-Tree) ที่สามารถเติบโตได้ภายใน 5–7 ปี และให้เส้นใยที่มีความหนาแน่นและสม่ำเสมอสูง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43574" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-03.jpg" alt="Double A" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-03.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>Integrated Mill หัวใจควบคุมคุณภาพโรงงานกระดาษ</h3>
<p>จากต้นน้ำ โมเดลธุรกิจถูกออกแบบให้เชื่อมโยงสู่ “กลางน้ำและปลายน้ำ” ผ่านการดำเนินงานแบบครบวงจร (Integrated Value Chain) ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถควบคุมคุณภาพได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดลงสู่การพัฒนาโรงงานในรูปแบบ Integrated Mill ภายในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ โดยภายในประกอบด้วยโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี</p>
<p>“ความยั่งยืนสำหรับเรา ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นวิธีคิดตั้งแต่ต้นน้ำที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คุณภาพของ Double A ไม่ได้เริ่มที่เครื่องจักร แต่เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ และถูกส่งต่อผ่านทั้งระบบการผลิต” จตุพร กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43575" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-04.jpg" alt="Double A" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-04.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>โมเดลหลักของ Double A “ไม่มีของเสีย มีแต่ทรัพยากร”</h3>
<p>จตุพร กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของระบบนี้คือการ “เชื่อมกระบวนการเข้าด้วยกันโดยตรง” เช่น การส่งเยื่อกระดาษในรูปแบบ “เยื่อเปียก” ผ่านท่อไปยังโรงกระดาษทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอบแห้งและนำกลับมาใช้งานใหม่แบบโรงงานทั่วไป วิธีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานลง และเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งระบบ</p>
<p>ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวยังได้รับการต่อยอดไปสู่ Circular Economy อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดหลัก “ไม่มีของเสีย มีแต่ทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้” ทุกส่วนของต้นไม้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ลำต้นใช้ผลิตเยื่อกระดาษ ขณะที่เปลือกไม้ กิ่ง ใบ และเศษไม้ ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลในโรงไฟฟ้า ส่วนของเหลวจากกระบวนการผลิต เช่น ลิกนินและน้ำยางไม้ ถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงาน ขณะที่สารเคมีและน้ำในระบบสามารถรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 90%</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43576" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-05.jpg" alt="Double A" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-05.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>กักเก็บ หมุนเวียน และต่อยอด พัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาด</h3>
<p>ขณะที่ระบบการจัดการน้ำก็ถือเป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญ โดยบริษัทฯ มีอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ความจุราว 35 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับกักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลาก เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และผ่านการบำบัดก่อนหมุนเวียนกลับไปใช้ในแปลงเพาะชำต้นกระดาษ สร้างระบบปิดที่ลดการใช้ทรัพยากรจากภายนอก พร้อมขยายแนวทางความยั่งยืนไปสู่ภาคพลังงานและโลจิสติกส์ ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาด ทั้งโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 157 เมกะวัตต์ รวมถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และลดการระเหยของน้ำ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43577" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-06.jpg" alt="Double A" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-06.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-06-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>ยกระดับโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ด้วย EV Truck ตั้งเป้าลด CO₂ ถึง 25%</h3>
<p>ในด้านโลจิสติกส์ บริษัทนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้แล้วมากกว่า 200 คัน โดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระดาษ 1 รีม สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 12.5 กิโลกรัม พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ภายในปี 2030 (เทียบกับฐานปี 2021) ซึ่งปัจจุบันทำได้เกินเป้าหมายแล้ว และยังเดินหน้าสู่ Carbon Neutral ในปี 2040 และ Net Zero ภายในปี 2050</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ บริษัทจึงลงทุนพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จด้วยตนเอง โดยเริ่มจากศูนย์กลางการดำเนินงานและขยายออกไปตามเส้นทางโลจิสติกส์ ปัจจุบันมีการติดตั้งสถานีชาร์จแล้ว 9 สถานี และมีแผนขยายเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดให้พันธมิตรในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถใช้งานร่วมกัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านในระดับอุตสาหกรรม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43578" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-07.jpg" alt="Double A" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-07.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-07-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-07-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/double-a-contract-farming-07-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<h3>กระดาษคือปลายทาง ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ beyond paper</h3>
