<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Technology | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/technology/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 27 Apr 2026 09:31:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Technology | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมรับมือข้อบังคับใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ลดภาวะโลกร้อน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/se-low-gwp-refrigerants-aer-coming/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 09:31:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[GWP]]></category>
		<category><![CDATA[ชไนเดอร์ อิเล็คทริค]]></category>
		<category><![CDATA[ดาตาเซนเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สารทำความเย็น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43911</guid>

					<description><![CDATA[<p>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน แนะอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมรับมือข้อบังคับใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ผ่านการควบคุมและลดปริมาณการใช้สาร HFCs และมลพิษอื่นลงอย่างเป็นรูปธรรม กฎข้อบังคับของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency’s regulation states) หรือ EPA ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้นั้นระบุว่า อุปกรณ์ ใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องใช้สารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดโลกร้อน (Global Warming Potential) หรือ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/se-low-gwp-refrigerants-aer-coming/">ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมรับมือข้อบังคับใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ลดภาวะโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (</strong><a href="https://www.se.com/th/th/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Schneider Electric</strong></a><strong>) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน แนะอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมรับมือข้อบังคับใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ผ่านการควบคุมและลดปริมาณการใช้สาร HFCs และมลพิษอื่นลงอย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p><span id="more-43911"></span></p>
<p>กฎข้อบังคับของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency’s regulation states) หรือ EPA ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้นั้นระบุว่า อุปกรณ์ ใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องใช้สารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดโลกร้อน (Global Warming Potential) หรือ GWP ต่ำกว่า 700 โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027</p>
<p>ทั้งนี้ค่า GWP คือ ดัชนีวัดความอันตรายของสารที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ ตัวเลขยิ่งต่ำยิ่งส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง ซึ่งสารทำความเย็นที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศในดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เช่น R-410A และ R-407C มีค่า GWP สูงเกินขีดจำกัดค่อนข้างมาก แม้ว่าการติดตั้งเดิมจะยังคงใช้งานและบำรุงรักษาต่อไปได้ แต่อุปกรณ์ใหม่ที่ติดตั้งหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนไปใช้สารทำความเย็นชนิดใหม่ที่มีค่า GWP ต่ำเท่านั้น</p>
<h3>ทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงมีความสำคัญ</h3>
<p>กฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสารทำความเย็นคือ พระราชบัญญัติการผลิตและนวัตกรรมแห่งอเมริกา (American Innovation Manufacturing Act หรือ AIM Act) โดยรายละเอียดขั้นสุดท้ายที่มีผลกระทบต่อดาดต้าเซ็นเตอร์ได้รับการสรุปออกมาเมื่อช่วงปลายปี 2024 โดยเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้คือการลดภาวะโลกร้อน ผ่านการควบคุมและลดปริมาณการใช้สาร HFCs (Hydrofluorocarbons) รวมถึงมลพิษอื่นๆ ลงอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ยังคงพึ่งพาสารทำความเย็นที่มีค่าการปล่อยมลพิษสูงเกินกว่าขีดจำกัดที่ EPA กำหนดซึ่งกำลังจะเริ่มบังคับใช้ในเร็วๆ นี้</p>
<h3>การเปลี่ยนสารทำความเย็นครั้งนี้สำคัญอย่างไรกับดาต้าเซ็นเตอร์</h3>
<p>ย้อนนึกไปถึงปี 2010 เมื่อตอนที่ EPA สั่งแบนการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้สารทำความเย็น R-22 หลังจากนั้นอีก 10 ปีต่อมา การผลิตและการนำเข้า R-22 ในสหรัฐอเมริกาก็สิ้นสุดลงอย่างถาวรและในปัจจุบันผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถเข้าถึง R-22 ได้เมื่อเป็นสารที่นำกลับมาบำบัดใหม่จากระบบรุ่นเก่าเท่านั้น</p>
<p>ในอดีตอุตสาหกรรมสามารถผ่านช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้ไม่ยากนัก เพราะระบบทำความเย็นเดิมสามารถปรับเปลี่ยนให้รองรับสารทำความเย็นตัวใหม่ R-407C ที่สอดคล้องตามข้อกำหนดได้ง่าย แต่การเปลี่ยนผ่านสารทำความเย็นในครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าเดิม</p>
<h3>ผลกระทบดาต้าเซ็นเตอร์จากกฎข้อบังคับใช้ค่า GWP ต่ำ</h3>
<p><strong>ข้อกำหนดด้านขนาดห้อง (ขีดจำกัดปริมาณสารทำความเย็นต่อปริมาตร)</strong> ในอดีตการพิจารณาจะมุ่งเน้นไปที่การทำให้ชุดระบายความร้อนมีขนาดพอดีกับห้องและมีทิศทางลมที่ดีเท่านั้น แต่ในปัจจุบันต้องคำนึงถึง &#8220;ขนาดโดยรวมของห้อง&#8221; ด้วยเช่นกัน มาตรฐานใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงได้กำหนด &#8220;ขนาดห้องขั้นต่ำ&#8221; สำหรับเครื่องปรับอากาศ โดยคำนวณจากปริมาณสารทำความเย็นที่บรรจุอยู่ภายในเครื่อง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดส่วนผสมของอากาศที่อันตราย หากเกิดการรั่วไหลของสารทำความเย็น จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมขนาดของห้องจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน</p>
<p><strong>ระบบระบายอากาศในห้อง</strong> แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือการสร้างพื้นที่สำหรับอุปกรณ์ไอทีให้มิดชิดและมีเกราะป้องกันไอความชื้นที่ดี ปัจจุบันหากห้องนั้นมีขนาดห้องไม่ตรงตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดของการบรรจุสารทำความเย็น จำเป็นต้องติดตั้งระบบระบายอากาศเพิ่มเติม ซึ่งหน่วยทำความเย็นของชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้รวมระบบตรวจจับการรั่วไหลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและตรรกะการตอบสนองที่สามารถใช้เพื่อสั่งการระบบระบายอากาศของห้องได้ทันที ช่วยลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง</p>
<h3><strong>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ก้าวหน้าไปอีกขั้น</strong></h3>
<p>ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเล็งเห็นแนวโน้มของข้อกำหนดทางกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้ จึงได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยปรับโฉมการออกแบบและเริ่มใช้งานระบบทำความเย็นที่ใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ในดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2023 ในอเมริกาเหนือ และได้ขยายการใช้งานยูนิตเพิ่มเติมในยุโรปช่วงปี 2024 เป็นต้นมา</p>
<p>แนวทางการทำงานเชิงรุกของชไนเดอร์ อิเล็คทริคในการตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบใหม่ในโลกแห่งความเป็นจริง ช่วยให้สามารถนำเสนอโซลูชันค่า GWP ต่ำที่แข็งแกร่งให้กับลูกค้าได้อย่างมั่นใจ แม้ระบบเหล่านี้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน แต่ สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริคเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่</p>
<p>สำหรับคุณสมบัติโดดเด่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคที่ใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ระบบตรวจจับสารทำความเย็นในตัว พร้อมสัญญาณแจ้งเตือนด้วยเสียงและภาพ</li>
<li>ระบบปิดการทำงานของคอมเพรสเซอร์โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการรั่วไหล</li>
<li>การทำงานของพัดลมเพื่อเจือจางความเข้มข้นของสารทำความเย็น พร้อมตัวเลือกในการสั่งเปิดระบบระบายอากาศห้อง</li>
<li>ประสิทธิภาพการตรวจจับสารทำความเย็นที่ผ่านการทดสอบมาตรฐาน ULที่มีความเชื่อถือได้สูง</li>
</ul>
<p>ชไนเดอร์ อิเล็คทริคไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นรับมือกับผลกระทบของกฎข้อบังคับค่า GWP ต่ำ ในอุปกรณ์ทำความเย็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ว่าจะยังพอมีเวลาในการเตรียมตัว แต่ขอแนะนำอย่างยิ่งให้ผู้ที่ดูแลอุปกรณ์ทำความเย็น เริ่มพิจารณาวางแผนปฏิบัติการตั้งแต่ตอนนี้</p>
<h3>อะไรคือผลกระทบในเชิงปฏิบัติ</h3>
<p>การเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นสามารถเริ่มทำได้ทันที โดยการปรับเปลี่ยนลำดับขั้นตอนการทำงานในปัจจุบันเพียงเล็กน้อย และพิจารณาขั้นตอนเหล่านี้เพื่อเตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือกับข้อกําหนดการใช้สารทำความเย็น GWP ต่ำ ในวันที่ 1 มกราคม 2027</p>
<ul>
<li>เลือกผู้ให้บริการโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีประสบการณ์จริงที่พิสูจน์แล้วในการติดตั้งและใช้งานเทคโนโลยีที่ใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ได้สำเร็จ</li>
<li>ตรวจสอบแผนการดำเนินโครงการต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เป็นต้นไป จะต้องใช้สารทำความเย็นที่ถูกต้องตามข้อกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการติดขัดหรือการหยุดชะงักในนาทีสุดท้าย</li>
<li>ให้ความรู้แก่ทีมงาน อบรมทีมงานเกี่ยวกับสารทำความเย็นชนิดใหม่และวิธีการตอบสนองหากเกิดเหตุรั่วไหล</li>
</ul>
<p><strong>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค</strong> จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รองรับมาตรฐานค่า GWP ต่ำตัวแรกในเดือนเมษายน 2026 และจะทยอยเปิดตัวรุ่นอื่นๆ ตามมา</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/se-low-gwp-refrigerants-aer-coming/">ชไนเดอร์ อิเล็คทริค แนะดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมรับมือข้อบังคับใช้สารทำความเย็นค่า GWP ต่ำ ลดภาวะโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4” หนึ่งความสำเร็จของวงการหุ่นยนต์ไทย ยกระดับการบริการแบ่งเบาภาระจากแพทย์ พยาบาล พร้อมดูแลคนไข้ครบวงจร</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/dinsaw-pro-4/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/dinsaw-pro-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Aug 2024 04:40:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์ผู้ช่วยประจำตัวแพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[เฉลิมพล ปุณโณทก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=35487</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีกก้าวแห่งความสำเร็จของวงการหุ่นยนต์ฝีมือคนไทย โดยเฉลิมพล ปุณโณทก ผู้ก่อตั้งบริษัท CT Asia Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นล่าสุด “Pro 4” ผู้ช่วยประจำตัวแพทย์และพยาบาล เพื่อการบริการโดยเฉพาะ พร้อมคัดกรองและประเมินความเร่งด่วนของคนไข้เบื้องต้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ การเงิน ทรัพยากรคน และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้โรงพยาบาลรัฐบาลมีผู้ใช้บริการมากกว่าเอกชนหลายเท่า ปัจจัยจากค่าบริการที่ถูกกว่า ส่งผลให้ภาพจำของโรงพยาบาลรัฐในทุกเช้าเต็มไปด้วยจำนวนคนมหาศาลที่มารอต่อคิวเพื่อรับการรักษา บางคนต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเข้ารับการรักษา หรือบางคนอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อค่ายาและการบริการที่ถูกกว่า จนก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลตามมาในที่สุด ปัญหาดังกล่าวเมื่อนานวันเข้าจึงก่อให้เกิดความวุ่นวายซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติในโรงพยาบาลรัฐ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพยาบาลกับคนไข้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dinsaw-pro-4/">“หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4” หนึ่งความสำเร็จของวงการหุ่นยนต์ไทย ยกระดับการบริการแบ่งเบาภาระจากแพทย์ พยาบาล พร้อมดูแลคนไข้ครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อีกก้าวแห่งความสำเร็จของวงการหุ่นยนต์ฝีมือคนไทย โดยเฉลิมพล ปุณโณทก ผู้ก่อตั้งบริษัท </strong><strong>CT Asia Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นล่าสุด “Pro 4” ผู้ช่วยประจำตัวแพทย์และพยาบาล เพื่อการบริการโดยเฉพาะ พร้อมคัดกรองและประเมินความเร่งด่วนของคนไข้เบื้องต้น</strong></p>
<p><span id="more-35487"></span></p>
<p>ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลรัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการ การเงิน ทรัพยากรคน และด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้โรงพยาบาลรัฐบาลมีผู้ใช้บริการมากกว่าเอกชนหลายเท่า ปัจจัยจากค่าบริการที่ถูกกว่า ส่งผลให้ภาพจำของโรงพยาบาลรัฐในทุกเช้าเต็มไปด้วยจำนวนคนมหาศาลที่มารอต่อคิวเพื่อรับการรักษา บางคนต้องใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเข้ารับการรักษา หรือบางคนอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อค่ายาและการบริการที่ถูกกว่า จนก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลตามมาในที่สุด</p>
<p>ปัญหาดังกล่าวเมื่อนานวันเข้าจึงก่อให้เกิดความวุ่นวายซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติในโรงพยาบาลรัฐ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างพยาบาลกับคนไข้ และความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความหนาแน่นของผู้ใช้บริการ จนนำไปสู่การทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ประกอบกับการผลิตแพทย์และพยาบาลที่ปัจจุบันมีไม่เพียงพอต่อความต้องการในยุคของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการที่มีผู้สูงอายุมากเท่าไร โรคภัยไข้เจ็บก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่จึงเป็น Pain Point ที่เราต้องพัฒนาหุ่นยนต์ดินสอรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลง</p>
<p>“ปัจจุบันหุ่นยนต์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่หลากหลายมากขึ้น การกำหนดภารกิจของหุ่นยนต์จึงช่วยให้หุ่นยนต์มีทักษะชำนาญเฉพาะด้านนั้นๆ อย่างตรงจุด และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มกำลัง เช่นเดียวกับหุ่นยนต์ดินสอรุ่นนี้ ที่เกิดจากการความร่วมมือของวิศวกรกับแพทย์และพยาบาล รวมถึงความร่วมมือจากทีมซอฟแวร์ AI และกราฟฟิกดีไซน์ เพื่อเป้าหมายในการช่วยเหลือด้านการแพทย์โดยเฉพาะ ซึ่งเกิดจากฝีมือของคนไทยทั้งหมด” <strong>เฉลิมพล</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35489" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-02.jpg" alt="เฉลิมพล ปุณโณทก" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เฉลิมพล ปุณโณทก</span> ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด</strong> กล่าวถึงความสามารถของหุ่นยนต์ดินสอเวอร์ชันนี้ว่า “<strong>หุ่นยนต์ดินสอรุ่น Pro 4</strong>” มีความสามารถในการเช็คสิทธิในการรักษา , เช็คการนัดหมาย , ซักอาการคนไข้ , วัดความดัน , การวัดไข้ , วัดส่วนสูงและน้ำหนัก รวมถึงการทำบัตรใหม่สำหรับคนไข้ที่มาใช้สิทธิครั้งแรกในโรงพยาบาลนั้นๆ การตรวจทั้งหมดนี้หุ่นยนต์สามารถทำได้ ทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้นจากเดิมถึง 50% นอกเหนือจากความรวดเร็วแล้ว อัตราการเกิดความผิดพลาดก็ยิ่งน้อยลงจนอาจไม่เกิดความผิดพลาดขึ้นอีกเลย ด้วยการมีระบบที่เชื่อมต่อกับสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. และระบบเวชระเบียนของโรงพยาบาลโดยตรง ทำให้คนไข้สามารถเช็คข้อมูลด้วยตนเองได้ เพื่อให้แพทย์เห็นข้อมูลการเจ็บป่วยในห้องตรวจ โดยที่ไม่ต้องมีพยาบาลมาซักถามแบบเดิมอีกต่อไป แต่เพื่อให้คนไข้ใช้อย่างถูกต้อง เดิมทีเราได้ให้เจ้าหน้าที่พยาบาลมายืนควบคุมและดูแลการใช้งานจากหนึ่งคนต่อหนึ่งเครื่องมาเป็นหนึ่งคนต่อสามแถว จนปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เจ้าหน้าที่ในการดูแลหนึ่งคนต่อ 5 แถวแทน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35490" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-03.jpg" alt="หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4" width="740" height="612" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-03-300x248.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-03-150x124.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-03-500x414.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ทั้งนี้ “<strong>หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4</strong>” ถือว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มีความฉลาดในการถามและตอบในระดับที่ดี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนไข้เล่าว่าตนเองมีอาการปวดศรีษะ ตัวหุ่นยนต์จะถามเพื่อตอบกลับว่า “ปวดมานานหรือยัง?” และ “ปวดในลักษณะไหน” นานแล้วหรือเพิ่งปวด ซึ่งการตอบโตของหุ่นยนต์ทำให้ได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการมากขึ้น จนนำไปสู่ความร่วมมือในการมอบหุ่นยนต์ให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพฯ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเกิดจากมาตรการ BOI หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ให้การสนับสนุนบริษัทที่มีจิตกุศลอยากบริจาคให้กับโรงพยาบาลภาครัฐ ซึ่งหุ่นยนต์ดินสอก็เป็นหนึ่งในการสนับสนุนที่ได้รับการจัดซื้อเพื่อนำไปใช้บริการในโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลในเครือประมาณ 4-5 แห่งได้รับหุ่นยนต์ดินสอเวอร์ชันนี้ไปช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์และพยาบาลมากขึ้น อาทิ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาลเจริญกรุง โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-35491" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-04.jpg" alt="หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/08/Pro-4-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>เฉลิมพล ปุณโณทก</strong> เปิดเผยว่า ตอนนี้เรามีหุ่นยนต์ดินสอรุ่น Pro 4 มากกว่า 100 ตัว โดยแบ่งเป็นตัวใหญ่และตัวเล็ก สำหรับหุ่นยนต์ดินสอตัวใหญ่ มีขนาด 120 เซนติเมตร ขณะที่ตัวเล็กมีขนาดเพียง 30 เซนติเมตร ซึ่งความสามารถเดิมของหุ่นยนต์ดินสอตัวเล็กคือการดูแลผู้สูงอายุ แต่เราได้นำมาปรับปรุงซอฟแวร์ให้เป็นเวอร์ชันสำหรับการดูแลผู้ป่วยใน เพื่อเฝ้าคนไข้ในวอร์ด รวมถึงมี Dashboard ให้ในพื้นที่ nurse station เพื่อให้การดูแลคนไข้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการตอบสนองคนไข้ที่รวดเร็วมากขึ้น</p>
