<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>News Update | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/news-activities/news-update/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Oct 2026 06:23:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>News Update | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บีโอไออนุมัติ “โตโยต้า” ลงทุนเพิ่ม 1.4 พันล้านบาท ผลิต “รถปิกอัพไฮโดรเจน” รายแรกในไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-toyota-fcev/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 06:23:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[FCEV]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell Electric Vehicle]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฮโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[รถปิกอัพไฮโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[โตโยต้า]]></category>
		<category><![CDATA[โนโลยีพลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46619</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไออนุมัติส่งเสริม “โตโยต้า มอเตอร์” ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกของไทย กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570 พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยี FCEV สะท้อนความเชื่อมั่นและการเดินหน้าลงทุนของโตโยต้าในประเทศไทย ตอกย้ำศักยภาพไทยในฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-toyota-fcev/">บีโอไออนุมัติ “โตโยต้า” ลงทุนเพิ่ม 1.4 พันล้านบาท ผลิต “รถปิกอัพไฮโดรเจน” รายแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไออนุมัติส่งเสริม “โตโยต้า มอเตอร์” ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกของไทย กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยังตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570 พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยี FCEV สะท้อนความเชื่อมั่นและการเดินหน้าลงทุนของโตโยต้าในประเทศไทย ตอกย้ำศักยภาพไทยในฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด</strong></p>
<p><span id="more-46619"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท มีกำลังผลิต 3,000 คันต่อปี คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 โดยในระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์</p>
<p>การเลือกนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโตโยต้ามาต่อยอดบนสายการผลิต Hilux เดิมในประเทศไทย สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด</p>
<p>การลงทุนของโตโยต้าครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี” ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไฟฟ้าไมลด์ไฮบริด (MHEV) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ควบคู่กับการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายจากทุกประเทศ</p>
<p>“บีโอไอขอขอบคุณโตโยต้าที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาตลอดกว่า 60 ปี และครั้งนี้ได้เลือกนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนหรือ FCEV มาผลิตในไทยเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก เป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและตลาดยานยนต์ โตโยต้ายังคงมองไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังยกระดับไทยไปสู่ฐานเทคโนโลยีใหม่ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน แต่ยังสร้างโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตด้วย” นฤตม์ กล่าว</p>
<h3>โตโยต้าลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท ยกระดับไทยสู่ฐานเทคโนโลยีใหม่</h3>
<p>โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทย (สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์) ด้วยกำลังผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี มีการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โครงการลงทุนผลิต FCEV ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Multi-pathway ที่มุ่งสู่การลดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด</p>
<h3>จากฐานผลิต Hilux สู่ฐานเทคโนโลยี FCEV เพื่อส่งออกโลก</h3>
<p>สำหรับโครงการนี้ โตโยต้าจะใช้โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานผลิตรถปิกอัพ FCEV โดยต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV</p>
<h3>หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์</h3>
<p>โครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งจะพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับเทคโนโลยียานยนต์ FCEV และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก</p>
<h3>ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย</h3>
<p>สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทย ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 203 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 141,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภท MHEV, HEV, PHEV, BEV และล่าสุดคือ FCEV ตลอดจนแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนว่าไทยกำลังพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ที่รองรับเทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยโครงการ FCEV ของโตโยต้า เป็นอีกโครงการสำคัญที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเสริมบทบาทไทยในฐานการผลิตยานยนต์ครบวงจรท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-toyota-fcev/">บีโอไออนุมัติ “โตโยต้า” ลงทุนเพิ่ม 1.4 พันล้านบาท ผลิต “รถปิกอัพไฮโดรเจน” รายแรกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.อ.ท. กังวลน้ำเน่าเสีย–ปนเปื้อนหลังน้ำท่วม เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชุมชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr102026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 06:25:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงจากน้ำปนเปื้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสอบคุณภาพน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46577</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ย้ำฟื้นฟูหลังน้ำลดต้องดูแลทั้งประชาชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ห่วงน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเสี่ยงเน่าเสีย พร้อมเฝ้าระวังการปนเปื้อน เร่งตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อกำหนดแนวทางบำบัดฟื้นฟูอย่างตรงจุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดการเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน จึงควรเร่งตรวจสอบ วิเคราะห์คุณภาพน้ำ และดำเนินมาตรการบำบัดฟื้นฟูอย่างเหมาะสม พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภารกิจฟื้นฟูยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งสำรวจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr102026/">ส.อ.ท. กังวลน้ำเน่าเสีย–ปนเปื้อนหลังน้ำท่วม เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ย้ำฟื้นฟูหลังน้ำลดต้องดูแลทั้งประชาชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ห่วงน้ำท่วมขังเป็นเวลานานเสี่ยงเน่าเสีย พร้อมเฝ้าระวังการปนเปื้อน เร่งตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อกำหนดแนวทางบำบัดฟื้นฟูอย่างตรงจุด</strong></p>
<p><span id="more-46577"></span></p>
<p>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดการเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน จึงควรเร่งตรวจสอบ วิเคราะห์คุณภาพน้ำ และดำเนินมาตรการบำบัดฟื้นฟูอย่างเหมาะสม</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล</span> ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</strong> กล่าวว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภารกิจฟื้นฟูยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของน้ำ จึงจำเป็นต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ และวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ</p>
<p>“น้ำลดไม่ได้หมายความว่าปัญหาสิ้นสุด เราต้องเร่งดูแลทั้งปัญหาน้ำท่วมขังเน่าเสียและความเสี่ยงจากน้ำปนเปื้อน โดยใช้ผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางบำบัดและฟื้นฟูที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมกลับคืนสู่สภาพที่ดีโดยเร็ว” <strong>พิมพ์ใจ</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46579" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/FTI-PR102026-02.jpg" alt="ส.อ.ท. กังวลน้ำเน่าเสีย–ปนเปื้อนหลังน้ำท่วม เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ" width="576" height="426" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/FTI-PR102026-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/FTI-PR102026-02-300x222.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/FTI-PR102026-02-150x111.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/FTI-PR102026-02-500x370.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<h3>เร่งตรวจสอบน้ำปนเปื้อน บำบัดน้ำเน่าเสีย ฟื้นฟูพื้นที่อย่างตรงจุด</h3>
<p>ส.อ.ท. เห็นว่าควรเร่งสำรวจพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนและพื้นที่ที่เริ่มประสบปัญหาน้ำเน่าเสียหรือมีข้อบ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อน พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ก่อนกำหนดมาตรการจัดการที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่</p>
<p>แนวทางสำคัญครอบคลุมการเร่งระบายน้ำ การบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การจัดการขยะและสิ่งปฏิกูล รวมถึงการเฝ้าระวังและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ชุมชน และแหล่งน้ำสาธารณะ</p>
