<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทรัพยากรธรรมชาติ | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 25 Sep 2025 06:24:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>ทรัพยากรธรรมชาติ | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>“MFLF Sustainability Forum 2025” เปิดเวทีขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/mflf-sustainability-forum-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Sep 2025 06:24:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[MFLF Sustainability Forum 2025]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ตำราแม่ฟ้าหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ T-VER]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41111</guid>

					<description><![CDATA[<p>MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางสู่ความยั่งยืนระดับประเทศและระดับ โดย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาสำคัญที่มูลนิธิยึดมั่นมาโดยตลอดว่า “คน สังคม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือองค์ประกอบที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้” หากมนุษย์ได้รับการโอบอุ้มจากธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ก็ย่อมจะสามารถใช้ศักยภาพของตนในการสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่หากเพิกเฉยต่อผลกระทบที่เกิดจากธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมก็จะถูกบั่นทอนลง และไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง มาสานต่อเป็น “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ที่ยึดหลัก การปลูกป่า&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mflf-sustainability-forum-2025/">“MFLF Sustainability Forum 2025” เปิดเวทีขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>MFLF</strong><strong> </strong><strong>Sustainability</strong><strong> </strong><strong>Forum</strong><strong> </strong><strong>2025 ภายใต้แนวคิด “วิกฤตโลก ทางออกไทย”</strong> จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางสู่ความยั่งยืนระดับประเทศและระดับ โดย <strong>ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> กล่าวปาฐกถาเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาสำคัญที่มูลนิธิยึดมั่นมาโดยตลอดว่า “คน สังคม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือองค์ประกอบที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้” หากมนุษย์ได้รับการโอบอุ้มจากธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ก็ย่อมจะสามารถใช้ศักยภาพของตนในการสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่หากเพิกเฉยต่อผลกระทบที่เกิดจากธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมก็จะถูกบั่นทอนลง และไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง</p>
<p><span id="more-41111"></span></p>
<p>ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง มาสานต่อเป็น “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ที่ยึดหลัก การปลูกป่า ควบคู่กับการปลูกคน เพื่อต่อยอดสู่การทำงานในพื้นที่ป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากพระราชบัญญัติป่าชุมชน และความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคเอกชนกว่า 25 หน่วยงาน จุดยืนของมูลนิธิไม่ใช่การแสวงหากำไร แต่คือการทุ่มเทสร้างความยั่งยืนในทุกมิติและทุกกระบวนการ</p>
<p>ปัจจุบันสามารถอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนได้แล้วกว่า 250,000 ไร่ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่าให้มีความรู้ ความสามารถในการดูแลรักษาทรัพยากร ป้องกันไฟป่า และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ยังสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p>
<h3>T-VER สะพานเชื่อมผลประโยชน์สู่ประชาชน</h3>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41114" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-02.jpg" alt="ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</span> อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> เปิดเผยถึงสถานการณ์ป่าของโลกในปี 2567 ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute: WRI) ว่า ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าส่วนใหญ่เกิดจากไฟป่า ซึ่งขยายวงกว้างจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้ง ส่งผลให้ผืนป่าทั่วโลกหายไปกว่า 42 ล้านไร่ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าทั้งหมดในประเทศไทย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันที่ไม่เพียงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังรวมถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศรวมทั้งไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อเดินหน้าสู่ความยั่งยืน แม้ในอีกด้านกฎเกณฑ์เหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคหากภาคส่วนต่าง ๆ ยังไม่พร้อมรองรับ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41115" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-03.jpg" alt="โครงการ T-VER" width="750" height="562" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-03-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“การขยายผลความร่วมมือที่เป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่  โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องขยายผลสิ่งที่ทำได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้กระจายไปพื้นที่อื่น ๆ ให้ได้ ขณะที่รัฐต้องเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประเทศคาร์บอนต่ำและการเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ ต้องมองให้เห็นเป้าหมายระยะยาวของประเทศและกำหนดเส้นทาง (Pathway) ที่จะเดินไปให้ถึง เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร Pathway จะยังคงอยู่ หนึ่งในกลไกสำคัญคือการเชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER เข้ากับตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งจะช่วยกระจายประโยชน์จากภาครัฐลงไปถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง” <strong>ดร.พิรุณ</strong> กล่าว</p>
<h3>คาร์บอนเครดิตทะลุเป้า 4 เท่า</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41116" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-04.jpg" alt="ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์</strong> กล่าวว่า บทบาทสำคัญของชุมชนและทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในวันนี้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ถึง 4 เท่า นับเป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานอย่างหนักและความร่วมมือที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41117" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-05.jpg" alt="MFLF Sustainability Forum 2025" width="750" height="562" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-05.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-05-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-05-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ที่ผ่านมามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ดำเนินการปิดโครงการไปแล้วประมาณ 33,000 ไร่ในปีนี้ ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้หลายบริษัทลดปริมาณการสนับสนุนการดูแลพื้นที่ป่าลง แต่ในอนาคตคาดว่าจะมีความต้องการโครงการลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น โดยวางเป้าหมายไว้ที่ 120,000 ไร่ และได้อธิบายหลักการให้ภาคเอกชนเข้าใจชัดเจนว่ารายได้ที่สนับสนุนโครงการนั้น ร้อยละ 55 จะถูกส่งตรงลงไปที่ชุมชน ส่วนที่เหลือใช้เป็นงบประมาณสำหรับการขึ้นทะเบียนและบริหารจัดการ</p>
<p>สำหรับการคำนวณคาร์บอนเครดิตเบื้องต้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 0.5 ตันต่อไร่ โดยมีการการันตีขั้นต่ำที่ 0.3 ตันต่อไร่ต่อปี เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ 4 หลังการทวนสอบ และหากผลลัพธ์สูงกว่าที่ประเมินไว้ ต้นทุนการสนับสนุนของภาคเอกชนก็จะยิ่งต่ำลง โดยในปีที่ผ่านมา ตัวเลขจริงอยู่ที่ 1.8 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 4 เท่า แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ที่โครงการลักษณะนี้จะสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน</p>
