<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธุรกิจสีเขียว | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Jun 2026 03:40:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.4</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>ธุรกิจสีเขียว | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 03:50:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Green Loan]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero 2050]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44644</guid>

					<description><![CDATA[<p>พลวัตของโลกที่ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ทางเลือก&#8221; สู่ &#8220;รากฐานใหม่&#8221; ของขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนจาก &#8220;ความตั้งใจ&#8221; สู่ &#8220;การลงมือทำจริง&#8221; ที่มีมาตรฐานความโปร่งใสระดับสากลเป็นตัวกำกับ โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งหากไร้การขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/">แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พลวัตของโลกที่ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ทางเลือก&#8221; สู่ &#8220;รากฐานใหม่&#8221; ของขีดความสามารถในการแข่งขัน <strong>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> ได้ประกาศปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านฟอรัมใหญ่แห่งปี <strong>“GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future”</strong> เพื่อส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนจาก &#8220;ความตั้งใจ&#8221; สู่ &#8220;การลงมือทำจริง&#8221; ที่มีมาตรฐานความโปร่งใสระดับสากลเป็นตัวกำกับ โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งหากไร้การขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงถึง 40% ภายในปี พ.ศ. 2591</p>
<h3>กลยุทธ์ ‘3 Green Framework’ ตัวเร่งสำคัญสู่ Green Finance</h3>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44646" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02.jpg" alt="อุทัย อุทัยแสงสุข" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อุทัย อุทัยแสงสุข</span> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>3 Green Framework</strong> (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture &amp; Design) ตลอด Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน  พร้อมกันนี้ได้นำกรอบ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์</p>
<p>ทั้งนี้ แสนสิริถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า <strong>Emission Intensity</strong> (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล ดัชนีดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งแสนสิริทำค่า Energy Intensity ได้ที่ 59.16 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อปี ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของภาครัฐที่กำหนดไว้ที่ 80 เรียบร้อยแล้ว</p>
<h3>นำร่อง Green Loan 4,000 ล้านบาท</h3>
<p>นอกจากนี้ แสนสิริยังได้รับความสนับสนุนด้าน Green Finance จากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรวมแล้ว 6 โครงการ โดยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา</p>
<p>“แสนสิริตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% และตั้งเป้าหมายระยะกลางที่จะลดให้ได้ 20% ภายในปี พ.ศ. 2573” ส่วนบนของฟอร์ม<strong> อุทัย </strong>กล่าว ส่วนล่างของฟอร์ม</p>
<h3>SET เดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคาร์บอน เลี่ยง Climate Risk</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44647" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03.jpg" alt="อัสสเดช คงสิริ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อัสสเดช คงสิริ</span> กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> กล่าวว่า ในปัจจุบันค่านิยมของตลาดทุนโลกได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG อย่างเต็มตัว โดยแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างมูลค่าในระยะยาวที่มีกรอบเวลาการลงทุน ตั้งแต่ 5-8 ปี จนถึง 20-30 ปี  จากข้อมูลระบุว่านักลงทุนสถาบันต่างประเทศมีข้อกำหนดที่เข้มงวด โดยจะไม่เข้าลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผนงานหรือมาตรฐาน ESG ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นและความสามารถในการระดมทุน ขณะที่ในประเทศไทย รัฐบาลได้สนับสนุนผ่านกองทุน Thai ESG ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ของกองทุนประเภทนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของปริมาณการปล่อยทั้งโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรก (Top 20) ของโลกในด้านความเสี่ยงจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) หากไม่มีการดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี พ.ศ. 2591 GDP ของไทยอาจลดลงถึง 40% โดยตัวเลขการเติบโตอาจติดลบถึง 4% เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลในกรุงเทพฯ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม</p>
<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งได้พัฒนาเครื่องมืออย่าง SET Carbon Calculator ร่วมกับภาคธนาคารเพื่อช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สามารถวัดผลได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ตั้งเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรเองซึ่งได้รับการรับรองจาก SBTi ในยุโรป เพื่อนำองค์ความรู้มาส่งต่อให้แก่บริษัทจดทะเบียน</p>
<h3>ความยั่งยืน ≠ CSR</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44648" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04.jpg" alt="ขัตติยา อินทรวิชัย" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ขัตติยา อินทรวิชัย</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ร</strong>ะบุถึงบทบาทของภาคการเงินในการหนุนธุรกิจสีเขียวว่า ปัจจุบันแนวคิดเรื่องความยั่งยืน และ ESG ได้เปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่การเป็น &#8220;ระเบียบโลกใหม่&#8221; ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภาคธุรกิจที่สามารถปรับตัวตามกติกาใหม่นี้ได้สำเร็จ จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงิน ตลอดจนสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง</p>