<p>ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและภาคอุตสาหกรรมที่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อร่วมสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ การบำบัดน้ำเสีย และการฟื้นฟูพื้นที่ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<h3>เร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการ ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม</h3>
<p>ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ SMEs ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเสริมสภาพคล่อง การพักชำระหนี้ตามความเหมาะสม และการฟื้นฟูเครื่องจักรและสถานประกอบการ เพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็ว</p>
<p>พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบจัดการสิ่งแวดล้อมก่อนกลับมาดำเนินงาน รวมถึงทบทวนแผนริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมืออุทกภัยในอนาคต</p>
<p>“การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมต้องเดินหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ส.อ.ท. พร้อมประสานทุกภาคส่วน นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ชุมชนมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน” <strong>พิมพ์ใจ</strong> กล่าวย้ำ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr102026/">ส.อ.ท. กังวลน้ำเน่าเสีย–ปนเปื้อนหลังน้ำท่วม เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCMA จับมือ ส.อ.ท. ชู “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบลงมือทำจริง สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-fti/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 02:01:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[TCMA]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สระบุรีแซนด์บ็อกซ์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46417</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” พื้นที่ต้นแบบการลงมือทำจริง เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาต่อยอดสู่การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero 2050 สุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การเปลี่ยนผ่านครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-fti/">TCMA จับมือ ส.อ.ท. ชู “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบลงมือทำจริง สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย </strong><strong>(</strong><strong>TCMA)</strong> และ<strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย </strong><strong>(</strong><strong>ส</strong><strong>.</strong><strong>อ</strong><strong>.</strong><strong>ท</strong><strong>.) </strong>เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ นำ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” พื้นที่ต้นแบบการลงมือทำจริง เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาต่อยอดสู่การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero 2050</p>
<p><span id="more-46417"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46419" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-02.jpg" alt="สุรชัย นิ่มละออ" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สุรชัย นิ่มละออ</strong></span> <strong>นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย</strong> กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การเปลี่ยนผ่านครอบคลุมตั้งแต่ประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการวัตถุดิบ การลงทุนในเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการปรับตัว</p>
<p>“โจทย์สำคัญวันนี้ไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่คือการทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต การใช้พลังงาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันต้องทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลงทุนและปรับตัวได้จริง”<strong>  สุรชัย</strong>กล่าว</p>
<figure id="attachment_46420" aria-describedby="caption-attachment-46420" style="width: 576px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="size-full wp-image-46420" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-03.jpg" alt="พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-03.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /><figcaption id="caption-attachment-46420" class="wp-caption-text">พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</figcaption></figure>
<h3>“สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบพื้นที่ลงมือทำ</h3>
<p>หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. คือการนำประสบการณ์จากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในพื้นที่สระบุรี มาเชื่อมกับการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการทดลองแนวทางใหม่ เรียนรู้จากการดำเนินงานจริง และเห็นทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่</p>
<p>ในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การลดการปล่อยคาร์บอนดำเนินการในหลายมิติ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ไปสู่ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกและการเดินหน้าสู่ LC3 การใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียน การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ขณะที่การจัดการวัตถุดิบและการทำเหมืองก็เป็นอีกส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตลอดห่วงโซ่การผลิต</p>
<p>การดำเนินงานในพื้นที่จึงไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีลดคาร์บอน แต่รวมถึงการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ได้อย่างไร</p>
<p>ประสบการณ์จากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ยังเป็นบทเรียนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>“จากประสบการณ์ในการดำเนินงานทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาต ซึ่งมีผลต่อความเร็วในการตัดสินใจลงทุนและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้” <strong> สุรชัย</strong> กล่าว</p>
<h3>จากการลงมือทำจริง สู่การสร้างเงื่อนไขเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46421" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-04.jpg" alt="TCMA จับมือ ส.อ.ท. ชู “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบลงมือทำจริง สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-04.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tcma-x-fti-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p>TCMA และ ส.อ.ท. จะเตรียมจัดทำข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อภาครัฐ โดยนำประเด็นจากการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มาเชื่อมกับเงื่อนไขสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านวัตถุดิบ พลังงาน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน และกฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม</p>
<h3><strong>MiT–การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว หนุนผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ</strong></h3>
<p>อีกประเด็นสำคัญคือ การกำหนดแนวทางจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย TCMA สนับสนุนการส่งเสริม Made in Thailand (MiT) ควบคู่กับการจัดซื้อ<br />
จัดจ้างสีเขียว เพื่อสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ มีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้มาตรฐาน มอก. 9999 จะช่วยเชื่อมโยงมาตรฐาน คุณภาพ และความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของการสร้างเงื่อนไขให้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ได้จริง</p>
<p style="text-align: left;">“ความร่วมมือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. มุ่งนำบทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะการลงมือทำในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มาต่อยอดสู่โจทย์การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และแข่งขันได้ ควบคู่กับการขยายผลการลงมือทำร่วมกันไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050” <strong>สุรชัย </strong>กล่าวสรุป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-fti/">TCMA จับมือ ส.อ.ท. ชู “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบลงมือทำจริง สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.อ.ท. เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อ PDP2026 เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล พร้อมรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/fti-pdp2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 03:26:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[PDP2026]]></category>
		<category><![CDATA[กำลังผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46121</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ  : พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะผู้บริหาร เพื่อส่งมอบข้อเสนอแนะ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593หรือ PDP2026 โดยส.อ.ท. ได้เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อการจัดทำแผน PDP2026 โดยชี้ว่าการวางโครงสร้างพลังงานไทยในระยะยาวต้องสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ (Affordability) ความยั่งยืน (Sustainability)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pdp2026/">ส.อ.ท. เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อ PDP2026 เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล พร้อมรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ  : <strong>พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะผู้บริหาร เพื่อส่งมอบข้อเสนอแนะ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593หรือ PDP2026</strong></p>
