<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ก๊าซธรรมชาติ | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Jun 2026 03:24:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>ก๊าซธรรมชาติ | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กระทรวงพลังงาน ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “Gastech 2026” มุ่งขับเคลื่อนแนวทางสร้างความมั่นคงด้านพลังงานโลก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/gastech-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 03:22:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Gastech 2026]]></category>
		<category><![CDATA[LNG]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44681</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ ผนึก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงาน ‘Gastech 2026’ งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ระบบการผลิตไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงานที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่รวมตัวรัฐมนตรีด้านพลังงานและผู้แทนระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงาน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/gastech-2026/">กระทรวงพลังงาน ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “Gastech 2026” มุ่งขับเคลื่อนแนวทางสร้างความมั่นคงด้านพลังงานโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : <strong>กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ ผนึก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงาน ‘Gastech 2026’ งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ระบบการผลิตไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงานที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่รวมตัวรัฐมนตรีด้านพลังงานและผู้แทนระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงาน และบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก เข้าร่วมการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ การเจรจาธุรกิจ และการจัดแสดงนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาและสร้างความมั่นคงทางพลังงานโลกในอนาคต พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านพลังงานและจุดหมายการจัดประชุมธุรกิจแห่งภูมิภาค โดยมีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ</strong></p>
<p><span id="more-44681"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44682" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01.jpg" alt="ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ" width="850" height="567" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p01-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ</strong></span> <strong>ปลัดกระทรวงพลังงาน</strong> กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการขยายตัวของเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรมการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ตลอดจนการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศ กำลังพัฒนา อนาคตของโลกจึงขึ้นอยู่กับการเข้าถึงทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนด้านพลังงานเพื่อรักษาความมั่นคง เสริมสร้างเสถียรภาพ และสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงานในระยะยาว ผ่านการเปลี่ยนผ่านระบบและการพัฒนานวัตกรรม ในขณะที่เอเชียเป็นหนึ่งในภูมิภาคหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการพลังงานของโลก ความร่วมมือระดับภูมิภาคและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการร่วมมือกับพันธมิตรในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความต้องการพลังงานของประชากรหลายพันล้านคนได้อย่างทันท่วงที</p>
<p>ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างความร่วมมือ และการขับเคลื่อนแนวทางด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนในระยะยาวงาน Gastech 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางของระบบพลังงานแห่งอนาคต สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของเอเชียอย่างยั่งยืน”</p>
<p>ทั้งนี้ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดการณ์ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะครองสัดส่วนถึงร้อยละ 25 ของการเติบโตของอุปสงค์พลังงานโลกภายในปี 2578 จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่งผลให้เกิดความต้องการโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ทันสมัย การจัดหาก๊าซ LNG ที่เพียงพอ ระบบผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ตลอดจนการลงทุนทางพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ เทคโนโลยียุคใหม่ด้าน AI โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ และ data center ยังเป็นปัจจัยที่เร่งให้ความต้องการใช้พลังงานในภูมิภาคสูงขึ้น สอดคล้องกับรายงานของ IEA ที่ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากdata center ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2573 และล่าสุด ประเทศไทยได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 958,168 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งโครงการส่วนใหญ่เป็นกิจการ data center และการประมวลผลข้อมูลระดับโลก ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI แห่งภูมิภาค หากมีการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพและราคาเหมาะสม ควบคู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ</p>
<p>ขณะเดียวกัน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลกในระยะที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการกระจายแหล่งพลังงาน การสร้างความมั่นคง และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทดังกล่าว Gastech 2026 จึงเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ บริษัทพลังงาน ผู้นำด้านเทคโนโลยี และนักลงทุน ได้ผนึกความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44683" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02.jpg" alt="ดร. จารุวรรณ สุวรรณศาสน์" width="850" height="567" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>ดร. จารุวรรณ สุวรรณศาสน์</strong></span> <strong>รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)</strong> กล่าวว่า ในฐานะที่ทีเส็บเป็นผู้ดึงงานนานาชาติมาจัดในประเทศไทย งาน Gastech 2026 คือเวทีตอกย้ำความพร้อมและความเข้มแข็งของระบบนิเวศไมซ์ไทยในการขับเคลื่อนการจัดงานระดับโลก ให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจที่ท้าทายและสร้างผลลัพธ์ผลักดันภาคธุรกิจอุตสาหกรรมให้ยั่งยืนรองรับอนาคต เป็นความพร้อมที่เกิดจากความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพของภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้งาน Gastech 2026 เป็นแพลตฟอร์มให้ตลาดโลกเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย และเป็นเวทีให้ภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้ทิศทางใหม่ ๆ ของภาคพลังงานและพันธมิตรระดับสากล ประการสำคัญ งานนี้สามารถเป็นต้นแบบ Legacy Event สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 14,620 ล้านบาท ต่อยอดการดึงดูดงานระดับโลกในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสู่ประเทศไทย ผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น Exhibition Hub อย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44684" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03.jpg" alt="ทวิวรรณ ด่านวิไล" width="850" height="567" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ทวิวรรณ ด่านวิไล</strong></span> <strong>รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</strong> กล่าวว่า ในโลกที่ความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ไม่อาจแยกออกจากกันได้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกประเทศ และความร่วมมือคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน กฟผ. มุ่งมั่นจะเป็นผู้เชื่อมโยงระบบนิเวศทางพลังงานไฟฟ้าเข้าด้วยกัน จึงมุ่งสร้างสมดุลของแหล่งผลิตไฟฟ้า การพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น (Grid Modernization) แสวงหาทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมยกระดับให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดในภูมิภาคอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้าพัฒนาเสถียรภาพของระบบส่งไฟฟ้าให้สามารถเชื่อมต่ออาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว ผ่านโครงการ ASEAN Power Grid เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนพลังงานสะอาด ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมกันอย่างยั่งยืน อีกทั้งพัฒนานวัตกรรมพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ครอบคลุมเทคโนโลยีเชื้อเพลิงแห่งอนาคต และแหล่งพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ เพื่อก้าวสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคง สะอาด และ ยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44685" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04.jpg" alt="บัณฑิต ธรรมประจำจิต" width="850" height="567" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/gastech-2026-p04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>บัณฑิต ธรรมประจำจิต</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ</strong> ผู้แทน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางความต้องการพลังงานที่ยังคงเติบโต ขณะที่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ปตท. ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความสมดุลด้านพลังงานทั้ง 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นไปอย่างยั่งยืนและสมดุล ในบริบทดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติและ LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ Destination Fuel ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลากหลายรูปแบบ ขณะที่ Gastech 2026 เป็นเวทีระดับโลกที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการจัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ เพียงพอ และยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องของภูมิภาคในระยะยาว</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>คริสโตเฟอร์ ฮัดสัน</strong></span> <strong>ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์</strong> กล่าวว่า จากการที่เอเชียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตทางพลังงาน การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้จึงส่งผลต่อทิศทางตลาดพลังงานทั่วโลกการจัดงาน Gastech 2026 ซึ่งนับเป็นการกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียอีกครั้งในรอบ 3 ปี จึงเป็นวาระสำคัญในการผนึกความร่วมมือภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้นำด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในการกำหนดอนาคตทางพลังงาน ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับการจัดงานในปีนี้ ดีเอ็มจี อีเว้นท์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมจัดงาน ในการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มที่จะมีบทบาทส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระตุ้นการลงทุน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว</p>