<p>สามารถ ประจวบสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มโรงงาน กล่าวว่า สำหรับ Double A “กระดาษ” เป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทั้งหมด โดยคุณภาพเริ่มต้นตั้งแต่วัตถุดิบ เส้นใยจากต้นกระดาษมีความหนาแน่นสูงถึง 30 ล้านเส้นใยต่อกรัม ทำให้ได้กระดาษที่มีความเรียบและรองรับงานพิมพ์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ปัจจุบันบริษัทฯ ส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และวางตำแหน่งสินค้าในตลาดระดับพรีเมียม</p>
<p>แม้ว่าปัจจุบันแนวโน้มการใช้กระดาษในหลายประเทศจะลดลงตามการเติบโตของดิจิทัล แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังต้องพึ่งพากระดาษในชีวิตประจำวัน บริษัทฯ จึงปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเป็น 80% และจำหน่ายในประเทศ 20% เพื่อกระจายความเสี่ยง</p>
<p>“ในระยะยาว บริษัทฯ มองโอกาสในการต่อยอดเยื่อกระดาษไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น บรรจุภัณฑ์ และเส้นใยสำหรับสิ่งทอ ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของธุรกิจให้มากกว่ากระดาษแบบดั้งเดิม” <strong>สามารถ</strong> กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/double-a-contract-farming/">Double A ชูนิยามใหม่อุตฯ กระดาษไทย ดัน ‘ต้นกระดาษ’ สู่พืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ส่งออกกว่า 130 ประเทศทั่วโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NEXTOPIA ชวนเดินทะลุมิติ เปิดประตูสู่การเรียนรู้และทดลองโลกอนาคต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/nextopia-siam-paragon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Jan 2026 03:29:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[NEXTOPIA]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[สยามพารากอน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=42817</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดประสบการณ์ใหม่ เดินทะลุมิติสู่โลกอนาคตที่ NEXTOPIA ณ สยามพารากอน ชั้น 5 เปิดมุมมองใหม่ของการใช้ชีวิตผ่านวิสัยทัศน์ของ รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาออกแบบโครงการ Chief of NEXTOPIA ที่นี่คือพื้นที่ที่ต้องมา เพราะไม่ใช่แค่ให้ชม แต่ให้ลงมือสัมผัสจริง เห็นภาพชัดว่าเทคโนโลยี ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และกลับไปพร้อมไอเดียใหม่ ๆ ที่นำไปต่อยอดได้ทั้งชีวิตและธุรกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต Chief of NEXTOPIA ที่ปรึกษาออกแบบโครงการ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nextopia-siam-paragon/">NEXTOPIA ชวนเดินทะลุมิติ เปิดประตูสู่การเรียนรู้และทดลองโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เปิดประสบการณ์ใหม่ เดินทะลุมิติสู่โลกอนาคตที่ NEXTOPIA ณ สยามพารากอน ชั้น 5 เปิดมุมมองใหม่ของการใช้ชีวิตผ่านวิสัยทัศน์ของ รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาออกแบบโครงการ Chief of NEXTOPIA ที่นี่คือพื้นที่ที่ต้องมา เพราะไม่ใช่แค่ให้ชม แต่ให้ลงมือสัมผัสจริง เห็นภาพชัดว่าเทคโนโลยี ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และกลับไปพร้อมไอเดียใหม่ ๆ ที่นำไปต่อยอดได้ทั้งชีวิตและธุรกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><span id="more-42817"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42819" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01.jpg" alt="รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต" width="800" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-01-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต</span> Chief of NEXTOPIA ที่ปรึกษาออกแบบโครงการ </strong>เปิดเผยวิสัยทัศน์ในการพัฒนา “<strong>NEXTOPIA</strong>” ว่า แนวคิดเริ่มต้นมาจากคำถามสำคัญต่อบทบาทของห้างสรรพสินค้าในโลกอนาคต โดยเฉพาะ “The World” ในฐานะศูนย์การค้าอย่างสยามพารากอน ว่าจะสามารถขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้นได้อย่างไร</p>
<p><strong>รศ.ดร.สิงห์</strong> ระบุว่า โลกอนาคตไม่ใช่ภาพที่สวยหรูอย่างที่หลายคนคาดหวัง เนื่องจากปัจจุบัน เรากำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง และทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง</p>
<p>จากโจทย์ดังกล่าว ผู้บริหารจึงตั้งคำถามร่วมกันว่า “Next Step” หรือก้าวต่อไปของโลกควรเป็นอย่างไร ในมุมมองของห้างสรรพสินค้า และจุดแข็งที่แท้จริงของพื้นที่ลักษณะนี้คืออะไร แม้คำตอบจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการสร้างโลกใหม่ที่ผสานทั้งเทคโนโลยี AI ความยั่งยืน และนวัตกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวและต้องใช้งบประมาณมหาศาล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42820" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02.jpg" alt="NEXTOPIA" width="800" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>นั่นจึงเป็นที่มาของการถือกำเนิด “<strong>NEXTOPIA</strong>” พื้นที่ที่เกิดจากความร่วมมือของหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทดลองว่า ปัจจุบันเรามีแนวคิด เทคโนโลยี และแนวทางการวางแผนอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาประกอบร่างเป็นภาพของโลกอนาคตได้จริง</p>
<p>สำหรับ การพัฒนา <strong>NEXTOPIA</strong> ใช้เวลายาวนานกว่าการพัฒนาห้างสรรพสินค้าทั่วไปอย่างมาก เนื่องจากระหว่างกระบวนการคิดและออกแบบ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ต้องมีการทบทวน ปรับเปลี่ยน และย้อนกลับมาคิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งต่างจากบางโครงการที่ผูกติดกับ TOR ซึ่งเมื่อเดินหน้าไปแล้วไม่สามารถปรับแก้ได้ ส่งผลให้เกิดความล้าสมัยในระยะยาว</p>