<p><strong>เฉลิมพล ปุณโณทก</strong> กล่าวอีกว่า คนไทยมีทักษะเรื่องเทคโนโลยีในการผลิตหุ่นยนต์ที่เก่ง แต่ยังขาดพื้นที่ในการแสดงความสามารถและขาดเวทีร่วมที่จะผนึกกำลังร่วมกันได้อย่างเต็มที่ หนึ่งในการผลักดันทักษะนี้ของคนไทยควรเริ่มจากการตื่นตัวของสถาบันการศึกษาและคนรุ่นใหม่ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการสอนให้เด็กเริ่มจากการทำ Deep Technology ด้านใดด้านหนึ่งเพื่อให้จดจ่อเฉพาะด้าน เช่น ด้านการแพทย์ ด้านเกษตร และด้านอาหาร ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวที่ยกตัวอย่างมาล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ รวมถึงคณะแพทยศาสตร์และเทคนิคการแพทย์ ซี่งคนรุ่นใหม่ที่เรียนคณะดังกล่าวแทบจะไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างคณะมากนัก พอเราสร้างเด็กมาแบบนี้ทำให้ขาดการประสานงานต่อกันและกัน ส่งผลให้เด็กขาดการต่อยอดในการบูรณาการ ขาดการแลกเปลี่ยนหรือระดมสมองร่วมกันกับเพื่อนต่างคณะ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องร่วมกันสร้างกิจกรรมการบูรณาการอย่างจริงจัง เพื่อก่อให้เกิดเมล็ดพันธ์ใหม่ๆ ที่รวมกันเป็นทีมในการสร้างธุรกิจขึ้นมาได้</p>
<p>“ดังนั้นการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจด้าน Deep Technology และ AI รวมถึงหุ่นยนต์ในประเทศไทย โดยเริ่มจากระดับการศึกษาในการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรม หรือการแข่งขัน การมอบรางวัล และการมอบทุน ผ่านการสนับสนุนจากกระทรวง อว. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อปลูกเมล็ดพันธ์ใหม่ๆ ให้งอกงามขึ้นมาและพร้อมต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การแข่งขันที่สมบูรณ์” <strong>เฉลิมพล</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dinsaw-pro-4/">“หุ่นยนต์ดินสอ Pro 4” หนึ่งความสำเร็จของวงการหุ่นยนต์ไทย ยกระดับการบริการแบ่งเบาภาระจากแพทย์ พยาบาล พร้อมดูแลคนไข้ครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/dinsaw-pro-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวทช. อัปเดต 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2024 (10 Technologies to Watch 2024)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/nstda-update-10-technologies-to-watch-2024/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/nstda-update-10-technologies-to-watch-2024/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jul 2024 05:05:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34992</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแนวโน้มหรือเทรนด์ของเทคโนโลยีโลกที่กำลังจะส่งผลกระทบกับพวกเราทุกคน เพื่อให้นักธุรกิจและคนทั่วไปเกิดความสนใจ และมีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจในกรณีที่ต้องการลงทุน โดยตั้งเป้าไว้ที่การเห็นผลกระทบในวงกว้างภายใน 5-10 ปี สำหรับเทคโนลียีที่ได้รับการจับตามอง ในปี 2024 นี้ กว่าครึ่งหนึ่งเป็น digital technology ซึ่งเทคโนโลยีหลายอย่าง ยังคงมี AI มาเกี่ยวข้องมากบ้าง น้อยบ้าง ในทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยมี 3 เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ กับอีก 2 เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน และอีก 1&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nstda-update-10-technologies-to-watch-2024/">สวทช. อัปเดต 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2024 (10 Technologies to Watch 2024)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแนวโน้มหรือเทรนด์ของเทคโนโลยีโลกที่กำลังจะส่งผลกระทบกับพวกเราทุกคน เพื่อให้นักธุรกิจและคนทั่วไปเกิดความสนใจ และมีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจในกรณีที่ต้องการลงทุน โดยตั้งเป้าไว้ที่การเห็นผลกระทบในวงกว้างภายใน 5-10 ปี</strong></p>
<p><span id="more-34992"></span></p>
<p>สำหรับเทคโนลียีที่ได้รับการจับตามอง ในปี 2024 นี้ กว่าครึ่งหนึ่งเป็น digital technology ซึ่งเทคโนโลยีหลายอย่าง ยังคงมี AI มาเกี่ยวข้องมากบ้าง น้อยบ้าง ในทั้งทางตรง และทางอ้อม โดยมี 3 เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ กับอีก 2 เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน และอีก 1 เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับด้านการประมง</p>
<h2><strong>10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2024</strong></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34993" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04.jpg" alt="10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2024" width="800" height="457" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04-300x171.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04-768x439.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04-150x86.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/07/10tech2024-10list-04-500x286.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h3>1. กล้ามเนื้อเทียม (Artificial Muscle)</h3>
<p>กล้ามเนื้อเทียมหรือกล้ามเนื้อจำลอง สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อจริงตามธรรมชาติ โดยปัจจุบันมีความต้องการกล้ามเนื้อเทียมเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ เช่น การใช้เป็นอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยในการฟื้นฟูหรือเสริมแรงสำหรับผู้พิการ การผ่าตัดแบบ microsurgery นอกจากนี้ยังมีความต้องการนำกล้ามเนื้อเทียมไปประยุกต์ใช้ในหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และระบบควบคุมอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม (industrial automation) เพื่อให้หุ่นยนต์มีน้ำหนักเบา สามารถทำงานกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย</p>
<h3>2. จุลชีพในลำไส้เพื่อดูแลสุขภาพ (Human Gut Microbes for Healthcare)</h3>
<p>ร่างกายส่วนต่าง ๆ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในลำไส้ ซึ่งถ้าขาดสมดุลของจุลินทรีย์มีประโยชน์ ก็จะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ โรคทางเมแทบอลิกต่าง ๆ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากมายในท้องตลาดที่มีจุลินทรีย์ดี ทั้งแบบพรีไบโอติก (prebiotic) โพรไบโอติก (probiotic) และซินไบโอติก (synbiotic) ในอนาคตอันใกล้อาจมีการใช้เชื้อที่ผ่านการวิศวกรรม จนได้คุณสมบัติแปลกใหม่เพิ่มเติมหรือดีกว่าเดิม อาจช่วยเฝ้าระวังหรือรักษาโรคอย่างเฉพาะเจาะจงได้อีกด้วย ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ดังกล่าวอาจสร้างขึ้นได้ โดยอาศัยความรู้ที่เรียกว่า ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ซึ่งใช้หลักการทางวิศวกรรมชีวเคมี ในการออกแบบและสร้างระบบชีวภาพ จนได้เป็น “วงจรยีน (gene circuit)” ในเซลล์ซึ่งเปิด-ปิดการทำงานของยีนบางอย่างได้อย่างจำเพาะ โดยอาศัยการตอบสนองสัญญาณหรือตัวกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถแจ้งเตือนการเกิดโรค หรือสามารถย่อยสลายสารพิษ หรือรักษาโรคได้อีกด้วย</p>
<h3>3. แฝดดิจิทัลในการดูแลสุขภาพ (Digital Twin in Healthcare)</h3>
<p>จะดีแค่ไหน หากเรารู้ผลการรักษาก่อนการรักษาจริง สามารถปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับเราที่สุด หรือแม้แต่สามารถประเมินความเสี่ยงการเป็นโรคต่าง ๆ ของเราได้ล่วงหน้า ปัจจุบันมีบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนา Digital Twin Platform สำหรับดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยจำลองระบบการเผาผลาญพลังงานของผู้ป่วยจากข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ป่วย และบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ได้พัฒนาระบบทำนายความเสี่ยงในการเป็นโรคไตเรื้อรังของผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้แบบจำลอง AI ที่ประมวลผลจากข้อมูลประวัติทางการแพทย์ต่าง ๆ ของผู้ป่วย โดยในส่วนของประเทศไทยมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีการแพทย์ รวมทั้งบริษัท health-tech startup ที่จะนำเทคโนโลยีนี้ เข้ามาใช้งานในประเทศไทยในอนาคต</p>
<h3>4. การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบเอไอเสริม (AI-Augmented Software Development)</h3>
<p>ความก้าวหน้าของ generative AI และ Machine Learning เปิดโอกาสให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำ AI มาใช้ในกระบวนการออกแบบ สร้าง ทดสอบ รวมไปถึงการวางตลาดแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมากขึ้น ประมาณการณ์กันว่าจะมีการยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของการทำซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ราว 35-45% ไปพร้อม ๆ กับการลดต้นทุนได้ถึง 20% โดยใช้เวลาที่สั้นลงอีกด้วย ทั้งนี้คาดว่าภายในปี พ.ศ.2571 วิศวกรซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเมอร์ในองค์กรราว 75% จะใช้ AI ช่วยในการเขียนโค้ด เทียบกับปัจจุบันที่ยังทำเช่นนี้น้อยกว่า 10%</p>
<h3>5. เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ติดเอไอ (AI Wearable Technology)</h3>
<p>ปัจจุบันเริ่มมีอุปกรณ์สวมใส่บนร่างกายที่ใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านเซนเซอร์แบบไบโอเมทริก (biometric sensor) ซึ่งเมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึมแบบ deep learning ก็ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ข้อเสนอแนะ และคำแนะนำต่าง ๆ ที่แม่นยำแก่ผู้ใช้งานได้ โดยอุปกรณ์สวมใส่ AI รุ่นใหม่ ๆ จะทำงานรวดเร็วขึ้น และทำงานได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรงมากขึ้น<br />
ในส่วนของทีม A-MED สวทช. ได้พัฒนาระบบเซนเซอร์อัจฉริยะสำหรับสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย เพื่อตรวจจับอิริยาบถและการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รวมไปถึงท่านอน การล้ม และตำแหน่งที่เกิดเหตุภายในอาคาร พร้อมแสดงผลและแจ้งเตือนผู้ดูแลแบบเรียลไทม์</p>
<h3>6. เทคโนโลยีคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Privacy-Enhancing Technologies, PETs)</h3>
<p>การเก็บข้อมูลในคลาวด์และการใช้ IoT มีบทบาทมากขึ้น แต่การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เทคโนโลยีคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Privacy-Enhancing Technologies, PETs) จึงมีความสำคัญในการช่วยคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านการเข้ารหัสแบบใหม่ที่ทำให้ข้อมูลประมวลผลบนคลาวด์ได้ “โดยไม่ต้องถอดรหัส” ในบางประเทศมีการนำเทคโนโลยี PETs มาให้บริการแล้วในวงการการเงิน สุขภาพ และทรัพยากรบุคคล</p>
<p>สำหรับประเทศไทย เนคเทค สวทช. ได้พัฒนาเทคโนโลยี PETs ให้ใช้กับแพลตฟอร์ม IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Industry 4.0 ของประเทศในชื่อ ไซบิลเลี่ยน (CYBLION) พ้องเสียงกับชื่อสายพันธ์สุนัข ช่วยทำให้การคำนวณข้อมูลของโรงงานอุตสาหกรรมบนคลาวด์ทำได้อย่างปลอดภัย โดยเนคเทคได้ทดสอบใช้งานจริงในโรงงานธนากรผลิตน้ำมันพืชจำกัด (น้ำมันพืชกุ๊ก) แล้ว</p>
<h3>7. หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย (Security Robot)</h3>
<p>เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (robotics) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปัจจุบันมีการใช้งานหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยแล้วในหลายประเทศ ตลาดโลกของหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัย ประเมินกันว่าอาจจะสูงถึง 71,800 ล้านเหรียญในปี พ.ศ.2570 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 17.8% ขณะที่เฉพาะในแถบเอเชียแปซิฟิกสูงถึงเกือบ 20% โดยปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือ ความต้องการเทคโนโลยีนี้ในทางทหารและการป้องกันประเทศเป็นหลัก<br />
ในส่วนของ สวทช. มีองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ระบบสื่อสาร และ AI ทำให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยได้ ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด การที่มีระบบฐานข้อมูล ระบบควบคุมและประมวลผลที่พัฒนาขึ้นเอง จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า</p>
<h3>8. เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบโดยตรง (Direct Battery Recycling Technology)</h3>
<p>การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทำให้มีความต้องการแบตเตอรี่โดยเฉพาะแบบลิเทียมไอออน เพราะมีการใช้กับยานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราความต้องการแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเติบโตมากกว่า 25% ต่อปี โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในปี พ.ศ.2573 จึงเกิดความต้องการเทคโนโลยีรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่ปัจจุบันมักอาศัยความร้อนสูง หรือใช้กระบวนการที่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นพิษ ความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการทั้งสองแบบนี้ นำมาสู่ “เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบโดยตรง” ที่ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากอาศัยกระบวนการทางกายภาพในการร่อน ตัด ย่อย บด และคัดแยกนำสารเพื่อนำกลับมาใช้สร้างเป็นขั้วแคโทด (cathode) ของแบตเตอรี่ขึ้นใหม่ ประเมินกันว่าเทคโนโลยีแบบนี้อาจไปถึงจุดที่มีความสามารถในการนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ได้มากถึง 90% อีกทั้งจะสามารถลดความต้องการสินแร่ใหม่เพื่อนำมาผลิตแบตเตอรี่ได้มากกว่า 25% ในปี พ.ศ.2573</p>
<h3>9. ไฮโดรเจนเพื่อการขับเคลื่อน (H2 for Mobility)</h3>
<p>รถยนต์ปัจจุบันกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปภายในไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ คาดกันว่าพลังงานจากไฮโดรเจนจะเป็นอีกตัวเลือกของพลังงานอนาคต ในส่วนของประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไบโอไฮโดรเจน (biohydrogen) จากพื้นฐานความเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีสารตั้งต้นจากก๊าซมีเทนในมูลสัตว์หรือชีวมวลต่าง ๆ ที่จัดเป็นกรีนไฮโดรเจน (green hydrogen) แบบหนึ่ง ซึ่งอาจนำมาผ่านกระบวนการทางเคมีต่าง ๆ จนได้ผลิตภัณฑ์เป็นไฮโดรเจนออกมาในที่สุด ต้นทุนการผลิตไบโอไฮโดรเจนก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กระบวนการผลิตไฮโดรเจนแบบนี้ ลดการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ (carbon footprint) และนำมาขายเป็นคาร์บอนเครดิต (carbon credit) ของประเทศไปพร้อม ๆ กันได้อีกด้วย</p>
<h3>10. ยุคถัดไปของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบน้ำหมุนเวียน (Next Generation of Recirculating Aquaculture System: RAS)</h3>
<p>การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการดั้งเดิม เช่น การเลี้ยงในบ่อดิน การเลี้ยงในกระชัง มีข้อเสียหลายประการ เช่น ใช้น้ำมากและสร้างมลพิษทางน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดโรคสัตว์น้ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเทคโนโลยี RAS เป็นการเลี้ยงแบบใช้น้ำหมุนเวียน โดยมีการบำบัดของเสียออกจากน้ำและเติมออกซิเจนให้กับน้ำ มีข้อดีคือไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างหนาแน่นในพื้นที่น้อย สามารถควบคุมสภาวะการเลี้ยงและมีการติดตามปัจจัยต่าง ๆ ได้ดีกว่าวิธีการแบบเดิม จึงลดความเสี่ยงจากโรคสัตว์น้ำได้มาก<br />
ที่ผ่านมา สวทช. ได้พัฒนาระบบ RAS สำหรับกุ้งและปลากะพงซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ระบบที่พัฒนาขึ้นมีราคาที่ถูกลงกว่าในท้องตลาด ทำให้คืนทุนได้เร็วและสามารถควบคุมระบบการเลี้ยงได้ง่ายขึ้น</p>
<hr />
<p>ที่มา: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/nstda-update-10-technologies-to-watch-2024/">สวทช. อัปเดต 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ปี 2024 (10 Technologies to Watch 2024)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/nstda-update-10-technologies-to-watch-2024/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AI ยกระดับการวางแผนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ai-ev/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/ai-ev/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Feb 2024 08:10:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สถานีชาร์จรถ EV]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=32342</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขณะนี้ โลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นการเดินทางสัญจรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ EV ที่ขยายตัวขึ้น ได้ทำให้คู่แข่งในธุรกิจ EV เพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงทำเลที่ดี ทวีความดุเดือดขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม การระบุตำแหน่งและประเมินสถานที่สร้างจุดชาร์จในอนาคตนั้น ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและกำลังคน ซึ่งนับเป็นความท้าทาย นอกจากนี้ ยังต้องใช้เงินลงทุนสูงและการลงทุนในระยะยาว ทั้งสำหรับการก่อสร้างและการดำเนินงานในสถานีชาร์จ ซึ่งหากการวางแผนและจัดสรรการลงทุนไม่ถูกต้อง ก็อาจส่งผลให้มีการสร้างจุดชาร์จในตำแหน่งที่ตั้งที่ไม่เหมาะสมได้ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก จึงได้พัฒนาแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการวางแผนการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จ EV รวมถึงยกระดับกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด ขณะที่ยังคงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูงสุด (ROI)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ai-ev/">AI ยกระดับการวางแผนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขณะนี้ โลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นการเดินทางสัญจรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ EV ที่ขยายตัวขึ้น ได้ทำให้คู่แข่งในธุรกิจ EV เพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงทำเลที่ดี ทวีความดุเดือดขึ้นไปอีก</strong></p>
<p><span id="more-32342"></span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การระบุตำแหน่งและประเมินสถานที่สร้างจุดชาร์จในอนาคตนั้น ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและกำลังคน ซึ่งนับเป็นความท้าทาย นอกจากนี้ ยังต้องใช้เงินลงทุนสูงและการลงทุนในระยะยาว ทั้งสำหรับการก่อสร้างและการดำเนินงานในสถานีชาร์จ ซึ่งหากการวางแผนและจัดสรรการลงทุนไม่ถูกต้อง ก็อาจส่งผลให้มีการสร้างจุดชาร์จในตำแหน่งที่ตั้งที่ไม่เหมาะสมได้</p>
<p><strong>Thoughtworks </strong>บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก จึงได้พัฒนาแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการวางแผนการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จ EV รวมถึงยกระดับกระบวนการทำงานและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด ขณะที่ยังคงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูงสุด (ROI)</p>
<p>ในปัจจุบัน การระบุตำแหน่งและการคัดกรองจุดเหมาะสมสำหรับการสร้างจุดชาร์จ EV มีความซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก โดยการประเมินตำแหน่งที่ตั้งหนึ่งแห่ง อาจใช้ระยะเวลานานถึง 1 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติงาน และที่ตั้งของโครงการ และหากเป็นในทวีปยุโรป จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 20,000 – 50,000 ยูโร (ราว 770,000 – 1,925,000 บาท) ด้วยปัจจัยหลายอย่าง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดำเนินการให้ได้ตรงตามเป้าหมาย</p>