<p>ตลอดระยะเวลา 4 วัน ของการจัดงาน Gastech 2026 คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน ภายในงานประกอบด้วยการประชุมและสัมมนากว่า 18 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่การประชุมระดับรัฐมนตรี เวทีเสวนาสำหรับผู้บริหารระดับสูง ไปจนถึงการประชุมเชิงเทคนิค โดยมีวิทยากรกว่า 1,000 รายร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและองค์ความรู้เกี่ยวกับทิศทางพลังงานโลกในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชันล่าสุด ที่มีบทบาทในการสนับสนุนความมั่นคงและการเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผู้ดำเนินธุรกิจรายใหญ่ระดับโลกและบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 แห่ง</p>
<p><strong>นอกจากนี้ งาน Gastech 2026 ยังได้เปิดตัวไฮไลท์ &#8220;AixEnergy&#8221; งานประชุมและจัดแสดงนวัตกรรมเฉพาะทางด้าน AI โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และระบบพลังงานแห่งอนาคต เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการหารือระหว่างผู้นำด้านอุตสาหกรรม AI และพลังงาน ถึงความท้าทายและโอกาสในการขับเคลื่อoเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับการทำให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เข้าถึงได้ และมีความยืดหยุ่นในระยะยาว</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/gastech-2026/">กระทรวงพลังงาน ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “Gastech 2026” มุ่งขับเคลื่อนแนวทางสร้างความมั่นคงด้านพลังงานโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025 ตอกย้ำความสำคัญก๊าซธรรมชาติคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ptt-gastech-2025-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Sep 2025 03:55:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Gastech 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[งานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[ซีอีโอ ปตท.]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีด้านพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40761</guid>

					<description><![CDATA[<p>(มิลาน, อิตาลี &#8211; 9 กันยายน 2568) &#8211; ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน “Gastech 2025” สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ptt-gastech-2025-2/">ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025 ตอกย้ำความสำคัญก๊าซธรรมชาติคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>(มิลาน, อิตาลี &#8211; 9 กันยายน 2568) &#8211; <strong><span style="color: #6cb742;">ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน “Gastech 2025” สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ถือเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” บนเวทีระดับโลก แสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจของ ปตท. ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานโลกในปัจจุบัน</strong></p>
<p><span id="more-40761"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40769" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025.jpg" alt="ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025" width="740" height="573" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-300x232.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-150x116.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-500x387.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>โดย <strong>ดร.คงกระพัน</strong> เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President &amp; CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President &amp; CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President &amp; CEO บริษัท INPEX</p>
<p><strong>ดร.คงกระพัน</strong> นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40763" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-01.jpg" alt="ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“ทิศทางพลังงานของโลกควรตอบโจทย์มิติพลังงานสามด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม(Sustainability) ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะทิศทางพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่างไรก็ตามในระยะยาวภูมิภาคนี้จะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในแต่ละประเทศที่ลดลง คาดว่าอาเซียนจะกลายเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิ (Net LNG Importer) ภายในปี ค.ศ. 2032 ซึ่งจากปริมาณการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) เพิ่มเติม ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาตลาดก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคนี้ ซึ่งประเทศไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้” <strong>ดร.คงกระพัน</strong> กล่าว</p>
<p>นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน<br />
อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 &#8211; 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40765" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-03.jpg" alt="ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025" width="740" height="495" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-03-300x201.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/ptt-gastech-2025-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ptt-gastech-2025-2/">ดร.คงกระพัน ซีอีโอ ปตท. แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก Gastech 2025 ตอกย้ำความสำคัญก๊าซธรรมชาติคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปูเผยความคืบหน้าธุรกิจครึ่งแรก ปี 68 รุดลงทุนพลังงานแห่งอนาคต ตามกลยุทธ์ Energy Symphonics</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-q2-68/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-q2-68/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Aug 2025 07:42:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจกักเก็บพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจผลิตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40419</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ ในประเทศยุทธศาสตร์ ในครึ่งปีแรก 2568 ทั้งขยายแหล่งก๊าซบาร์เน็ตต์และรุกโครงการ CCUS ในสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในธุรกิจกักเก็บพลังงานในออสเตรเลีย และเริ่มก้าวแรกกับการลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนิเซีย รวมทั้งยังคงเน้นลดต้นทุนทั้งองค์กร ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ความคืบหน้าทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของบ้านปูในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อสร้างความสมดุลด้านพลังงานและขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ครึ่งปีแรกนี้ บ้านปูขยายการเติบโตภายใต้กลยุทธ์ Energy&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-q2-68/">บ้านปูเผยความคืบหน้าธุรกิจครึ่งแรก ปี 68 รุดลงทุนพลังงานแห่งอนาคต ตามกลยุทธ์ Energy Symphonics</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ ในประเทศยุทธศาสตร์ ในครึ่งปีแรก 2568 ทั้งขยายแหล่งก๊าซบาร์เน็ตต์และรุกโครงการ CCUS ในสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในธุรกิจกักเก็บพลังงานในออสเตรเลีย และเริ่มก้าวแรกกับการลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนิเซีย รวมทั้งยังคงเน้นลดต้นทุนทั้งองค์กร ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ความคืบหน้าทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของบ้านปูในฐานะผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อสร้างความสมดุลด้านพลังงานและขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p><span id="more-40419"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “ครึ่งปีแรกนี้ บ้านปูขยายการเติบโตภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics โดยมุ่งบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ (Portfolio Optimization) หมุนเวียนเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ศักยภาพสูง ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน (Operations &amp; Cost Excellence) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ลดต้นทุนในธุรกิจเหมือง รวมถึงการบริหารโครงสร้างเงินทุน (Rebalanced Capital Structure) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว ความคืบหน้าที่โดดเด่นเห็นได้จาก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ CCUS ธุรกิจ Renewables+ และธุรกิจเหมืองยุคใหม่ ที่เรามองว่าเป็นภารกิจสำคัญที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน”</p>
<p>สำหรับไฮไลท์ผลการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลักในครึ่งปีแรก 2568 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ธุรกิจเหมือง</strong> ปริมาณการผลิตและขายรวมครึ่งแรกปี 2568 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จากสภาวะราคาถ่านหินทั่วโลกอ่อนตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน จึงกระทบต่อผลการดำเนินงานโดยรวม การมุ่งเน้นประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้างงานด้านวิศวกรรม การเงิน และดำเนินงาน ( Value Efficiency Program) ที่เหมืองสำคัญในออสเตรเลียทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่เหมืองในประเทศอื่น ๆ สามารถบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดี สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนได้ดี นอกจากนี้ยังได้เริ่มลงทุนใน PT Aneka Tambang (AKP) ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่พลังงานแห่งอนาคต เสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า โดยการเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงตั้งแต่ต้นน้ำ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในครึ่งปีที่ผ่านมา ปริมาณการขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของบ้านปูอยู่ที่ 2.92 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจาก 1.82 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เดินหน้าขยายพอร์ตจากการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ และได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการ East Texas ซึ่งจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 70,000 ตันต่อปี คาดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงต้นปี 2570 นอกจากนั้นยังมีการเข้าซื้อกิจการ Bedrock Production, LLC เจ้าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจกลางน้ำในแหล่งบาร์เน็ตต์ รัฐเท็กซัส หลังการทำธุรกรรมเสร็จสิ้นประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ กำลังการผลิตรวมของ BKV จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 108 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1P จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน</strong> ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าในทุกประเทศมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจส่งผลให้สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 