<p>“ความยั่งยืนไม่อาจมองแค่ช่วง 5 หรือ 10 ปี แต่ต้องมองไปถึงคนรุ่นถัดไปที่อาจได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำในวันนี้ ดังนั้นเศรษฐกิจและความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ต้องเดินไปด้วยกัน และจำเป็นต้องมีกติกาใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง พร้อมทั้งรักษาพื้นที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนาของตนเอง” <strong>ม.ล.ดิศปนัดดา </strong>กล่าว</p>
<h3>GDP ต้องโตไปพร้อมสิ่งแวดล้อม</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41118" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-06.jpg" alt="ปิยะชาติ อิศรภักดี" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-06.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/mflf-sustainability-forum-2025-06-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ปิยะชาติ อิศรภักดี</span> ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)</strong> กล่าวว่า ความยั่งยืนต้องถูกยกระดับให้เป็นวาระหลักของทุกภาคส่วนและสามารถปฏิบัติได้จริงจนถึงระดับบุคคล โดยต้องมองระยะยาวแต่สร้างผลกระทบระยะสั้นให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม พร้อมชี้ว่าภาคนโยบายจำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจกับความยั่งยืนเป็นเรื่องเดียวกัน หากไม่เร่งเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจเดิมก็ไม่สามารถเติบโตได้ ขณะที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความยั่งยืนเป็นหัวใจก็ไม่เกิดขึ้น ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือการที่ GDP โตขึ้นแต่ยังต้องกลับมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมอยู่ดี</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเติบโตในยุคต่อไปต้องเกิดจากการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน และหากธุรกิจทำเรื่องความยั่งยืนแล้ว ต้องสร้างผลกำไรควบคู่ไปด้วย ส่วนภาคประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันด้วยการเริ่มทำสิ่งเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้ความยั่งยืนกลายเป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากลึก</p>
<p>นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังนับเป็นทางออกสำคัญของประเทศ โดยต้องพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมเน้นการพัฒนาคนให้เข้าใจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายประโยชน์ลงไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง</p>
<h3>การเงินไทยปลดล็อกทุนสู่ความยั่งยืน</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์</span> รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย</strong> กล่าวว่า ภาคการเงินต้องมีบทบาทในการทำงานทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้เพื่อช่วยธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืน ไปจนถึงการปลดล็อคเงินทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน เขาอธิบายว่าการเติบโตในอดีตมักใช้สมการเดิมที่นำพลังงาน ทุนมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่แนวทางใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนให้ระบบเศรษฐกิจกลายเป็นกลไกที่ทำให้ภาคพลังงานยั่งยืน แก้ปัญหาสังคม และฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกัน</p>
<p>ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ธนาคารสามารถลดคาร์บอนอีมิชชันใน Scope 1 และ 2 ได้แล้ว 10% ขณะเดียวกันยังปรับสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพอร์ตสินเชื่อ โดยเพิ่มน้ำหนักของโครงการสีเขียว ทำให้ภาพรวมการปล่อยคาร์บอนลดลงได้ราว 4%</p>
<p>“ต่อไปเวลาพบปะกัน องค์กรต่าง ๆ ควรเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการถามถึง “คาร์บอนอีมิชชันเป็นอย่างไรบ้าง” เพราะเมื่อทุกฝ่ายพูดถึงและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” <strong>ดร.กรินทร์ </strong>กล่าว</p>
<h3>คาร์บอนเครดิตเสริมรายได้ชุมชนพะเยา</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ทอน ใจดี</span> ประธานเครือข่ายป่าชุมชน จังหวัดพะเยา</strong> กล่าวว่า ชุมชนทางภาคเหนืออยู่ร่วมกับป่าอยู่แล้ว ในการดูแลรักษาป่าก็จะช่วยกันดูแล เมื่อมีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้ามา ชุมชนได้รับการสนับ สนุนให้ดูแลผืนป่ากว่า 945 ไร่ ได้คาร์บอนเครดิต 11,000 ตัน หรือ 4 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินสนับสนุนที่ช่วยให้ชุมชนสามารถดูแลป่าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงกองทุนพัฒนาอาชีพที่เป็นหนึ่งในกลไกของโครงการคาร์บอนเครดิตของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก็ช่วยพัฒนาเรื่องงานจักรสานของกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ ทำให้มีรายได้เกินเกณฑ์ 20,000 บาท เรียบร้อยแล้ว</p>
<p>การจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งปีในการระดมความคิดและความร่วมมือ และร่วมหาทางออกด้านความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนพันธกิจระยะยาวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่จะยืนหยัดเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน โดยมีทั้งเวทีนี้และกิจกรรมอื่นๆ เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้ “ความยั่งยืน” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนจริงในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mflf-sustainability-forum-2025/">“MFLF Sustainability Forum 2025” เปิดเวทีขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันได้บนฐานความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิชาการชูแนวคิด Green Tourism และ Building Back Better จัดการทรัพยากรธรรมชาติหลัง COVID-19</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-green-tourism-building-back-better/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-green-tourism-building-back-better/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Aug 2020 02:50:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Environment]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การท่องเที่ยวแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ COVID-19]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด Building Back Better]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด Green Tourism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=14088</guid>

					<description><![CDATA[<p>การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก โดยผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตการณ์ COVID-19 ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะหน้ากากอนามัย ขยะติดเชื้อ รวมถึงขยะพลาสติกจากการให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ในขณะที่ผลกระทบเชิงบวกช่วงที่มีการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางทั้งของประชาชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว ได้แก่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล ปะการัง ฯลฯ ได้รับการฟื้นฟู บทความนี้จะให้ความสำคัญกับผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สิ้นสุดลง การลดลงของปริมาณนักท่องเที่ยว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-green-tourism-building-back-better/">นักวิชาการชูแนวคิด Green Tourism และ Building Back Better จัดการทรัพยากรธรรมชาติหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวก โดยผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตการณ์ COVID-19 ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะหน้ากากอนามัย ขยะติดเชื้อ รวมถึงขยะพลาสติกจากการให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ในขณะที่ผลกระทบเชิงบวกช่วงที่มีการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางทั้งของประชาชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว ได้แก่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล ปะการัง ฯลฯ ได้รับการฟื้นฟู</strong><span id="more-14088"></span></p>
<p>บทความนี้จะให้ความสำคัญกับผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อทรัพยากรธรรมชาติทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สิ้นสุดลง</p>