<figure id="attachment_32345" aria-describedby="caption-attachment-32345" style="width: 720px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-32345" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/AI-EA-02.jpg" alt="ผลจากการทดลองใช้ AI เพื่อระบุตำแหน่งของทำเลที่ตั้งเพื่อประเมินการสร้างจุดชาร์จ EV เพิ่มเติม ที่เมือง Macarthur ประเทศออสเตรเลีย" width="720" height="495" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/AI-EA-02.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/AI-EA-02-300x206.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/AI-EA-02-150x103.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/AI-EA-02-500x344.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /><figcaption id="caption-attachment-32345" class="wp-caption-text">ผลจากการทดลองใช้ AI เพื่อระบุตำแหน่งของทำเลที่ตั้งเพื่อประเมินการสร้างจุดชาร์จ EV เพิ่มเติม ที่เมือง Macarthur ประเทศออสเตรเลีย</figcaption></figure>
<p><strong>Ian Murdoch &#8211; Principal Advisory Consultant </strong><strong>ของ </strong><strong>Thoughtworks</strong> เปิดเผยว่า ในการพลิกแนวทางสร้างเครือข่ายชาร์จ EV นั้น ทาง Thoughtworks ได้ทดลองนำ AI มาใช้พัฒนาโครงการทดสอบความเป็นไปได้ (Proof of Concept) ซึ่งช่วยให้การประเมินสถานที่ตั้งทำได้รวดเร็วขึ้น จึงลดเวลาของขั้นตอนการทำงานที่นานถึงหนึ่งสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที  กระบวนการใหม่นี้ ทำผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ที่ผู้ใช้งานสามารถวาดตำแหน่งที่ต้องการสร้างจุดชาร์จลงไปบนแผนที่ เพื่อออกแบบเครือข่ายสถานีชาร์จ ซึ่งจะสร้าง Data Layer หรือตัวกลางส่งผ่านข้อมูลประกอบด้วยตำแหน่งที่น่าสนใจ (Points of Interest: POI) จุดชาร์จที่มีอยู่แล้ว และตำแหน่งที่เหมาะกับสร้างจุดชาร์จแห่งใหม่ภายในภูมิภาค และด้วยความสามารถในการเลือกสรรแนวทางแก้ไขปัญหาได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้แอปพลิเคชันสามารถแนะนำการใช้งานที่เหมาะสมที่สุดตามความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในด้านต่างๆ เช่น งบประมาณ ความหนาแน่นของจุดชาร์จ ความหนาแน่นของประชากร และความครอบคลุม POI</p>
<p>ทั้งนี้ เครืองมือที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง AI ช่วยให้กระบวนการออกแบบและสร้างเครือข่ายจุดชาร์จ EV รวดเร็วยิ่งขึ้นและลดความซับซ้อนลง อีกทั้งยังมีข้อดีหลายประการ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม <strong>(</strong><strong>Customization) </strong>โดยอ้างอิงตามบริการที่ธุรกิจต้องการส่งมอบให้ลูกค้า เช่น การให้ความสำคัญกับตำแหน่งจุดชาร์จที่อยู่ใกล้ร้านคาเฟ่สำหรับครอบครัว หรือตำแหน่งจุดแวะพักสำหรับนักเดินทางระยะไกล</li>
<li>ดำเนินการแบบอัตโนมัติ <strong>(</strong><strong>Automation) </strong>ขั้นตอนหลายอย่างในกระบวนการวางแผน ที่รวมถึงการสร้างแผนภาพ CAD คือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ สำหรับการขอใบอนุญาต ซึ่งสามารถทำได้ผ่านระบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการดำเนินงานลงได้อย่างมาก</li>
<li>ประเมินความสามารถทำกำไร <strong>(</strong><strong>Profitability Assessment) </strong>โซลูชัน AI สามารถใช้ประเมินความสามารถทำกำไรของจุดชาร์จได้อย่างละเอียด โดยนำตัวแปรต่างๆ มาคำนวณ ช่วยให้ขั้นตอนการตัดสินใจทางธุรกิจทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</li>
<li>ปรับขยายขอบเขตการดำเนินงานได้ <strong>(</strong><strong>Scalability) </strong>ขณะที่ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชาร์จ EV ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง AI สามารถช่วยขยายกระบวนการวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เข้าถึงตำแหน่งที่สามารถสร้างจุดชาร์จได้หลายล้านแห่งทั่วโลก</li>
<li>อัปเดตแบบเรียลไทม์ <strong>(</strong><strong>Real-time Updates) </strong>AI สามารถปรับใช้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ช่วยให้ธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตัดสินใจโดยอ้างอิงกับข้อมูลและแนวโน้มตลาดล่าสุดได้</li>
<li>สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน <strong>(</strong><strong>Sustainable Growth) </strong>AI ยังช่วยให้การสร้างเครือข่ายจุดชาร์จ EV ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆร่วมด้วย เช่น รูปแบบการสัญจรและจุดอิ่มตัวของเครือข่าย ซึ่งสร้างความมั่นใจได้ว่าสถานีชาร์จใหม่ๆ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่</li>
</ul>
<p>การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้การมีเครือข่ายจุดชาร์จ EV ที่มีประสิทธิภาพคือสิ่งสำคัญยิ่ง แนวทางการวางแผนแบบเดิมนั้นมีความล่าช้า ใช้กำลังคนจำนวนมาก และมีต้นทุนสูง แต่การใช้โซลูชัน AI ช่วยให้กระบวนการวางแผน เป็นไปได้แบบอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จึงสามารถยกระดับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ และเตรียมพร้อมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ai-ev/">AI ยกระดับการวางแผนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถ EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/ai-ev/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CES 2024 กับเทคโนโลยีของบ๊อช ที่ช่วยให้ผู้คนใช้พลังงานอย่างยั่งยืน โซลูชันสำหรับการขับเคลื่อน อาคาร และการใช้ชีวิต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/bosch-ces-2024/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/bosch-ces-2024/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jan 2024 04:21:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Bosch]]></category>
		<category><![CDATA[CES 2024]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[บ๊อช]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีดิจิทัล]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=31689</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ทันย่า รูคเกิร์ต กรรมการบริหาร Robert Bosch GmbH กล่าวว่า “เพื่อช่วยให้พวกเราบรรลุเป้าหมายการบริหารความต้องการในการใช้พลังงานโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บ๊อชจึงมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้พลังงานไฟฟ้า และไฮโดรเจน” การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electromobility): เทคโนโลยีล่าสุดของบ๊อช ที่ช่วยให้รถไฟฟ้าเคลื่อนที่ไปยังสถานีชาร์จไฟฟ้าได้เองแบบไร้คนขับ ซึ่งได้รับรางวัล CES® Innovation Award จาก CTA Digitalization: บ๊อช นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการขับเคลื่อน ระบบอาคาร และอุตสาหกรรม ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา –&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bosch-ces-2024/">CES 2024 กับเทคโนโลยีของบ๊อช ที่ช่วยให้ผู้คนใช้พลังงานอย่างยั่งยืน โซลูชันสำหรับการขับเคลื่อน อาคาร และการใช้ชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li>ดร.ทันย่า รูคเกิร์ต กรรมการบริหาร Robert Bosch GmbH กล่าวว่า “เพื่อช่วยให้พวกเราบรรลุเป้าหมายการบริหารความต้องการในการใช้พลังงานโลกด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บ๊อชจึงมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้พลังงานไฟฟ้า และไฮโดรเจน”</li>
<li>การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electromobility): เทคโนโลยีล่าสุดของบ๊อช ที่ช่วยให้รถไฟฟ้าเคลื่อนที่ไปยังสถานีชาร์จไฟฟ้าได้เองแบบไร้คนขับ ซึ่งได้รับรางวัล CES® Innovation Award จาก CTA</li>
<li>Digitalization: บ๊อช นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการขับเคลื่อน ระบบอาคาร และอุตสาหกรรม</li>
</ul>
<p><span id="more-31689"></span></p>
<p>ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา – <strong>ทั้งบนท้องถนน และที่บ้าน บ๊อชรุดหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และโซลูชันต่าง ๆ ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เพื่อการใช้พลังงานแบบยั่งยืน และยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของไฮโดรเจนในการตอบโจทย์ด้านการใช้พลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ </strong></p>
<p>โดยที่งาน <strong>CES® 2024</strong> ที่จัดขึ้นที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 9 – 12 มกราคม 2567 บริษัทฯ ได้นำเสนอเทคโนโลยี และแอปพลิเคชันสุดล้ำที่นอกจากจะทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ปลอดภัย และสะดวกสบายขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมความยั่งยืนเพื่อโลกของเราอีกด้วย ทั้งนี้การใช้พลังงานของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกประมาณร้อยละ 2 ต่อปี<sup>1</sup> โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นนับเป็นร้อยละ 80 ของการใช้พลังงานของโลก ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31699" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr.-Tanja-Ruckert.jpg" alt="ดร.ทันย่า รูคเกิร์ต" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr.-Tanja-Ruckert.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr.-Tanja-Ruckert-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr.-Tanja-Ruckert-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Dr.-Tanja-Ruckert-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ทันย่า รูคเกิร์ต</strong></span> <strong>กรรมการบริหาร Robert Bosch GmbH</strong> ได้กล่าวที่งาน <strong>CES 2024</strong> ที่ลาสเวกัสนี้ว่า “ที่บ๊อช เราปรับกระบวนความคิดเรื่องการใช้พลังงานใหม่โดยให้ความสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) และไฮโดรเจน (Hydrogen) เพื่อช่วยให้พวกเราบรรลุเป้าหมายการบริหารความต้องการในการใช้พลังงานของโลกโดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำ เราจึงต้องพัฒนาการใช้พลังงงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทาง อาคาร และที่อยู่อาศัย เพื่อให้การใช้พลังงานจากแหล่งธรรมชาติแบบดั้งเดิมนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด และเราก็จำเป็นต้องสรรหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากไฮโดรเจน”</p>
<p><sup>[1]</sup> <a href="https://ourworldindata.org/energy-production-consumption" target="_blank" rel="noopener">Our World in Data, “Energy Production and Consumption</a><u>” by Hannah Ritchie, Pablo Rosado, Max Roser</u></p>
<p><strong>ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยของ</strong><strong>บ๊อช ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้า มีประสิทธิภาพมากขึ้น</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31697" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Automated-Valet-Charging.jpg" alt="Automated Valet Charging" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Automated-Valet-Charging.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Automated-Valet-Charging-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Automated-Valet-Charging-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Automated-Valet-Charging-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31696" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/02-Automated-Valet-Charging.jpg" alt="" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/02-Automated-Valet-Charging.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/02-Automated-Valet-Charging-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/02-Automated-Valet-Charging-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/02-Automated-Valet-Charging-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>การใช้พลังงานไฟฟ้าก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะด้านการขับเคลื่อน ซึ่งบ๊อชเป็นผู้นำด้านการให้บริการตลอดห่วงโซ่มูลค่าของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ที่เริ่มตั้งแต่ชิปชุดขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า (E-Axles) และเครื่องยนต์ไฟฟ้า จนถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า และการให้บริการอื่น ๆ  สำหรับที่งานนี้ หนึ่งในนวัตกรรมที่บ๊อชนำเสนอ ได้แก่ ระบบการชาร์จไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ Automated Valet Charging ที่ได้รับรางวัล “CES 2024 Innovation Award” จาก Consumer Technology Association (CTA) โดยที่จอดรถที่มีการติดตั้งระบบการจอดรถอัตโนมัติ (<a href="https://www.bosch-presse.de/pressportal/de/de/bosch-und-apcoa-bringen-deutschlandweit-technik-fuer-automated-valet-parking-in-parkhaeuser-250496.html" target="_blank" rel="noopener">automated valet parking</a>) นั้น รถไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีใหม่นี้จะสามารถขับเคลื่อนตัวเองไปยังที่จอดที่ว่างอยู่ที่มีจุดชาร์จไฟฟ้าได้ โดยหุ่นยนต์จะชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ให้ โดยเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรนอกจากการกดปุ่มบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น โดยเมื่อการชาร์จไฟฟ้าเสร็จสิ้น รถก็จะเคลื่อนที่ด้วยตัวเองแบบไร้คนขับไปยังที่จอดรถที่ว่างอยู่ และให้พื้นที่ชาร์จไฟฟ้ากับรถคันต่อไป ดร.ทันย่า รูคเกิร์ต กล่าวว่า “การทำงานร่วมกันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของระบบชาร์จไฟฟ้าอัตโนมัติ และระบบจอดรถอัตโนมัติทำให้บ๊อชเป็นผู้บุกเบิกในตลาดนี้” และยังเสริมอีกว่า “ทุกก้าวของการพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นนั้น ช่วยเพิ่มทั้งความน่าสนใจ และการยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31701" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/MySchedule-App_800_Pocket_SS_HomeConnectOnPhone.jpg" alt="" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/MySchedule-App_800_Pocket_SS_HomeConnectOnPhone.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/MySchedule-App_800_Pocket_SS_HomeConnectOnPhone-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/MySchedule-App_800_Pocket_SS_HomeConnectOnPhone-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/MySchedule-App_800_Pocket_SS_HomeConnectOnPhone-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ฟีเจอร์การใช้งานใหม่ ๆ ของเครื่องใช้ในบ้านของบ๊อช ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ ที่เป่าผม หรือเครื่องซักผ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านนี้ อาทิ การใช้ระบบการตั้งเวลาเพื่อเริ่มการทำงานของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องปกติมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งในปัจจุบัน บ๊อชได้ก้าวไปอีกขั้นโดยการติดตั้งระบบ “MySchedule” เป็นครั้งแรกสำหรับเครื่องล้างจานรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจะทำให้สามารถตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อให้เริ่มวงจรการล้างจานในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ เช่น ในช่วงที่ค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด หรือในช่วงที่สามารถใช้พลังงานทดแทนได้ นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ ยังมีข่าวดีสำหรับช่างมืออาชีพ โดยที่งาน CES 2024 นี้ บ๊อชได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่สำหรับแพลตฟอร์มแบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือไฟฟ้า “AMPShare” ซึ่งมีพันธมิตรระดับโลกเข้าร่วมมากกว่า 30 ราย ทั้งนี้ AMPShare ของบ๊อชถือเป็นระบบแบตเตอรี่ที่ทำให้ช่างมืออาชีพในภาคอุตสาหกรรมและการค้าได้รับความยืดหยุ่นในการทำงาน เพราะสามารถเปลี่ยนใช้เครื่องมือช่างระหว่างแบรนด์เครื่องมือที่หลากหลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-31698" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES.jpg" alt="Bosch AMPShare" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Bosch_AMPShare_CES-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>บ๊อช</strong> <strong>เดินหน้าเต็มที่ในการสนับสนุนไฮโดรเจนให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการขับเคลื่อนในอนาคต</strong></p>
<p>นอกเหนือจากการใช้พลังงานไฟฟ้าแล้ว บ๊อชมองว่าไฮโดรเจนจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการพลังงานของโลกโดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มากไปกว่านั้นแล้ว ไฮโดรเจนถือเป็นสื่อในการจัดเก็บที่ทำให้การใช้พลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานทดแทนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งบ๊อชได้ลงทุนอย่างกว้างขวางในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่มูลค่า โดย ณ ปัจจุบันจะมุ่งเน้นที่เซลล์เชื้อเพลิงเคลื่อนที่ หรือ Mobile Fuel Cell ซึ่งได้เริ่มผลิตอย่างจริงจังแล้วที่เมืองชตุทการ์ท  ซึ่งถือเป็นหัวใจของระบบส่งกำลังรถยนต์ (Powertrain System) สำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่  โดยบ๊อชได้รับคำสั่งซื้อสินค้าชุดแรกจากผู้ผลิตรถบรรทุกจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีนเรียบร้อยแล้ว  นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนของเครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นพลังงานได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าก่อน จากการที่ใช้พลังงานสะอาดจากไฮโดรเจน ทำให้เครื่องยนต์นี้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจนนี้มีแผนที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31700" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/H2-ICE_testbench.jpg" alt="" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/H2-ICE_testbench.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/H2-ICE_testbench-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/H2-ICE_testbench-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/H2-ICE_testbench-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>ซอฟต์แวร์นำไปสู่ความสะดวกสบายที่มากขึ้น และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สูงขึ้น</strong></p>