969 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกของปี 2567 ที่ 66 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ กำลังผลิตรวมของกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานคงที่ 3,935 เมกะวัตต์เทียบเท่า</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน</strong> <strong>ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน</strong> มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 1,130 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) ตามสัดส่วนการลงทุน ที่ดำเนินการผ่านบ้านปู เน็กซ์ มีความคืบหน้าที่สำคัญในครึ่งปีแรก โดยในญี่ปุ่น โครงการ Iwate Tono กำลังการผลิต 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เดือนมิถุนายน 2568 และในออสเตรเลีย มีการลงทุนในโครงการระบบกักเก็บพลังงานวูรีน (Wooreen Energy Storage System: WESS) กำลังการผลิตติดตั้ง 350 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 1,400 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเปิดดำเนินการภายในปี 2570 ธุรกิจจัดการพลังงาน เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่ Net Zero ควบคู่กับความร่วมมือระดับนานาชาติผ่านเวทีนโยบายไทย-ญี่ปุ่น และการลงนาม MOU กับ Asuene ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลดคาร์บอนในภาคธุรกิจ และยังได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนสำหรับองค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สำหรับธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สามารถจำหน่ายไฟฟ้าจำนวนรวม 3,525 กิกะวัตต์ชั่วโมง โดยให้บริการลูกค้ารวม 1,956 ราย ซึ่งได้มีการนำระบบ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการคาดการณ์ราคาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร</p>
<p>สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 2,521 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 84,543 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 571 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,144 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ รายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 42.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,428 ล้านบาท) ซึ่งเป็นการรับรู้ผลขาดทุนจากการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ไม่กระทบต่อกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งของการดำเนินงานของบริษัทฯ</p>
<p>ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth</p>
<p>**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2568 ที่ USD 1: THB 33.5307</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-q2-68/">บ้านปูเผยความคืบหน้าธุรกิจครึ่งแรก ปี 68 รุดลงทุนพลังงานแห่งอนาคต ตามกลยุทธ์ Energy Symphonics</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-q2-68/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย &#8211; ญี่ปุ่น ร่วมผลักดันโครงการพลังงานสีเขียว พัฒนาเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจน ร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/mou-egat-mitsubishi-heavy-industries/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/mou-egat-mitsubishi-heavy-industries/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 01:57:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[กฟผ]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาดอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34125</guid>

					<description><![CDATA[<p>กฟผ. จับมือ มิตซูบิชิ ลงนาม MOU ส่งเสริมพัฒนาการนำไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ลดการปลดปล่อยคาร์บอน มุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ สู่เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 4 มิถุนายน 2567 &#8211; นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมประชุมหารือความร่วมมือทวิภาคีด้านพลังงานระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ครั้งที่ 6&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mou-egat-mitsubishi-heavy-industries/">ไทย – ญี่ปุ่น ร่วมผลักดันโครงการพลังงานสีเขียว พัฒนาเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจน ร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กฟผ. จับมือ มิตซูบิชิ ลงนาม MOU ส่งเสริมพัฒนาการนำไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ลดการปลดปล่อยคาร์บอน มุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ สู่เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065</strong></p>
<p><span id="more-34125"></span></p>
<p>4 มิถุนายน 2567 &#8211; <strong>นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ</strong> ปลัดกระทรวงพลังงาน และ <strong>นายนรินทร์ เผ่าวณิช</strong> รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมประชุมหารือความร่วมมือทวิภาคีด้านพลังงานระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ครั้งที่ 6 (The 6th Japan-Thailand Energy Policy Dialogue : 6th JTEPD) ณ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมติดตามความก้าวหน้าของความร่วมมือ และนำเสนอโครงการ แนวทางนโยบาย แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์พลังงาน โดยมุ่งเน้นพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานในอนาคต</p>
<p>ในงานประชุมฯ กฟผ. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding: MOU) กับ Mitsubishi Heavy Industries (บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์) โดยมี ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ Mr. Shinichi Kihara (ชินอิจิ คิฮารา), Director General of Agency for Natural Resources and Energy, Ministry of Economy, Trade and Industry of Japan (อธิบดีกรมทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น) ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อร่วมศึกษาศักยภาพและพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมการเปลี่ยนด้านพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายนรินทร์ เผ่าวณิช</strong></span> <strong>รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ.</strong> กล่าวถึง การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ในการเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดตามแผนพัฒนาพลังงานและแนวทางส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนของประเทศไทย ที่ริเริ่มนำเชื้อเพลิงทางเลือกและเชื้อเพลิงสะอาดมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของญี่ปุ่น เพื่อผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางเทคโนโลยีและแผนพัฒนาโครงการไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (value chain) กับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>Mr. Toshiyuki Hashi</strong> </span>(<strong>โทชิยูกิ ฮาชิ</strong>) <strong>Executive Vice President, President and CEO, Energy Systems of MHI</strong> (<strong>รองประธานกรรมการบริหาร ประธานและซีอีโอสาขาระบบพลังงาน บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์</strong>) กล่าวว่า บริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับ กฟผ. พัฒนาโครงการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติ สำหรับกังหันก๊าซ (Gas Turbine) มั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศจะใช้ความเชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดให้กับประเทศ อีกทั้งจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนเพื่อการผลิตไฟฟ้าในภาคพลังงาน ร้อยละ 20 ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<hr />
<p>ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mou-egat-mitsubishi-heavy-industries/">ไทย – ญี่ปุ่น ร่วมผลักดันโครงการพลังงานสีเขียว พัฒนาเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจน ร่วมกับก๊าซธรรมชาติ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/mou-egat-mitsubishi-heavy-industries/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 May 2024 09:25:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาแหล่งพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33666</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  ประเมินความเสี่ยงปมสหรัฐฯคว่ำบาตรทางการเงินบริษัทปิโตรเลียมเมียนมา ไขข้อสงสัยกระทบนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ชงข้อเสนอแนะหลัก เร่งเจรจามหาอำนาจขอยกเว้นพลังงานที่โยงไทย และเร่งปรับแผนพลังงานหนุนใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาต่างประเทศ ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่รุนแรงต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศแพงขึ้น ว่า มีประเด็นที่จะต้องจับตาหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตราการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยการคว่ำบาตรทางการเงินรัฐวิสาหกิจด้านปิโตรเลียมของรัฐบาลเมียนมา หรือ MOGE ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้บางส่วนอาจเกิดข้อสงสัยและมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงภาคพลังงานของไทยหรือไม่ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติจาก MOGE เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศซึ่งคิดเป็น &#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/">TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong><strong>(</strong><strong>ทีดีอาร์ไอ</strong><strong>) </strong><strong> ประเมินความเสี่ยงปมสหรัฐฯคว่ำบาตรทางการเงินบริษัทปิโตรเลียมเมียนมา ไขข้อสงสัยกระทบนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ชงข้อเสนอแ</strong><strong>นะหลัก เร่งเจรจามหาอำนาจขอยกเว้นพลังงานที่โยงไทย และเร่งปรับแผนพลังงานหนุนใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาต่างประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-33666"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33668" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02.jpg" alt="ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา</span> นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong><strong>(ทีดีอาร์ไอ</strong><strong>) </strong>กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่รุนแรงต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศแพงขึ้น ว่า มีประเด็นที่จะต้องจับตาหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตราการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยการคว่ำบาตรทางการเงินรัฐวิสาหกิจด้านปิโตรเลียมของรัฐบาลเมียนมา หรือ MOGE ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้บางส่วนอาจเกิดข้อสงสัยและมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงภาคพลังงานของไทยหรือไม่ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติจาก MOGE เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศซึ่งคิดเป็น  8 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าทั้งปีของไทย</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวอย่างของสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยผ่านความไม่แน่นอนในภาคพลังงาน เพราะไทยยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ อย่างไรก็ตามทีดีอาร์ไอได้ศึกษาผลกระทบและประเมินความเสี่ยงดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานไทย โดยสรุปได้เป็น 2 ฉากทัศน์ ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1  ไทยยังนำเข้าก๊าซเมียนมาได้ปกติ  ซึ่งฉากทัศน์นี้มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่มีแรงจูงใจใดที่จะระงับการส่งก๊าซให้ไทย แต่อุปสรรคสำคัญคือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลให้ ไทยไม่สามารถชำระค่าก๊าซเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้เหมือนอย่างเคย แต่หากไทยสามารถเจรจาเพื่อให้สามารถชำระค่าก๊าซด้วยเงินสกุลอื่น เช่น เงินบาท หรือผ่านช่องทางอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้ ก็ยังจะสามารถจัดหาก๊าซเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าราชบุรีได้  และหากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไทยจะมีน้อย เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ</p>