<p><strong>“NEXTOPIA</strong> ไม่ควรเป็นแบบนั้น ทุกช่วงเวลาต้องทันสมัย และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” พร้อมชี้ว่า โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ที่ไม่สิ้นสุด เพราะเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42821" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03.jpg" alt="NEXTOPIA" width="800" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="600" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04.jpg" class="attachment-large size-large" alt="NEXTOPIA" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-04-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="600" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05.jpg" class="attachment-large size-large" alt="NEXTOPIA" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-05-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a>

<p>ทั้งนี้ <strong>NEXTOPIA</strong> ไม่ได้จบลงเพียงวันที่เปิดตัว หากใครมีไอเดียใหม่ สามารถนำเสนอและเข้ามาร่วมสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนหลังเปิดให้บริการ มีผู้ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมเฉลี่ยวันละ 12,000–13,000 คน นั้นคือภาพสะท้อนให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญและใส่ใจประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง</p>
<p>ในเชิงการออกแบบ รศ.ดร.สิงห์ฯ ยังได้ชูแนวคิดไปถึงรายละเอียดการมาเยือน “<strong>NEXTOPIA</strong>” ตั้งแต่ช่วงก้าวออกจากลิฟต์ ว่าควรเปิดพื้นที่อย่างไร แทนที่จะเป็นพื้นที่กว้างโล่ง กลับเลือกออกแบบเป็นทางเดินแคบ ๆ เพื่อสร้างอารมณ์และความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินผ่านประตูสู่โลกอีกมิติหนึ่ง ไปสู่อนาคตที่เหนือจินตนาการ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42824" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06.jpg" alt="NEXTOPIA" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-06-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-11.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-11-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="NEXTOPIA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-09.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-09-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="NEXTOPIA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-08.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-08-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="NEXTOPIA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-07-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="NEXTOPIA" /></a>

<p>สำหรับ <strong>NEXTOPIA</strong> พื้นที่แห่งการเรียนรู้และทดลองโลกอนาคต เปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกิจกรรมหลากหลายที่ชวนตั้งคำถามกับโลกใบเดิม พร้อมค้นหาคำตอบว่า “เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร โดยไม่ทำร้ายโลก”</p>
<p>หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ The Globe พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้โลกได้เล่าเรื่องของตัวเองแบบเรียลไทม์ ผ่านข้อมูลดาวเทียมล่าสุดจาก NASA และ GISTDA ถ่ายทอดภาพสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้าใจง่าย ลึกซึ้ง และทันเหตุการณ์ ภายใต้ความร่วมมือของ <strong>NEXTOPIA</strong> และ Plan B Media</p>
<p>ถัดมาคือ Talk to Our World กิจกรรมที่ชวนทุกคนร่วม “พูดถึงโลกที่ดีกว่า” ในมุมมองของตัวเอง ผ่านการบันทึกเสียงและสนทนากับระบบปัญญาประดิษฐ์จาก Microsoft Azure โดยเสียงของผู้ร่วมกิจกรรมจะถูกนำไปรวมเป็น “พลังเสียงแห่งอนาคต” สะท้อนความคิดและความหวังของผู้คนต่อโลกใบนี้</p>
<p>อีกหนึ่งจุดเด่นคือ The Kinetic Floor พื้นอัจฉริยะฝีมือคนไทย ที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือกระโดด ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จากความร่วมมือของ Bangkok Cable, NEXTOPIA และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง</p>
<p>ผู้เข้าชมยังจะได้สัมผัสความเย็นสบายอย่างยั่งยืนกับ The Cooling Waterfall นวัตกรรมน้ำตกประหยัดพลังงาน ความสูงกว่า 16 เมตร เชื่อมต่อพื้นที่ 3 ชั้นใจกลาง <strong>NEXTOPIA</strong> ด้วยระบบ Radiant Cooling ที่คงอุณหภูมิน้ำไว้ที่ 15 องศาเซลเซียส สร้างสภาวะเย็นสบายโดยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ด้านอาหารและการเกษตร นำเสนอผ่าน The Vertical Farm ฟาร์มผักแนวตั้งใจกลางเมือง ครั้งแรกในไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ร่วมปลูก เก็บ และลิ้มรสผักที่ปลูกเอง เชื่อมโยงแนวคิดอาหารยั่งยืนเข้ากับวิถีชีวิตเมืองอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42829" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12.jpg" alt="NEXTOPIA" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/nextopia-12-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>นอกจากนี้ <strong>NEXTOPIA</strong> ยังซ่อน “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืน” ไว้ทั่วทั้งอาคาร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาดจากแผงโซลาร์เซลล์ ระบบอากาศบริสุทธิ์ระดับห้องปลอดเชื้อ เทคโนโลยีพื้นเย็นแบบ Radiant Cooling สีปลอดสารพิษ วัสดุอัปไซเคิล งานศิลปะจากขยะทะเล ไปจนถึงแสงธรรมชาติจากเพดานโปร่งแสงที่ช่วยลดการใช้พลังงาน</p>