<p>การใช้ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นสิ่งที่ทุก ๆ หน่วยงานของบ๊อชให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเรามีเจ้าหน้าที่กว่า 44,000 คนที่ทำงานโดยตรงเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนที่มีซอฟต์แวร์เป็นกลไกสำคัญ สำหรับงานที่ลาสเวกัสนี้ บ๊อชได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ และโซลูชันใหม่หลายชิ้นร่วมกับ Amazon Web Services ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของเรา ซึ่งรวมถึงเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ  ซึ่งสามารถควบคุมจากรถได้โดยใช้ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Assistance) อย่างเช่น Alexa รวมทั้งระบบผู้ช่วย Point-of-Interest Assistant ที่ใช้กล้องภายในตัวรถที่รับรู้ได้ว่าร้านอาหาร หรือคาเฟ่อันไหนที่ผู้ขับสนใจ และมองอยู่ โดยการจับการเคลื่อนไหวของดวงตา หลังจากนั้นระบบสั่งงานด้วยเสียงจึงรายงานผู้ขับอัตโนมัติ และทันทีว่าร้านอาหารที่สนใจอยู่นี้เปิด และมีโต๊ะว่างหรือไม่</p>
<p>นอกจากนวัตกรรมเครื่องทำกาแฟแล้ว บ๊อชยังได้เปิดตัวการให้บริการการขับเคลื่อนอีก 2 บริการด้วยกันในงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์นี้ ได้แก่ Usage Certificate To Go และ Vehicle Health Service โดย Usage Certificate To Go นั้นเป็นส่วนเพิ่มเติมของบริการ Battery in the Cloud ของเราที่ให้บริการก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยมีฟีเจอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบตเตอรี่ ระบุสถานะของแบตเตอรี่ และช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่อีกร้อยละ 20 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับ Vehicle Health Service นั้นจะให้บริการแก่ผู้ประกอบการการขนส่ง (Fleet Operator) ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานที่ออกแบบเฉพาะเพื่อป้องกันยานพาหนะไม่ให้เสีย หรือเครื่องดับ ซึ่งนวัตกรรมทั้งสองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยืดอายุการใช้งานของยานพาหนะและอนุรักษ์ทรัพยากร นอกจากนี้ บ๊อชยังใช้วิธีการเดียวกันกับการใช้พลังงานในอาคารอีกด้วย โดยบริษัทฯ ให้บริการด้านดิจิทัลหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น &#8220;Nexospace Energy Manager&#8221; หรือผู้จัดการพลังงานที่มุ่งให้บริการกับตลาดยุโรป โดยจะช่วยลูกค้าในการคำนวณอุปทานของพลังงานและการใช้พลังงาน เพื่อแนะนำวิธีในการลดการใช้พลังงาน และทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น กรณีของเครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับสากลอย่าง REWE ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 20 ในสาขากว่า 2,000 แห่ง จากการใช้ Nexospace Energy Manager ในขณะที่ในอุตสาหกรรมการผลิต บริการต่าง ๆ ของบ๊อช ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO<sub>2</sub>  ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมี  “Decarbonize Industries” ซึ่งเป็นบริการซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI ที่พัฒนาโดยบ๊อช ร่วมกับพันธมิตรรายหนึ่ง ที่ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอน และประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำค</p>
<p><em>กลุ่มบริษัทบ๊อช ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการชั้นนำของโลก มีพนักงานทั่วโลกกว่า 42</em><em>1,0</em><em>00 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 256</em><em>5</em><em>) บริษัทมียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า </em><em>8</em><em>8.</em><em>2 </em><em>พันล้านยูโร โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจสำคัญได้แก่ กลุ่มโซลูชันส์แห่งการขับเคลื่อน กลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร ในฐานะผู้นำทางด้าน </em><em>IoT (Internet of Things) </em><em>บ๊อช นำเสนอนวัตกรรมโซลูชั่นส์ เพื่อบ้านอัจฉริยะ อุตสาหกรรม 4.0 และระบบการขับเคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน บ๊อชยืนหยัดในวิสัยทัศน์ที่ช่วยให้การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความยั่งยืน ปลอดภัย และมีความน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเซนเซอร์ ซอฟท์แวร์ และการให้บริการ รวมถึงไอโอทีคลาวด์ของบ๊อชเอง เราจึงสามารถให้บริการโซลูชั่นส์ที่เชื่อมต่อแบบข้ามโดเมนได้เบ็ดเสร็จจากแหล่งเดียว เป้าหมายกลยุทธ์ของเราคือเอื้ออำนวยการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อด้วยผลิตภัณฑ์หรือโซลูชั่นซึ่งมีส่วนประกอบหรือได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ บ๊อช พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วทุกมุมโลก ซึ่งนับได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีเพื่อชีวิต” </em></p>
<p><em>กลุ่มบริษัทบ๊อช ประกอบด้วยบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และบริษัทในเครืออีกกว่า 4</em><em>7</em><em>0 บริษัท รวมถึงสำนักงานระดับภูมิภาคในประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศ หากรวมบริษัทคู่ค้าผู้จัดจำหน่ายและให้บริการต่าง ๆ ทั้งส่วนการผลิต งานวิศวกรรม และเครือข่ายด้านการขาย บ๊อชครอบคลุมอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก เพราะพื้นฐานสำคัญสำหรับการขยายตัวในอนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม บริษัทจึงมีพนักงานในส่วนการวิจัยและพัฒนากว่า </em><em>85,500</em><em> คน ในศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า </em><em>136 </em><em>แห่งทั่วโลก รวมทั้งวิศวกรซอฟต์แวร์อีกกว่า </em><em>44,000 </em><em>คน </em></p>
<p><em>บริษัทก่อตั้งขึ้น ในปีพ.ศ. 2429 ณ เมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี โดย มร.โรเบิร์ต บ๊อช (พ.ศ. 2404 – 2485) โดยเริ่มการเปิด “ศูนย์วิศวกรรมการออกแบบเพื่อความแม่นยำเชิงกลศาสตร์และวิศวกรรมไฟฟ้า” ด้วยโครงสร้างที่พิเศษของ โรเบิร์ต บ๊อช ทำให้บริษัทมีอิสระในการดำเนินงาน สามารถวางแผนในระยะยาว และตัดสินใจลงทุนได้อย่างทันท่วงทีเพื่อเป็นหลักประกันอนาคตให้กับบริษัท โดยมีมูลนิธิ โรเบิร์ต บ๊อช เป็นผู้ถือหุ้นหลักในการลงทุนร้อยละ 94 ของบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช ส่วนที่เหลือถือครองโดยบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จีเอ็มบีเอช และตระกูลบ๊อช ทั้งนี้สิทธิ์ในการลงคะแนนและอำนาจในการบริหารจัดการในฐานะผู้ประกอบการอยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้บริหารซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (</em><em>Robert Bosch Industrietreuhand KG</em><em>)</em></p>
<p><em>สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมออนไลน์ได้ที่ </em><a href="http://www.bosch.com" target="_blank" rel="noopener"><em>www.bosch.com</em></a><em>, </em><a href="http://www.iot.bosch.com" target="_blank" rel="noopener"><em>www.iot.bosch.com</em></a><em>, </em><a href="http://www.bosch-press.com" target="_blank" rel="noopener"><em>www.bosch-press.com</em></a><em>, </em><a href="http://www.twitter.com/BoschPress" target="_blank" rel="noopener"><em>www.twitter.com/BoschPress</em></a><em>.</em></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bosch-ces-2024/">CES 2024 กับเทคโนโลยีของบ๊อช ที่ช่วยให้ผู้คนใช้พลังงานอย่างยั่งยืน โซลูชันสำหรับการขับเคลื่อน อาคาร และการใช้ชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/bosch-ces-2024/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>CATL เปิดตัวแบตเตอรี่ EV แบบ LFP ชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4C ตัวแรกของโลก ใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที วิ่งได้ไกล 400 กม.</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/catl-ev-lfp-battery/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/catl-ev-lfp-battery/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Aug 2023 05:09:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[CATL]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Shenxing]]></category>
		<category><![CDATA[ซีเอทีแอล]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เซินซิง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่ EV]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่ LFP]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่เซินซิง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=29276</guid>

					<description><![CDATA[<p>16 สิงหาคม 2566 &#8211; บริษัท ซีเอทีแอล (CATL) ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ได้ประกาศเปิดตัว เซินซิง (Shenxing) แบตเตอรี่ LFP แบบชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4C ตัวแรกของโลก ซึ่งมอบระยะทางการขับขี่ไกลถึง 400 กิโลเมตรด้วยการชาร์จเพียง 10 นาที และไกลกว่า 700 กิโลเมตรเมื่อชาร์จแบตเต็ม โดยเชื่อว่าแบตเตอรี่เซินซิงจะช่วยบรรเทาความกังวลของผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้อย่างมาก พร้อมเปิดศักราชใหม่ของการชาร์จ EV ด้วยความเร็วสูง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ EV อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางการขับขี่ไกลกว่าเดิม ทว่าในปัจจุบัน ความกังวลเรื่องการชาร์จแบตยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/catl-ev-lfp-battery/">CATL เปิดตัวแบตเตอรี่ EV แบบ LFP ชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4C ตัวแรกของโลก ใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที วิ่งได้ไกล 400 กม.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="v1MsoNormal"><span lang="TH">16 สิงหาคม 2566 &#8211; <strong>บริษัท ซีเอทีแอล (</strong></span><strong>CATL<span lang="TH">) ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ได้ประกาศเปิดตัว เซินซิง (</span>Shenxing<span lang="TH">) แบตเตอรี่ </span>LFP <span lang="TH">แบบชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4</span>C <span lang="TH">ตัวแรกของโลก ซึ่งมอบระยะทางการขับขี่ไกลถึง 400 กิโลเมตรด้วยการชาร์จเพียง 10 นาที และไกลกว่า 700 กิโลเมตรเมื่อชาร์จแบตเต็ม โดยเชื่อว่าแบตเตอรี่เซินซิงจะช่วยบรรเทาความกังวลของผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า (</span>EV<span lang="TH">) ได้อย่างมาก พร้อมเปิดศักราชใหม่ของการชาร์จ </span>EV <span lang="TH">ด้วยความเร็วสูง</span></strong></p>
<p><span id="more-29276"></span></p>
<p class="v1MsoNormal"><span lang="TH">ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ </span>EV <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางการขับขี่ไกลกว่าเดิม ทว่าในปัจจุบัน ความกังวลเรื่องการชาร์จแบตยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ ซีเอทีแอลจึงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านวัสดุ ไฟฟ้าเคมี และโครงสร้างระบบอย่างรอบด้าน จนสามารถผลิตแบตเตอรี่ที่ชาร์จได้เร็วเป็นพิเศษ มีความหนาแน่นของพลังงานสูง และมีความปลอดภัยระดับสูงในเวลาเดียวกัน โดยแบตเตอรี่ใหม่อย่างเซินซิงได้ก้าวข้ามขีดจำกัดประสิทธิภาพทางเคมีของแบตเตอรี่ </span>LFP <span lang="TH">และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่</span></p>
<h2 class="v1MsoNormal"><span lang="TH">กำหนดนิยามใหม่ของแบตเตอรี่ </span>LFP <span lang="TH">เพื่อคลายความกังวลเรื่องการชาร์จ</span></h2>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">สกัดลิเธียมไอออนได้เร็วขึ้น</span></b><b>:</b> <span lang="TH">แบตเตอรี่เซินซิงใช้เทคโนโลยีแคโทดเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและวัสดุแคโทด </span>LFP <span lang="TH">ที่ตกผลึกระดับนาโนอย่างสมบูรณ์เพื่อสร้างเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งอำนวยความสะดวกในการสกัดลิเธียมไอออนและตอบสนองต่อสัญญาณการชาร์จได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">เพิ่มอัตราการแทรกสอดของลิเธียมไอออน</span></b><b>:</b><span lang="TH"> ซีเอทีแอลใช้เทคโนโลยีวงแหวนไอออนรุ่นที่สองเพื่อปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของพื้นผิวกราไฟต์ ช่วยเพิ่มช่องทางการแทรกสอดและลดระยะการแทรกสอดของลิเธียมไอออน ทำให้เกิดช่องทางด่วนในการนำไฟฟ้า นอกจากนั้นยังมีการออกแบบอิเล็กโทรดหลายชั้นแบบไล่ระดับเพื่อสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างการชาร์จเร็วกับระยะวิ่งไกล</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">ลดความต้านทานในการเคลื่อนที่ของลิเธียมไอออน</span></b><b>:</b><span lang="TH"> ซีเอทีแอลได้พัฒนาสูตรอิเล็กโทรไลต์ตัวนำยิ่งยวดใหม่ล่าสุด ซึ่งช่วยลดความหนืดของอิเล็กโทรไลต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าการนำไฟฟ้าดีขึ้น นอกจากนี้ ซีเอทีแอลยังได้ปรับปรุงฟิล์ม </span>SEI <span lang="TH">แบบบางเป็นพิเศษ เพื่อลดความต้านทานในการเคลื่อนที่ของลิเธียมไอออน</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">เพิ่มอัตราการส่งผ่านลิเธียมไอออน</span></b><b>:</b><span lang="TH"> ในส่วนของตัวกั้นแบตเตอรี่ ซีเอทีแอลได้ลดความต้านทานในการส่งผ่านลิเธียมไอออนด้วยรูพรุนจำนวนมากและระยะการส่งผ่านเฉลี่ยที่สั้นลง</span></p>
<h2 class="v1MsoNormal"><span lang="TH">ปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมทั้งด้านความเร็วในการชาร์จ ระยะวิ่ง และความปลอดภัย</span><b></b></h2>
<p class="v1MsoNormal"><span lang="TH">นอกเหนือจากการชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4</span>C <span lang="TH">แล้ว แบตเตอรี่เซินซิงยังมอบระยะทางการขับขี่ไกล การชาร์จเร็วในช่วงอุณหภูมิที่หลากหลาย และความปลอดภัยในระดับสูง ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างและอัลกอริทึมอัจฉริยะ</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">ระยะวิ่งมากกว่า 700 กิโลเมตร</span></b><b>:</b> <span lang="TH">ซีเอทีแอลได้พัฒนาเทคโนโลยีการจัดกลุ่มแบบออลอินวัน รวมถึงคานภายในและแผ่นปิดที่มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ </span>CTP <span lang="TH">3.0 ซึ่งมอบประสิทธิภาพการจัดกลุ่มและการบูรณาการในระดับสูง ช่วยให้แบตเตอรี่เซินซิงมอบระยะวิ่งได้มากกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดประสิทธิภาพทางเคมีของแบตเตอรี่ </span>LFP</p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">ชาร์จได้ปกติแม้อุณหภูมิต่ำ</span></b><b>:</b><span lang="TH"> ณ อุณหภูมิห้อง แบตเตอรี่เซินซิงสามารถชาร์จได้ถึง 80% ในเวลาเพียง 10 นาที ขณะเดียวกัน ซีเอทีแอลใช้เทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิเซลล์ในระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์จะมีความร้อนถึงช่วงอุณหภูมิการทำงานที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถชาร์จ 0-80% ในเวลาเพียง 30 นาที ณ อุณหภูมิต่ำสุดที่ -10 องศาเซลเซียส พร้อมสมรรถนะการเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในอุณหภูมิต่ำ</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><b><span lang="TH">ปลอดภัยไว้ก่อน</span></b><b>:</b><span lang="TH"> อิเล็กโทรไลต์ที่ได้รับการอัปเกรดและตัวกั้นแบตเตอรี่ที่มีการเคลือบเพื่อความปลอดภัยในระดับสูง ได้ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องแบตเตอรี่เซินซิงแบบสองชั้น นอกจากนี้ ซีเอทีแอลยังควบคุมอุณหภูมิภายในเซลล์โดยใช้อัลกอริทึมอัจฉริยะ เพื่อสร้างระบบทดสอบความผิดพร่องแบบเรียลไทม์ที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากการชาร์จเร็ว ทำให้แบตเตอรี่เซินซิงมีความปลอดภัยในระดับสูง</span></p>
<h2 class="v1MsoNormal"><span lang="TH">บรรลุเป้าหมายการผลิตปริมาณมากภายในสิ้นปี 2566 เปิดทางสู่ยุคการชาร์จเร็วพิเศษ</span><b></b></h2>
<p class="v1MsoNormal"><span lang="TH">&#8220;อนาคตของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ </span>EV<span lang="TH"> จำเป็นต้องยึดมั่นในเทคโนโลยีระดับโลกและประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแน่วแน่เช่นเดิม&#8221; ดร.อู่ ไค่ (</span>Wu Kai) <span lang="TH">หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของซีเอทีแอล กล่าวในงานเปิดตัว &#8220;ตอนนี้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนจากผู้ใช้รุ่นบุกเบิกมาเป็นผู้ใช้ทั่วไปแล้ว ดังนั้น เราควรช่วยให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสกับผลสำเร็จของนวัตกรรม&#8221;</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><span lang="TH">ด้วยความแข็งแกร่งในด้านการผลิตขั้นสูง ซีเอทีแอลจึงสามารถถ่ายโอนเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถผลิตแบตเตอรี่เซินซิงในปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว คุณเกา หวน (</span>Gao Huan<span lang="TH">) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในจีนของซีเอทีแอล กล่าวว่า การผลิตแบตเตอรี่เซินซิงในปริมาณมากจะบรรลุผลสำเร็จภายในสิ้นปีนี้ และรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งแบตเตอรี่เซินซิงจะออกสู่ตลาดในไตรมาสแรกของปีหน้า</span></p>
<p class="v1MsoNormal"><strong><span lang="TH">ทั้งนี้ การเปิดตัวแบตเตอรี่เซินซิงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ </span>EV<span lang="TH"> และจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างครอบคลุมทั่วโลก ในอนาคต ซีเอทีแอลจะยังคงยึดมั่นในหลักปรัชญาของการช่วยให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี และจะยังคงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีขั้นสูงไปใช้งานอย่างแพร่หลาย เพื่อสร้างคุณูปการที่โดดเด่นในการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วโลก</span></strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/catl-ev-lfp-battery/">CATL เปิดตัวแบตเตอรี่ EV แบบ LFP ชาร์จเร็วพิเศษระดับ 4C ตัวแรกของโลก ใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที วิ่งได้ไกล 400 กม.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/catl-ev-lfp-battery/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Google Cloud จับมือ ทอท. &#8211; SKY &#8211; EVme นำระบบคลาวด์แบบเปิด และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูง ยกระดับการท่องเที่ยวดิจิทัลในไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/google-cloud/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/google-cloud/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Mar 2023 06:18:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[EVme]]></category>
		<category><![CDATA[Google Cloud]]></category>
		<category><![CDATA[SKY]]></category>