<p>โดยตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนสถาบันระดับโลกอย่าง BlackRock และ Goldman Sachs ต่างเร่งขยายการลงทุนใน Sustainable Finance อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในผลตอบแทนระยะยาวจากบริษัทที่มีแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน</p>
<h3>Transition Enabler ดัน Green Finance หนุนธุรกิจไทยสู่ Net Zero</h3>
<p>สำหรับประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าตลาดที่เกี่ยวข้องในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินได้ปรับบทบาทสู่การเป็น &#8220;Transition Enabler&#8221; เพื่อสนับสนุนธุรกิจผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งการพิจารณาสินเชื่อจะอ้างอิงตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy เพื่อป้องกันการฟอกเขียวและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (Less Brown) ผ่านนวัตกรรมทางการเงิน อาทิ สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (SPT) และหุ้นกู้พ่วงคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/">แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 07:36:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[Earth Jump 2026]]></category>
		<category><![CDATA[net zero]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44549</guid>

					<description><![CDATA[<p>EARTH JUMP 2026 ก้าวสู่การเป็นเวทีฟอรัมสำคัญที่เชื่อมโลกนโยบายเข้ากับโลกธุรกิจจริง โดยปีนี้ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “A Bridge To Empowered Actions”  ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานปีนี้มีนักธุรกิจและผู้ประกอบการ SME กว่า 2,000 พร้อมเวทีเสวนาจากวิทยากรชั้นนำกว่า 60 คน บน 2 เวทีหลัก ควบคู่กับการนำเสนอ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/">กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>EARTH JUMP 2026</strong> ก้าวสู่การเป็นเวทีฟอรัมสำคัญที่เชื่อมโลกนโยบายเข้ากับโลกธุรกิจจริง โดยปีนี้<strong>ธนาคารกสิกรไทย </strong>ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>A Bridge To Empowered Actions” </strong> ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-44549"></span></p>
<p>ภายในงานปีนี้มีนักธุรกิจและผู้ประกอบการ SME กว่า 2,000 พร้อมเวทีเสวนาจากวิทยากรชั้นนำกว่า 60 คน บน 2 เวทีหลัก ควบคู่กับการนำเสนอ K-Climate Solutions ซึ่งรวบรวมเครื่องมือและบริการสนับสนุนธุรกิจตั้งแต่การประเมินความพร้อมด้าน ESG การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเปิดตัว “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” ที่เชื่อมโยงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้ากับสิทธิประโยชน์ทางการเงินโดยตรง</p>
<h3>ความยั่งยืน คือ ใบอนุญาตสู่การทำธุรกิจ</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44552" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02.jpg" alt="ขัตติยา อินทรวิชัย" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ขัตติยา อินทรวิชัย</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย </strong>เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและกติกาใหม่ของโลกธุรกิจ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” หรือ “แต้มต่อ” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ” ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต โดยองค์กรไทยจำเป็นต้องมองข้ามการเอาตัวรอดระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งเพื่อการเติบโตในระยะยาวควบคู่กันไป เพราะโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<h3>4 สะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียว</h3>
<p>การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนต้องอาศัย 4 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนมุมมองจากการอยู่รอดระยะสั้นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การมองความท้าทายเป็นโอกาส การสร้างการเปลี่ยนผ่านร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึง SME และการเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การลงมือทำอย่างจริงจัง โดยกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนลูกค้าด้วยเงินทุน ความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มได้จากการทบทวน “ความสูญเปล่า” ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน การผลิตเกินความต้องการของตลาด หรือการจัดเก็บสต็อกที่ไม่จำเป็น เพราะการลดของเสียเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน แต่ยังลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนได้โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและสร้างกำไรได้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44553" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03.jpg" alt="กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>‘เงินทุน-นวัตกรรม’ สองฟันเฟืองสำคัญ บรรลุ Net Zero</h3>
<p><strong>ขัตติยา </strong>กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงิน กสิกรไทยตั้งเป้าหมายให้พอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยยอมรับว่าช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน การลดการปล่อยคาร์บอนอาจเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ความพร้อมของผู้ประกอบการ และบริบทของประเทศ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบนิเวศทางธุรกิจเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น ทำให้การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการรอความพร้อมสมบูรณ์ แต่เป็นเรื่องของการเริ่มลงมือทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ และค่อย ๆ ขยายผลอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>“การบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนควบคู่กัน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้าน Green Finance จากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีสีเขียวจำนวนมากยังอยู่ในช่วงพัฒนาและมีความเสี่ยงสูง แต่หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว” <strong>ขัตติยา </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/">กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 08:53:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38791</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด</strong></p>