<p>ในมิติไลฟ์สไตล์ <strong>NEXTOPIA</strong> ยังนำเสนอการกิน การช้อป และการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย คัดสรรอาหารที่สนับสนุนวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกร พร้อมพื้นที่ช้อปปิ้งสินค้ารักษ์โลกจากแบรนด์ไทยและนานาชาติ ที่เปลี่ยนทุกการจับจ่ายให้กลายเป็นการลงมือทำเพื่อโลก</p>
<p>ทั้งหมดนี้ทำให้ <strong>NEXTOPIA</strong> คือ “<strong>พื้นที่มีชีวิต</strong>” ที่ชวนให้ผู้คนมองเห็นอนาคตใกล้ตัวกว่าที่คิด และเริ่มต้นเปลี่ยนโลกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป</p>
<p><strong>พบกับ NEXTOPIA ได้ที่ สยามพารากอน ชั้น 5</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nextopia-siam-paragon/">NEXTOPIA ชวนเดินทะลุมิติ เปิดประตูสู่การเรียนรู้และทดลองโลกอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตาฝุ่น PM2.5 โจทย์ใหญ่ระดับประเทศที่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อ กม.อากาศสะอาดหยุดเดิน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-clean-air-act/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 07:51:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชบัญญัติอากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกฎหมายอากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตฝุ่น PM2.5]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=42656</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดการปัญหาอากาศสะอาดของประเทศไทยไม่ได้ติดขัดเพียงข้อจำกัดด้านเทคนิคหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หากแต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบนโยบายทั้งประเทศ เมื่อร่างกฎหมายอากาศสะอาดต้องหยุดชะงักลงจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้กระบวนการนิติบัญญัติและการขับเคลื่อนเชิงนโยบายต้องหยุดลงโดยอัตโนมัติ ทิ้งช่องว่างสำคัญไว้ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่การแก้ปัญหาสาธารณะเชิงระบบยังผูกโยงอยู่กับความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง มากกว่าการยืนอยู่บนกลไกระยะยาวที่สามารถคุ้มครองสิทธิด้านอากาศสะอาดของประชาชน 20 ปีฝุ่น PM2.5 กับทางตันนโยบาย พงศ์ภรณ์ อนุสกุลโรจน์ กรรมการสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวในการประชุมวิชาการเครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-clean-air-act/">จับตาฝุ่น PM2.5 โจทย์ใหญ่ระดับประเทศที่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อ กม.อากาศสะอาดหยุดเดิน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการปัญหาอากาศสะอาดของประเทศไทยไม่ได้ติดขัดเพียงข้อจำกัดด้านเทคนิคหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หากแต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบนโยบายทั้งประเทศ เมื่อร่างกฎหมายอากาศสะอาดต้องหยุดชะงักลงจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้กระบวนการนิติบัญญัติและการขับเคลื่อนเชิงนโยบายต้องหยุดลงโดยอัตโนมัติ ทิ้งช่องว่างสำคัญไว้ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่การแก้ปัญหาสาธารณะเชิงระบบยังผูกโยงอยู่กับความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง มากกว่าการยืนอยู่บนกลไกระยะยาวที่สามารถคุ้มครองสิทธิด้านอากาศสะอาดของประชาชน</strong></p>
<p><span id="more-42656"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42658" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-02.jpg" alt="พงศ์ภรณ์ อนุสกุลโรจน์" width="750" height="562" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-02-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>20 ปีฝุ่น PM2.5 กับทางตันนโยบาย</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">พงศ์ภรณ์ อนุสกุลโรจน์</span> กรรมการสภาลมหายใจกรุงเทพฯ </strong>กล่าวในการประชุมวิชาการเครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 มีประชาชนเข้ารับการรักษาที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มากกว่า 10 ล้านคน แม้ในเชิงการแพทย์จะยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าการเจ็บป่วยทั้งหมดมีสาเหตุโดยตรงจาก PM2.5 แต่ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาสะท้อนแนวโน้มชัดว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง</p>
<p>ขณะเดียวกัน สถานการณ์คุณภาพอากาศของประเทศยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยตลอดทั้งปี 2567  ประเทศไทยมีเพียงประมาณ 43 วันเท่านั้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับสีเขียว ส่วนวันที่เหลือประชาชนต้องใช้ชีวิตภายใต้สภาพอากาศที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตตามฤดูกาล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<h3>ต้นตอชัด แต่กลไกยังไม่ทำงาน</h3>
<p>ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง เชื่อมโยงหลายมิติ ตั้งแต่ระบบนิเวศ สุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว พลังงาน คมนาคม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศไทยสามารถจำแนกได้อย่างน้อย 6 ภาคหลัก ได้แก่ ภาคคมนาคมและการจราจร โดยเฉพาะรถดีเซลเก่าและควันดำ ความหนาแน่นของการจราจรในเขตเมืองใหญ่ การเผาในภาคการเกษตร รวมถึงกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นต้นตอสำคัญของ PM2.5 ที่ทุกฝ่ายรับรู้ร่วมกัน</p>
<p>แม้จะรู้ถึงต้นกำเนิดของปัญหาอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้การแก้ไขไม่ประสบความสำเร็จ คือช่องว่างเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ได้แก่ <strong>ประการแรก</strong> การขาดการบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมานานตั้งแต่ราวปี 2544 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ <strong> ประการที่ 2</strong> คือการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากไปใช้ประโยชน์จริงในระดับนโยบายและการปฏิบัติยังมีสัดส่วนต่ำมาก และ<strong>ประการที่ 3</strong> คือการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในระดับประชาชน ซึ่งยังคงมีภาพของการชี้นิ้วโทษกันระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42659" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-03.jpg" alt="ปัญหา PM2.5" width="750" height="499" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/pm2-5-clean-air-act-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>3 แกนแก้ฝุ่น สู่ความร่วมมือทั้งระบบ</h3>