		<category><![CDATA[ทอท.]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบคลาวด์แบบเปิด]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=26035</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ – ประเทศไทย &#8211; 21 มีนาคม 2566 : Google Cloud ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY และ EVME PLUS Company Limited หรือ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/google-cloud/">Google Cloud จับมือ ทอท. – SKY – EVme นำระบบคลาวด์แบบเปิด และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูง ยกระดับการท่องเที่ยวดิจิทัลในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรุงเทพฯ – ประเทศไทย &#8211; 21 มีนาคม 2566 :</strong> <strong>Google Cloud</strong> ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ <strong>บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.</strong> <strong>บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY</strong><strong> และ </strong><strong>EVME PLUS Company Limited หรือ EVme</strong> โดย 3 องค์กรชั้นนำจะใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ข้อมูลแบบเปิดของ Google Cloud และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญและโอกาสทางธุรกิจที่องค์กรต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการฟื้นตัวและสร้างการเติบโตแก่การท่องเที่ยวของประเทศ หลังจากเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่ <strong> </strong>เพื่อขับเคลื่อนการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางแบบดิจิทัลที่ยั่งยืน<span id="more-26035"></span></p>
<p>ผู้บริโภคดิจิทัลในเมืองในประเทศไทยมากกว่า 1 ใน 2 ของใช้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์อยู่แล้ว และหมวดหมู่นี้คาดว่าจะเติบโต 22% เมื่อเทียบเป็นรายปี และ จะมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 ผู้เล่นในระบบนิเวศการเดินทางจึงไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของการนำเสนอบริการดิจิทัลที่เปิดตลอดเวลา เรียบง่าย เป็นส่วนตัว และปลอดภัย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26037" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-02.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-02.jpg 660w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เอพริล ศรีวิกรม์</span> ผู้จัดการประจำประเทศไทย Google Cloud </strong>กล่าวว่า ความต้องการเดินทางทางอากาศขาเข้าในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมาก เห็นได้จากปริมาณการค้นหาของ Google ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">[</a>1<a href="#_ftn1" name="_ftnref1">]</a> ซึ่งตรงกับวันที่ประเทศไทยประกาศยกเลิกข้อจำกัดด้าน COVID-19 ทั้งหมด พบว่ามีความต้องการขาเข้าเพิ่มขึ้น <strong>386% </strong>เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยการฟื้นตัวนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งมีความต้องการขาเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่า <strong>161% </strong>เมื่อเทียบเป็นรายปีจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>ส่วนความต้องการเดินทางขาออกจากประเทศไทยโดยเครื่องบินได้รับความต้องการที่เพิ่มขึ้น[2] เช่นเดียวกัน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ความต้องการเดินทางขาออกเพิ่มขึ้น <strong>544% </strong>เมื่อเทียบเป็นรายปี การฟื้นตัวนี้ดำเนินต่อไปจนถึงเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งมีความต้องการดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า <strong>187% </strong>เมื่อเทียบเป็นรายปีจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>ดังนั้น เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารขาเข้าและขาออกของท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่) ทาง ทอท. และพันธมิตร SKY ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีการบินชั้นนำ จึงได้ย้ายอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลของ ทอท. ไปยังโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิดที่ปรับขนาดได้และปลอดภัยของ Google Cloud</p>
<p>“หลายบริษัทพยายามชดชดเชยรายได้ที่หายไปและชดเชย Resource ประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง ทำให้ต้องมีบริการ Digital Service  ทั้งนี้เทคโนโลยี Cloud ช่วยปรับขนาดและสร้างความยืดหยุ่น ช่วยจัดการการจองตั๋วที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ช่วยบรรเทาการขาดแคลนของพนักงานที่ลดลงในช่วง COVID-19ได้”   <strong>เอพริล</strong> กล่าว</p>
<p>เมื่อพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว มักจะเน้นที่การสนับสนุนจากส่วนหลัก เช่น การบินและที่พัก เป็นต้น แต่การวิเคราะห์ของ Google Cloud ได้ขยายขอบเขตสู่การเน้นย้ำถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีผลต่อภาคส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่บริการทางการเงิน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการค้าปลีกและการขนส่ง</p>
<p>สำหรับเทรนด์การค้นหาของ Google ยังบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมใกล้เคียงสามารถคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวของประเทศไทยอีกด้วย เห็นได้จากคำค้นหาเกี่ยวกับ <strong>“ประกันการเดินทาง”</strong> และ “<strong>การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์”</strong> ในประเทศไทย ซึ่งเติบโตขึ้น<strong>มากกว่า 900% และ 500% ตามลำดับ</strong> ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา สถาบันการเงินและผู้ให้บริการด้านสุขภาพจึงต้องหาวิธีนำเสนอข้อเสนอที่เหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการความคุ้มครองมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดและมาเยือนประเทศไทยเพื่อจุดประสงค์หลักในการรับการรักษาพยาบาล[3]<sup> </sup></p>
<p>นอกจากนี้ คำค้นหาเกี่ยวกับ &#8220;gastronomy tourism&#8221; ในประเทศไทย ยังเติบโต<strong>มากกว่า 110%</strong> ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา[4] จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาหารที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายหลักในการเดินทางเพื่อชิมและนำอาหารไทยต้นตำรับกลับบ้านไปทานได้ดีขึ้น</p>
<p>“เราจึงมุ่งมั่นที่จะเสริมศักยภาพให้กับองค์กรต่าง ๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ผ่านความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างชาญฉลาดเพื่อทำการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแบบบูรณาการที่มอบประสบการณ์ผู้เยี่ยมชมระดับโลก  ทั้งนี้ Google Cloud ยังเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์เพียงรายเดียวที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและบริการโดยใช้พลังงานหมุนเวียน 100% อีกด้วย” <strong>เอพริล</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26038" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-03.jpg" alt="นิธี สีแพร" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-03.jpg 660w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นิธี สีแพร</span> รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย </strong>กล่าวว่า การท่องเที่ยวจะยังคงเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้น GDP ที่สำคัญที่สุดของประเทศ คิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ</p>
<p>โดยปีนี้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ มากขึ้น  ทั้งนี้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563  ประมาณ 2 ปีก่อนเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวในไทย กว่า 500คน แต่ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวในไทยเกือบ 1 แสนคนแล้ว ซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มากเท่าก่อนเกิด COVID-19 แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น โดยในปี 2022  มีนักท่องเที่ยวในไทย 11 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าที่เป้ารัฐบาลตั้งไว้ 10 ล้านคน ถึง 1 ล้านคน</p>
<p>สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทย จะเป็นNew Chapter  ได้แก่ Gen Y,Z  Alpha ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ททท.จะส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเอา Location  ของไทยไปใส่ในเกมส์   ทำให้เป็น Location Base ที่เป็นโลกเสมือนจริง และ Digital Access โดยนำ Web 3.0 เข้ามาใช้ในอนาคต  รวมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมา โดยข้อมูลเชิงลึกจาก Google Cloud เหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ ททท. ในการเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความประทับใจ รวมทั้งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลทั่วทั้งอุตสาหกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของการท่องเที่ยวไทย</p>
<p>“ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ ทอท., SKY และ EVme ได้เข้าร่วมและสนับสนุนนวัตกรรมดิจิทัลในระดับแนวหน้า เราหวังว่าองค์กรท้องถิ่นจำนวนมากขึ้นจะสามารถใช้เครื่องมือใหม่ ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google Cloud เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่เข้าใจโลกดิจิทัลและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาแสวงหาประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายในประเทศไทย” <strong>นิธี </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26039" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-04.jpg" alt="วรวุฒิ แสนทวีสุข" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-04.jpg 660w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">วรวุฒิ แสนทวีสุข</span> ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและบูรณาการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ฝ่ายพัฒนาดิจิทัลโซลูชั่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมการบินกำลังกลับมาฟื้นตัวจากผลกระทบในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2565 มีผู้โดยสารที่ Recover 45 ล้านคน ในปี 2566 คาดว่าจะมีผู้โดยสาร 96 ล้านคน ทั้งนี้ทอท.คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะกลับมาแบบ Full  142 ล้านคนในปี 2567</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ทอท. จึงเริ่มใช้ประโยชน์จากความสามารถในการปรับขนาดอัตโนมัติแบบไดนามิกของ Google Cloud ซึ่งช่วยให้ระบบไอทีที่สนับสนุน บริการการบินภาคพื้นดิน และแอปพลิเคชันมือถือ SAWASDEE by AOT ให้สามารถจัดการภาระงานปกติได้มากถึง 10 เท่า พร้อมทั้งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น และยังปรับขนาดลงเองได้อัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนในช่วงที่ไม่ต้องการทรัพยากรการประมวลผลเพิ่มเติมอีกต่อไป ทาง ทอท. และ SKY ได้เพิ่มขีด</p>
<p>ความสามารถในการรับและส่งข้อมูลอัปเดตตามเวลาจริงของข้อมูลสนามบินและเที่ยวบินไปยังผู้โดยสารหลายล้านคนได้ตามเวลาที่ต้องการ ผ่านการใช้บริการจัดการฐานข้อมูลของ Google Cloud เพื่อจำแนกและจัดเปลี่ยนข้อมูลภายในคลังต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารหลายล้านคนได้รับข้อมูลสนามบินและเที่ยวบินตามเวลาจริง และได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การเช็คอิน การตรวจคนเข้าเมือง การขึ้นเครื่อง ไปจนถึงการรับสัมภาระ</p>
<p>“สำหรับกลุ่มคนที่กลับมาเดินทางอีกครั้ง จะเป็นผู้โดยสารหน้าใหม่ที่เดินทางครั้งแรก 40% เราต้องรองรับความคาดหวังว่าต้องการของคนรุ่นใหม่ๆ  ซึ่งต้องการอะไรที่ง่าย และ Reliable  อีกทั้งการที่ทอท.จะก้าวสู่ Smart Airport  จะต้องมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะช่วยวิเคราะห์ความต้องการของผู้โดยสารว่าต้องการอะไร แล้ว Recommendation ว่าต้องการอะไร โดยเฉพาะความเร็วทุกอย่างต้อง Dynamic มาก เราต้องปรับให้ทัน” <strong>วรวุฒิ </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-26040" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-05.jpg" alt="ขยล ตันติชาติวัฒน์" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-05.jpg 660w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/03/Google-Cloud-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ขยล ตันติชาติวัฒน์</span> ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า ผู้ให้บริการสนามบินจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับความท้าทายต่าง ๆ ท่ามกลางการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในขณะนี้ เช่น ยกระดับประสบการณ์การใช้บริการให้กับผู้โดยสาร และลดปัญหาติดขัดล่าช้าภายในสนามบิน ระบบไอทีและแพลตฟอร์มดิจิทัลซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการดำเนินการต่าง ๆ ภายในสนามบิน จึงถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการให้บริการลูกค้าในทุกมิติ</p>
<p>ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีการบินชั้นนำของประเทศไทย SKY มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับบริษัทที่มีแนวคิดเดียวกัน อย่าง Google Cloud เพื่อนำเสนอโซลูชันที่เชื่อถือได้มาช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งหลักการแบบโอเพ่นซอร์สและการออกแบบที่ปลอดภัยของ Google Cloud จะช่วยให้เราสามารถผสานรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างราบรื่น อาทิ ระบบนำทางภายในอาคาร ที่จอดรถอัจฉริยะ และไบโอเมตริกซ์ ตลอดจนการเข้ารหัสกระแสข้อมูลในระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลให้กับผู้ใช้งาน</p>
<p>“ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวในไทยที่เพิ่มมากขึ้น แอปเราต้องเลือก Cloud ที่รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น  ซึ่ง Google Cloud  ตอบโจทย์อย่างดี รวมทั้งด้าน   Security โดยเฉพาะ Data Security การที่จะให้ข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะต้องเลือก Cloud ที่มั่นใจได้ว่า Encryption  หรือมีการ Protect เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ” <strong>ขยล  </strong>กล่าว</p>
<p><strong>เส้นทางสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p>ปัจจุบันมีการตื่นตัวมากขึ้นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยผู้คนได้นำปัจจัยด้านความยั่งยืนมาเป็นข้อพิจารณาหลักในการวางแผนการเดินทางของพวกเขา ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ข้อความค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ &#8220;การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน&#8221; ในประเทศไทยขยับเพิ่มขึ้นมากกว่า <strong>200%</strong>[5] ขณะเดียวกัน มีผู้บริโภคยุคดิจิทัล เกือบ 4 ใน 10 รายในประเทศไทยออกมาประกาศว่ายินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ยั่งยืน</p>
<p>เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ <strong>EVme บริษัทในเครือของ </strong><strong>บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT</strong> กำลังสร้างแอปพลิเคชันไลฟ์สไตล์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับผู้บริโภคและธุรกิจทั้งหมดบน Google Cloud ซึ่งเป็น ระบบคลาวด์ที่สะอาดที่สุดในอุตสาหกรรม</p>
<p>EVme ยังได้ปรับใช้ การวิเคราะห์ขั้นสูง และระบบธุรกิจอัจฉริยะ ของ Google Cloud เพื่อให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล ซึ่งช่วยให้พวกเขาเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและมอบการโต้ตอบกับลูกค้าที่เป็นส่วนตัว สิ่งนี้ทำให้ EVme สามารถจัดสรรรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ สำหรับให้บริการรถเช่าได้ผ่านแอปพลิเคชันมือถือเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ช่วยให้ตัดสินใจติดตั้งสถานีชาร์จ EV สาธารณะเพิ่มเติมที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มได้ตรงกับความต้องการผู้บริโภค รวมถึงช่วยสร้างขีดความสามารถในการให้คำแนะนำอย่างรวดเร็วและให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">จิระพงษ์ เลาขจร</span> ประธานเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด </strong>กล่าวว่า แนวคิดของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการเดินทางที่ยั่งยืนมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดย EVme มีเป้าหมายในการสร้างประสบการณ์ <strong>&#8216;การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า&#8217;</strong> ให้กับคนไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัยในราคาที่เหมาะสม เราเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนฯต่ำ และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากระบบการเดินทางทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทย สิ่งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนของเราในการสร้างธุรกิจและเลือกดำเนินงานแพลตฟอร์มดิจิทัลของเราบนคลาวด์ข้อมูลแบบเปิดของ Google Cloud ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิทยาการข้อมูล  ขณะนี้เปิดให้บริการสำหรับคนไทย  ในอนาคตจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาใช้บริการได้ด้วย</p>
<p>“EVme เป็น  Intelligent Platform คนใช้ต้องปรับตัวเข้าหารถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวตลอดเวลา  เราต้องเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อหาวิธีใช้งานที่เหมาะสมและรุ่นรถที่เหมาะสม ถ้าพูดถึง Energy Consumption  รถยนต์ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพที่สูงมาก เราตั้งใจให้ผู้ใช้งานผ่านดิจิทัลให้สามารถเข้าถึงและก้าวข้ามเทคโนโลยี” <strong>จิระพงษ์ </strong>กล่าว</p>
<hr />
<p>[1] ที่มา: ข้อมูลภายในของ Google จาก Destination Insights with Google, การค้นหาที่ เกี่ยวข้องทางอากาศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2022 ถึง 11 มีนาคม 2023</p>
<p>[2] ที่มา: ข้อมูลภายในของ Google จาก Destination Insights with Google, การค้นหาที่ เกี่ยวข้องทางอากาศ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2022 ถึง 11 มีนาคม 2023</p>
<p>[3] ที่มา: ข้อมูลภายในของ Google จาก Google Trends การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางหรือการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2022 ถึง 11 มีนาคม 2023</p>
<p>[4] ที่มา: ข้อมูลภายในของ Google จาก Google Trends การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางหรือการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2022 ถึง 11 มีนาคม 2023</p>
<p>[5] ที่มา: ข้อมูลภายในของ Google จาก Google Trends การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางหรือการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2022 ถึง 12 มีนาคม 2023</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/google-cloud/">Google Cloud จับมือ ทอท. – SKY – EVme นำระบบคลาวด์แบบเปิด และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูง ยกระดับการท่องเที่ยวดิจิทัลในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/google-cloud/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“หัวเว่ย” เผย 10 สุดยอดเทรนด์ระดับโลก ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/huawei-solar-energy-trends/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/huawei-solar-energy-trends/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2022 07:00:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการจัดการแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์แสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์เทคโนโลยีพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=24961</guid>