<p><span id="more-46121"></span></p>
<p>โดยส.อ.ท. ได้เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อการจัดทำแผน PDP2026 โดยชี้ว่าการวางโครงสร้างพลังงานไทยในระยะยาวต้องสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ (Affordability) ความยั่งยืน (Sustainability) และที่สำคัญคือ การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมเสนอให้ใช้ศักยภาพพลังงานในประเทศอย่างเต็มที่ บริหารต้นทุนระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด รักษาความมั่นคงของพื้นที่อุตสาหกรรม และเตรียมโครงข่ายและกติกาให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต</p>
<p>ด้านมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การจัดทำ PDP2026 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยในระยะยาวถึง 25 ปี ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน ความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ตลอดจนแรงกดดันจากตลาดโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>ส.อ.ท. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่เห็นว่า PDP2026 ต้องตอบโจทย์มากกว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบ ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ การลดก๊าซเรือนกระจก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กัน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประเด็น ดังนี้</p>
<ol>
<li>เพิ่มความมั่นคง ด้วยศักยภาพพลังงานที่ประเทศไทยมีประเทศไทยยังพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ส.อ.ท. จึงเห็นว่า PDP2026 ควรเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ความสำคัญการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG นำเข้า<br />
ขณะเดียวกันควรยกระดับชีวมวล (Biomass) และพลังงานชีวภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย โดยพัฒนาประสิทธิภาพตลอด Supply Chain ตั้งแต่การรวบรวมวัตถุดิบ การขนส่ง และการจัดเก็บ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำมาใช้ผลิตพลังงาน ลดการนำเข้าพลังงาน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาคเกษตรและชุมชน</li>
<li>บริหารต้นทุนระบบไฟฟ้า ให้ค่าไฟไทยแข่งขันได้    การเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน Battery Energy Storage System (BESS) และการลงทุนในสมาร์ทกริด จะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนระบบไฟฟ้าในอนาคต ส.อ.ท. เห็นว่า การประเมินทางเลือกด้านเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าไม่ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย ณ หน้าโรงไฟฟ้า หรือ LCOE (Levelized Cost of Electricity) เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นต่อระบบโดยรวม เช่น ต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน การขยายและปรับปรุงระบบส่ง อุปกรณ์รักษาแรงดันและเสถียรภาพ ระบบสำรอง รวมถึงบริการระบบไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นดังนั้น ควรมองภาพรวมการลงทุนของระบบและประเมิน คุณค่าที่แต่ละเทคโนโลยีมอบให้แก่ระบบ (System Value) เพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกทางเลือกที่ดูมีต้นทุนต่ำในระดับโรงไฟฟ้า แต่กลับสร้างต้นทุนเพิ่มเติมให้กับระบบและส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในระยะยาว</li>
<li>เปิดทางภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ในปัจจุบันพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการค้าและการลงทุน ภาคอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง ในราคาที่สามารถแข่งขันได้&#8221;ส.อ.ท. เสนอให้การเปิด Direct PPA ให้กับอุตสาหกรรมที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มาแล้วนั้น มีการเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ Third Party Access (TPA) และ Wheeling Charge ที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนการใช้โครงข่ายอย่างเหมาะสม   พร้อมกันนี้ควรเปิดโอกาสให้การผลิตไฟฟ้าใช้เอง และ Independent Power Supply (IPS) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อเปิดทางให้เงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มการแข่งขันและทางเลือกให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างทั่วถึง&#8221;  มงคล กล่าว</li>
<li>จัดสรรต้นทุนของความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) และกำลังผลิตใหม่ (New Supply) อย่างเป็นธรรมโดยไม่ผลักภาระต้นทุนให้ผู้ใช้ไฟเดิม  การเข้ามาของ New Demand ขนาดใหญ่ เช่น Data Center ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่อาจทำให้ระบบจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม ทั้งด้านกำลังผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง</li>
</ol>
<p>ส.อ.ท. จึงเสนอให้นำหลัก Causer Pays มาใช้ โดยต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นจาก New Demand ควรถูกจัดสรรให้กับผู้ที่เป็นผู้ก่อให้เกิดต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross Subsidy) และไม่ให้ภาระจากการลงทุนใหม่ถูกส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม</p>
<p>ขณะเดียวกัน กำลังผลิตใหม่ที่ทำให้ระบบต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับความผันผวนหรือข้อจำกัดทางเทคนิค ก็ควรสะท้อนต้นทุนดังกล่าวไว้ในโครงสร้างตลาดและค่าบริการอย่างโปร่งใส โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและการแข่งขันอย่างเท่าเทียม</p>
<p>จัดทำ PDP ให้เป็นแผนที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ (Robust &amp; Adaptive Plan    เนื่องจาก PDP2026 เป็นแผนระยะยาวถึง 25 ปี หรือระหว่างปี 2569–2593 ขณะที่เทคโนโลยี ต้นทุนพลังงาน และความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ส.อ.ท. จึงเสนอให้ PDP2026 เป็นแผนที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ ไม่ผูกการลงทุนระยะยาวไว้กับสมมติฐานเพียงชุดเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความจำเป็น</p>
<p>โดยควรจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนออกเป็น โครงการที่สำคัญและเร่งด่วน โครงการที่คุ้มค่าและควรดำเนินการ และโครงการที่มีเงื่อนไขก่อนดำเนินการ พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจก่อนดำเนินการลงทุน เช่น ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง การลงทุน Data Center ต้นทุน BESS ความพร้อมของ Carbon Capture and Storage (CCS) และ Small Modular Reactor (SMR) รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติและ LNG  นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนแผนเป็นระยะและเปิดเผยผลต่อสาธารณะ เพื่อให้การลงทุนในระบบไฟฟ้าสามารถปรับตามสถานการณ์จริง และป้องกันไม่ให้ต้นทุนจากสมมติฐานที่คลาดเคลื่อนในวันนี้กลายเป็นภาระค่าไฟของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในอนาคต</p>
<p>นอกเหนือจากข้อเสนอทั้ง 5 ประเด็น ส.อ.ท. ยังเสนอให้มีมาตรการสนับสนุนดำเนินการควบคู่กัน เพื่อเตรียมระบบไฟฟ้าของไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่าน โดยเร่งลงทุนและเตรียมความพร้อมด้าน Smart Grid, Smart Meter, Demand Response และ Distributed Energy Resources (DER) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบ</p>
<p>พร้อมกันนี้ควรกำหนด Small Power Producer (SPP) Cogeneration Transition Framework ที่ประเมินคุณค่าของทั้งไฟฟ้า ไอน้ำ และความมั่นคงของพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน รวมถึงจัดทำ Roadmap รองรับเทคโนโลยี BESS, CCS และ SMR ทั้งในด้านกฎหมาย มาตรฐาน ความปลอดภัย และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจลงทุน</p>
<p>ขณะเดียวกันควรพัฒนากลไกตลาดที่ให้คุณค่ากับ บริการระบบไฟฟ้าตามสมรรถนะจริงและเป็นกลางทางเทคโนโลยี เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pdp2026/">ส.อ.ท. เสนอ 5 แนวทางสำคัญต่อ PDP2026 เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล พร้อมรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/dede-news-092026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 06:44:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[net zero]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46006</guid>

					<description><![CDATA[<p>พพ.ผนึก 7 องค์กร เกษตร–สิ่งแวดล้อม วางกรอบ 5 ปี ดึงเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนยกระดับภาคเกษตรครบวงจรตั้งแต่พืช ข้าว ปศุสัตว์ ถึงประมง เดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบ MRV รองรับการลดก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมาย Net Zero เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dede-news-092026/">พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พพ.ผนึก 7 องค์กร เกษตร–สิ่งแวดล้อม วางกรอบ </strong><strong>5 ปี ดึงเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนยกระดับภาคเกษตรครบวงจรตั้งแต่พืช ข้าว ปศุสัตว์ ถึงประมง เดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบ MRV รองรับการลดก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมาย Net Zero</strong></p>