<p>สภาลมหายใจกรุงเทพฯ มองว่าปัญหา PM2.5 เป็น “ปัญหาเชิงระบบ” ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการกล่าวโทษ ไปสู่การสร้างเวทีความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด โดยมีแกนหลักในการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ <strong>ด้านแรก</strong> “วิทยาศาสตร์และข้อมูล” ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูล เครื่องมือ และนักวิจัยจำนวนมาก ทั้งระบบพยากรณ์คุณภาพอากาศ การเตือนภัย และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามจุดความร้อนและไฟป่า แต่โจทย์สำคัญคือการแปลงข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง</p>
<p><strong>ด้านที่ 2</strong> คือ “นโยบายและธรรมาภิบาล” ซึ่งจำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะการจัดการปัญหาข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัด และข้ามพรมแดน รวมถึงการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงอยู่ในระดับร่างหรือเชิงนโยบาย</p>
<p>ขณะที่<strong>ด้านที่ 3 </strong> คือ “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” ตั้งแต่ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ เทคโนโลยีการขนส่งสาธารณะและยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรกรรมสะอาด การจัดการเศษซากทางการเกษตร ไปจนถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น คาร์บอนเครดิต ที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในระยะยาว</p>
<h3>วางรากฐานอากาศสะอาด เพื่ออนาคตประเทศ</h3>
<p>ในระยะต่อไป สภาลมหายใจกรุงเทพฯ จะลงพื้นที่เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงรากเหง้าของปัญหา PM2.5 อย่างจริงจัง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมเสริมพลังให้กับชุมชนท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะผลกระทบจากมลพิษทางอากาศไม่ใช่ภาระของคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ลูกหลานจะต้องเผชิญต่อไปอีก 30–40 ปีข้างหน้า</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-clean-air-act/">จับตาฝุ่น PM2.5 โจทย์ใหญ่ระดับประเทศที่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อ กม.อากาศสะอาดหยุดเดิน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิชาการชี้ไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก ชู ‘EPR- PPP Plastics’ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/epr-ppp-plastics/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Oct 2025 09:52:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[EPR]]></category>
		<category><![CDATA[PPP Plastics]]></category>
		<category><![CDATA[การรีไซเคิลพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41536</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางปัญหาขยะพลาสติก มลพิษสิ่งแวดล้อม และไมโครพลาสติกที่เริ่มส่งผลกระทบ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของโลกในการลดการใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรายสำคัญ กำลังเดินหน้าบนเส้นทางนี้ไปถึงไหน? รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ ตั้งแต่ “ศักยภาพ”ของไทย ไปจนถึง“โจทย์ใหญ่”ที่ต้องเร่งปลดล็อค เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ชี้ไทยมีศักยภาพ แต่ต้องเร่งสปีดขึ้น 2 – 4 เท่า รศ.ดร.สัญญา ชี้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกอย่างครบวงจร เนื่องจากมีพื้นฐานอุตสาหกรรมพลาสติกที่แข็งแกร่งและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/epr-ppp-plastics/">นักวิชาการชี้ไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก ชู ‘EPR- PPP Plastics’ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ท่ามกลางปัญหาขยะพลาสติก มลพิษสิ่งแวดล้อม และไมโครพลาสติกที่เริ่มส่งผลกระทบ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของโลกในการลดการใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตพลาสติกรายสำคัญ กำลังเดินหน้าบนเส้นทางนี้ไปถึงไหน?</strong></p>
<p><span id="more-41536"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41538" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-02.jpg" alt="รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์</strong></span> <strong>จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ ตั้งแต่ “ศักยภาพ”ของไทย ไปจนถึง“โจทย์ใหญ่”ที่ต้องเร่งปลดล็อค เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<h3>ชี้ไทยมีศักยภาพ แต่ต้องเร่งสปีดขึ้น 2 – 4 เท่า</h3>
<p>รศ.ดร.สัญญา ชี้ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกอย่างครบวงจร เนื่องจากมีพื้นฐานอุตสาหกรรมพลาสติกที่แข็งแกร่งและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังมีกรณีศึกษาโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกขนาดเล็กในระดับชุมชนที่สามารถนำพลาสติกใช้แล้วกลับมาผลิตใหม่และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองในภาพใหญ่กลับพบความท้าทาย</p>
<p>​“ข้อมูลงานวิจัยชี้ว่า การขยายตัวของโครงการเหล่านี้ยังล่าช้ากว่าเป้าหมายระดับชาติตามแผนโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกที่ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ประเทศไทยควรมีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกที่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร</p>