					<description><![CDATA[<p>หัวเว่ย (Huawei) จัดการประชุมว่าด้วย 10 สุดยอดเทรนด์ระดับโลกด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ในหัวข้อ &#8221;ดันพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลัก&#8221; (Accelerating Solar as a Major Energy Source) โดยคุณเฉิน กั้วกวง (Chen Guoguang) ประธานกลุ่มธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานของหัวเว่ย ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกขององค์กรเกี่ยวกับ 10 สุดยอดเทรนด์แห่งอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ จากมุมมองการทำงานร่วมกันในหลากหลายสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/huawei-solar-energy-trends/">“หัวเว่ย” เผย 10 สุดยอดเทรนด์ระดับโลก ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หัวเว่ย (Huawei) จัดการประชุมว่าด้วย 10 สุดยอดเทรนด์ระดับโลกด้านเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ ในหัวข้อ &#8221;ดันพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลัก&#8221; (Accelerating Solar as a Major Energy Source) โดยคุณเฉิน กั้วกวง (Chen Guoguang) ประธานกลุ่มธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานของหัวเว่ย ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกขององค์กรเกี่ยวกับ 10 สุดยอดเทรนด์แห่งอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ จากมุมมองการทำงานร่วมกันในหลากหลายสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น</strong><span id="more-24961"></span></p>
<p>สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน (LCOE) วิธีปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบำรุงรักษา วิธีการรักษาเสถียรภาพของกริดไฟฟ้าขณะที่มีปริมาณพลังงานหมุนเวียนไหล</p>
<p>&#8220;เมื่ออุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็ว ความท้าทายเหล่านี้ยังนำมาซึ่งโอกาส&#8221; คุณเฉิน กั้วกวง กล่าว ในฐานะองค์กรที่มองไปข้างหน้า หัวเว่ยมีความจริงจังที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและความคิดร่วมกับพันธมิตรของเรา ตลอดจนองค์กรและบุคคลที่มีความสนใจในการพัฒนาที่ยังยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<h2>เทรนด์ที่ 1: เครื่องกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน</h2>
<p>ขณะที่ปริมาณพลังงานหมุนเวียนถูกป้อนเข้าสู่กริดไฟฟ้ามากขึ้น ปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อนต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นทั้งในแง่ของความเสถียรของระบบ ความสมดุลของพลังงาน และคุณภาพไฟฟ้า</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24965 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01.jpg" alt="เครื่องกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-01-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีโหมดการควบคุมแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการควบคุมพลังงานแบบแอ็กทีฟ/รีแอ็กทีฟ และความสามารถในการตอบสนอง และลดความผันผวนของความถี่และแรงดันไฟฟ้า ด้วยการผสานรวมพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีการสร้างกริด เราจะสามารถสร้าง &#8216;เครื่องกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะ&#8217; ที่ใช้การควบคุมแหล่งจ่ายแรงดันแทนการควบคุมแหล่งจ่ายกระแสไฟในปัจจุบัน รองรับแรงเฉื่อยได้อย่างแข็งแกร่ง ให้เสถียรภาพแรงดันไฟฟ้าชั่วคราว และมอบความสามารถในการทนต่อสภาวะแรงดันต่ำชั่วขณะ สิ่งนี้จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์จากตัวติดตามกริดเป็นตัวสร้างกริด ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ่ายพลังงานแสงอาทิตย์</p>
<p>ความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในเชิงปฏิบัติคือโครงการเรดซี (Red Sea) ในซาอุดีอาระเบีย โดยหัวเว่ยได้จัดหาชุดโซลูชันที่สมบูรณ์แบบในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนหลัก ประกอบด้วยตัวควบคุมพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ลิเธียม โครงการนี้ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 400 เมกะวัตต์และระบบกักเก็บพลังงานขนาด 1.3 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนโครงข่ายไฟฟ้าที่มาแทนที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลแบบดั้งเดิม มอบพลังงานที่สะอาดและเสถียรสำหรับประชากรกว่า 1 ล้านคน ก่อกำเนิดเมืองแรกของโลกที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%</p>
<h2>เทรนด์ที่ 2: ความหนาแน่นและความน่าเชื่อถือสูง</h2>
<p>พลังงานสูงและความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ในโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์จะกลายมาเป็นเทรนด์หลัก ยกตัวอย่างเช่น อินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบัน แรงดันไฟฟ้ากระแสตรงของอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มขึ้นจาก 1100 โวลต์เป็น 1500 โวลต์ การใช้วัสดุใหม่ ๆ เช่น ซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC) และแกลเลียมไนไตรด์ (GaN) รวมถึงการผสานรวมอย่างสมบูรณ์ของระบบดิจิทัล เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์กำลัง และเทคโนโลยีการจัดการความร้อน คาดว่าจะส่งผลให้ความหนาแน่นพลังงานของอินเวอร์เตอร์เพิ่มขึ้นราว 50% ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะรักษาความน่าเชื่อถือในระดับสูงไว้ได้</p>
<p>โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2.2 กิกะวัตต์ในเมืองชิงไห่ ประเทศจีน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3100 เมตร และมีตัวควบคุมพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะของหัวเว่ย (อินเวอร์เตอร์) จำนวน 9216 เครื่องที่สามารถทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมรุนแรง ทั้งนี้ ชั่วโมงความพร้อมใช้งานทั้งหมดของอินเวอร์เตอร์หัวเว่ยมีจำนวนรวมกันมากกว่า 20 ล้านชั่วโมง และมีความพร้อมใช้งานถึง 99.999%</p>
<h2>เทรนด์ที่ 3: อิเล็กทรอนิกส์กำลังระดับโมดูล (MLPE)</h2>
<p>เซลล์แสงอาทิตย์ได้รับแรงหนุนจากนโยบายอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีการพัฒนาอย่างแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรากำลังเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่นการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรบนหลังคา การนำมาซึ่งผลผลิตพลังงานสูง และวิธีรับประกันความปลอดภัยของระบบเซลล์แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน ทำให้จำเป็นต้องมีการจัดการที่ละเอียดยิ่งขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24966 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02.jpg" alt="ระบบเซลล์แสงอาทิตย์" width="800" height="534" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ในระบบเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังระดับโมดูล (MLPE) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังที่สามารถควบคุมอย่างได้ละเอียดบนโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ตั้งแต่หนึ่งโมดูลหรือมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นไมโครอินเวอร์เตอร์ ตัวปรับกำลังไฟฟ้า และตัวตัดการเชื่อมต่อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังระดับโมดูลนำเสนอคุณค่าที่ไม่เหมือนใคร เช่น การผลิตไฟฟ้าระดับโมดูล การตรวจสอบ และการปิดเครื่องอย่างปลอดภัย ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีความปลอดภัยและชาญฉลาดมากขึ้น คาดว่าจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังระดับโมดูลมีอัตราการเจาะตลาดสูงถึง 20% ถึง 30% ภายในปี 2570 ในตลาดเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระจาย</p>
<h2>เทรนด์ที่ 4: การกักเก็บพลังงานแบบสตริง</h2>
<p>เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานแบบรวมศูนย์แบบดั้งเดิมแล้ว โซลูชันกักเก็บพลังงานแบบสตริงใช้สถาปัตยกรรมแบบกระจายและการออกแบบในลักษณะแยกส่วน อาศัยเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมและการจัดการอัจฉริยะแบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่ระดับแบตเตอรี่และควบคุมพลังงานที่ระดับแร็ก ส่งผลให้มีการปล่อยพลังงานมากขึ้น คุ้มค่าการลงทุน สร้างระบบปฏิบัติการและการซ่อมบำรุงที่เรียบง่าย ตลอดจนความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือตลอดวงจรชีวิตของระบบกักเก็บพลังงาน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24967 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03.jpg" alt="การกักเก็บพลังงานแบบสตริง" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-03-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ในปี 2565 ในโครงการระบบกักเก็บพลังงานขนาด 200 เมกะวัตต์/200 เมกะวัตต์ชั่วโมงในสิงคโปร์ เพื่อควบคุมความถี่และใช้เป็นกำลังการผลิตสำรองพร้อมจ่าย และเป็นโครงการระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบกักเก็บพลังงานแบบสตริงอัจฉริยะนี้ใช้การจัดการการเก็บและคายประจุที่มีความล้ำหน้า เพื่อให้ได้เอาต์พุตที่คงที่เป็นเวลานานขึ้น และมอบประโยชน์ในการควบคุมความถี่ นอกจากนี้ ฟังก์ชันการปรับสถานะพลังงานแบตเตอรี่ (SOC) อัตโนมัติที่ระดับแพ็กแบตเตอรี่ยังช่วยลดต้นทุนแรงงาน ยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการซ่อมบำรุงอย่างมาก</p>
<h2>เทรนด์ที่ 5: การจัดการที่ละเอียดระดับเซลล์</h2>
<p>ในทำนองเดียวกับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนไปใช้อิเล็กทรอนิกส์กำลังระดับโมดูล ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ลิเธียมก็เตรียมที่จะพัฒนาไปสู่ระดับการจัดการที่เล็กลง การจัดการที่ละเอียดอ่อนในระดับเซลล์แบตเตอรี่เท่านั้นที่จะสามารถรับมือกับปัญหาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้ดีกว่า ปัจจุบัน ระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS) แบบดั้งเดิม สามารถสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างจำกัดเท่านั้น และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจจับข้อผิดพลาดและแจ้งเตือนในระยะเริ่มต้น ด้วยเหตุนี้ ระบบการจัดการแบตเตอรี่จึงจำเป็นต้องมีความไว ชาญฉลาด และคาดการณ์ได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการรวบรวม การคำนวณ และการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อค้นหาโหมดการทำงานที่เหมาะสมที่สุดและสามารถคาดการณ์ต่าง ๆ ได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-24968 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04.jpg" alt="เซลล์แบตเตอรี่" width="800" height="537" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04-300x201.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04-768x516.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04-150x101.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-04-500x336.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2>เทรนด์ที่ 6: การบูรณาการของเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และกริด</h2>
<p>ในด้านการผลิตไฟฟ้า เราได้เห็นแนวทางปฏิบัติมากขึ้นในการสร้างฐานพลังงานสะอาดด้วยเซลล์แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน ที่จ่ายไฟฟ้าให้กับโหลดกลางผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ ส่วนในด้านการใช้พลังงาน โรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศ รวมไว้ซึ่งระบบเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระจายขนาดใหญ่ ระบบกักเก็บพลังงาน และโหลดที่สามารถควบคุมได้ และใช้การจัดตารางเวลาที่ยืดหยุ่นร่วมกับหน่วยผลิตไฟฟ้าและหน่วยจัดเก็บ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น การสร้างระบบพลังงานที่เสถียรซึ่งผสานรวมระหว่างเซลล์แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และกริด เพื่อรองรับการจ่ายพลังงานแสงอาทิตย์และการป้อนเข้าสู่กริด จะกลายเป็นมาตรการหลักในการรับประกันความมั่นคงด้านพลังงาน เราสามารถผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง และเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงานเพื่อให้เกิดการเสริมพลังงานที่หลากหลาย โรงไฟฟ้าเสมือนสามารถจัดการ ดำเนินการ และแลกเปลี่ยนพลังงานของระบบเซลล์แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานแบบกระจายขนาดใหญ่ได้อย่างชาญฉลาดผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น 5G ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งจะถูกนำมาใช้จริงในอีกหลายประเทศ</p>
<h2>เทรนด์ที่ 7: การยกระดับความปลอดภัย</h2>
<p>ความปลอดภัยถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน สิ่งนี้ต้องการให้เราพิจารณาถึงสถานการณ์การใช้งานและการเชื่อมโยงทั้งหมดอย่างเป็นระบบ บูรณาการระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง ไฟฟ้าเคมี การจัดการความร้อน และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบ สำหรับโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ ความผิดพลาดที่เกิดจากฝั่งกระแสตรงคิดเป็นกว่า 70% ของความผิดพลาดทั้งหมด ดังนั้น อินเวอร์เตอร์จำเป็นต้องรองรับการตัดการเชื่อมต่อสตริงแบบอัจฉริยะและการตรวจจับตัวเชื่อมต่ออัตโนมัติ ส่วนในสถานการณ์การใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์แบบกระจาย ฟังก์ชันป้องกันการลัดวงจรของอาร์ก (Arc Fault Circuit Breaker หรือ AFCI) จะกลายเป็นมาตรฐาน และฟังก์ชันการปิดระบบอย่างรวดเร็วในระดับโมดูลจะช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงและเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และสำหรับการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานในสถานการณ์ต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีหลายประเภท เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อใช้จัดการระบบกักเก็บพลังงานอย่างละเอียด ตั้งแต่เซลล์แบตเตอรี่ไปจนถึงทั้งระบบ โหมดการป้องกันแบบดั้งเดิมที่อิงตามการตอบสนองแบบพาสซีฟและการแยกทางกายภาพ จะถูกเปลี่ยนเป็นการป้องกันแบบอัตโนมัติตลอดเวลา โดยอาศัยการออกแบบความปลอดภัยหลายมิติตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ จากระดับโครงสร้างไปจนถึงระดับอัลกอริทึม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24969" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05.jpg" alt="พลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน" width="800" height="371" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05-300x139.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05-768x356.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05-150x70.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-05-500x232.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2>เทรนด์ที่ 8: ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ</h2>
<p>แม้จะนำมาซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย แต่ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ยังคงมาพร้อมความเสี่ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของอุปกรณ์และความปลอดภัยของข้อมูล ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ส่วนใหญ่มาจากการปิดเครื่องที่เกิดจากความผิดพลาด ขณะที่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลหมายถึงการถูกโจมตีจากเครือข่ายภายนอก เพื่อรับมือกับความท้าทายและภัยคุกคามเหล่านี้ องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างชุดกลไกการจัดการ &#8220;ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ&#8221; ที่สมบูรณ์ รวมไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ ความพร้อมใช้งาน ความปลอดภัย และความยืดหยุ่นของระบบและอุปกรณ์ นอกจากนี้ เรายังจำเป็นต้องดำเนินการปกป้องเพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเป็นส่วนตัวของข้อมูล</p>
<h2>เทรนด์ที่ 9: การเปลี่ยนสู่ดิจิทัล</h2>
<p>โรงงานเซลล์แสงอาทิตย์แบบเดิมมีอุปกรณ์จำนวนมากและขาดช่องทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการรายงาน อุปกรณ์ส่วนใหญ่ไม่สามารถ &#8216;สื่อสาร&#8217; กันได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการได้ยาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24970" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06.jpg" alt="เทคโนโลยีดิจิทัล" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-06-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น 5G IoT การประมวลผลคลาวด์ เทคโนโลยีการตรวจจับ และบิ๊กดาต้า ทำให้โรงงานเหล่านี้ส่งและรับข้อมูลโดยใช้ &#8220;บิต&#8221; (การไหลของข้อมูล) เพื่อจัดการ &#8220;วัตต์&#8221; (กระแสพลังงาน) การเชื่อมโยงทั้งหมดของการสร้าง-การส่ง-การจัดเก็บ-การกระจาย-การบริโภค จะมองเห็นได้ จัดการได้ และควบคุมได้</p>
<h2>เทรนด์ที่ 10: การใช้งานปัญญาประดิษฐ์</h2>
<p>ในขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานกำลังก้าวไปสู่ยุคแห่งข้อมูล วิธีการรวบรวม ใช้ประโยชน์ และเพิ่มมูลค่าของข้อมูลให้ดียิ่งขึ้นได้กลายเป็นหนึ่งในข้อกังวลอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมทั้งหมด</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24964" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-.jpg" alt="เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์" width="800" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends--300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends--768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends--150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends--500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สามารถนำไปใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของเซลล์แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิต การก่อสร้าง การปฏิบัติการและการซ่อมบำรุง การเพิ่มประสิทธิภาพ และการดำเนินงาน การบรรจบกันของปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี เช่น การประมวลผลคลาวด์และบิ๊กดาต้ามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่เครื่องมือที่เน้นการประมวลผลข้อมูล การฝึกอบรมแบบจำลอง การปรับใช้และการดำเนินงาน และการตรวจสอบความปลอดภัยจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ส่วนในด้านพลังงานหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์กำลังและเทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง</p>