<p><span id="more-46006"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46011" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-06.jpg" alt="นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช" width="642" height="428" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-06.jpg 642w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-06-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 642px) 100vw, 642px" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 <span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช</strong></span> <strong>อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)</strong> เปิดเผยว่า พพ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนในภาคเกษตร “ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม  ประกอบด้วย 6 หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) หรือกรมโลกร้อน เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน 5 ปี เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตร</p>
<p><strong>นางสาวนันธิกา</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต้องการให้เรื่องพลังงานเข้าไปอยู่ในกระบวนการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์การใช้พลังงาน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับพื้นที่ ไปจนถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีเป้าหมายยกระดับภาคเกษตรไปสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p>
<p>“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านพลังงานเชื่อมกับภาคเกษตรและเกิดผลในพื้นที่จริง ทั้งการ       ลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน” <strong>นางสาวนันธิกา</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46009" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-02.jpg" alt="พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)" width="642" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-02.jpg 642w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-02-300x224.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-02-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-02-500x374.jpg 500w" sizes="(max-width: 642px) 100vw, 642px" /></p>
<p>ทั้งนี้ พพ.จะเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การให้ข้อมูลและสาธิตเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเลือกใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์ที่มีฉลากแสดงประสิทธิภาพด้านพลังงาน</p>
<p>ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะสนับสนุนข้อมูลสถิติ ดัชนีเศรษฐกิจ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์     เพื่อใช้วางแผนและประเมินผลมาตรการด้านพลังงาน ขณะที่กรมวิชาการเกษตรจะเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพืชเข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร จะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและขยายผลเทคโนโลยีไปยังกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ<br />
การผลิตสินค้าเกษตรและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ</p>
<p>กรมปศุสัตว์ จะเน้นการจัดการฟาร์มและการนำของเสียจากสัตว์มาใช้ประโยชน์ เช่น ผลิตก๊าซชีวภาพ ส่วน   กรมประมงจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านกรมการข้าว จะนำข้อมูล และงานวิจัยด้านการผลิตข้าว มาเชื่อมกับพลังงานทดแทน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการทำนาที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46010" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-03.jpg" alt="พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)" width="642" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-03.jpg 642w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-03-300x224.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-03-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-03-500x374.jpg 500w" sizes="(max-width: 642px) 100vw, 642px" /></p>
<p>“การใช้พลังงานในภาคเกษตรมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งพืช ข้าว ปศุสัตว์ และประมง จึงต้องนำความเชี่ยวชาญ ของแต่ละหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน เพื่อวางแนวทางและเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับกิจกรรมและพื้นที่ ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกภาคการผลิต โดยแต่ละหน่วยงานจะร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพืชเศรษฐกิจ พืชสวน พืชไร่ ข้าว รวมทั้ง<br />
ส่วนพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่การทำปศุสัตว์ และสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน” <strong>นางสาวนันธิก</strong>า กล่าว</p>
<p><strong>นางสาวนันธิกา</strong> กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งของ ความร่วมมือระหว่าง พพ. กับ สส. หรือกรมโลกร้อนจะร่วมกัน    เชื่อมการใช้พลังงานที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดย สส.จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนโยบาย แผน และมาตรการภายใต้ NDC รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลกิจกรรมเพื่อประเมินการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46008" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-01.jpg" alt="พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)" width="642" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-01.jpg 642w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-01-300x224.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-01-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/DEDE-News-092026-01-500x374.jpg 500w" sizes="(max-width: 642px) 100vw, 642px" /></p>
<p>ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) หรือการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูล เพื่อให้ภาคเกษตรมีข้อมูลที่ใช้ประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกได้ และนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อผลักดันให้ภาคเกษตรต้องเดินหน้าสองด้านไปพร้อมกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทน จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเห็นผล</p>
<p>โดยทั้ง 8 หน่วยงานจะร่วมเผยแพร่องค์ความรู้ รณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ปี เพื่อเชื่อมงานด้าน “พลังงาน–เกษตร–สิ่งแวดล้อม” เข้าด้วยกัน และวางแนวทางให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าไปสู่ Low Carbon Agriculture ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dede-news-092026/">พพ. ผนึก 7 องค์กร เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางรากฐานภาคเกษตร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอ หนุนเอกชนปรับตัวครั้งใหญ่รับกระแส Smart &#038; Green มุ่งสู่การแข่งขันในโลกยุคใหม่</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-smart-green/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 08:02:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[Green Industry]]></category>
		<category><![CDATA[Smart & Green]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Industry]]></category>
		<category><![CDATA[การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45623</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวครั้งใหญ่ ไปสู่ Smart &#38; Green เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เผยยอดขอรับการส่งเสริมภายใต้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม” ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานกว่า 1,300 โครงการ เงินลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart &#38; Green ตามทิศทางโลก ผ่านการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-smart-green/">บีโอไอ หนุนเอกชนปรับตัวครั้งใหญ่รับกระแส Smart & Green มุ่งสู่การแข่งขันในโลกยุคใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวครั้งใหญ่ ไปสู่ Smart &amp; Green เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เผยยอดขอรับการส่งเสริมภายใต้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม” ตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานกว่า 1,300 โครงการ เงินลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท</strong></p>
<p><span id="more-45623"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart &amp; Green ตามทิศทางโลก ผ่านการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การปรับปรุงโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปรับปรุงธุรกิจเพื่อรองรับมาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของตลาดโลกได้ โดยตั้งแต่เริ่มใช้ “มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart และ Sustainable Industry” เมื่อปี 2566 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ และได้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้จำนวน 1,397 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 146,000 ล้านบาท</p>