<p>​หากจะก้าวให้ทันตามเป้าหมายดังกล่าว นับจากนี้ไทยต้องเร่งการดำเนินการหลายด้านให้เร็วขึ้น 2 &#8211; 4 เท่า ไม่ว่าจะเป็นการยุติการใช้พลาสติกบางประเภทในกลุ่มพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic), การเพิ่มอัตรารีไซเคิลพลาสติกให้ได้ 50-70%, การขยายขนาดของตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงผลักดันการนำหลักการ EPR หรือ Extended Producer Responsibility มาปรับใช้ในอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์พลาสติกของตนตลอดวงจรชีวิต ” รศ.ดร.สัญญา กล่าว</p>
<h3>โจทย์ใหญ่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน ระบบที่ทำให้ทุกอย่างหมุนเวียนได้จริง</h3>
<p>หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ การขาด &#8220;โครงสร้างพื้นฐาน&#8221; ที่จะรองรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับประเทศ</p>
<p><strong>รศ.ดร.สัญญา ฉายภาพ</strong>ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีตัวอย่างโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกขนาดเล็กในระดับชุมชน แต่เมื่อต้องการขยายสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้นในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลับยังขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ</p>
<p>“เรายังขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับในระดับประเทศขาดระบบติดตามผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางหลังการบริโภคพลาสติกส่วนใหญ่จะหลุดออกจากระบบ ไม่สามารถติดตามและรวบรวมกลับมาใช้ใหม่ได้ ทำให้ไม่เกิดวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ต้องมีกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การขนส่ง การจัดเก็บ ฯลฯ ที่ต้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ” รศ.ดร.สัญญา กล่าว</p>
<p>อีกจุดอ่อนสำคัญ คือ ข้อมูลเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจน “ทุกวันนี้เรายังไม่มีตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมกิจกรรมหมุนเวียนทั้งหมด รวมถึงข้อมูลการลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน</p>
<p>แม้แต่ข้อมูลตัวเลข&#8221;ปริมาณการรีไซเคิลพลาสติก&#8221; ในประเทศไทย ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก บางรายงานระบุว่า มีอัตราการรีไซเคิลอยู่ที่ประมาณ 20% ในขณะที่บางข้อมูลอาจจะต่ำกว่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงการวัดปริมาณวัตถุดิบที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น ยังไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41540" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-04.jpg" alt="ขยะพลาสติก" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>เศรษฐกิจหมุนเวียน ครบวงจรกว่ารีไซเคิล</h3>
<p>นอกจากนี้ อีกอุปสรรคที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อแนวคิด &#8220;เศรษฐกิจหมุนเวียน&#8221; ที่เน้นแค่การรีไซเคิล โดยไม่พิจารณาระบบทั้งหมด จนนำไปสู่ปัญหาการนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในไทย โดยใช้คำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นใบเบิกทาง</p>
<p>​“ถามว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ตรงไหน? คนนำเข้ามาอาจมีรายได้จากการรับจ้างกำจัดขยะ หรือได้วัตถุดิบราคาถูกมาใช้ต่อ แต่ในความเป็นจริง เราตามไม่ได้เลยว่า ขยะเหล่านั้นถูกเอาไปทำอะไรบ้าง กำจัดถูกวิธีไหม และที่สำคัญคือ วัตถุดิบเหล่านี้มาจากประเทศอื่น ซึ่งไม่ตอบเป้าหมายของการลดการใช้ทรัพยากรในประเทศ และเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมซ้ำเติม” <strong>รศ.ดร.สัญญา</strong> กล่าว</p>
<p>​พร้อมกันนี้ได้ย้ำว่า “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ว่า เราจะยังคงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยใช้ทรัพยากรซ้ำ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และจัดการของเสียให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง ดังนั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริงจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ขั้นตอนการรีไซเคิล แต่ต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การขนส่ง การรวบรวม การบำบัดมลพิษ ไปจนถึงการสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมุนเวียน”</p>
<p>อีกหนึ่งประเด็นที่ <strong>รศ.ดร.สัญญา</strong> ชี้ให้เห็นคือ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัสดุทางเลือกอย่าง “พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ” (Biodegradable Plastic) หลายคนเข้าใจว่าสามารถทิ้งที่ไหนก็ได้ ซึ่งไม่จริง เพราะพลาสติกกลุ่มนี้ ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถูกออกแบบมาให้ย่อยสลายได้ในสภาวะจำเพาะ เช่น ต้องผ่านกระบวนการหมัก หรืออยู่ในสภาวะที่มีแสง หรืออุณหภูมิที่เหมาะสม ดังนั้น ถ้าทิ้งโดยไม่คัดแยก หรือจัดการไม่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นไมโครพลาสติก ซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41539" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-03.jpg" alt="ขยะพลาสติก" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/EPR-PPP-Plastics-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>การแยกขยะในครัวเรือนและพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องส่งเสริม โดยปัญหาการคัดแยกขยะ ไม่ได้เกิดจากความไม่เชื่อมั่นว่าพลาสติกที่แยกไปจะถูกนำไปรีไซเคิลหรือไม่ แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญจริง ๆ คือ ความสับสนของผู้บริโภคว่าต้องแยกอย่างไร เพราะผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายสูง และขาดแรงจูงใจชัดเจน ตัวอย่างเช่น ในยุโรปมีระบบค่ามัดจำคืนเมื่อคืนขวด จึงเกิดแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมในระดับผู้บริโภค</p>