<p><span id="more-38791"></span></p>
<p>ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น</p>
<h3>ทิศทางลงทุนพลังงานสะอาดย้ายสู่เอเชีย</h3>
<p>บทวิจัยของ Morgan Stanley มองว่า นโยบายด้านพลังงานสะอาดของทรัมป์ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกองทุนรวมที่เน้นลงทุนด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน ที่เริ่มเบนเข็มสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกลายเป็นดาวรุ่ง เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างกำลังเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ข้อมูลจาก Global Wind Energy Council คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 กำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ดำเนินการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นหกเท่า รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเอเชียจะเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยมีจีนเป็นผู้นำในที่ครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่าร้อยละ 60 ของโลก และควบคุมการผลิตแร่หายากที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดถึงร้อยละ 80 ทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่คือโอกาสของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์ EV ที่มีค่ายรถยนต์จากประเทศต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิต จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า ปัจจุบันมีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกค่าย และทุกประเภท รวม 28 โครงการ 22 บริษัท มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 78,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 880,000 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38793" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg" alt="บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน" width="740" height="459" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-300x186.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-150x93.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-500x310.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ไทยฮับพลังงานสะอาดในอาเซียน</h3>
<p>ประเทศไทยดำเนินนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 เพื่อสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย ปี 2567 &#8211; 2580 (Power Development Plan หรือ PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปัจจุบันไทยมีการผลิตพลังงานสะอาดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม และจากการจัดอันดับ SDG Index ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยอยู่ที่อันดับ 43 ของโลก เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยได้คะแนนความก้าวหน้าในด้านพลังงานสะอาดสูงสุดในภูมิภาค</p>
<p>ความพร้อมด้านพลังงานสะอาด เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด ในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนและตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอย่างบีโอไอ ที่ให้การส่งเสริมการลงทุนก็มีประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนในด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลงทุนสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อลดความเสี่ยงในวิกฤตด้านพลังงานในอนาคต โดยสถิติการขอรับการส่งเสริมในกิจการพลังงานสะอาด นับตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 2,900 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 560,000 ล้านบาท แบ่งตามประเภทกิจการ ดังนี้</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะ หรือเชื้อเพลิงจากขยะ มีจำนวนกว่า 80 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น มีจำนวนกว่า 2,800 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 320,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานอื่น ๆ มีจำนวนกว่า 30 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท</p>
<p><strong>นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยหันมาใช้พลังงานทดแทน ตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart and Sustainable Industry โดยตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีจำนวนกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ถือเป็นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2024 06:27:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33551</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือความท้าทายจากกฎเกณฑ์ประเทศคู่ค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน  และตอบโจทย์การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชี้ในอีก 6 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเพิ่มรายได้ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ชู “การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”  เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยธุรกิจปรับตัว ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเมกะเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง ในยุคที่ทุกฝ่ายต่างมองหาการเติบโตที่ยั่งยืน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/">“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</strong> แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือความท้าทายจากกฎเกณฑ์ประเทศคู่ค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน  และตอบโจทย์การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชี้ในอีก 6 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเพิ่มรายได้ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ชู “การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”  เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยธุรกิจปรับตัว</p>
<p><span id="more-33551"></span></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</span> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย</strong> เปิดเผยว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเมกะเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง ในยุคที่ทุกฝ่ายต่างมองหาการเติบโตที่ยั่งยืน และสร้างภูมิคุ้มกันจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว สะท้อนจากผลสำรวจผู้ประกอบการรายใหญ่ทั่วโลกต่อการยึดมั่นในแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน  ผู้ประกอบการไทย จึงควรเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน  เพื่อสร้างโอกาส และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมเมกะเทรนด์ดังกล่าว  โดยเฉพาะกฎระเบียบทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เช่น ยุโรปที่เริ่มบังคับใช้กฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนฉบับใหม่ (Corporate Sustainability Reporting Directive หรือ CSRD) ในปีงบการเงิน 2567  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รวมปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียน และมีผลกระทบกับบริษัทมากถึง 50,000 แห่ง ขณะที่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยุโรปอาจบังคับใช้มาตรการ Digital Product Passport ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคทราบ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย เป็นปัจจัยท้าทายต่อผู้ส่งออกของไทย</p>
<p>“เศรษฐกิจหมุนเวียนจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งโอกาสในการลดต้นทุน โอกาสในการเพิ่มรายได้  และโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยงานวิจัยในต่างประเทศ ชี้ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนจากการลดวัสดุในการผลิต 28% เพิ่มรายได้ทั่วโลกมากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้ถึง 39% ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกมาก สะท้อนจากอัตราการนำของเหลือทิ้งไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 33% โดยธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สื่อและสิ่งพิมพ์  ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ มีอัตราต่ำกว่า 10% เทียบกับยุโรปและเกาหลีใต้ที่สูงถึง 46% และ 60% ตามลำดับ” <strong>ดร.พชรพจน์ </strong>กล่าว</p>
<p>ด้าน<strong><span style="color: #6cb742;">ณัฐพร ศรีทอง นักวิเคราะห์</span> ศูนย์วิจัย  Krungthai COMPASS</strong>  กล่าวว่า  การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Sustainable and Transition Finance) เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและธุรกิจสีเขียว  โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนราว 9.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในไทยอยู่ที่เกือบ 1.8 แสนล้านบาท และคาดว่า ในระยะข้างหน้าจะขยายตัวมากขึ้น จากเทรนด์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emission) เช่น ญี่ปุ่นวางแผนจะออก Transition bond มูลค่า 20 ล้านล้านเยน หรือ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า</p>
<p>ขณะที่ในไทยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดตัวกองทุน “Thai ESG”  รวมถึงภาคธนาคารไทยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเงินที่สนับสนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Transition Finance Product) ในช่วงต้นไตรมาส 3 ของปี 2567 นี้</p>
<p>“ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวรับความท้าทายจากกฎเกณฑ์ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เช่น ข้อมูลการใช้ปัจจัยการผลิตรีไซเคิล และข้อมูลการบริหารจัดการของเหลือทิ้ง ตลอดจนปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ รวมถึงพิจารณาระดมทุนผ่าน Sustainable และ Transition Finance ขณะที่ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุน เช่น มาตรการจูงใจ สนับสนุนองค์ความรู้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และมาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น” <strong>ณัฐพร </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/">“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 03:27:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Innovation 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี ฟินแล็บ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ SIP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33253</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 4 เมษายน 2567 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของไทยในทุกภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการนำความยั่งยืนมาสู่ธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กว้างขวางของยูโอบี ฟินแล็บ (UOB FinLab) ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน ผู้ให้คำปรึกษา และ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/">ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 4 เมษายน 2567 – <strong>ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของไทยในทุกภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการนำความยั่งยืนมาสู่ธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กว้างขวางของยูโอบี ฟินแล็บ (UOB FinLab) ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน ผู้ให้คำปรึกษา และ SMEs</strong></p>
<p><span id="more-33253"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33255" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01.jpg" alt="โครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>โครงการ SIP ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม ได้แก่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), PwC ประเทศไทย,องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โครงการยั่งยืนนิยม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 และ 30 พฤษภาคม 2567 ที่กรุงเทพฯ โดยประกอบด้วยเวิร์กชอปและมาสเตอร์คลาสที่ออกแบบมาสำหรับ SMEs ไทยที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 200 ราย  ซึ่ง SMEs ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้และข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืน เครื่องมือวัดผล ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance &#8211; ESG) แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม และขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</p>