<p>การปรับตัวไปสู่ Smart Industry หนึ่งในวิธีการที่มีผู้สนใจมากขึ้นคือ การนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มความแม่นยำและยืดหยุ่น ลดความผิดพลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า และเตรียมพร้อมรองรับสังคมสูงวัยของประเทศไทย ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งลงทุนในระบบอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่งภายในโรงงาน ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ไทย เบเวอร์เรจ แคน จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์โลหะ นำระบบอัตโนมัติมาเชื่อมโยงเครื่องจักรในสายการผลิตฝาอะลูมิเนียมให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขึ้นรูปฝา การประกอบวัสดุซีลภายในฝา ไปจนถึงการลำเลียงชิ้นงาน บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ลงทุนติดตั้งระบบอัตโนมัติในกระบวนการบรรจุและระบบขนส่งภายในโรงงาน โดยใช้บริการผู้พัฒนาระบบอัตโนมัติ (System Integrator: SI) สัญชาติไทย ขณะที่บริษัท ไทยโตชิบา อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตเตาอบไมโครเวฟ นำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่การปั๊มโลหะ การเชื่อม การพ่นสี การประกอบ การตรวจสอบ และการบรรจุ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</p>
<p>นอกจากการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติแล้ว ผู้ประกอบการยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการโรงงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตัวอย่างเช่น บริษัท ไอซิน ไทย ออโตโมทีฟ คาสติ้ง จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบส่งกำลังสำหรับยานยนต์ ได้ลงทุนซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) โดยเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานของทั้งบริษัท ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต บริหารห่วงโซ่อุปทาน และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ บริษัท ลิงก์ เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตส่วนผสมอาหารสัตว์ นำระบบ ERP มาเชื่อมโยงข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน บัญชี ห่วงโซ่อุปทาน คลังสินค้า การผลิต และการบริหารโครงการ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax, e-Receipt และ e-Billing ขณะที่บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) นำระบบคลังข้อมูลขนาดใหญ่ความเร็วสูงและระบบวิเคราะห์ข้อมูล (SAP Analytics Cloud) มาเชื่อมโยงข้อมูลด้านต้นทุนและบัญชี สารสนเทศ การขาย การวางแผนการผลิต และการบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วน บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชั้นนำในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้นำระบบ Robotic Process Automation (RPA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับการสร้าง Software Bot เพื่อทำงานแบบอัตโนมัติบนระบบคอมพิวเตอร์ และ Factory 4.0 Software มาใช้ โดยเชื่อมโยงเครื่องจักรในสายการผลิตเข้ากับระบบ ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการบริหารจัดการองค์กร</p>
<p>นอกจากนี้ บางบริษัทได้บูรณาการระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกัน โดยพัฒนาเป็น Smart Factory เช่นกรณี บริษัท ไนโตรเคมีอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตไนโตรเซลลูโลสเพื่ออุตสาหกรรมเคมี ปรับปรุงโรงงานด้วยระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยลดของเสีย เพิ่มความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี และลดต้นทุนพลังงาน ขณะที่ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแคลเซียมออกไซด์ ยกระดับโรงงานสู่ Industry 4.0 ผ่านการพัฒนาระบบอัตโนมัติและการเชื่อมโยงอุปกรณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลและ Smart Operation รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตและการบริหารจัดการองค์กร ส่วน บริษัท ทีม พรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแผงวงจรและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ นำระบบ AGV, Image Processing และ Industrial Internet of Things (IIoT) มาใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมระบบ Manufacturing Execution System (MES) ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องจักรในสายการผลิตกับระบบ ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและบริหารจัดการการผลิต</p>
<p>สำหรับการปรับตัวไปสู่ Green Industry และความยั่งยืน บีโอไอสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายบริษัทได้เร่งลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรองรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก ตัวอย่างเช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ลงทุนติดตั้งระบบนำพลังงานความเย็นที่ทิ้งไป กลับมาใช้ในการแลกเปลี่ยนความร้อนในกระบวนการผลิตเอทิลีนและโพลีโพรพิลีน ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงาน ขณะที่บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแผ่นใยไม้อัด ติดตั้งระบบ Economizer เพื่อนำลมร้อนที่ปล่อยทิ้งกลับมาใช้ในกระบวนการอบไฟเบอร์ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ส่วนบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและเชื้อเพลิงจากขยะ ทดแทนเชื้อเพลิงจากถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ บีโอไอยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และความยั่งยืนของตลาดโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล อาทิ GAP, FSC, PEFC และ ISO 22000 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว</p>
<p>“วันนี้โจทย์ของภาคธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และความสอดคล้องกับกติกาสมัยใหม่ของตลาดโลก การปรับตัวสู่ Smart &amp; Green จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยการเชื่อมโยงระบบการผลิตอัจฉริยะและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-smart-green/">บีโอไอ หนุนเอกชนปรับตัวครั้งใหญ่รับกระแส Smart & Green มุ่งสู่การแข่งขันในโลกยุคใหม่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สว.ลงพื้นที่พิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG แนะบริษัทสื่อสารความจริงเชิงรุก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/bwg-industrial-waste-management-system/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 09:20:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[BWG]]></category>
		<category><![CDATA[การกำจัดขยะอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบจัดการกากอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบน้ำเสีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45573</guid>

					<description><![CDATA[<p>คณะสมาชิกวุฒิสภาเสนอแนะบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน เร่งสื่อสารเชิงรุกในข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกระบวนการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมของบริษัทฯ หลังลงพื้นที่รับฟังความจริง พร้อมร่วมพิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบน้ำเสีย ขณะที่นักศึกษาและอาจารย์ม.สุรนารี ขอบคุณ BWG ที่เปิดโรงงานให้เห็นขบวนกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกหลักวิชาการ พลโท สุกิจ ทั่งทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสระบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลางตอนบน พร้อมนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล รองประธานกรรมการฯ และคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลความจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะและกากอุตสาหกรรมของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bwg-industrial-waste-management-system/">สว.ลงพื้นที่พิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG แนะบริษัทสื่อสารความจริงเชิงรุก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คณะสมาชิกวุฒิสภาเสนอแนะบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน เร่งสื่อสารเชิงรุกในข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกระบวนการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมของบริษัทฯ หลังลงพื้นที่รับฟังความจริง พร้อมร่วมพิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบน้ำเสีย ขณะที่นักศึกษาและอาจารย์ม.สุรนารี ขอบคุณ BWG ที่เปิดโรงงานให้เห็นขบวนกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ถูกหลักวิชาการ</strong></p>
<p><span id="more-45573"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45575" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-01.jpg" alt="สว.ลงพื้นที่พิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG แนะบริษัทสื่อสารความจริงเชิงรุก" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-02.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-03.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-04.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-05.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-06.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-10.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-09.