<h3>จับตา EPR และ PPP Plastic กลไกสำคัญในการขับเคลื่อน</h3>
<p>ท่ามกลางโจทย์ความท้าทายที่เผชิญ รศ.ดร.สัญญา มองว่า การจะผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ต้องอาศัยการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี รวมถึงต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การจัดเก็บ การบำบัดมลพิษ ไปจนถึงการสร้างตลาดเข้ามารองรับ ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์</p>
<p>หนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกในระดับประเทศ คือ หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) หรือการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้ในปี 2570 โดย EPR จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างทั้ง &#8216;ภาคบังคับ&#8217; และ &#8216;ภาคสมัครใจ&#8217; ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงจูงใจเชิงระบบ และเอื้อให้เกิดความร่วมมือในระดับใหญ่</p>
<p>นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับวาระระดับโลกอย่าง &#8220;การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8221; (Climate Action) จะเป็นอีกแรงจูงใจที่สำคัญ ซึ่งประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change จะเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ประกอบการที่นำพลาสติกกลับเข้าสู่ระบบได้รับ &#8220;พลาสติกเครดิต&#8221; ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจโดยธรรมชาติ</p>
<p>ขณะที่ความพยายามในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ซึ่งเริ่มมีการจัดตั้งสมาคม PPP Plastics เพื่อผลักดันการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเจ้าภาพร่วมในลักษณะนี้แล้ว แต่การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงในระดับประเทศ ยังจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อผลักดันให้เกิดผลในระดับที่ใหญ่และครอบคลุมยิ่งขึ้น</p>
<p>“สำหรับการขับเคลื่อนในระดับประเทศ กลไกที่สำคัญมากคือ EPR ที่สร้างทั้ง &#8216;ภาคบังคับ&#8217; และ &#8216;ภาคสมัครใจ&#8217; ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งตอนนี้เราพร้อมแล้ว ถ้าจะเร่งเรื่องนี้ก็สามารถทำได้ เพราะมีการดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ต้องเติมแรงจูงใจ เป้าหมาย และการบังคับใช้อย่างจริงจัง และแน่นอนว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคก็ยังเป็นหัวใจที่สำคัญ เพราะทุกคนคือผู้บริโภค ถ้าเข้าใจและให้ความร่วมมือ ก็จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” รศ.ดร.สัญญา กล่าวย้ำ</p>
<p>อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องอาศัยพลังร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ..ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่วิกฤตมลพิษพลาสติกจะส่งผลกระทบเกินเยียวยา</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/epr-ppp-plastics/">นักวิชาการชี้ไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก ชู ‘EPR- PPP Plastics’ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักกำหนดอาหาร ชวนคนไทยตั้งเป้าเลิกสร้าง Food Waste ในปี 2025 ชี้แค่กินให้พออิ่ม คิดดี ๆ ก่อนซื้อ ได้ทั้งสุขภาพ-ช่วยโลกยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/food-waste-management-2025/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/food-waste-management-2025/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Dec 2024 08:42:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สาวธารินี จันทร์คง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลวิมุต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=37195</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยเป็นกันไหม ซื้อของเข้าบ้านทุกอาทิตย์ สั่งอาหารอร่อย ๆ มาเผื่อไว้กินพรุ่งนี้ แต่สุดท้าย ของดี ๆ กลับต้องไปลงเอยในถังขยะ นี่คงเป็นปัญหาที่หลายคนรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการผลาญเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นการสร้างขยะอาหาร (Food Waste) จำนวนมหาศาล ซึ่งปัจจุบัน Food Waste ถือเป็นวิกฤตอาหารที่กำลังทวีความรุนแรงในสังคมไทย วันนี้ นางสาวธารินี จันทร์คง นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงพยาบาลวิมุต จะมาชวนคนไทยลด-ละ-เลิกพฤติกรรมสร้าง Food Waste พร้อมตั้งปณิธานที่จะเปลี่ยนตนเองเป็นคนใหม่ที่กินอาหารอย่างพอดี ใส่ใจสุขภาพ และดูแลโลกไปพร้อมกันในปีใหม่นี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-waste-management-2025/">นักกำหนดอาหาร ชวนคนไทยตั้งเป้าเลิกสร้าง Food Waste ในปี 2025 ชี้แค่กินให้พออิ่ม คิดดี ๆ ก่อนซื้อ ได้ทั้งสุขภาพ-ช่วยโลกยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เคยเป็นกันไหม ซื้อของเข้าบ้านทุกอาทิตย์ สั่งอาหารอร่อย ๆ มาเผื่อไว้กินพรุ่งนี้ แต่สุดท้าย ของดี ๆ กลับต้องไปลงเอยในถังขยะ นี่คงเป็นปัญหาที่หลายคนรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการผลาญเงินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังเป็นการสร้างขยะอาหาร (Food Waste) จำนวนมหาศาล ซึ่งปัจจุบัน Food Waste ถือเป็นวิกฤตอาหารที่กำลังทวีความรุนแรงในสังคมไทย วันนี้ <span style="color: #6cb742;">นางสาวธารินี จันทร์คง</span> นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงพยาบาลวิมุต จะมาชวนคนไทยลด-ละ-เลิกพฤติกรรมสร้าง Food Waste พร้อมตั้งปณิธานที่จะเปลี่ยนตนเองเป็นคนใหม่ที่กินอาหารอย่างพอดี ใส่ใจสุขภาพ และดูแลโลกไปพร้อมกันในปีใหม่นี้</strong></p>
<p><span id="more-37195"></span></p>