<p>ส่วนฉากทัศน์ที่ 2  ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ คือ ไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซเมียนมาได้และต้องหาแหล่งอื่นทดแทนมาทดแทน และจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น แต่หากเกิดขึ้นจริงมีความจำเป็นที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งพลังงานจะต้องจัดหา LNG เพิ่มเติมจากตลาดที่มีการซื้อขายทันทีเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสัดส่วนก๊าซจากเมียนมา โดยทีดีอาร์ไอประเมินเบื้องต้นว่าจะต้องมีการนำเข้า LNG อีก 458 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งราคา LNG นำเข้าสูงกว่าราคาก๊าซเมียนมา คาดว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,705 ล้านบาทต่อเดือน</p>
<p>“ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกส่งต่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ประเมินว่าค่า Ft  จะเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.24 เปอร์เซ็นต์ และจีดีพีหดตัวลง 0.04 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี  ส่วนกฟผ. จะปรับค่า Ft ขึ้นตามตามข้อสมมติข้างต้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายตรึงค่าไฟเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน และภาระหนี้สะสมของ กฟผ.”  <strong>ศุภเกษม </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33669" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03.jpg" alt="ธิปไตร แสละวงศ์" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>ด้าน <strong><span style="color: #6cb742;">ธิปไตร แสละวงศ์</span> นักวิจัยอาวุโส ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทีดีอาร์ไอ</strong>  กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้เห็นว่าสภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศไทย ฝ่ายนโยบายของไทยจำเป็นต้องติดตามและเตรียมพร้อมปรับนโยบายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะภาคพลังงาน โดยทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน ให้ดำเนินการมาตรการด้านการต่างประเทศเพื่อเจรจาต่อสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ให้ยกเว้นไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับธุรกิจด้านพลังงานของไทย  และในระยะยาว มีความจำเป็นที่ฝ่ายนโยบายด้านพลังงานของไทยต้องเร่งปรับแผนพลังงานโดยเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาและ LNG ที่มีการนำเข้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าไทย</p>
<p>“การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าหากไม่สามารถนำเข้า LNG ได้ถ้าเกิดสถานการณ์ที่กระทบต่อการผลิตและขนส่ง LNG  นอกจากนี้ไทยมีแนวโน้มจะต้องพึ่งพา LNG นำเข้ามากขึ้นเนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงอีกหากยังไม่มีการสำรวจและขุดเจาะเพิ่มเติม ดังนั้นมีความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งยังทำให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศและกระแสการลงทุนการค้าใหม่ของโลกที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย” <strong>ธิปไตร </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/">TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนพ. เผยปี’66 การผลิตไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับ 1 ถึง 89.6 ล้านตัน คาดแนวโน้มการใช้พลังงานปี’67 เพิ่มขึ้นกว่า 3%</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566-2567/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566-2567/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Mar 2024 06:22:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[LPG]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่านหิน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันเครื่องบิน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันเบนซิน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=32856</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยยอดใช้พลังงานขั้นต้นปี 2566 เพิ่มขึ้น 0.8 เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ระดับ 2,007 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นในปี 2567 โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ระดับ 2,063 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทุกประเภท สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ วีรพัฒน์  เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานในปี 2566 ว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เทียบกับปีก่อน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566-2567/">สนพ. เผยปี’66 การผลิตไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับ 1 ถึง 89.6 ล้านตัน คาดแนวโน้มการใช้พลังงานปี’67 เพิ่มขึ้นกว่า 3%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยยอดใช้พลังงานขั้นต้นปี 2566 เพิ่มขึ้น 0.8 เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ระดับ 2,007 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น และความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นในปี 2567 โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ระดับ 2,063 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทุกประเภท สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-32856"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32858" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02.jpg" alt="วีรพัฒน์  เกียรติเฟื่องฟู" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">วีรพัฒน์  เกียรติเฟื่องฟู</span> ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)</strong> กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานในปี 2566 ว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ระดับ 2,007 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเพิ่มขึ้นในส่วนของการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 และการใช้ก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 9.1 จากฐานที่ต่ำกว่าปกติของปีที่ผ่านมา โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าตามความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า ลดลงร้อยละ 6.4 เนื่องจากมีปริมาณการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ลดลงจากปัญหาภาวะภัยแล้ง ซึ่งสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงปี 2566 สรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>การใช้น้ำมันสำเร็จรูป</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 อยู่ที่ระดับ 138.4 ล้านลิตรต่อวัน โดยการใช้<strong>น้ำมันดีเซล</strong> ลดลงร้อยละ 5.7 เฉลี่ยอยู่ที่ 68.9 ล้านลิตรต่อวัน <strong>การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.4 ล้านลิตรต่อวัน สำหรับ<strong>การใช้น้ำมันเครื่องบิน</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.9 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.7 ล้านลิตรต่อวัน ด้าน<strong>น้ำมัน</strong><strong>เตา</strong> ลดลงร้อยละ 15.8 เฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน</p>
<p>โดยการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการพื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งช่วงเวลาที่มีการใช้น้ำมันมากที่สุด พบว่าอยู่ในช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นเดือนที่มีวันหยุดเทศกาล ทำให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น และน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถานเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นจากการที่รัฐบาลประกาศใช้นโยบายฟรีวีซ่าสำหรับ ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวมากขึ้นอีกด้วย</p>
<p><strong>การใช้ LPG โพรเพน และบิวเทน</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 อยู่ที่ระดับ 6,542 พันตัน โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดคิดเป็นร้อยละ 43 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 การใช้ภาคขนส่ง มีสัดส่วนร้อยละ 14 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 11 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.3  ในขณะที่การใช้เอง มีสัดส่วนร้อยละ 1 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.9 ในขณะที่ภาคครัวเรือนมีสัดส่วนร้อยละ 31 ลดลงร้อยละ 0.6</p>
<p><strong>การใช้ก๊าซธรรมชาติ</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 อยู่ที่ระดับ 4,410 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยมาจากการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและราคาการนำเข้า LNG ระยะสั้น (Spot LNG) ที่ปรับตัวลดลง จึงมีการนำเข้า Spot LNG เพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า สำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 3.3 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 2.5</p>
<p><strong>ส่วนการใช้ ถ่านหิน/ลิกไนต์</strong> ลดลงร้อยละ 15 อยู่ที่ 14,450 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) จากการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 13.3 และการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า IPP ลดลงร้อยละ 31.4 สำหรับการใช้ <strong>ลิกไนต์</strong> ลดลงร้อยละ 10.6 อยู่ที่ 3,179 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE)  ทั้งนี้การใช้ลิกไนต์ร้อยละ 99 เป็นการใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับสัดส่วนการใช้ลิกไนต์ที่เหลือร้อยละ 1 ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เป็นต้นมา ยังไม่มีการใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากการหมดอายุประทานบัตรของเหมืองลิกไนต์ในประเทศแล้ว</p>