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/bwg-industrial-waste-management-system-0.jpg 680w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p><strong>พลโท สุกิจ ทั่งทอง</strong> สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสระบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลางตอนบน พร้อม<strong>นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล</strong> รองประธานกรรมการฯ และคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลความจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะและกากอุตสาหกรรมของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ <strong>BWG</strong> ในตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี วันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมี <strong>เลิศชัย สกลเสาวภาคย์</strong> รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ตรีพงษ์ กลันทปุระ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟังข้อเท็จจริง</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล</strong></span> <strong>รองประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลางตอนบน</strong> กล่าวภายหลังรับฟังข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหลุมฝังกลบของ BWG ว่า บริษัทฯควรเพิ่มกลยุทธ์การสื่อสารเชิงรุกกับประชาชนและสังคมให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจว่าธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมเป็นกิจการที่สังคมมีความกังวลโดยธรรมชาติ เพราะหากประชาชนยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในกระบวนการจัดการ เมื่อเกิดกระแสข่าวหรือข้อสงสัย ย่อมนำไปสู่ความกังวลและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในความเป็นจริง</p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>นวลนิจ หงษ์วิวัฒน์</strong></span> <strong>สมาชิกสมาชิกวุฒิสภา</strong> มองว่า หลังได้รับฟังข้อมูลความจริงที่ชัดเจนของBWG ทำให้เห็นว่าการกำจัดขยะเป็นประโยชน์ และเป็นภารกิจที่มีความสำคัญต่อระบบสิ่งแวดล้อมและภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ</p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>ตัวแทนจาก BWG</strong></span> ยืนยันกับคณะสว.ว่า บริษัทฯพร้อมให้หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เข้ารับทราบความเป็นจริงของบริษัทฯได้ตลอดเวลา เพราะมั่นใจในระบบฝังกลบของบริษัทฯ ที่ไม่ได้ใช้วิธีการขุดหลุมแล้วนำขยะลงไปฝังใต้ดินโดยตรงอย่างที่บางฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นการใช้ระบบฝังกลบเชิงวิศวกรรม ที่มีการสร้างคันดิน ระบบรองพื้น วัสดุป้องกันการรั่วซึม ระบบรวบรวมน้ำชะกาก และระบบบำบัดน้ำเสีย ที่สามารถควบคุมไม่ให้น้ำจากพื้นที่จัดการของเสียไหลออกนอกระบบควบคุม</p>
<p>ตัวแทน <strong>BWG</strong> อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการจัดการกากอุตสาหกรรมคือการควบคุม น้ำชะกาก ซึ่งเกิดจากความชื้นของของเสียหรือน้ำที่สัมผัสของเสียโดยตรง โดยน้ำดังกล่าวจะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบบำบัด ก่อนนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ภายในพื้นที่ เช่น รดต้นไม้ รดถนน ลดฝุ่น และใช้ในกิจกรรมภายในโรงงาน ซึ่งทำให้จะไม่มีน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วไหลออกจากบริษัทฯในทุกทาง</p>
<p>สำหรับข้อกังวลว่า หากระบบป้องกันการรั่วซึมเกิดความเสียหายจะสามารตรวจพบได้อย่างไร บริษัทฯยืนยันว่า มีระบบบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดินรอบพื้นที่ เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจเปรียบเทียบระหว่างทิศทางเหนือน้ำและท้ายน้ำใต้ดิน รวมถึงมีการตรวจติดตามน้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>นอกจากนี้ การจัดการของเสียของบริษัทฯ ยังได้แยกประเภทระหว่าง ของเสียไม่อันตราย และ ของเสียอันตราย ออกจากกัน โดยของเสียอันตรายจะต้องผ่านกระบวนการลดความเป็นอันตรายก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบ เช่น การปรับสภาพกรด–ด่าง และการทำให้ของเสียแข็งตัว เพื่อลดโอกาสการชะละลายของสารปนเปื้อน</p>
<p>กรณีคำสั่งตามมาตรา 39 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ล่าสุดบริษัทฯได้ยื่นคำอุทธรณ์แล้ว โดยเห็นว่าควรแยกประเด็นให้ชัดระหว่าง น้ำในระบบภายในโรงงาน กับ น้ำทิ้งที่ระบายออกนอกโรงงาน เพราะการพบสารในระบบรวบรวมและบำบัดน้ำชะกาก ไม่ได้เท่ากับข้อพิสูจน์ว่ามีการปล่อยมลพิษออกสู่ลำน้ำสาธารณะ หากยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน</p>
<p>ตัวแทน <strong>BWG</strong> ยังระบุเพิ่มเติมว่า พื้นที่ตำบลห้วยแห้งและคลองตะเข้เป็นระบบลุ่มน้ำที่มีหลายกิจกรรม ทั้งชุมชน เกษตรกรรม ปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม การตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษจึงควรพิจารณาทั้งระบบลุ่มน้ำ ไม่ควรสรุปจากผลตรวจเฉพาะจุดหรือข้อมูลบางช่วง</p>
<p>การลงพื้นที่ของคณะสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย โดยข้อเสนอสำคัญคือ คณะสว.แนะนำให้บริษัทเปิดข้อมูลความจริงและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจว่า ระบบกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้องทำงานอย่างไร และมีมาตรการใดในการป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจแท้จริงต่อกระบวนการจัดการของเสียที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทาง BWG จึงกลายเป็นสถานีแห่งการเรียรู้ของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ในการเข้าศึกษาดูงานด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คณะอาจารย์และนักศึกษาสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ก็เป็นอีกหน่วยงานที่ขอเข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของ BWG โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมชมกระบวนการทำงานจริงของการจัดการพื้นที่และการกำจัดกลิ่นที่ประสิทธิภาพระบุว่า สามารถสร้างมุมมองใหม่นอกห้องเรียน และเป็นการเปิดโอกาสการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากภาคปฏิบัติ</p>
<p>ด้าน <span style="color: #6cb742;"><strong>รศ.ดร.บุญชัย วิจิตรเสถียร</strong></span> <strong>หัวหน้าสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสุรนารี</strong> กล่าวว่า การพานักศึกษาออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาดูระบบจัดการของเสียอันตรายในสถานที่จริง โดยเฉพาะจากโรงงานที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีศักยภาพในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสสำคัญในการเปิดโลกทัศน์ สร้างแรงบันดาลใจในวิชาชีพ และเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bwg-industrial-waste-management-system/">สว.ลงพื้นที่พิสูจน์ระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของ BWG แนะบริษัทสื่อสารความจริงเชิงรุก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าผลักดันเอทานอล และ SAF ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/fti-ethanol-saf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 07:48:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[SAF]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เอทานอล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45481</guid>

					<description><![CDATA[<p>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ได้ร่วมมือประชุมหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเอทานอล  เพื่อความมั่นคงทางด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ทุกภาคอุตสาหกรรมฐานรากเกิดความยั่งยืนในอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมหารือแนวทางส่งเสริมเอทานอลเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีนายมงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-ethanol-saf/">สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าผลักดันเอทานอล และ SAF ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45484" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03.jpg" alt="นายมงคล เฮงโรจนโสภณ" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  โดยมี <span style="color: #6cb742;"><strong>นายมงคล เฮงโรจนโสภณ</strong></span>  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม พร้อมด้วย <span style="color: #6cb742;"><strong>นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์</strong></span> นายกกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ได้ร่วมมือประชุมหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเอทานอล  เพื่อความมั่นคงทางด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ทุกภาคอุตสาหกรรมฐานรากเกิดความยั่งยืนในอนาคต</p>
<p><span id="more-45481"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45483" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02.jpg" alt="สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าผลักดันเอทานอล และ SAF ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02-768x576.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/fti-ethanol-saf-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</strong> (ส.อ.ท.) จัดการประชุมหารือแนวทางส่งเสริมเอทานอลเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีนายมงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 1010 C.P. GROUP &amp; TRUE ส.อ.ท.</p>
<p>การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการผลักดันแนวทาง Thailand Pragmatic Energy Transition เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ อันจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ (Logistics Infrastructure) เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ในอนาคต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่โครงสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มีมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-ethanol-saf/">สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าผลักดันเอทานอล และ SAF ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.อ.ท.ชมภาครัฐ-กบง.-กบน. หลังลดราคาน้ำมัน ชี้ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr-news-10072026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 10:00:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดราคาน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45110</guid>