<figure id="attachment_37198" aria-describedby="caption-attachment-37198" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-37198" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-03.jpg" alt="ธารินี จันทร์คง" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-37198" class="wp-caption-text">ธารินี จันทร์คง นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงพยาบาลวิมุต</figcaption></figure>
<h3>คนไทยทิ้งอาหารติดอันดับสองในอาเซียน</h3>
<p>รายงานล่าสุดจาก <strong>Food Waste Index 2024</strong> ของโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ โดยรายงานว่าคนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นประมาณวันละ 240 กรัม ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยปัจจุบัน องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดเป้าหมายให้ทุกประเทศลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37199" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-04.jpg" alt="Food Waste" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>แก้ปัญหา Food Waste ต้องเริ่มที่ “ผู้บริโภค”</h3>
<p>นางสาวธารินี จันทร์คง เผยว่าในห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ผู้บริโภคคือผู้สร้างขยะอาหารมากที่สุด &#8220;ขยะอาหารเกิดจากทั้งในครัวเรือนและการกินอาหารนอกบ้าน ซึ่งพฤติกรรมที่พบบ่อยคือ การกินอาหารไม่หมดจาน การตักอาหารหรือสั่งอาหารมากเกินไปตอนหิว และการเตรียมอาหารเกินพอดีเวลามีแขกหรืองานเลี้ยง นอกจากนี้ การซื้อวัตถุดิบมากักตุนโดยไม่มีการวางแผนการใช้ที่ดี ก็ทำให้อาหารเน่าเสียและกลายเป็นขยะในที่สุด&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-05.jpg" alt="ขยะอาหาร" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>โภชนาการตามวัย กินอย่างไรให้พอดี-ไม่เกิดขยะอาหาร</h3>
<p>การรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับวัยไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังช่วยลดการทิ้งอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยสารอาหารหลักที่จำเป็น คืออาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ส่วนสารอาหารรอง ได้แก่ วิตามินและเกลือแร่ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพ รพ. วิมุต อธิบายว่า “แต่ละช่วงวัยมีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกัน สำหรับเด็กวัยเรียน ควรได้รับอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดี โดยแนะนำข้าว-แป้ง 6-8 ทัพพี, ผัก 4 ทัพพี, ผลไม้ 3 ส่วน, เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าว และนม 2-3 แก้วต่อวัน ส่วนวัยทำงานควรได้รับพลังงาน 1,600-2,400 กิโลแคลอรี ต่อวัน แบ่งเป็นข้าว-แป้ง 8-12 ทัพพี, ผัก 6 ทัพพี, ผลไม้ 4-6 ส่วน, เนื้อสัตว์ 6-12 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว โดยควบคุมน้ำตาล น้ำมัน ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา และเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา ส่วนผู้สูงอายุ ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เน้นข้าวไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยเฉพาะปลาและไข่ รวมถึงผักใบเขียวที่มีแมกนีเซียมสูง ดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน และควรได้รับพลังงาน 1,400-1,800 กิโลแคลอรี ตามระดับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37197" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-02.jpg" alt="การเลือกกินอย่างเหมาะสมและพอดี" width="680" height="680" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-02-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-02-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/Food-Waste-2025-02-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<h3>วางแผนการกิน เรื่องง่ายๆ ที่ได้สุขภาพ-ช่วยโลก</h3>
<p>การเลือกกินอย่างเหมาะสมและพอดี จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดขยะอาหารได้ โดยเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การวางแผนการเลือกซื้ออาหารและดูวันหมดอายุก่อนซื้อ ไม่ตุนอาหารมากเกินจำเป็น หากเราซื้อวัตถุดิบมากักตุนไว้นานและมากเกินไปจนกินไม่ทัน สุดท้ายวัตถุดิบเหล่านั้นก็หมดอายุและต้องทิ้งจนกลายเป็นขยะอาหาร และควรกินอาหารให้หมดจาน โดยเริ่มตั้งแต่ควบคุมปริมาณอาหาร อย่าตักมามากเกินไป หรือสั่งอาหารเกินที่จะกินไหว นอกจากนี้ การกินอย่างยั่งยืน (Sustainable Food) ก็ยังช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง เช่น เปลี่ยนมาทานอาหารที่เน้นพืชหรือ Plant-based ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากการผลิตเนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูปมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูง ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรในการเลี้ยงสัตว์</p>
<p>&#8220;แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเหมือนยาก แต่เราสามารถเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ เช่น กินให้หมดจาน ซื้ออาหารแต่พอดี และเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย&#8221; นางสาวธารินี จันทร์คง กล่าว และเสริมว่า “1 ใน 3 ของอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันถูกทิ้งเสียไปโดยไม่จำเป็น หากทุกคนร่วมกันตระหนักในเรื่องนี้และหันมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เราก็จะได้มีสุขภาพที่ดีและช่วยโลกลดขยะไปในตัวด้วย&#8221;</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-waste-management-2025/">นักกำหนดอาหาร ชวนคนไทยตั้งเป้าเลิกสร้าง Food Waste ในปี 2025 ชี้แค่กินให้พออิ่ม คิดดี ๆ ก่อนซื้อ ได้ทั้งสุขภาพ-ช่วยโลกยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/food-waste-management-2025/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