<p>ในตอนท้าย คุณเฉินยังได้เน้นย้ำว่า การใช้งานเทคโนโลยี 5G คลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ที่หลอมรวมเข้าด้วยกัน กำลังสร้างโลกที่ทุกสิ่งสามารถสัมผัสได้ เชื่อมต่อกัน และมีความชาญฉลาด และทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคิด หัวเว่ยได้ระบุเทรนด์ 10 อันดับแรกของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ และอธิบายถึงโลกอัจฉริยะสีเขียวในอนาคตอันใกล้ เราหวังว่าผู้คนจากทุกสาขาอาชีพจะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีกว่าเดิม</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-24971" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07.jpg" alt="การใช้งานปัญญาประดิษฐ์" width="800" height="421" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07-300x158.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07-768x404.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07-150x79.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/12/Solar-Energy-Trends-07-500x263.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/huawei-solar-energy-trends/">“หัวเว่ย” เผย 10 สุดยอดเทรนด์ระดับโลก ด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/huawei-solar-energy-trends/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Hitachi Energy ก้าวล้ำนำ 5G มาสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/hitachi-energy-5g-tro600/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/hitachi-energy-5g-tro600/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Feb 2022 07:57:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[5G]]></category>
		<category><![CDATA[Hitachi Energy]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี 5G]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=21110</guid>

					<description><![CDATA[<p>การผสานเทคโนโลยี 5G เข้ากับเราเตอร์ซีรีส์ TRO600 ช่วยให้เกิดขุมพลังเครือข่ายไร้สายแบบไฮบริด ที่รวดเร็ว ปลอดภัย ทรงประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ในการดำเนินงาน ซูริค, 16 กุมภาพันธ์ 2565 – Hitachi Energy ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เราเตอร์ไร้สายซีรีส์ TRO 600 ที่ผสานเทคโนโลยี 5G ซึ่งออกแบบมา เพื่อสนับสนุนระบบงานสาธารณูปโภคให้มีความยืดหยุ่น และมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น การผสานเทคโนโลยี 5G นี้ทำให้เราเตอร์ซีรีส์ TRO600 ของ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hitachi-energy-5g-tro600/">Hitachi Energy ก้าวล้ำนำ 5G มาสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="color: #cc0000;"><strong>การผสานเทคโนโลยี 5G เข้ากับเราเตอร์ซีรีส์ TRO600 ช่วยให้เกิดขุมพลังเครือข่ายไร้สายแบบไฮบริด<br />
</strong></span><span style="color: #cc0000;"><strong>ที่รวดเร็ว ปลอดภัย ทรงประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ในการดำเนินงาน</strong></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-21112" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP.jpg" alt="Hitachi Energy ก้าวล้ำนำ 5G มาสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค" width="780" height="270" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP-300x104.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP-768x266.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP-150x52.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/02/5G-four-industries-LP-500x173.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>ซูริค, 16 กุมภาพันธ์ 2565 – <strong>Hitachi Energy ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เราเตอร์ไร้สายซีรีส์ TRO 600 ที่ผสานเทคโนโลยี 5G ซึ่งออกแบบมา เพื่อสนับสนุนระบบงานสาธารณูปโภคให้มีความยืดหยุ่น และมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น การผสานเทคโนโลยี 5G นี้ทำให้เราเตอร์ซีรีส์ TRO600 ของ Hitachi Energy มีความยืดหยุ่น ครอบคลุมพื้นที่ได้ไกล ปลอดภัย ทั้งยังสามารถรองรับสถาปัตยกรรมการเชื่อมต่อไร้สายแบบ ไฮบริด (Hybrid wireless communication) ซึ่งจะรวมเอาข้อดีของทั้งระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสาธารณะและส่วนตัว รวมถึงระบบบรอดแบรนด์ (Broadband) โดยทั้งหมดจะถูกควบคุมผ่านระบบการจัด การเครือข่ายชุดเดียวได้อย่างราบรื่น ทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้ เพื่อตอบสนอง ความต้องการในการดำเนินงานของแต่ละอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี</strong></p>
<p><span id="more-21110"></span></p>
<p>“ที่ Hitachi Energy เรามีความภาคภูมิใจที่เป็นผู้บุกเบิก ในการนำอุปกรณ์และเทคโนโลยี 5G เข้ามาสนับ สนุนลูกค้า เพื่อการใช้งานด้านอุตสาหกรรมและงานด้านสาธารณูปโภค เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดการเชื่อมต่อในเวลาที่สำคัญ ” คุณแมสซิโม ดานิเอลี รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจระบบควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าอัตโนมัติของ Hitachi Energy กล่าว<br />
นอกจากนี้ยังเสริมอีกว่า “ ระบบ 5G เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในแผนการในการดำเนินงานของเราเพื่อที่จะลดปริมาณคาร์บอนและการกระจายอำนาจการควบคุมพลังงานจากส่วนกลาง ( Decentralization ) ทั้งยังช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านระบบโครงสร้างของพลังงานให้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี 5G จะทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีการดำเนินงานด้วยข้อมูลเป็นหลัก สามารถบริหารและจัดการในเรื่องของความต้องการพลังงานและสมดุลของโหลดในระบบไฟฟ้า”</p>
<p>“ระบบ 5G จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการเชื่อมต่อให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นของมือถือ การเชื่อมต่อโครงข่ายที่ห่างไกล รวมถึงแอพพลิเคชั่นการใช้งานนอกสถานที่ และในการดำเนินงานระบบที่มีความซับซ้อนในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ระบบการขนส่ง เมืองอัจฉริยะ และระบบความปลอดภัย ของสาธารณะ ” คุณแชนทาล โพลโซเนตติ รองประธานกรรมการบริหารและที่ปรึกษาธุรกิจของบริษัท ARC Advisory Services กล่าว พร้อมกล่าวเสริมว่า “ ด้วยประวัติความเป็นมาและความเป็นผู้นำด้านการ สร้าง การจัดการพลังงาน และระบบการสื่อสาร ทำให้ Hitachi Energy เป็นผู้นำและมีความพร้อมที่ช่วยสนับสนุนให้บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากขุมพลังของเทคโนโลยี 5G เพื่อก้าวไปสู่ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลได้เป็นอย่างดี”</p>
<p>การผสานคุณสมบัติ 5G เข้ากับเราเตอร์ซีรีส์ TRO600 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองอัจฉริยะ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การทำเหมือง การผลิต และระบบสาธารณูปโภค และด้วยการส่งข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้นจะทำให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยีที่เสมือนจริงได้ดี ( Virtual and Augmented Reality ) รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นการใช้งานในส่วนของวีดิโอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและปรับปรุงการดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันฟังก์ชัน URLLC : The Ultra-Reliable Low Latency Communications จะช่วยให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานรวมไปถึงระบบทางด้านสาธารณูปโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น</p>
<h2>ทำไมเครือข่ายแบบไฮบริดจึงสำคัญ</h2>
<p>ด้วยโซลูชันการเชื่อมต่อแบบไฮบริดของ Hitachi Energy ที่สามารถผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ ไว้ในระบบการทำงานชุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบ Edge อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์ภาคสนาม รวมไปถึงการครอบคลุม สภาพแวดล้อมที่หลากหลาย พื้นที่ตั้งแต่ชุมชนเมืองไปถึงชนบทที่ห่างไกล ระบบไฮบริดทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้อย่างราบรื่น แม้ว่าช่องสัญญาณจะเกิดสะดุดหรือชะงักอยู่บ้าง นอกจากนี้ในส่วนของสถาปัตยกรรมที่เป็นเครือข่ายไร้สายแบบไฮบริด ( Hybrid wireless architecture ) เราเตอร์ซีรีส์ TRO600 ของ Hitachi Energy ยังมีฟีเจอร์ Wired Backhaul ที่เชื่อมต่อผ่านทางกิกะบิตอีเทอร์เน็ต ( Gigabit ethernet ) และไฟเบอร์อินเตอร์เฟซ ( Fiber interfaces ) ซึ่งจะช่วยทำให้การใช้งานในระบบที่สำคัญมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ในขณะที่จำนวนการใช้งานของอุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นมีความต้องการการใช้งานแบบเรียลไทม์แบบก้าวกระโดด ระบบ 5G ที่ให้ความรวดเร็วอย่างเหนือชั้น มีความปลอดภัย และมีความมั่งคง จะมีส่วนสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต และคาดว่า 5G จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาพรวมอุตสาหกรรม Industrial Internet of Things (IIoT) ระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้ 5G เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มความปลอดภัยของบุคลากร และคำนึงถึงการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในอนาคตที่ทรงประสิทธิภาพ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hitachi-energy-5g-tro600/">Hitachi Energy ก้าวล้ำนำ 5G มาสนับสนุนระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/hitachi-energy-5g-tro600/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Benban Solar Power Park ปรับใช้โซลูชันการสื่อสารที่เชื่อถือได้ของ Hytera ในประเทศอียิปต์</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-hytera/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-hytera/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2022 03:04:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Benban Solar Power Park]]></category>
		<category><![CDATA[Hytera]]></category>
		<category><![CDATA[Hytera RD985]]></category>
		<category><![CDATA[Hytera รุ่น RD985]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลูชันการสื่อสาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=20603</guid>

					<description><![CDATA[<p>Benban Solar Power Park เป็นศูนย์รวมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา โครงการของ Benban ทำให้ประเทศอียิปต์อยู่ในแผนที่จะพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และ ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติหมุนเวียนในภูมิภาคอีกด้วย Hytera พัฒนาโซลูชันการสื่อสารที่เชื่อถือได้สำหรับโครงการของ Benban เพื่อช่วยแก้ปัญหาความครอบคลุมของการสื่อสารช่วงสั้นและสัญญาณที่ไม่เสถียร โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Benban เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่สำคัญในอียิปต์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก จากทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ อาจเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังงานหมุนเวียนในอียิปต์ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแหล่งพลังงานความจุขนาดใหญ่นี้ให้สามารถเชื่อมต่อโดยใช้เวลาสั้นๆเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย กลางทะเลทราย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ 37 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอาจเป็นความท้าทายใหญ่ในการเข้าถึงการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-hytera/">Benban Solar Power Park ปรับใช้โซลูชันการสื่อสารที่เชื่อถือได้ของ Hytera ในประเทศอียิปต์</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Benban Solar Power Park เป็นศูนย์รวมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา โครงการของ Benban ทำให้ประเทศอียิปต์อยู่ในแผนที่จะพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และ ได้ก่อให้เกิดการปฏิวัติหมุนเวียนในภูมิภาคอีกด้วย Hytera พัฒนาโซลูชันการสื่อสารที่เชื่อถือได้สำหรับโครงการของ Benban เพื่อช่วยแก้ปัญหาความครอบคลุมของการสื่อสารช่วงสั้นและสัญญาณที่ไม่เสถียร</strong><span id="more-20603"></span></p>
<p>โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Benban เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่สำคัญในอียิปต์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก จากทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อโครงการแล้วเสร็จ อาจเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังงานหมุนเวียนในอียิปต์ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแหล่งพลังงานความจุขนาดใหญ่นี้ให้สามารถเชื่อมต่อโดยใช้เวลาสั้นๆเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย กลางทะเลทราย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ 37 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอาจเป็นความท้าทายใหญ่ในการเข้าถึงการสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเสาส่งสัญญาณอื่นๆ เสาไฟฟ้า กองคาราวาน และการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเป็นอุปสรรคในขัดขวางสัญญาการสื่อสาร</p>
<p>บริษัท Egyptian Electricity Holding เป็นผู้กำหนดจุดเฉพาะสำคัญสำหรับการติดตั้งเครือข่าย และให้คำแนะนำการติดตั้งสำหรับทีมเทคนิค ในตะวันออกกลางเกี่ยวกับสถานที่ให้ตามความต้องการกับสถานการณ์ในท้องถิ่น Hytera ยังได้พัฒนาโซลูชันที่ปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้า โดย Hytera ได้จัดหาวิทยุอนาล็อก TC780, รีพีทเตอร์ RD985 และ MD785C ให้ครอบคลุมทั่วทั้งโครงการ</p>
<p>ซูเปอร์รีพีทเตอร์ Hytera รุ่น RD985 สัญญาณดิจิทัลที่เรียบง่าย ราบรื่น และคุ้มค่า สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาสำหรับการสื่อสารที่ครอบคลุม โดยให้บริการที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งสวิตช์อัตโนมัติแบบอะนาล็อก-ดิจิตอล และ การย้ายที่ราบรื่น</p>
<p>โซลูชันของ Hytera ได้รับความพึงพอใจอย่างสูงจากลูกค้า คณะกรรมการควบคุมด้านเทคนิคของโครงการ ประกอบด้วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยพลังงานแสงอาทิตย์ ของ โครงการ Benban ผู้จัดการด้านสุขภาพและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่วิศวกรโยธา Zakaria Abdel Hafiez ผู้จัดการทั่วไปของตะวันออกกลางสำหรับบริษัทการค้า ซึ่งรับผิดชอบในการจัดหาและติดตั้งระบบวิทยุสองทางที่ไซต์งานของโครงการ Benban ต่างให้ความไว้วางใจกับบริการสื่อสารของ Hytera</p>
<p>ความครอบคลุมของเครือข่ายทั่วทั้งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Benban สามารถครอบคลุมทั่วทั้งภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งได้รับการทดสอบแล้ว รายงานทางเทคนิคขั้นสุดท้ายของคณะกรรมการยืนยันว่าคุณภาพของ Hytera สามารถครอบคลุมที่ไซต์งานได้ถึง 90%</p>
<p><strong>ทีมเทคนิคตะวันออกกลางสำหรับการค้าขายของวิศวกรมืออาชีพโดยใช้โซลูชันการสื่อสารของ Hytera พยายามอย่างเต็มที่ในโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อน เพื่อให้ครอบคลุมสัญญาณอย่างเต็มรูปแบบโดยมีผล 90% ในพื้นที่เปิด และ 70% แบบติดรถยนต์ตลอดทั้ง 33 แปลงด้วย พื้นที่ครอบคลุมกว่า 9000 เอเคอร์ด้วยกัน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-hytera/">Benban Solar Power Park ปรับใช้โซลูชันการสื่อสารที่เชื่อถือได้ของ Hytera ในประเทศอียิปต์</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-hytera/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และระบบการจัดการข้อมูล ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของผู้จัดจำหน่ายไฟฟ้าชั้นนำของตุรกี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/hytera-pnc550/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/hytera-pnc550/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Dec 2021 02:54:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Hytera]]></category>
		<category><![CDATA[Hytera PNC550]]></category>
		<category><![CDATA[งานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการจัดการข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องอ่านมาตรวัดไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[แอพพลิเคชั่นอ่านมาตรวัดไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=20169</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัทผู้บริหารจัดการไฟฟ้า Dicle (Dicle Elektrik Dağıtım A.Ş.), or DEDAŞ เป็นผู้ให้บริการการจ่ายกระแสไฟฟ้าของทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี โดยเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่เป็นอันดับสองของตุรกี โดยมีพนักงานมากกว่า 5,000 คน DEDAS ได้ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 1.8 ล้านผู้ใช้งาน โดยครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร งานหลักอย่างหนึ่งที่สำคัญคือการอ่านมิเตอร์ไฟฟ้าของลูกค้า และการดำเนินการบำรุงรักษา และซ่อมแซมไฟฟ้า การอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และ การซ่อมบำรุงโครงสร้างระบบไฟฟ้า ของเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ DEDAS มีประสิทธิภาพลดลงอย่างที่เคยเป็น อันเนื่องมาจากคุณภาพของระบบสื่อสารที่แย่ลง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hytera-pnc550/">เครื่องอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และระบบการจัดการข้อมูล ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของผู้จัดจำหน่ายไฟฟ้าชั้นนำของตุรกี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัทผู้บริหารจัดการไฟฟ้า Dicle (Dicle Elektrik Dağıtım A.Ş.), or DEDAŞ เป็นผู้ให้บริการการจ่ายกระแสไฟฟ้าของทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี โดยเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่เป็นอันดับสองของตุรกี โดยมีพนักงานมากกว่า 5,000 คน DEDAS ได้ให้บริการแก่ลูกค้ามากกว่า 1.8 ล้านผู้ใช้งาน โดยครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60,000 ตารางกิโลเมตร งานหลักอย่างหนึ่งที่สำคัญคือการอ่านมิเตอร์ไฟฟ้าของลูกค้า และการดำเนินการบำรุงรักษา และซ่อมแซมไฟฟ้า</strong><span id="more-20169"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20170" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers.jpg" alt="การอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และ การซ่อมบำรุงโครงสร้างระบบไฟฟ้า ของเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ DEDAS" width="640" height="640" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers.jpg 640w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers-50x50.jpg 50w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/DEDAS-engineers-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p>การอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และ การซ่อมบำรุงโครงสร้างระบบไฟฟ้า ของเจ้าหน้าที่ภาคสนามของ DEDAS มีประสิทธิภาพลดลงอย่างที่เคยเป็น อันเนื่องมาจากคุณภาพของระบบสื่อสารที่แย่ลง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆสูงขึ้น</p>
<p>มากไปกว่านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พนักงานจะต้องคอยตรวจสอบและทำงานไปด้วย หากอุปกรณ์นั้นยากที่จะตรวจสอบ ในบางครั้งก็ยากที่จะซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนของอุปกรณ์ที่นำมาใช้งาน ซึ่งทำให้โอกาสการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้นและเป็นภัยต่อผู้ทำงาน</p>