					<description><![CDATA[<p>10 กรกฎาคม 2569 : พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้น การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr-news-10072026/">ส.อ.ท.ชมภาครัฐ-กบง.-กบน. หลังลดราคาน้ำมัน ชี้ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>10 กรกฎาคม 2569 : <span style="color: #6cb742;">พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล</span> ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</strong> กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดย<strong>กลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร </strong>ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้น</p>
<p><span id="more-45110"></span></p>
<figure id="attachment_45112" aria-describedby="caption-attachment-45112" style="width: 354px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-45112" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-pr-news-10072026-02.jpg" alt="พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล" width="354" height="540" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-pr-news-10072026-02.jpg 616w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-pr-news-10072026-02-197x300.jpg 197w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-pr-news-10072026-02-150x229.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-pr-news-10072026-02-328x500.jpg 328w" sizes="(max-width: 354px) 100vw, 354px" /><figcaption id="caption-attachment-45112" class="wp-caption-text">พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)</figcaption></figure>
<p>การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า</p>
<p>มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับ<strong>การดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล </strong>เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-pr-news-10072026/">ส.อ.ท.ชมภาครัฐ-กบง.-กบน. หลังลดราคาน้ำมัน ชี้ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นตัวรอบ 4 เดือน รับแรงหนุนไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/fti-tisi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 09:10:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45091</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ พร้อมด้วย นางสาวอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กรรมการและเลขานุการ สายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม 2569 การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ มาตรการ &#8220;ไทยช่วยไทยพลัส&#8221; ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-tisi/">ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นตัวรอบ 4 เดือน รับแรงหนุนไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์</span> รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ พร้อมด้วย <span style="color: #6cb742;">นางสาวอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ</span> รองเลขาธิการ ส.อ.ท. กรรมการและเลขานุการ สายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม 2569</strong></p>
<p><span id="more-45091"></span></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="850" height="567" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01.jpg" class="attachment-large size-large" alt="ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-01-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="850" height="567" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02.jpg" class="attachment-large size-large" alt="อนุษฐา เชาว์วิศิษฐ" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/fti-tisi-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></a>

<p>การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ มาตรการ &#8220;ไทยช่วยไทยพลัส&#8221; ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท</p>
<p>นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงกลางปีของผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว</p>
<p>ขณะเดียวกัน การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปุ๋ย</p>
<p>นอกจากนี้ โครงการ Thailand FastPass ยังช่วยเร่งรัดการลงทุน จำนวน 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 223,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 37.6 ตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดโลก</p>
<p>ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.0 ต่อปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในเดือนมิถุนายน 2569 มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ อาทิ ซอสปรุงรสและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร</p>
<p>นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก และเวียดนาม ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดดังกล่าว</p>
<p>ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization: CapU) ที่ชะลอตัวลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม</p>
<p>สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดรถกระบะยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สะท้อนจากยอดขายรถกระบะที่ลดลงร้อยละ 5.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: YoY) ขณะที่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศลดลงร้อยละ 12.31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่อง</p>
<p>จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,328 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลกร้อยละ 61.6 ราคาพลังงานร้อยละ 59.0 เศรษฐกิจภายในประเทศร้อยละ 55.6 และการเข้าถึงสินเชื่อร้อยละ 31.7 อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) ร้อยละ 29.9 นโยบายภาครัฐร้อยละ 28.8 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 25.8</p>
<p>ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.8 ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่ต้องติดตาม ดังนี้</p>
<p>ในด้านปัจจัยบวก มาตรการโซลาร์ภาคประชาชน และแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อาทิ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา Section 301 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นด้านแรงงาน (Labor Force) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้า การลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป</p>
<p>จากปัจจัยดังกล่าว ส.อ.ท. ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการที่ตอบแบบสำรวจในเดือนมิถุนายน 2569 ควบคู่กับการจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมจากผลการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับ</p>
<h3>ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย</h3>
<p>1. Economic Performance: ปรับทิศทางจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว (Economic Transformation) โดยส่งเสริมการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอาหารแห่งอนาคต</p>
<p>2. Government Efficiency: เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และระบบอนุมัติอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จผ่านแพลตฟอร์มกลาง ควบคู่กับการทบทวนและลดกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อภาคธุรกิจ โดยใช้เกณฑ์ B-READY เป็นแนวทาง เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มความโปร่งใส</p>
<p>3. Business Efficiency: ยกระดับผลิตภาพภาคธุรกิจไทย (Productivity) โดยสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI และเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เชื่อมโยงการผลิตกับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และส่งเสริมกลไกให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศ</p>
<p>4. Infrastructure: ปฏิรูประบบการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ (Skills Alignment) พร้อมทั้งวางแผนระยะยาวอย่างเป็นระบบในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงสร้างพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยี &amp; นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI สวัสดิการสังคม และการดูแลสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้รวบรวมผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลตัวชี้วัดเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมย้อนหลัง 3 ปี จัดทำเป็น Dashboard เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Industry Data Space (iDS) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลสำหรับใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ โดยสามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ https://fti.or.th/ids</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/fti-tisi/">ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นตัวรอบ 4 เดือน รับแรงหนุนไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรมลดโลกร้อน ผนึกบ้านปู ติดตั้งโซลาร์ พร้อมตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ที่คลองสามวา ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/dcce-x-banpu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 06:44:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[กรมลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดจัดการขยะอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ติดตั้งโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44841</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ส่งมอบ “โครงการชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา” ให้สมาชิกเครือข่ายทสม.เขตคลองสามวา ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่เกิดจากกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ (Thailand Climate Action Conference: TCAC) โดยมี เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เขตคลองสามวา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำที่จับต้องได้ในเขตเมือง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dcce-x-banpu/">กรมลดโลกร้อน ผนึกบ้านปู ติดตั้งโซลาร์ พร้อมตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ที่คลองสามวา ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ส่งมอบ “โครงการชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา” ให้สมาชิกเครือข่ายทสม.เขตคลองสามวา ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่เกิดจากกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ (Thailand Climate Action Conference: TCAC) โดยมี เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เขตคลองสามวา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำที่จับต้องได้ในเขตเมือง</strong></p>