<p><strong>วีรพัฒน์  </strong>กล่าวว่า<strong> การใช้ไฟฟ้า</strong> เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 มีการใช้รวมทั้งสิ้น 203,923 ล้านหน่วย มาจากการใช้ไฟฟ้าในส่วนของสาขาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการ โดยในสาขาธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4 และการใช้ไฟฟ้าในโรงแรมที่เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 22.5 ส่วนการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มอพาร์ตเมนต์เพิ่มขึ้น 15.0 เกสต์เฮาส์เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 ขายปลีก และขายส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคCOVID-19 คลี่คลายลง ทำให้ประชาชนออกมาใช้ชีวิตกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดฟื้นตัวของเศรษฐกิจและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>สำหรับการใช้ไฟฟ้าในสาขาครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 และสาขาอื่น ๆ (องค์กรไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตร ไฟฟ้าชั่วคราว และไฟฟ้าสาธารณะ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสาขาอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ถึงร้อยละ 42 มีการใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 2.6 จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกหดตัวในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2566</p>
<p>ส่วนความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าของปี 2566 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 เวลา 21.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,827 MW เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในระบบ 3 การไฟฟ้าของปีก่อน ซึ่งทำให้ต้องวางแผนเตรียมพลังงานที่พึ่งพาได้ไว้สำรองเพื่อใช้ในเวลากลางคืนนอกเหนือจากพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม พลังงานน้ำ</p>
<p>นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานในรายสาขาเศรษฐกิจ ปี 2566 พบว่า สาขาที่มีการปล่อยเพิ่มขึ้นคือ การผลิตไฟฟ้า โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดถึง 89.6 ล้านตัน รองลงมาคือ การขนส่ง มีการปล่อย 81.6 ล้านตัน และสาขาที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงคือ อุตสาหกรรมปล่อย 59.2 ล้านตัน  ในส่วนของครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอื่น ๆ ปล่อยเพียง 13.2 ล้านตัน รวมทั้งสิ้นมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 243.6 ล้านตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32859" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03.jpg" alt="สนพ. ยอดใช้พลังงานปี’66 และคาดการณ์แนวโน้มการใช้พลังงานปี’67" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/eppo-update-2566-2567-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>สำหรับแนวโน้มการใช้พลังงานปี 2567  <strong>วีรพัฒน์ </strong>คาดการณ์ว่าจะมีการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3.1 โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านบวก จากการฟื้นตัวของการค้าโลกที่ทำให้ภาคการส่งออกกลับมาขยายตัว การขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และปัจจัยสนับสนุนด้านลบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจจะทำให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิที่สูงเพิ่มขึ้นอีก และปริมาณน้ำฝนที่ลดลง ทำให้เกิดภัยแล้ง และความเสี่ยงจากระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานที่อาจมีความผันผวน</p>
<p>“สำหรับประมาณการความต้องการใช้พลังงานของประเทศปี 2567 นั้น มีการพิจารณาสมมติฐานสำหรับการประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP) ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.2 – 3.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก อีกทั้งการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้คาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้น ปี 2567 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ระดับ 2,063 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จากการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทุกประเภท สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 การใช้น้ำมันก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2567 จะมีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 และประมาณการความต้องการไฟฟ้าปี 2567 จะมีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าอุณหภูมิปี 2567 จะสูงขึ้นประมาณ 1.2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับปีก่อน” <strong>วีรพัฒน์</strong>  กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566-2567/">สนพ. เผยปี’66 การผลิตไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับ 1 ถึง 89.6 ล้านตัน คาดแนวโน้มการใช้พลังงานปี’67 เพิ่มขึ้นกว่า 3%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566-2567/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลังงาน ติดตามการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เร่งดึงก๊าซมาใช้ให้ได้ตามเป้า เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/energy-lng-g-1-61/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/energy-lng-g-1-61/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Feb 2024 08:05:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[LNG]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=32498</guid>

					<description><![CDATA[<p>28 กุมภาพันธ์ 2567 &#8211; นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมของการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61 ในอ่าวไทย ซึ่งมีแผนจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/energy-lng-g-1-61/">พลังงาน ติดตามการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เร่งดึงก๊าซมาใช้ให้ได้ตามเป้า เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>28 กุมภาพันธ์ 2567 &#8211; <strong><span style="color: #6cb742;">นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค</span> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน <span style="color: #6cb742;">นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ</span> ปลัดกระทรวงพลังงาน <span style="color: #6cb742;">นายวรากร พรหโมบล</span> อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย<span style="color: #6cb742;">นายฉัตรชัย พรหมเลิศ</span> ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมของการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61 ในอ่าวไทย ซึ่งมีแผนจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-32498"></span></p>
<p>สืบเนื่องจากการที่ กระทรวงพลังงาน มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โครงการจี 1/61 ณ วันที่ 1 เมษายน 2567 ให้อยู่ในระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซในประเทศซึ่งถือเป็นแหล่งจัดหาก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าในรูปของ LNG โดยที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้าเป็นผู้ดำเนินการโครงการจี 1/61 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซฯ โดยได้ติดตั้งแท่นหลุมผลิต 12 แท่น เจาะหลุมผลิตเพิ่มกว่า 300 หลุม วางท่อก๊าซธรรมชาติ รวมทั้ง เชื่อมต่ออุปกรณ์การผลิตและระบบต่าง ๆ เพื่อทำให้อัตราการผลิตก๊าซฯ เพิ่มขึ้นตามลำดับ และในปี 2567 นี้ ปตท.สผ. มีแผนจะติดตั้งแท่นหลุมผลิตเพิ่มอีก 7 แท่น และเจาะหลุมผลิตเพิ่มอีกประมาณ 300 หลุม เพื่อเพิ่มและรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯ ของโครงการจี 1/61 ให้ได้ในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต</p>
<p>“ในช่วงการตรวจเยี่ยม ผมได้พบเห็นความตั้งใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ปตท.สผ. ในฐานะผู้ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยได้มีการเพิ่มกำลังคนในการทำงานที่แท่นหลัก จากเดิม 200 นาย เป็น 320 นาย โดยเจ้าหน้าที่และผู้บริหารมีความขะมักเขม้นและตั้งใจในการทำงาน ทำให้ผมมีความมั่นใจว่าวันที่ 1 เมษายน 2567 กำลังการผลิตของแหล่งเอราวัณ จะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันอย่างแน่นอน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนก๊าซโดยรวมของประเทศถูกลง และส่งผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า และได้สั่งการพร้อมเน้นย้ำให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของ ปตท สผ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามแผน“ <strong>นายพีระพันธุ์</strong>กล่าว</p>
<p><strong>ทั้งนี้ จากปัจจัยในเรื่องการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ และราคา LNG ตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมของประเทศที่เข้าภาคไฟฟ้าลดลง และส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-60 % มีต้นทุนลดลง ซึ่งช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: กระทรวงพลังงาน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/energy-lng-g-1-61/">พลังงาน ติดตามการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เร่งดึงก๊าซมาใช้ให้ได้ตามเป้า เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/energy-lng-g-1-61/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอ็กโก กรุ๊ป โชว์กำไรสุทธิ Q3/2566 เฉียด 2,400 ล้านบาท เร่งปิดดีลใหญ่ “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” สหรัฐอเมริกา</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/egco-group-performance-q3-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/egco-group-performance-q3-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Nov 2023 08:45:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็กโก กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=30968</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 2,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 704% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดันกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปีนี้เป็น 5,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลุยปิดดีลใหญ่ “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินหน้าแสวงหาโอกาส M&#38;A&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/egco-group-performance-q3-2566/">เอ็กโก กรุ๊ป โชว์กำไรสุทธิ Q3/2566 เฉียด 2,400 ล้านบาท เร่งปิดดีลใหญ่ “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” สหรัฐอเมริกา</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 2,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 704% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดันกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปีนี้เป็น 5,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลุยปิดดีลใหญ่ “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินหน้าแสวงหาโอกาส M&amp;A โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาด รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p><span id="more-30968"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์</strong></span> <strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป</strong> เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 เอ็กโก กรุ๊ป ได้สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอและต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดำเนินงานในปัจจุบันไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับความก้าวหน้าทางธุรกิจที่สำคัญในไตรมาสที่ 3 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การลงนามเพื่อซื้อหุ้นในสัดส่วน 50% ในพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ สหรัฐอเมริกา กำลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ การเปิดให้บริการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทีพีเอ็น) เต็มรูปแบบ และความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) มูลค่า 7,000 ล้านบาท</p>