<h2>การลดลงของปริมาณนักท่องเที่ยว และมาตรการปิดพื้นที่อุทยานช่วยให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว</h2>
<p>สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติระหว่างช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนลดลงจาก 13.99 ล้านคนในปี พ.ศ. 2562 เหลือ 6.69 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2563 หรือลดลงประมาณ 52.17% (กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) โดยการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการจำกัดการเดินทาง ทั้งการเดินทางข้ามประเทศและการเดินทางระหว่างจังหวัด มาตรการปิดแหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14093 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-03.jpg" alt="ทรัพยากรธรรมชาติ" width="600" height="460" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-03-300x230.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-03-150x115.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-03-500x383.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศปิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสังกัดของกระทรวงฯ<span style="color: #ff0000;"><sup>1</sup></span> ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติกว่า 148 แห่งทั่วประเทศ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 36 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 48 แห่ง โดยวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อลดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่คนจะมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14094 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-02.jpg" alt="ทรัพยากรธรรมชาติ" width="600" height="460" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-02-300x230.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-02-150x115.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-02-500x383.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong>ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอินเดีย พบสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายากบ่อยครั้งขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19</strong></p>
<p>เมื่อพื้นที่อุทยาน ป่า ภูเขา ทะเล หรือเกาะ ปราศจากนักท่องเที่ยวธรรมชาติมีโอกาสได้รับการฟื้นฟู ตัวอย่างเช่น การปิดอุทยานแห่งชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ มีการพบเห็นสัตว์ป่า เช่น หมีดำ กวาง แมวบอบแคต และหมาป่าไคโยตี้ บ่อยครั้งขึ้น<span style="color: #ff0000;"><sup>2</sup></span> สำหรับประเทศอินเดีย พบว่ามีเต่าทะเลสายพันธุ์ Olive Ridley ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีแดงของ IUCN Red List นับแสนตัวขึ้นมาวางไข่บนหาด Gahirmatha และหาด Rushikulya ซึ่งอยู่ในรัฐ Orissa ในช่วงที่ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่ผ่านมา มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บริเวณดังกล่าวค่อนข้างน้อย เพราะมีเรือประมง เรือนำเที่ยว และนักท่องเที่ยวเข้าออกบริเวณดังกล่าวอย่างหนาแน่น ซึ่งรบกวนเส้นทางหากินของเต่าทะเลชนิดนี้</p>
<h2>ทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเลของไทย มีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น</h2>
<p>หลังจากที่มีการปิดอุทยานแห่งชาติและไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพื้นที่ในเขตอุทยานฯ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 พบว่าทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศได้รับการฟื้นตัว เช่น ในอุทยานภูซาง จังหวัดพะเยา พบว่าพืชพันธุ์ไม้หายากกลับมาเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าต่างๆ เช่น หมูป่า กระรอกบิน ผีเสื้อชนิดต่างๆ นกนานาชนิดที่ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็น สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง<span style="color: #ff0000;"><sup>3</sup></span> นอกจากนี้ทรัพยากรทางทะเลในหลายพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยมีโอกาสฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยในระยะสั้น โดยเฉพาะปะการังและหญ้าทะเล</p>
<p>สาเหตุหนึ่งที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทรัพยากรทางทะเลเหล่านี้ฟื้นตัวคือ การปล่อยน้ำเสียจากแหล่งชุมชนและโรงแรมที่พักตลอดแนวชายฝั่งลดลง ส่งผลให้คุณภาพน้ำทะเลดีขึ้น ทำให้ปะการังและหญ้าทะเลฟื้นตัวและเติบโตดีขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพน้ำทะเลที่ดีขึ้นและการลดการรบกวนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวลดลง อย่างไรก็ดี ปะการังบางชนิดอาจจะใช้ระยะเวลานานในการฟื้นตัว แต่ในช่วงที่มีการระงับการท่องเที่ยว ปะการังเหล่านี้</p>
<p>สาเหตุหนึ่งที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทรัพยากรทางทะเลเหล่านี้ฟื้นตัวคือ การปล่อยน้ำเสียจากแหล่งชุมชนและโรงแรมที่พักตลอดแนวชายฝั่งลดลง ส่งผลให้คุณภาพน้ำทะเลดีขึ้น ทำให้ปะการังและหญ้าทะเลฟื้นตัวและเติบโตดีขึ้น นอกจากนี้ คุณภาพน้ำทะเลที่ดีขึ้นและการลดการรบกวนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวลดลง อย่างไรก็ดี ปะการังบางชนิดอาจจะใช้ระยะเวลานานในการฟื้นตัว แต่ในช่วงที่มีการระงับการท่องเที่ยว ปะการังเหล่านี้ก็จะมีการก่อตัวและงอกใหม่ สำหรับสัตว์ทะเล เช่น เต่ามะเฟือง พะยูน ปลาโลมาอิรวดี และปลาฉลามหูดำ มีคนพบเห็นสัตว์ทะเลเหล่านี้บ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปิดอุทยานแห่งชาติทางทะเล 23 แห่ง สืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ COVID-19</p>
<h2>เฝ้าระวังสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ หลังจากเริ่มมีมาตรการคลายล็อกดาวน์</h2>
<p>หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ในกรณีของประเทศเวียดนาม หลังจากที่รัฐบาลเวียดนามคลายล็อกข้อจำกัดการเดินทางภายในประเทศ มีชาวเวียดนามจำนวนมากแห่ไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีทัศนียภาพที่งดงาม เช่น อ่าวฮาลอง เป็นต้น สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่อุทยานแห่งชาติบางแห่งเริ่มเปิดทำการ เช่น Everglades National Park ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐ Florida และเปิดทำการในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลว่าการเปิดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ เสียงจากกลุ่มนักท่องเที่ยวอาจรบกวนสัตว์ป่า นอกจากนี้ สัตว์ป่าที่เคยออกมาหาอาหารกินบริเวณถนนช่วงที่อุทยานฯ ปิด อาจเสี่ยงต่อการถูกรถยนต์ของนักท่องเที่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บอีกด้วย<span style="color: #ff0000;"><sup>4</sup></span></p>
<p>สำหรับผลกระทบระยะยาว ประเด็นสำคัญที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ประเด็นเรื่องการส่งเสริมและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ของแหล่งท่องเที่ยว (Overtourism) ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติ (Habitat Destruction) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ฯลฯ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-14092 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04.jpg" alt="การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ" width="800" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04-300x180.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04-768x460.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/08/Green-Tourism-Building-Back-Better-04-500x299.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h2>นำแนวคิด Green Tourism และ Building Back Better มาใช้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หลัง COVID-19</h2>