<p><span id="more-44841"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44843" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02.jpg" alt="โกเมศ พุทธสอน" width="850" height="565" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02-300x199.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02-768x510.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-02-500x332.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>โกเมศ พุทธสอน</strong></span> <strong>รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวว่า โครงการศูนย์เรียนรู้ชุมชนเคซี 1 ถือเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนจัดการตนเอง’ ที่มีส่วนร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ซึ่งกรมฯ มีแผนจะขยายโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างประเทศให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลเชิงนโยบายและส่งเสริมภาคี ขอขอบคุณ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และชุมชนหมู่บ้านเคซี1 ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44844" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03.jpg" alt="กรมลดโลกร้อน ผนึกบ้านปู ติดตั้งโซลาร์ พร้อมตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ที่คลองสามวา" width="850" height="565" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03-300x199.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03-768x510.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/dcce-x-banpu-03-500x332.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>ภายใต้การดำเนินงานโครงการฯ ในระยะเวลา 8 เดือน บ้านปูได้สนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่ไปกับการจัดตั้งจุดสาธิตจัดการขยะอินทรีย์จากครัวเรือนด้วยนวัตกรรมถังหมักเศษอาหาร และชุดสาธิตการกำจัดเศษอาหารด้วยหนอนแมลงวันลาย (BSF) ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกที่บ่อฝังกลบได้ในที่สุด และส่งเสริมการเป็นพี่เลี้ยงด้านเทคนิควิชาการในการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>จิรเมธ อัชชะ</strong></span> <strong>ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – บริหารและพัฒนาองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า บ้านปูยินดีที่ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน โครงการนี้สอดคล้องกับความตั้งใจด้านการลดคาร์บอนและการร่วมสร้างสังคมให้ดีขึ้นของบ้านปู   ชุมชนเคซี 1 เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี เราหวังว่าทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์จากทั้งโซลาร์และจุดกำจัดขยะอินทรีย์อย่างเต็มที่”</p>
<p><strong>โครงการชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา</strong> สามารถช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าส่วนกลางของศูนย์เรียนรู้ฯ ได้เฉลี่ยกว่า 24,000 บาทต่อปี ทำให้มีงบประมาณเหลือไปจัดสรรเป็นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุและการฝึกอาชีพกลุ่มแม่บ้าน อสม. และประชาชนรอบพื้นที่ โดย เบญจพร เมืองอินทร์ ประธานเครือข่าย ทสม. เขตคลองสามวา กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ นอกเหนือจากไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศที่สามารถใช้ทำกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ที่มาจากพลังงานสะอาดแล้ว ขยะเศษอาหารจากครัวเรือนยังไม่ต้องถูกส่งไปฝังกลบให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แต่กลายมาเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพชั้นดีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรกรรมในเมือง ชุมชนสะอาดขึ้น สุขภาพดี สามัคคีกันมากขึ้น และทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดโลกร้อน</p>
<p>ความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนในการพัฒนา “<strong>ชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา</strong>” นอกจากจะเป็นการเสริมพลังการขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในภาคประชาชนแล้วยังเป็นการยกระดับพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานสะอาดและการจัดการขยะอินทรีย์ ณ แหล่งกำเนิดอีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนแผนแม่บทการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการพัฒนาเมืองยั่งยืนของประเทศไทย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dcce-x-banpu/">กรมลดโลกร้อน ผนึกบ้านปู ติดตั้งโซลาร์ พร้อมตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ที่คลองสามวา ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดอบรมพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว หนุนอยุธยาเป็นเมืองพักค้างคืน พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/mots-news-062026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 06:20:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[อยุธยา]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมท่องเที่ยว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44490</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมการพัฒนาทักษะการให้บริการของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ระดับสากล และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สกสว. และประธานคณะทำงานกลั่นกรอง แผนงานด้านท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเดอะ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mots-news-062026/">รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดอบรมพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว หนุนอยุธยาเป็นเมืองพักค้างคืน พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล</span> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมการพัฒนาทักษะการให้บริการของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ระดับสากล และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สกสว. และประธานคณะทำงานกลั่นกรอง แผนงานด้านท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</strong></p>
<p><span id="more-44490"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44494" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03.jpg" alt="สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล" width="850" height="566" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><strong>นายสุรศักดิ์</strong> กล่าวว่า &#8220;บุคลากรด้านการท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการกระจายรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพ และสามารถต่อยอดจากเมืองท่องเที่ยวแบบวันเดียวให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเลือกพักค้างคืน เพื่อสัมผัสคุณค่าและเสน่ห์ของเมืองมรดกโลกได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดจนรักษาสิ่งแวดล้อมเมืองท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และการสร้างความประทับใจผ่านการบริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวและที่พัก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การเพิ่มการใช้จ่าย กระจายรายได้สู่ร้านอาหาร ผู้ให้บริการขนส่ง สินค้าชุมชน และวิสาหกิจท้องถิ่น ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะการให้บริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก หรือผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล และยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง&#8221;</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44492" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02.jpg" alt="รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดอบรมพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว" width="850" height="536" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02-300x189.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02-768x484.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02-150x95.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/mots-news-062026-02-500x315.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>สำหรับการอบรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถของบุคลากรในธุรกิจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยว ให้สามารถให้บริการได้ตามมาตรฐานสากลและรองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการบริการ สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mots-news-062026/">รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดอบรมพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยว หนุนอยุธยาเป็นเมืองพักค้างคืน พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