<p>ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2566 เอ็กโก กรุ๊ป มีรายได้รวมทั้งสิ้น 13,910 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 3,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากโรงไฟฟ้าพาจู อีเอส เกาหลีใต้ ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนขายลดลง โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน สหรัฐอเมริกา ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 สปป.ลาว ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 704% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลง</p>
<p>สำหรับการดำเนินงานที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ของเอ็กโก กรุ๊ป ได้แก่ การปิดดีลการซื้อหุ้นพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ สหรัฐอเมริกา กำลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2566 การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าเอ็กโก โคเจนเนอเรชั่น (ส่วนขยาย) จ.ระยอง กำลังผลิต 74 เมกะวัตต์ ที่มีความคืบหน้ากว่า 90% ให้สามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตามกำหนด ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน ไต้หวัน กำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าในการก่อสร้างได้ตามแผนงาน และสามารถขจัดความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี โดยทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 264 เมกะวัตต์ ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จตามกำหนดภายในปี 2567</p>
<p>“เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งมั่นแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ระยะสั้น “4S” ที่เน้นการสร้างรายได้อย่างรวดเร็วและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเลือกลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูง (Select high quality projects) ในรูปแบบ M&amp;A ทั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก (Conventional) อย่างก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน (Renewable) เพื่อรับรู้รายได้ทันที โดยมีความได้เปรียบจากการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งใน 8 ประเทศ ที่มีฐานทางธุรกิจอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันยังได้วางแผนการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตอย่างซัพพลายเชนไฮโดรเจนที่มีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการ บรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (2050)” <strong>นายเทพรัตน์</strong> กล่าว</p>
<hr />
<p>ที่มา: บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/egco-group-performance-q3-2566/">เอ็กโก กรุ๊ป โชว์กำไรสุทธิ Q3/2566 เฉียด 2,400 ล้านบาท เร่งปิดดีลใหญ่ “พอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ” สหรัฐอเมริกา</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/egco-group-performance-q3-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปู แจงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 66 เผยโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ในสหรัฐฯ เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว พร้อมเสริมแกร่งห่วงโซ่ธุรกิจกักเก็บพลังงาน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-performance-q3-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-performance-q3-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Nov 2023 08:02:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=30964</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ เผยผลการดำเนินธุรกิจไตรมาส 3 ปี 2566 โดยมีรายได้จากการขายรวม 1,468 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 51,638 ล้านบาท) มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 462 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,247 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 59 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,084&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-performance-q3-2566/">บ้านปู แจงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 66 เผยโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ในสหรัฐฯ เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว พร้อมเสริมแกร่งห่วงโซ่ธุรกิจกักเก็บพลังงาน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ เผยผลการดำเนินธุรกิจไตรมาส 3 ปี 2566 โดยมีรายได้จากการขายรวม 1,468 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 51,638 ล้านบาท) มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 462 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,247 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิ 59 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,084 ล้านบาท) บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน โดยเฉพาะการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple II ซึ่งเข้าลงทุนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งยังมีความคืบหน้าของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) Barnett Zero ในสหรัฐฯ ที่เริ่มดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อกักเก็บลงชั้นใต้ดินอย่างถาวรเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวย่างสำคัญเพื่อส่งมอบก๊าซธรรมชาติที่ยั่งยืนต่อโลก ในขณะเดียวกันก็เร่งขยายการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเข้าลงทุนในบริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (SVOLT Thailand) เพื่อต่อยอดห่วงโซ่ธุรกิจกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจ New S-Curve ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital ยังเสริมแกร่งให้กับธุรกิจในระบบนิเวศของบ้านปู</strong></p>
<p><span id="more-30964"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30966" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/Somruedee-Somphong-Banpu-CEO.jpg" alt="สมฤดี ชัยมงคล" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/Somruedee-Somphong-Banpu-CEO.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/Somruedee-Somphong-Banpu-CEO-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/Somruedee-Somphong-Banpu-CEO-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/Somruedee-Somphong-Banpu-CEO-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสมฤดี ชัยมงคล</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 3 ปี 2566 สามารถสร้างกระแสเงินสดที่ดีและมั่นคงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนที่โดดเด่นของธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ รวมถึงธุรกิจกักเก็บพลังงาน อีกทั้งยังมีความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ Barnett Zero ในสหรัฐฯ ที่เริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเร่งสร้างการเติบโตของพอร์ตธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener &amp; Smarter บริษัทฯ จึงเดินหน้าสร้างการลงทุนใหม่ ๆ ในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง (New S-Curve) ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital* โดยการลงทุนจะมุ่งเน้นการผสานพลังเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจของบ้านปู (Banpu Ecosystem)”</p>
<p><strong>สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2566 ของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก มีรายละเอียดดังต่อไปนี้</strong></p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน</strong> (Energy Resources) ธุรกิจเหมือง ยังคงรักษาการสร้างกระแสเงินสด แม้จะเผชิญความท้าทายจากราคาในตลาดโลกที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนในสหรัฐฯ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ โครงการ Barnett Zero ซึ่งเป็นโครงการ CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ในสหรัฐฯ ได้เริ่มการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อกักเก็บลงชั้นใต้ดินอย่างถาวรเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและเร็วกว่าที่เคยตั้งเป้าไว้ในเดือนธันวาคมปีนี้ ทำให้กลายเป็นโครงการ CCUS เชิงพาณิชย์แรก ๆ ในสหรัฐฯ นับเป็นก้าวย่างสำคัญของบ้านปูในภารกิจลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน</strong> (Energy Generation) ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในไทย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple II สามารถรักษาอัตราการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรงไฟฟ้า Temple I สามารถสร้างผลกำไรที่โดดเด่น และเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า Temple II ที่บริษัทฯ เริ่มเข้าลงทุนในไตรมาสนี้ สำหรับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน สามารถเพิ่มกำลังผลิตรวมจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 991 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ต่างมีผลการดำเนินงานที่ดีจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและค่าความเข้มของแสงที่สูง</p>
<p><strong>กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน</strong> (Energy Technology) ไตรมาสนี้ บริษัทฯ ได้เข้าถือหุ้นร้อยละ 40 ในบริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (SVOLT Thailand) ผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยจะเริ่มส่งมอบแบตเตอรี่ในไตรมาสแรก ปี 2567 บริษัทฯ ยังขยายกำลังผลิตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำในไทยและอินโดนีเซีย และยังขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยในการให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “Vehicle-as-a Service” ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารระบบยานพาหนะ (Fleet management) ให้กับลูกค้า</p>
<p>“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสที่จะสร้างการเติบโตใหม่ ๆ ของบ้านปู ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศที่ครบวงจรของเรา รวมทั้งการผสานพลังกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ บ้านปูได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” ในระดับ AAA ประจำปี 2566 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ ESG โดยมีปลายทางคือการส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น และสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย” <strong>นางสมฤดี</strong> กล่าวปิดท้าย</p>
<hr />