<p>หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สิ่งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเพื่อวางแผนระยะยาวในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมี 4 เรื่อง คือ 1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรเดินหน้าดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวมีความรู้ ความตระหนัก และเห็นความสำคัญของการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล ทรัพยากรทางทะเล ฯลฯ โดยอาจร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการสอดแทรกประเด็นเหล่านี้ไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการให้ข้อมูลและสร้างความตระหนักให้กับนักท่องเที่ยว 2. การดำเนินมาตรการเพื่อแก้ปัญหา Overtourism ในระยะยาว<span style="color: #ff0000;"><sup>5</sup></span> เช่น การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่สามารถเข้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในช่วงเวลาต่างๆ โดยในเมืองอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ มีการนำแอปพลิเคชันมาใช้ในการแจ้งเตือนเมื่อมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถปรับเปลี่ยนแผนเพื่อมาเยือนแหล่งท่องเที่ยวในช่วงเวลาอื่น หรือมาตรการปิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเพื่อให้ธรรมชาติบริเวณแหล่งท่องเที่ยวได้รับการฟื้นฟู ซึ่งแนวทางนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการดำเนินการในบางพื้นที่อยู่แล้ว แต่ควรมีการพิจารณาต่อยอดหรือขยายผลไปยังแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป 3. ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีขุมทรัพย์ด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากแต่ละภูมิภาคของประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล ฯลฯ ดังนั้นประเทศไทยควรพลิกวิกฤต COVID-19 ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนและยกเครื่องกลยุทธ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบที่เน้นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism) เช่น การท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<span style="color: #ff0000;"><sup>6</sup></span> ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติและเกิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม</p>
<p><strong>สุดท้ายควรมีการส่งเสริมการนำแนวคิด “Building Back Better” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในการจัดการภัยพิบัติมาใช้ โดยหลักการภายใต้แนวคิดดังกล่าวคือการบริหารจัดการเพื่อให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติหลังสถานการณ์ COVID-19 สิ้นสุดลงดีกว่า ช่วงที่เกิด COVID-19 เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศมีความยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับ Shock ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต</strong></p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 100 กรกฎาคม-สิงหาคม 2563 คอลัมน์ Environment<br />
โดย ประมณฑ์ กาญจนพิมลกุล, ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์</p>
<p>* ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “TDRI Policy Series on Fighting Covid-19”<br />
ภาพ: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><sup>1</sup></span> ที่มา: https://www.ryt9.com/s/prg/3116132<br />
<span style="color: #ff0000;"><sup>2</sup></span> ที่มา: https://www.theguardian.com/environment/2020/may/21/wildlife-national-parks-covid-19-shutdown-death-valley<br />
<span style="color: #ff0000;"><sup>3</sup></span> ที่มา: https://www.posttoday.com/social/local/624223<br />
<span style="color: #ff0000;"><sup>4</sup></span> ที่มา: https://www.nbcnews.com/news/us-news/nationalpark-closings-gave-wildlife-room-roam-rangers-advisecaution-n1208216<br />
<span style="color: #ff0000;"><sup>5</sup></span> ที่มา: https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/Southern/ReasearchPaper/Overtourism.pdf<br />
<span style="color: #ff0000;"><sup>6</sup></span> ที่มา: https://www.thaipost.net/main/detail/64337</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-green-tourism-building-back-better/">นักวิชาการชูแนวคิด Green Tourism และ Building Back Better จัดการทรัพยากรธรรมชาติหลัง COVID-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-green-tourism-building-back-better/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อเล็กซ์ เรนเดลล์ เปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ภายใต้แนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Mar 2020 06:58:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[กอดป่ากอดทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อเล็กซ์ เรนเดลล์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการกอดป่ากอดทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=12609</guid>

					<description><![CDATA[<p>อเล็กซ์ เรนเดลล์ ในฐานะผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC Thailand) ผนึกกำลัง 7 ภาคี ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จังหวัดกระบี่, บริษัทแบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด มูลนิธิกระบี่ยั่งยืน บริษัท เจ.ซี.เจ. จํากัด และภาคประชาชนร่วมเปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา ภายใต้แนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชวนทุกคนมากอดทรัพยากร คิดจริง ทำจริง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/">อเล็กซ์ เรนเดลล์ เปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ภายใต้แนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อเล็กซ์ เรนเดลล์ ในฐานะผู้ก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC Thailand) ผนึกกำลัง 7 ภาคี ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จังหวัดกระบี่, บริษัทแบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด มูลนิธิกระบี่ยั่งยืน บริษัท เจ.ซี.เจ. จํากัด และภาคประชาชนร่วมเปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษา ภายใต้แนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย<span id="more-12609"></span> ชวนทุกคนมากอดทรัพยากร คิดจริง ทำจริง ในพื้นที่จริง ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยมุ่งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ และเท่าทันการควบคุมเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์รวมทั้งการรับรู้ถึงสถานการณ์ทางด้านทรัพยากรและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนพร้อมร่วมปลูกฝังจิตสำนึกสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะกลุ่มเด็กในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและรักษาทรัพยากรของพื้นที่และของประเทศไทย เพื่อให้พวกเขาเห็นคุณค่า เกิดความรัก ความหวงแหน และนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพยากร ทั้งยังช่วยสร้างนักอนุรักษ์คืนสู่สังคมต่อไป โดยนำร่องลงพื้นที่กอดแห่งแรกที่ จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา</strong></p>
<figure id="attachment_12611" aria-describedby="caption-attachment-12611" style="width: 800px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12611 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02.jpg" alt="อเล็กซ์ เรนเดลล์" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a><figcaption id="caption-attachment-12611" class="wp-caption-text">บรรยากาศงานแถลงข่าวเปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล โดยมีอเล็กซ์ ผู้ร่วมสนับสนุน เต้ย และน้องๆ นักเรียน ร่วมงาน</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายอเล็กซ์ เรนเดลล์</strong></span> <strong>ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย (EEC Thailand)</strong> กล่าวว่า “โครงการ <strong>#กอดป่ากอดทะเล</strong> เกิดขึ้นจากความตั้งใจของผมที่อยากจะชวนให้ทุกคนมากอดทรัพยากรของเรา มาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านการเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องตามแนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน” ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจแก่นของคุณภาพสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา และเข้าใจวิธีการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยทุกคนจะได้ร่วมคิดจริง ทำจริง ในพื้นที่จริง รวมถึงโครงการนี้จะเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และแชร์ทัศนคติของคนจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง และคนในท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน การจะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทั้งทางภาครัฐ ภาคเอกชนได้ให้การสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี รวมถึงได้พลังความร่วมมือจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ประชาชนทั่วไป และเหล่าจิตอาสา โดยพื้นที่แรกของโครงการนี้ คือ จังหวัดกระบี่ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศน์ และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำของโลก ดังนั้น การใช้ทรัพยากรของคนในชุมชนอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเราได้จัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาให้ความรู้เรื่องทรัพยากร สร้างแรงบันดาลใจ และจัดกิจกรรม ‘รู้ก่อนเก็บ’ เรียนรู้เรื่องขยะทะเล นวัตกรรมในการเก็บขยะชิ้นเล็ก (micro plastic) พร้อมปฏิบัติการสองมือลดขยะ ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 3 วันรวมกว่า 3,000 คน”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร</strong></span> <strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่</strong> กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “ในนามของชาวจังหวัดกระบี่ ผมรู้สึกยินดี และขอขอบคุณ EEC Thailand และพันธมิตรเครือข่ายทุกองค์กรเป็นอย่างสูง ที่เล็งเห็นความสำคัญและเลือกจังหวัดกระบี่ให้เป็นพื้นที่แรกของโครงการ ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของการปรับเปลี่ยนยุทธศาตร์การพัฒนาจังหวัดกระบี่ในประเด็น KRABI goes green ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มแข็ง สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนในพื้นที่กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ โดยส่งเสริมให้เกิด การแลกเปลี่ยนความรู้ เทคนิค และแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ที่สำคัญจะเป็นตัวช่วยในการปลูกฝังให้คนในพื้นที่รัก หวงแหนทรัพยากร และดำเนินชีวิตอย่างสมดุลไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12612 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03.jpg" alt="กิจกรรมเชิงวิชาการและกิจกรรมภาคสนามของโครงการ #กอดป่ากอดทะเล" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางลลิดา พันธุ์วิชาติกุล</strong></span> <strong>ประธานที่ปรึกษามูลนิธิกระบี่ยั่งยืน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมในเครือมากระบี่</strong> กล่าวว่า “มูลนิธิกระบี่ยั่งยืนเป็นองค์กรสาธารณะที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมขับเคลื่อนกระบี่สู่เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือของทุกฝ่ายในโครงการนี้ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ มุ่งเน้นสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังทัศนคติด้านการอนุรักษ์ให้กับเด็ก เยาวชน และคนในจังหวัดกระบี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อพวกเขารัก เข้าใจ และรู้คุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็ย่อมอยากที่จะรักษาไว้ ซึ่งโครงการนี้ยังเน้นการมอบองค์ความรู้ทั้งภาควิชาการและภาคปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนจึงทำให้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตได้อย่างแท้จริง”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายโสภณ ทองดี</strong></span> <strong>อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวว่า “โครงการ #กอดป่ากอดทะเล มีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้เชิงวิชาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพิ่มความเข้าใจด้วยการสอนภาคปฏิบัติในพื้นที่จริง ตลอดจนสร้างและขยายเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่กรมพยายามส่งเสริมและผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด ทางกรมได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ เรือปฏิบัติภารกิจ กำลังพลจากกลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล รวมถึงนำแนวทางการดำเนินงานของกลุ่มอาสาฯ มาประยุกต์และต่อยอดแนวคิดของโครงการ เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวนันทนา ขาวปลื้ม</strong></span> <strong>ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า “ความตั้งใจของแบรนด์ตั้งแต่มอบบทบาทพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์ซุปไก่สกัดให้กับ ‘อเล็กซ์’ คือการสนับสนุนและให้ความร่วมมือในสิ่งที่เขาทำ เพราะแบรนด์และอเล็กซ์มีจุดยืนที่ชัดเจนเหมือนกันคือ มีความเชื่อในการลงมือทำสิ่งดีๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเชื่อว่าการส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนไทยอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปูรากฐานให้พวกเขาเติบโตอย่างมีศักยภาพดังนั้นบริษัทฯ จึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้กับโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ซึ่งถือเป็นโครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาที่สามารถมอบคุณค่าและคืนสิ่งดีๆ สู่สังคม สิ่งแวดล้อม และเหล่าเยาวชนไทย เพราะไม่ได้เป็นเพียงโครงการที่ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงการที่มอบองค์ความรู้แนะแนวทาง ตลอดจนมอบประสบการณ์ตรงผ่านการลงมือทำ ซึ่งความรู้และประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยพัฒนาเยาวชนให้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปกป้องและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดยแบรนด์ได้มอบทุนในการส่งเสริมโครงการให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และสนับสนุนผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดให้กับอเล็กซ์ ทีมงาน และผู้ร่วมโครงการทุกคน เพื่อให้ทุกคนมีร่างกายที่พร้อมสำหรับการอบรมและทำกิจกรรมภาคสนามตลอดทั้ง 3 วัน”</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12613 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04.jpg" alt="กิจกรรมเชิงวิชาการและกิจกรรมภาคสนามของโครงการ #กอดป่ากอดทะเล" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/03/kodpakodtalay-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายนพดล ภาคพรต</strong></span> <strong>รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า “ททท. เป็นองค์กรที่เข้าถึงคุณค่าความสําคัญของทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และมีนโยบายในการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวที่มุ่งให้ความสําคัญกับการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบมาโดยตลอด เราจึงได้ผสานแนวคิดนี้เข้าไปในทุกกิจกรรมของ ททท. อาทิ การคัดแยกขยะในทุกงานอีเว้นท์ การสนับสนุนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเข้ามาสนับสนุนโครงการในครั้งนี้ เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ประกอบกับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับนโยบายและแนวคิดโครงการ “เมืองไทยสวยด้วยสองมือ” ปี 2563 ของททท. ที่มุ่งเน้นการร่วมรักษาทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เกิดความสมดุลในการเดินทาง และเผยแพร่แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยว เยาวชนไทย รวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ โดยเชื่อว่าจะช่วยส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อันจะเป็นรากฐานในการพัฒนาสังคม ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล”</p>
<p><strong>ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ได้ทาง Facebook Fanpage: กอดป่ากอดทะเล และ Instagram: @kodpakodtalay</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/">อเล็กซ์ เรนเดลล์ เปิดโครงการ #กอดป่ากอดทะเล ภายใต้แนวคิด “มนุษย์และธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทบาทอุตสาหกรรมต่อการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-sdg-12/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-sdg-12/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Feb 2020 07:10:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Article]]></category>
		<category><![CDATA[Decoupling]]></category>
		<category><![CDATA[Eco-label]]></category>
		<category><![CDATA[Green Industry]]></category>
		<category><![CDATA[SDG]]></category>