<p>ส่วนที่ยากอีกส่วนหนึ่งคือการอ่านมาตรวัดไฟฟ้า ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องอ่านมาตรวัดไฟฟ้าจะทำการอ่านด้วยตัวเอง และทำการจดบันทึก ซึ่งในบางครั้งตัวมาตรวัดเองก็ติดตั้งในจุดที่ยากต่อการเข้าถึง ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น และเกิดความคลาดเคลื่อนจากการจดบันทึกข้อมูลสูงอีกด้วย มากไปกว่านั้นผู้จดบันทึกอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณโทรศัพท์ไม่ครอบคลุมจากผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เท่าที่ควร ทำให้พนักงานของ DEDAS ประสบปัญหาการสื่อสารอยู่เป็นประจำ</p>
<p>สินค้าในตลาดที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ นั่นก็คือ <strong>Hytera PNC550</strong> ซึ่งตัวเครื่องเป็นแบบ Smart POC บนพื้นฐานแอนดรอยด์ เป็นสมาร์ทโฟนที่ทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นปุ่มกดแบบ PTT อย่างมืออาชีพ พร้อมจอขนาด 5 นิ้ว แบบสัมผัส และลำโพงขนาด 2 วัตต์ที่เสียงดังชัดเจน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถใช้เครื่องอ่านมิเตอร์ไฟฟ้าแยกต่างหากเพื่ออ่านมิเตอร์ โดยข้อมูลจะถูกโอนอัตโนมัติผ่านบลูทูธไปยังแอพพลิเคชั่นอ่านมิเตอร์บน <strong>Hytera PNC550</strong> ซึ่งจะคำนวณใบเสร็จและสั่งพิมพ์ใบเสร็จที่เครื่องพิมพ์โดยอัตโนมัติ ณ สถานที่นั้นๆ</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>Hytera PNC550</strong> เองนั้นก็ยังรองรับการใช้งานแบบซิมคู่ ซึ่งสามารถสแตนด์บายพร้อมกันได้ ทำให้ตัวเครื่องนั้นสามารถเปลี่ยนไปใช้งานได้จากหลายผู้ให้บริการสัญญาณมือถือได้อย่างง่ายดาย ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งานให้ครอบคลุมบนระบบเครือข่ายแบบ 4G</p>
<p>การมีแอพพลิเคชั่นอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และปุ่มฟังก์ชั่น PTT สำหรับการใช้งานส่งข้อมูลเสียงและภาพเคลื่อนไหวแบบทันทีในเครื่องเดียว ทำให้ประสิทธภาพการทำงานของพนักงานของ DEDAS มากขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในบางส่วนที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับการบริการของตัวเครื่องและค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์อีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20172" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic.jpg" alt="Hytera Electric Company Solution" width="809" height="446" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic.jpg 809w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic-300x165.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic-768x423.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic-150x83.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/Hytera-Solution-Infographic-500x276.jpg 500w" sizes="(max-width: 809px) 100vw, 809px" /></p>
<p style="text-align: center;">&#8230;(โซลูชันนี้สามารถปรับแต่ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้)&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hytera-pnc550/">เครื่องอ่านมาตรวัดไฟฟ้า และระบบการจัดการข้อมูล ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของผู้จัดจำหน่ายไฟฟ้าชั้นนำของตุรกี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/hytera-pnc550/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เสริมแกร่งภาคการผลิตอัจฉริยะด้วย Autonomous Mobile Robots (AMRs) ไปกับ AIS 5G</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95-amrs-ais-5g/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95-amrs-ais-5g/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Dec 2021 03:00:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[5G]]></category>
		<category><![CDATA[AIS]]></category>
		<category><![CDATA[AIS 5G]]></category>
		<category><![CDATA[AIS Business]]></category>
		<category><![CDATA[AMRs]]></category>
		<category><![CDATA[Autonomous Mobile Robots]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[e-F@ctory]]></category>
		<category><![CDATA[Industry 4.0]]></category>
		<category><![CDATA[Lertvilai]]></category>
		<category><![CDATA[Quadra Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Manufacturing Solutions]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand Industry 4.0]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมการผลิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=20110</guid>

					<description><![CDATA[<p>นับตั้งแต่มีการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยให้เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ Thailand Industry 4.0 หลาย ๆ องค์กรต่างเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้นด้วยโซลูชันการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing Solutions) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการผลิต 5G ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีน่าจับตามองจาก AIS Business ที่เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตร่วมกับการใช้งาน Autonomous Mobile Robots (AMRs) ด้วยความร่วมมือกับบริษัท เลิศวิลัย แอนด์ ซันส์ จำกัด เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) Autonomous Mobile&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95-amrs-ais-5g/">เสริมแกร่งภาคการผลิตอัจฉริยะด้วย Autonomous Mobile Robots (AMRs) ไปกับ AIS 5G</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นับตั้งแต่มีการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยให้เตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ Thailand Industry 4.0 หลาย ๆ องค์กรต่างเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้นด้วยโซลูชันการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing Solutions) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการผลิต</strong><span id="more-20110"></span></p>
<p>5G ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีน่าจับตามองจาก AIS Business ที่เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตร่วมกับการใช้งาน Autonomous Mobile Robots (AMRs) ด้วยความร่วมมือกับบริษัท เลิศวิลัย แอนด์ ซันส์ จำกัด เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมให้กลายเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)</p>
<p>Autonomous Mobile Robots จะพาอุตสาหกรรมไทยไปสู่ภาคการผลิตอัจฉริยะได้อย่างไร? AIS 5G ร่วมกับบริษัทซอฟต์แวร์ของคนไทยมีโซลูชันใดบ้างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานร่วมกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อก้าวไปสู่ Thailand Industry 4.0 ร่วมค้นหาคำตอบได้ในบทความนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20113" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-01.jpg" alt="Autonomous Mobile Robots (AMRs)" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-01-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-01-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-01-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<h2>รู้จักกับ AMRs</h2>
<p>Autonomous Mobile Robots หรือ AMRs เป็นหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ ในรูปแบบหุ่นยนต์ฐานเคลื่อนที่ได้, แขนจักรกลที่อยู่บนฐานเคลื่อนที่, หรือการใช้งานผ่าน Mobile application ที่มาพร้อมกับ User Interface แบบปรับแต่ง สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบผ่านการสั่งงานผ่านเครือข่าย Wi-Fi หรือ 5G</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20114" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-02.jpg" alt="Mobile Robots Revolutionize Industry" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-02-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-02-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>ตามข้อมูลของ International Federation of Robotics (IFR) ได้เผยถึงแนวโน้มคาดการณ์ว่า ในปี 2023 ตลาด AMRs จะเติบโตขึ้นสูงถึง 30% ต่อปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความต้องการการใช้งาน AMRs มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายรูปแบบ โดยในปัจจุบันนี้มีการใช้งาน AMRs ในหลายภาคส่วน อาทิ โลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ การค้าปลีก สถานที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต</p>
<h2>เชื่อมต่อ AMRs สู่ Thailand Industry 4.0</h2>
<p>ดร.ประพิณ อภินรเศรษฐ์ นายกสมาคม Thai Automation and Robotics Association (TARA) ได้อธิบายถึงแนวคิด Thailand Industry 4.0 ที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน (Everything Connected) ด้วย Quadra Technology ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทย ซึ่งเป็นตัวกลางที่ทำให้ระบบทุกอย่างภายในโรงงานสื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20115" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-03.jpg" alt="เชื่อมต่อ AMRs สู่ Thailand Industry 4.0" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-03.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-03-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-03-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>หากมองภาพรวมของโรงงานที่ใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ จะสามารถแบ่งการทำงานได้ออกเป็นสองส่วน คือ</p>
<ul>
<li>Operational Technology (OT) เป็นส่วนของเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เซ็นเซอร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง</li>
<li>Information Technology (IT) เป็นส่วนของข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการ ระบบอัตโนมัติที่ใช้ประมวลผลธุรกิจและ AI รวมไปถึงคลาวด์</li>
</ul>
<p>การเชื่อมต่อข้อมูลของระบบทุกอย่างทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในส่วน OT และ IT เข้าด้วยกัน ต้องมีมาตรฐานเชื่อมต่อ Interoperability for Industrie 4.0 ซึ่งหนึ่งในมาตรฐานที่มีอยู่ขณะนี้คือ IEC 62541 ที่รับมาจาก OPC Unified Architecture (OPC UA) เพื่อให้เครื่องจักรสื่อสารและส่งต่อข้อมูลถึงกันโดยไม่ติดปัญหาเรื่องอุปกรณ์ต่างชนิด ต่าง PLC ต่างแพลตฟอร์ม และทำให้เกิดเป็นระบบ IIoT ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม</p>
<p>หลักการทำงานคือ หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรในหมวด OT จะทำหน้าที่หลักในการผลิต การรับรู้ข้อมูลสถานะการผลิตผ่านเซ็นเซอร์ การส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลต่อบนคลาวด์ และการรับคำสั่งตอบสนองจากคลาวด์กลับมาควบคุมสายการผลิตแบบอัตโนมัติ<br />
เมื่อคลาวด์ได้รับข้อมูลจากเครื่องจักรมาแล้ว ก็จะรวมข้อมูลต่าง ๆ นำมาแสดงผลให้เห็นถึงสถานะและภาพรวมของการผลิตหรือการทำงานของหุ่นยนต์และเครื่องจักรที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลในรูปแบบอื่น ๆ ต่อ ทั้งการใช้ Machine Learning สำหรับคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ หรือการใช้ AI สำหรับการเรียนรู้วิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการโดยอัตโนมัติ<br />
หากผลการวิเคราะห์ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ควรปรับเปลี่ยนการทำงานของสายการผลิต หยุดสายการผลิต หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของหุ่นยนต์ คลาวด์ก็จะสามารถส่งข้อมูลกลับไปยังหุ่นยนต์และเครื่องจักรเหล่านี้ให้ทำตามคำสั่งได้ทันที ส่งผลให้การจัดการกับเครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงานเป็นอัตโนมัติมากขึ้นโดยมีการใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจแบบอัตโนมัติ</p>
<h2>Quadra Technology: ซอฟต์แวร์ฝีมือคนไทย</h2>
<p>เมื่อกล่าวถึง AMRs สำหรับ Thailand Industry 4.0 แล้ว หลาย ๆ ท่านอาจเข้าใจว่า เป็นการนำเข้าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย ทว่าบริษัทในประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่สามารถเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ และหนึ่งในโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Thailand Industry 4.0 ก็คือ Quadra Technology นั่นเอง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20116" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-04.jpg" alt="Quadra Technology" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-04.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-04-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-04-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-04-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>แกนหลักของ Quadra Technology ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ</p>
<ul>
<li>Q-ERP: ระบบโปรแกรมบริหารจัดการและวางแผนสำหรับธุรกิจและการผลิต ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ ERP ที่รองรับการจัดทำและนำส่งข้อมูลระบบ E-Tax Invoice &amp; Receipt ตามมาตรฐานกรมสรรพากร</li>
<li>Q-IIoT (Industrial Internet of Things): ระบบโปรแกรมเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องจักรในกระบวนการผลิตแบบ Real-time พัฒนาตามมาตรฐาน IEC-62541 (Interoperability) โดยแสดงข้อมูลบน Dashboard ได้แก่ Equipment Status, Overall Equipment Effectiveness (OEE) และ Energy Status &amp; Usage</li>
</ul>
<p>หุ่นยนต์และเครื่องจักรทุกยี่ห้อในโรงงาน แม้จะมี PLC ต่างกัน ก็สามารถใช้งานร่วมกับ Q-IIoT ที่พัฒนาตามมาตราฐาน IEC-62541 เพื่อดึงข้อมูลออกมาแล้วส่งต่อไปยังระบบผลิตที่เป็น IT ผ่าน Q-ERP ไปยังคลาวด์หรือระบบส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Servers, Web Apps หรือ Mobile Apps</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20117" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-05.jpg" alt="Lertvilai FACoBOT Autonomous Mobile Robot (AMR) for Industry 4.0" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-05.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-05-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-05-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้เชื่อมต่อข้อมูลของ Lertvilai FACoBOT Autonomous Mobile Robot (AMR) for Industry 4.0 นั้น สามารถควบคุมผ่านแท็บเล็ตได้โดยตรงผ่าน Wi-Fi และมี Q-IIoT Server ที่วิ่งอยู่บนคลาวด์ ทำให้ FACoBOT AMR สามารถส่งข้อมูลผ่านเน็ตเวิร์กขึ้นไปบนคลาวด์ โดยมี FACoBOT AMR Manager เชื่อมต่อกับ Global Cloud หรือ Local Cloud ของโรงงานผลิต เพื่อดึงข้อมูลจากคลาวด์มาประมวลผลสั่งการกลับมายัง AMR ต่อไป</p>
<p>การเชื่อมต่อ AMRs กับเครือข่ายภายในโรงงานก็สามารถทำได้หลากหลายเช่นกัน ทั้งการเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ Land Line, WiFi, 4G และ 5G ซึ่งสำหรับ 5G นั้นมีลักษณะการใช้งานสำหรับ Industry 4.0 หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ General Public Network, Public Network with SLAs, Mobile Operator Network Slicing, Dedicated Radio Equipment (ติดตั้งและจัดการโดยเครือข่ายผู้ให้บริการ) และ Standalone Private Network (ผ่านคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการ)</p>
<h2>AIS x Lertvilai ผนึกกำลังพันธมิตรเสริมพลังการผลิต</h2>
<p>AIS Business ร่วมกับบริษัท เลิศวิลัย แอนด์ ซันส์ จำกัด ได้ร่วมกันสร้างโซลูชันโมเดลที่ใช้จริงในโรงงาน Yawata โดยนำเทคโนโลยี 5G SA มาใช้รับส่งข้อมูลภายในโรงงาน ด้วยความเร็วในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 926.73 Mbps และความเร็วในการอัปโหลดอยู่ที่ 98.98 Mbps บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz มี Latency เฉลี่ยอยู่ที่ 9.7 millisecond ซึ่งน้อยกว่า 10 millisecond ใน Live Network ทำให้กระบวนการอัตโนมัติต่าง ๆ ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20118" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-06.jpg" alt="AIS x Lertvilai ผนึกกำลังพันธมิตรเสริมพลังการผลิต" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-06.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-06-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-06-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-06-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการนำ AMRs ไปใช้งานใน EEC Automation Park โดยความร่วมมือกับ Mitsubishi, Lertvilai และ DAIFUKU โดย Mitsubishi มี Physical Model Line อยู่ แล้วใช้ Lertvilai FACoBOT AMR เป็นหุ่นยนต์วิ่งรับของที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยจาก Mitsubishi Model Line มาส่งที่ DAIFUKU Automated Storage &amp; Retrieval System (ASRS) เพื่อเก็บเข้าชั้นหรือนำสินค้าที่เก็บไว้ไปวางบนสายพานลำเลียงต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20119" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-07.jpg" alt="e-F@ctory" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-07.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-07-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-07-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-07-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>ในภาพรวม กระบวนการอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในโรงงาน e-F@ctory ก็มีการนำ Q-IIoT เชื่อมต่อกับ Q-ERP เข้ามาผนวกรวมกับ Mitsubishi Electric Factory Automation ในแต่ละขั้นตอนตั้งแต่การนำสินค้าจาก PLC/AMR ที่ Shop Floor ซึ่งอยู่ในระดับ OT ไปสู่ระบบ IT</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-20120" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-08.jpg" alt="Digital Manufacturing (4.0)" width="680" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-08.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-08-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-08-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/12/AMRs-AIS-5G-08-500x279.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>ดังนั้น การประยุกต์ใช้งานดังกล่าวจึงนับว่าเป็นต้นแบบของ Digital Manufacturing (4.0) ที่มีการใช้งานจริงแล้วใน EEC Automation Park และสามารถนำโซลูชันดังกล่าวไปปรับใช้ต่อยอดในโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการผลิต พร้อมนำพาประเทศไทยไปยัง Thailand Industry 4.0</p>
<p><strong>สำหรับลูกค้าองค์กรที่สนใจโซลูชันของ AIS สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของคุณ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล business@ais.co.th</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95-amrs-ais-5g/">เสริมแกร่งภาคการผลิตอัจฉริยะด้วย Autonomous Mobile Robots (AMRs) ไปกับ AIS 5G</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95-amrs-ais-5g/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