<p>ที่มา: บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-performance-q3-2566/">บ้านปู แจงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 66 เผยโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ในสหรัฐฯ เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว พร้อมเสริมแกร่งห่วงโซ่ธุรกิจกักเก็บพลังงาน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-performance-q3-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GULF ทำ New High รับรู้ Core Profit ไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 4,203 ล้านบาท โตขึ้น 94%</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/gulf-q3-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/gulf-q3-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Nov 2023 08:48:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Gulf]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลการดำเนินงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=30971</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2566 โดยมีรายได้รวม (Total Revenue) อยู่ที่ 30,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จาก 24,275 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) สำหรับไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 4,203 ล้านบาท&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/gulf-q3-2566/">GULF ทำ New High รับรู้ Core Profit ไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 4,203 ล้านบาท โตขึ้น 94%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2566 โดยมีรายได้รวม (Total Revenue) อยู่ที่ 30,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จาก 24,275 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) สำหรับไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 4,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จาก 2,167 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน</strong></p>
<p><span id="more-30971"></span></p>
<p>การเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากโครงการกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่ม IPD ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยที่ 1 กำลังการผลิตติดตั้ง 662.5 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ประกอบกับโรงไฟฟ้า SPP 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP และโรงไฟฟ้า SPP 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาค่าก๊าซเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง โดยราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 579.13 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาส 3/2565 เป็น 363.24 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาสนี้ ในขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 0.48 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 3/2565 เป็น 0.68 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในไตรมาส 3/2566 นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้า IPP ได้แก่ โรงไฟฟ้า IPP ได้แก่ โรงไฟฟ้าหนองแซง (GNS) โรงไฟฟ้าอุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้าศรีราชา (GSRC) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เพิ่มขึ้น โดยโรงไฟฟ้า GNS และ GUT ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่ม GJP มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 8% ในไตรมาส 3/2565 เป็น 21% ในไตรมาส 3/2566 ในขณะที่โรงไฟฟ้า GSRC ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่ม IPD มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 21% ในไตรมาส 3/2565 เป็น 79% ในไตรมาส 3/2566 นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศยังมีผลประกอบการที่ดีขึ้น เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้า DIPWP ในประเทศโอมาน ได้มีการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นจาก 52 เมกะวัตต์ ในไตรมาส 3/2565 เป็น 326 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ GULF สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จำนวน 174 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 306% YoY และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้า Jackson Generation ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 150 ล้านบาทในไตรมาส 3/2566 โดย GULF ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา</p>
<p>ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 3/2566 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation จำนวน 235 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 205% YoY จากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 4.8 เมตร/วินาที ในไตรมาส 3/2565 เป็น 5.5 เมตร/วินาที ในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกชดเชยบางส่วนจากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ที่ประเทศเยอรมนี เนื่องจาก GULF ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการนี้จาก 50.00% เหลือ 24.99% โดยจำหน่ายหุ้นในสัดส่วน 25.01% ให้กับ Keppel Group ในเดือนธันวาคม 2565</p>
<p>นอกจากนี้ ในไตรมาส 3/2566 GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก PTTNGD จำนวน 259 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากขาดทุน 221 ล้านบาทในไตรมาส 3/2565 โดยมีสาเหตุมาจากอัตรากำไรขั้นต้นต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้นและค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในไตรมาสนี้ ซึ่งรายได้ของโครงการดังกล่าวจะผูกกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาค่าก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว (Thai Tank Terminal) จำนวน 65 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ โดย GULF ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวเมื่อเดือนธันวาคม 2565 ในส่วนของการลงทุนใน INTUCH นั้น บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จำนวน 1,527 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2566 หรือเพิ่มขึ้น 37% YoY จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ AIS และกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดในสัดส่วน 33.33% ในบริษัท แรบบิท-ไลน์เพย์ จำกัด</p>
<p>ทั้งนี้ GULF มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 9,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับ 6,660 ล้านบาทในไตรมาส 3/2565 และกำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 3/2566 (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 3,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 209% จาก 1,087 ล้านบาทในไตรมาส 3/2565 ซึ่งเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจาก 35.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 เป็น 36.72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 3/2566 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของ GULF แต่อย่างใด</p>
<p>ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 GULF มีสินทรัพย์รวมเท่ากับ 476,710 ล้านบาท หนี้สินรวมเท่ากับ 332,454 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 144,256 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) เท่ากับ 1.70 เท่า ลดลงจาก 1.76 เท่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งการลดลงดังกล่าวมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30973" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/GULF-Q3-Yupapin.jpg" alt="" width="740" height="538" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/GULF-Q3-Yupapin.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/GULF-Q3-Yupapin-300x218.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/GULF-Q3-Yupapin-150x109.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/GULF-Q3-Yupapin-500x364.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์</strong></span> <strong>รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF</strong> เปิดเผยว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/2566 คาดว่ายังคงเติบโตตามเป้า แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน &#8211; เดือนธันวาคม 2566 ลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดย ณ อัตราค่าไฟฟ้าดังกล่าว กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ของ GULF ยังสามารถสร้างผลประกอบการที่ดีกว่าในปี 2565 เนื่องจากราคาก๊าซเฉลี่ยทั้งปีในปี 2566 ต่ำกว่าปี 2565 และค่า Ft เฉลี่ยปี 2566 ที่สูงกว่าในปี 2565 อีกทั้ง สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 8% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด GULF จึงไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2566 โครงการต่าง ๆ ยังคงดำเนินไปตามแผน โดยโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ GPD หน่วยที่ 2 ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 662.5 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ในขณะที่ โครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 มีแผนที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ให้ครบ 150 &#8211; 180 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ ประกอบกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม BKR2 ที่ประเทศเยอรมนีได้ก้าวเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4 นอกจากนี้ แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติ Henry Hub ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้โครงการ Jackson Generation ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกามีผลกำไรที่ดีขึ้น สำหรับธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยภายใต้ Gulf Binance นั้น มีกำหนดเปิดให้บริการภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจะผลักดันให้กำไรของกลุ่ม GULF ในปี 2566 เป็นไปตามเป้าหมาย</p>
<p>GULF ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้มีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา GULF ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี เพื่อพัฒนาและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar Farms With Battery Energy Storage Systems) จำนวนรวม 12 โครงการ มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 649 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567 – 2568 นอกจากนี้ GULF ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นเวลา 20 ปี เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมจำนวน 2 โครงการ มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 16 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 2 โครงการมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 หลังจากนี้ GULF คาดว่าจะทยอยลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนที่กลุ่ม GULF ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินโครงการจากการประมูลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อีกมากกว่า 700 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้</p>
<p>นอกจากนี้ GULF ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่โครงการหลวงพระบาง โครงการปากลาย และโครงการปากแบ่ง มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 3,142 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2573 ปี 2575 และปี 2576 ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 29 &#8211; 35 ปี ทั้งนี้ GULF เชื่อมั่นว่าแนวทางการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของบริษัทและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจะสามารถทำให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระยะยาว</p>
<hr />