		<category><![CDATA[SDG 12]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Development Goals]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ความรับผิดชอบต่อการบริโภคและการผลิต]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลากสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=12218</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากกระแสความกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และการหมดลงไปของทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงนับตั้งแต่ ปี ค.ศ.2015 ที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาของโลก หรือที่เรียกว่า “Global target, National action” กล่าวคือเป็นเป้าหมายของโลกเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จภายในปี ค.ศ.2030 ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงสังคมเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นกับการขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว บทความนี้ขอนำเสนอ 1 ใน 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญ และใช้เป็นกลยุทธ์สำหรับการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างโอกาสทางการตลาด&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-sdg-12/">บทบาทอุตสาหกรรมต่อการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จากกระแสความกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และการหมดลงไปของทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงนับตั้งแต่ ปี ค.ศ.2015 ที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาของโลก หรือที่เรียกว่า “Global target, National action” กล่าวคือเป็นเป้าหมายของโลกเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จภายในปี ค.ศ.2030 ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงสังคมเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นกับการขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว<span id="more-12218"></span> บทความนี้ขอนำเสนอ 1 ใน 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญ และใช้เป็นกลยุทธ์สำหรับการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างโอกาสทางการตลาด การค้า ไปจนถึงการแข่งขันได้ในอนาคต นั่นก็คือ เป้าหมายที่เรียกว่า “SDG 12” หรือ “การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production)”</strong></p>
<p><strong>หัวใจหลักของ SDG 12</strong> ก็คือ “ความต้องการผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบต่อการบริโภคและการผลิต” ดังนั้นตัวชี้วัดความสำเร็จของ SDG 12 จึงมีหลายตัวชี้วัดที่เน้นด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการลดของเสียหรือการสูญเสียในการผลิตและการบริโภค เช่น ตัวชี้วัด Material footprint และตัวชี้วัดการใช้วัสดุภายในประเทศ (Domestic material consumption) รวมถึงดัชนีการสูญเสียอาหาร (Food loss index) เป็นต้น ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอ 3 กลยุทธ์หลักที่ภาคอุตสาหกรรมควรดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย</p>
<p>(1) “<strong>Decoupling</strong>” กล่าวคือแนวคิดของการผลักดันให้เกิดการการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือกำไรของธุรกิจในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (ดังตัวอย่างรูปที่ 1) ซึ่งระดับของการ Decoupling มีทั้งระดับที่เรียกว่า “Absolute Decoupling” กล่าวคือ เศรษฐกิจโตขึ้นขณะที่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสวนทางลดลง หรือระดับ “Relative decoupling” กล่าวคือ เศรษฐกิจโตสูงขึ้นในอัตราที่มากกว่าอัตราการเติบโตของผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากร อย่างไรก็ตามหากเป็นไปได้ Absolute Decoupling ก็มักเป็นสิ่งที่ควรกำหนดเป็นเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่า Relative decoupling โดยมีตัวอย่างของการ Decoupling แบบง่ายๆ เช่น การหารูปแบบการขนส่งที่สามารถขนส่งคนหรือสินค้าได้มากขึ้นณะที่การใช้พลังงานลดลง หรือกรณีของการผลิตพลังงานเช่นการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง ซึ่งการจะบรรลุตัวชี้วัดข้างต้นนี้ก็อาจต้องนำไปสู่มาตรการการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า เป็นต้น</p>
<p>(2) “<strong>Green Industry</strong>” หรือ การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว กล่าวคือ อุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้ทรัพยากร รวมถึงไปถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในส่วนนี้ปัจจุบันประเทศไทยได้มีนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวโดยหลายหน่วยงาน ดังเช่น การให้การรับรองโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียว “Green Industry Mark” ของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือการให้การรับรองโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ “Eco Factory” ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (รูปที่ 2)</p>
<p>(3) “<strong>Eco-label</strong>” หรือฉลากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญของการสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อใช้งานต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายรูปแบบทั้งที่เป็นแบบประเด็นเฉพาะ เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีเกณฑ์ประเมินทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันฉลากสิ่งแวดล้อมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท กล่าวคือ ได้ประโยชน์จากการพัฒนาสินค้าที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท</p>
<p><strong>ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1</strong> คือ ฉลากสิ่งแวดล้อมที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินและตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระที่มีความเป็นกลาง ว่าได้มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนด ทั้งนี้ข้อกำหนดฉลากสิ่งแวดล้อมนี้จะเน้นการป้องกันมลพิษที่เกิดขึ้นโดยพิจารณาตลอดทั้งวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยสำหรับประเทศไทยจะรู้จักกันในชื่อของ “ฉลากเขียว” ที่ดำเนินโครงการโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</p>
<p><strong>ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2</strong> คือ ฉลากที่ผู้ผลิตเป็นผู้บ่งบอกเองว่าผลิตภัณฑ์ของตนชิ้นนี้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Self-declaration) โดยผู้ผลิตมักแสดงในรูปของข้อความหรือสัญลักษณ์ และมักต้องมีเกณฑ์หรือหลักฐานที่แสดงหรือชี้แจงต่อคนภายนอกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในแง่มุมใด เช่น ลดการใช้พลังงาน สามารถย่อยสลายได้ นำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ดังตัวอย่างฉลาก PTT Green for life หรือ SCG eco value เป็นต้น</p>
<p><strong>ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3</strong> คือ ฉลากที่มีการแสดงข้อมูลผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental information) โดยอาศัยเครื่องมือการประเมินวัฏจักชีวิต (Life Cycle Assessment) ในการศึกษา และต้องมีการรับรองผลด้วยหน่วยงานกลาง ดังตัวอย่างฉลาก EPD ในสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการรับรองฉลากประเภทที่ 3 นี้อย่างเต็มรูปแบบ แต่มีฉลากสิ่งแวดล้อมที่อาจจัดได้ว่าใกล้เคียงและได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ได้แก่ “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product)” ที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ “ฉลากฟุตพริ้นท์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Footprint)” ที่ดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</p>
<p><strong>ถึงแม้ว่าโดยแท้จริงการบรรลุเป้าหมายของ SDG 12 นั้นต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน แต่อย่างไรก็ตามก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกันที่ภาคอุตสาหกรรมมักจะต้องเป็นผู้ริเริ่มนำเสนอแนวทางเพื่อมุ่งไปสู่การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนต่อไปสังคม ซึ่งผู้เขียนคิดว่าจากกลยุทธ์หลักทั้ง 3 ข้อข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับการนำไปใช้เพื่อวางแผนและกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กรได้ต่อไป</strong></p>
<table style="border: 5px solid #6cb742;" width="100%">
<tbody>
<tr valign="middle">
<td style="vertical-align: middle; padding: 10px;"><strong>ข้อมูลที่คุณอาจสนใจ</strong></p>
<ul>
<li style="list-style-type: none;">
<ul>
<li><a title="อุตสาหกรรมสีเขียว กับแผนฯ 12" href="https://www.greennetworkthailand.com/อุตสาหกรรมสีเขียว-green-industry-5step/">อุตสาหกรรมสีเขียว กับแผนฯ 12</a></li>
<li><a title="กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้ทุกโรงงานพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว" href="https://www.greennetworkthailand.com/อุตสาหกรรมสีเขียว-green-industry/">กรมโรงงานอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้ทุกโรงงานพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว</a></li>
<li><a title="พัฒนาสู่ความยั่งยืน" href="https://www.greennetworkthailand.com/พัฒนาสู่ความยั่งยืน/">พัฒนาสู่ความยั่งยืน</a></li>
<li><a title="ทั่วโลกผนึกพันธมิตรโรงงานสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม" href="https://www.greennetworkthailand.com/โรงงานสีเขียว/">ทั่วโลกผนึกพันธมิตรโรงงานสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม</a></li>
</ul>
</li>
</ul>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<p>Source: คอลัมน์ GREEN Article<br />
โดย รศ.ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<ul>
<li>IRP (2017). Assessing global resource use: A systems approach to resource efficiency and pollution reduction. A Report of the International Resource Panel. United Nations Environment Programme. Nairobi, Kenya.</li>
<li>United Nations. (2019). Sustainable Development Goal 12: Ensure sustainable consumption and production patterns. https://sustainabledevelopment.un.org/sdg12 (accessed 12 August 2019)</li>
</ul>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-sdg-12/">บทบาทอุตสาหกรรมต่อการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-sdg-12/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย&#8230;</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jan 2020 06:45:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green People]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นละออง PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วิจารย์ สิมาฉายา]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=11889</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผู้นำต้นแบบยึดหลักพรหมวิหาร 4 ผู้ขับเคลื่อนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม หากจะกล่าวถึงบุคคลผู้มีหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม มีจิตใจรักษาโลกใบนี้ให้น่าอยู่ กอร์ปกับความมีเจตนารมณ์ในการพัฒนาผลักดันองค์กรให้เกิดการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงสู่การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลอันจะเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บุคคลท่านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอดการทำงาน นั่นคือ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้คร่ำวอดทางด้านบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ร่วมผลักดันกฎหมายและกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/">ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย…</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ผู้นำต้นแบบยึดหลักพรหมวิหาร 4 ผู้ขับเคลื่อนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม</h2>
<p><strong>หากจะกล่าวถึงบุคคลผู้มีหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม มีจิตใจรักษาโลกใบนี้ให้น่าอยู่ กอร์ปกับความมีเจตนารมณ์ในการพัฒนาผลักดันองค์กรให้เกิดการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน ประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงสู่การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลอันจะเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บุคคลท่านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอดการทำงาน นั่นคือ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong><span id="more-11889"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</strong></span> ผู้คร่ำวอดทางด้านบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ร่วมผลักดันกฎหมายและกิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งอดีตเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่เป็นองค์กรกลางและคลังสมองของประเทศด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี พร้อมกับการการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งถือเป็นองค์กรชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นในความเป็นกลางบนพื้นฐานทางวิชาการ เพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ข้อมูลทางวิชาการ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนรัฐขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายของโลกในการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้การพัฒนาและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศเกิดชึ้นอย่างสมดุลและได้มาตรฐาน เพื่อนำนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลในระดับพื้นที่ การรณรงค์ เผยแพร่และประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ สร้างความร่วมมือกับองค์กรหลักด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเครือข่ายระดับต่าง ๆ ในการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต่อสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวนโยบายจากการบริหารองค์กรที่นำโดย ดร.วิจารย์ ในฐานะผู้บริหารองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ ความเป็นนักวิชาการ และหลักการบริหารงานที่ได้ยึดมั่นความถูกต้องตามหลักวิชาการ คุณงามความดีและซื่อสัตย์ และจะสามารถนำพาองค์กรก้าวหน้าไปตามเป้าหมายที่วางไว้</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11890 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon.jpg" alt="TEI" width="800" height="733" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon-300x275.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon-768x704.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon-150x137.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-Green-Carbon-500x458.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a></p>
<p><strong>ดร. วิจารย์</strong> เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักวิชาการและนักบริหารสิ่งแวดล้อมในเชิงบูรณาการ สร้างเครือข่ายการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมจนเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นผู้นำทางองค์กรสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการอุทิศตนอย่างมุ่งมั่นและทุ่มเทในการจัดการสิ่งแวดล้อม และถ่ายทอดความรู้สู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่เป็นต้นแบบของข้าราชการ ทั้งการวางตัว การถ่ายทอดความรู้ การสร้างเครือข่าย และการประกอบสัมมาชีพ เป็นที่ประทับใจของเพื่อนร่วมงานทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน จนได้รับรางวัลเกียรติคุณและประกาศเกียรติคุณด้านคุณงามความดีจากหน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า 10 รางวัล ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 อาทิ รางวัล “ข้าราชการพลเรือนดีเด่น” จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน รางวัล “คนดีศรี คพ.” จากกรมควบคุมมลพิษ รวมไปถึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ศิษย์เก่าเกียรติยศ 100 ปี โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย” รางวัล “ศิษย์เก่าดีเด่น” จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “รางวัลเกียรติยศ ผู้ทำประโยชน์ ในวาระ 80 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “คนดีศรีสะเกษ” จากเจ้าคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ รางวัลที่ยืนยันถึงคุณความความดีและความซื่อสัตย์สุจริต คือ รางวัล “ผู้ประพฤติปฏิบัติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ประจำปี 2558” จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ และรับรางวัลเกียรติยศโล่ห์และใบประกาศเกียรติคุณ “คนดีศรีอีสาน” ในปี 2558 และรางวัล “หนี่งในอีสาน ด้านส่งเสริมคุณธรรม” จากประธานเครือข่ายความดีงามภาคอีสาน ในปี 2560</p>