<p>ที่มา: บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/gulf-q3-2566/">GULF ทำ New High รับรู้ Core Profit ไตรมาส 3/2566 เท่ากับ 4,203 ล้านบาท โตขึ้น 94%</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/gulf-q3-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนพ. สรุปสถานการณ์พลังงานครึ่งปีเเรกของปี 2566 และเเนวโน้มการใช้พลังงาน ปี 2566</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Sep 2023 09:17:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[PG]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[สถานการณ์พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[สนพ.]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=29722</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 พบว่า ภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น 6 กันยายน 2566 &#8211; นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นประธานแถลงข่าว “สถานการณ์พลังงานครึ่งปีเเรกของปี 2566 และเเนวโน้มการใช้พลังงาน ปี 2566” ณ ห้องเดจาวู โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566/">สนพ. สรุปสถานการณ์พลังงานครึ่งปีเเรกของปี 2566 และเเนวโน้มการใช้พลังงาน ปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 พบว่า ภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น</strong></p>
<p><span id="more-29722"></span></p>
<p>6 กันยายน 2566 &#8211; <span style="color: #6cb742;"><strong>นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท</strong></span> ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นประธานแถลงข่าว “สถานการณ์พลังงานครึ่งปีเเรกของปี 2566 และเเนวโน้มการใช้พลังงาน ปี 2566” ณ ห้องเดจาวู โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สนพ. เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย</p>
<p>สำหรับภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้นครึ่งปีแรกของปี 2566 พบว่า มีปริมาณการใช้ อยู่ที่ระดับ 2,059 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยสรุปเป็นรายเชื้อเพลิงได้ ดังนี้</p>
<p>การใช้น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7  การใช้ LPG โพรเพนและบิวเทน ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.5 การใช้ก๊าซธรรมชาติ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3  การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 การใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 3.8</p>
<p>ทั้งนี้ คาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นต้นของปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2,033 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม สนพ. ยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมทั้งราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติพลังงานในอนาคตต่อไป</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: EPPO Thailand</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566/">สนพ. สรุปสถานการณ์พลังงานครึ่งปีเเรกของปี 2566 และเเนวโน้มการใช้พลังงาน ปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-update-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 06:05:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SCN]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฤทธี กิจพิพิธ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สแกน อินเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=28060</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน บริษัท สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด (SAP) จาก “บริษัทร่วม”&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>) </strong><strong>หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ 3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</strong></p>
<p><span id="more-28060"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28063" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg" alt="" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>SCN  </strong>กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาสที่1ปี พ.ศ. 2566 สิ้นสุดถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำกำไรขั้นต้นไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566โตเพิ่มขึ้น 738% และกำไรรวม 227%  เทียบกับปี พ.ศ.2565ที่ผ่านมา และเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 316% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2565 ทั้งนี้กำไรรวมดังกล่าวยังไม่รวมกำไร One-time ที่เกิดจากขายเงินลงทุนในบริษัท เครือข่ายก๊าซ ไทย-ญี่ปุ่น จำกัด (TJN) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCN และ บริษัท Shizuoka Gas Company Limited ประเทศญี่ปุ่น ในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2565  สำหรับปัจจัยการเติบโตมาจาก 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</p>
<p><strong>โครงสร้างรายได้จำแนกตาม 5 ประเภทธุรกิจ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28064" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg" alt="" width="720" height="467" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-300x195.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-150x97.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-500x324.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>สำหรับโครงสร้างรายได้จำแนกตามประเภทธุรกิจหลักของบริษัทฯ ใน 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1) รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ.2566 จำนวน 249 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) รายได้ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศจำนวน 489 คัน ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน 33 ล้านบาท 3) รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน35ล้านบาท เพิ่มขึ้น18ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 105% เทียบกับปี พ.ศ.2565  4) รายได้จากธุรกิจขนส่งและอื่นๆ ในไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ.2566เท่ากับ71ล้านบาท เพิ่มขึ้น10ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น16% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2565 และ5) รายได้อื่นๆ ไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566จำนวน23ล้านบาท เพิ่มขึ้น3ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น13% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2565</p>
<p><strong>เตรียมแผนนำ SAP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28065" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg" alt="ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน" width="720" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><strong>ดร.ฤทธี</strong> กล่าวว่าในส่วนโครงสร้างกำไรขั้นต้น จำแนกตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 230% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน4ล้านบาท 3) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จำนวน 29 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น124% เทียบกับปี พ.ศ.2565และธุรกิจขนส่งและอื่นๆ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 อีกจำนวน 8 หมื่นบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28066" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg" alt="" width="720" height="405" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg 831w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังลงทุนเพิ่ม 10.23% ในบริษัทย่อยโดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท สแกน แอดวานซ์เพาเวอร์ จำกัด  (SAP) จากบริษัท ไทย แอดวานซ์โซลาร์จำกัด จำนวน 273,612 หุ้น รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18.52 ล้านบาท การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นในSAP เพิ่มขึ้นจาก 58.69% เป็น 68.92% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนจาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย”โดยในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 ผลการดำเนินงานของ SAP เติบโตถึง 48%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบัน SAP ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภาคเอกชน (Private Power Purchase Agreement) กับลูกค้าแล้วทั้งสิ้น 34 โครงการ รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 21 MW ซึ่งการเติบโตที่มีนัยยะสำคัญดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ มีแผนนำSAPยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี พ.ศ.2566 นี้</p>
<p><strong>กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว </strong><strong>เดินหน้านำ WTX จดทะเบียนในตลท. </strong></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเข้าลงทุนในบริษัท เวสท์เทคเอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX)  หรือชื่อเดิม คือ บริษัท ซันเทค รีไซเคิลแอนด์ ดีคาร์บอน จำกัด (SUNTECH) โดยซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้น 11,842,830 หุ้น เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 112 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 6.4% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ธุรกรรมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วในเดือนมกราคม พ.ศ.2566 โดย WTXประกอบธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการแปรสภาพเหล็ก และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก อีกทั้งยังมีแผนต่อยอดจากธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจรีไซเคิลโดยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นหลัก ทั้งนี้ WTX ได้ขายหุ้นเพิ่มทุนแก่นักลงทุนทั้งหมด 63.44 ล้านหุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท ภายหลังได้รับเงินเพิ่มทุน คาดว่าเพิ่มโอกาสขยายการลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี และWTXกำลังดำเนินการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong> </strong><strong>รอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในเดือน ก.ค. </strong><strong>เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งในไทย</strong></p>
<p>ดร<strong>.</strong>ฤทธี กล่าวว่า สำหรับโครงการจ้างขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลที่ทางบริษัทฯ สามารถประมูลงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สำเร็จแล้วนั้น รวมมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท ใน 2 จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลาดหลุมแก้ว และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลำลูกกา ซึ่งมีปริมาณขนส่งไม่ต่ำกว่า 330 ตัน/วัน และกำลังรอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. อีกภายในเดือนกรกฏาคม ศกนี้  ที่มีอีกหลายสัญญารวมประมาณ 700 ตันต่อวัน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ กลายเป็นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งทันที ทั้งนี้ บริษัทฯไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้ เนื่องจากสถานการณ์เงินมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ร่วมถือหุ้นในทุกๆส่วนอยู่แล้ว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