<p><strong>ดร.วิจารย์</strong> เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2501 ที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ บิดารับราชการครูประชาบาล มารดาประกอบอาชีพค้าขาย สำเร็จปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโทวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาวิศวกรรมสุขาภิบาล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเข้ารับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในปี 2528 และต่อมาได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลประเทศแคนาดาจนสำเร็จปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ที่ University of Guelph ประเทศแคนาดา ในปี 2541 นอกจากนี้ ดร.วิจารย์ ยังได้รับการยกย่องและการยอมรับทางด้านวิชาการและการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยจะเห็นได้จากการที่สภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ต่าง ๆ มากมาย ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ จากวิทยาลัยเซาท์อีสบางกอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สิ่งแวดล้อมศึกษา) จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การจัดสิ่งแวดล้อม) จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาศาสตร์(นิด้า) ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ตามลำดับ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-11891 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD.jpg" alt="TEI &amp; TBCSD" width="800" height="727" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD-300x273.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD-768x698.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD-150x136.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/TEI-TBCSD-500x454.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a></p>
<p>ทั้งนี้ <strong>กองบรรณาธิการนิตยสาร <span style="color: #6cb742;">Green</span> <span style="color: #ff9900;">Network</span></strong> ได้รับเกียรติจาก <strong>ดร.วิจารย์</strong> ให้สัมภาษณ์พิเศษในเรื่องแนวนโยบายการดำเนินงานองค์กร รวมถึงแนวคิดในการบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยจะขับเคลื่อนไปอย่างไรบ้าง โดย <strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าวว่า ในปีใหม่เข้าสู่ พ.ศ. 2563 สถานการณ์มลภาวะและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังคงมีความน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะภาวะแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งค่า<strong>ฝุ่นละออง PM2.5</strong> จะยังคงส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพคนไทยและส่งผลต่อปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ปล่อยไอเสียจากรถยนต์ประกอบกับสภาวะอากาศปิด ที่จะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศสูงขึ้น และสถานการณ์ปัญหาขยะพลาสติกส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งล้วนเกิดจากมนุษย์ที่ไม่มีจิตสำนึกในการร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกใบนี้ จึงนำมาซึ่งแนวนโยบายการขับเคลื่อนการงดและเลิกให้ถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมาตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงานเพื่อลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว หรือ Single-Use Plastic ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573</p>
<p>“<strong>สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> ก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับมอบหมายให้ร่วมบูรณาการดำเนินงาน โดยนโยบายในปี 2563 นี้ สถาบันฯ จะเป็นตัวกลางความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชนในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การสร้างการรับรู้ และความเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งคงต้องเน้นมาตรการแก้ไขเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ มาตรการด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การรณรงค์ให้ประชาชนใช้รถสาธารณะมากขึ้น การรณรงค์ลดการใช้พลาสติกทุกรูปแบบด้วยการรีไซเคิ่ลให้เป็นกระบวนการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงจัดทำโครงการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม และมาตรการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของคนในชุมชน โดยจัดกิจกรรมให้เยาวชนทุกระดับร่วมกันรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ในโรงเรียน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาชุมชนของตนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง”</p>
<p>สำหรับผลการทำงานที่โดดเด่นของ <strong>ดร.วิจารย์</strong> ที่ผ่านมา เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ประกอบด้วย การจัดการมลพิษทางน้ำ ด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ การจัดการขยะและของเสีย การจัดการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และการสร้างการมีส่วนร่วมด้านงานสิ่งแวดล้อม การจัดการคุณภาพน้ำในระบบพื้นที่ลุ่มน้ำร่วมกับชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ใน “โครงการพันธมิตรลุ่มน้ำท่าจีน” นับเป็นต้นแบบให้ขยายผลไปในพื้นที่อื่น ๆ ทำให้ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม 2 ปีซ้อน (ปี 2556 และปี 2557) จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ส่วนผลงานดีเด่นด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ คือ การแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ โดยเน้นการเสริมสร้างบทบาทชุมชนในการแก้ไขปัญหาผ่านการดำเนินการโครงการ “ชุมชนมาตรฐาน หมู่บ้านปลอดการเผา การพัฒนาแอพพลิเคชั่น “Air4Thai” เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศ และหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแผนโรดแม๊ปอาเซียนปลอดหมอกควัน “ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้อาเซียนปลอดจากหมอกควันภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศภาคีอาเซียน ขณะที่ผลงานด้านการจัดการขยะและของเสีย ได้ขับเคลื่อนผ่านแผนแม่บทบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย จนสามารถแก้ไขปัญหาการตกค้างของขยะสะสม การสร้างรูปแบบการบริหารจัดการ การนำขยะไปผลิตพลังงาน การสร้างการรับรู้เพื่อลดขยะที่ต้นทาง เป็นต้น และได้เป็นผู้แทนประเทศไทยและระดับภูมิภาค ในการเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การได้รับเลือกเป็นผู้แทนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคในการเข้าไปร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการจัดทำรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก ฉบับที่ 6 (Global Environment OutlooK 6) ขององค์การสหประชาชาติ โปรแกรมสิ่งแวดล้อม (UNEP) อีกด้วย</p>
<p>“แนวคิดในการบริหารองค์กร ผมมีแนวคิดในการบริหารโดยเน้นการมีส่วนร่วม และหุ้นส่วนการทำงานกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนทั่วไป บนพื้นฐานความรู้ ข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ เสนอแนะการขับเคลื่อนนโยบายในทิศทางที่ถูกต้อง สร้างสังคมและชุมชนให้เข้มแข็ง ร่วมมือทางวิชาการกับองค์การและสถาบันทั้งในและระหว่างประเทศ และทำงานอย่างโปร่งใส ในส่วนพนักงานของสถาบัน ก็มุ่งพัฒนาศักยภาพ ให้มีความสุขกับงาน และมีความสมดุลของงานรับผิดชอบกับชีวิตส่วนตัวและครอบครัวด้วย” <strong>ดร.วิจารย์</strong> กล่าว</p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ที่สะสมมาของ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ส่วนต่าง ๆให้มีการขับเคลื่อนทางนโยบาย ผ่านการทำงานด้านการบริการวิชาการ ที่ปรึกษางานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมในระดับต่าง ๆ แผนแม่บทและยุทธศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศ และด้วยการยึดหลักแนวคิดของความเป็นนักบริหารงานที่ได้ทุ่มเทด้วยใจรัก และเป็นผู้นำที่ทำงานอย่างโปร่งใส ยึดหลักพรหมวิหาร 4 คือ ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ยึดมั่นในคุณงามความดีแล้วนำมาบริหารองค์กรอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จึงเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะชนได้รับการยอมรับทั้งหน่วยงานภายในและองค์กรระหว่างประเทศว่าเป็นผู้นำต้นแบบ และเป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง</strong></p>
<hr />
<p>Source: กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/">ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย…</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