<p>จากรายงาน UOB Business Outlook Study 2024<span style="color: #ff0000;">[1]</span> พบว่า การนำแนวทางปฏิบัติ ESG มาใช้ในประเทศไทยนับเป็น 1 ใน 5 ลำดับความสำคัญทางธุรกิจที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างมากในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประมาณ 3 ใน 10 ระบุว่า จำเป็นต้องมีการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในส่วนของการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงคำแนะนำสำหรับการปรับใช้มาตรฐาน ESG และแนวทางปฏิบัติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33257" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02.jpg" alt="บัลลังก์ ว่องธวัชชัย" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายบัลลังก์ ว่องธวัชชัย </strong></span><strong>Head of Digital Engagement and FinTech Innovation </strong><strong>ธนาคารยูโอบี</strong> <strong>ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า “ปัญหาโลกร้อนส่งผลให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจและการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน จากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study พบว่าโดยทั่วไปแล้วองค์กรธุรกิจในไทยมองว่าการปรับใช้แนวทางความยั่งยืนคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร (ร้อยละ 56) ช่วยดึงดูดนักลงทุน (ร้อยละ 50) และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในการทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ (ร้อยละ 42)</p>
<p>“SMEs ตระหนักมากขึ้นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โครงการ SIP รวบรวมพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนที่สามารถช่วยเหลือ SMEs ไทยในทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเริ่มต้นปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยองค์ความรู้เฉพาะทาง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะสามารถประเมินความพร้อมของธุรกิจตน สำหรับการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือด้านความยั่งยืนของทางธนาคารที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยเครื่องมือนี้จะแนะนำแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มธุรกิจต่างๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33256" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01.jpg" alt="นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><strong>ทางด้าน<span style="color: #6cb742;">นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์</span>  ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ </strong><strong>TGO </strong>กล่าวว่า “ปัจจุบันความยั่งยืนกลายเป็นความจำเป็นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ หลังนโยบายทั้งไทยและต่างประเทศมุ่งเป้าจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่ามีหลายๆ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero มากขึ้น แต่ไม่มีความรู้ที่แน่ชัดว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ทาง TGO จะเข้ามาช่วย เสริมโครงการ SIP ในจุดนี้ได้ ด้วยการสนับสนุน SMEs ทั้งในเรื่องของแพลตฟอร์มการขอขึ้นทะเบียนกับ TGO ตลอดการให้คำปรึกษาและข้อแนะนำต่างๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ SMEs สามารถรุกตลาดคาร์บอนเครดิตต้องทำยังไง ทั้งเป็นหน่วยงานกลางให้ความรู้และช่วยในการประเมินก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33258" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03.jpg" alt="ปิติพัฒน์ มงคลอริยนันท์" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><strong>ส่วนทางด้าน<span style="color: #6cb742;">นายปิติพัฒน์ มงคลอริยนันท์</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเอ็มพี คอร์ปอเรชัน</strong> ที่ทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแบบครบวงจรที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการภาครัฐและภาคเอกชนอย่างครบวงจร กล่าวว่า “หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการกับทาง UOB FinLab เราเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน นอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง ระบบปฏิบัติการหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังได้นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนไปปรับใช้ในธุรกิจและคู่ค้าของธุรกิจของเราด้วย การขยาย</p>
<p>โครงการ SIP ในปีนี้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม นับว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับสู่ความยั่งยืน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ความจำเป็น กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การประเมินการปล่อยคาร์บอนของธุรกิจ การทำโมเดลธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงโอกาสเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น”</p>
<p>นอกจากโครงการ SIP แล้ว ยูโอบี ฟินแล็บ ยังจัดทำโครงการสำหรับสตาร์ทอัพและบริษัทผู้ให้บริการโซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนเทค ที่ชื่อว่า GreenTech Accelerator (GTA) 2024 ระยะเวลา 6 เดือนอีกด้วย โครงการ GTA จะช่วยให้ผู้ให้บริการโซลูชันกลุ่มกรีนเทคได้พัฒนาโซลูชันเพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจาก SMEs ในอาเซียน และกรีนเทคผู้ชนะจะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อนำไปพัฒนาโครงการนำร่องในการแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ  เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของยูโอบี ฟินแล็บ ในการขับเคลื่อนโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โครงการ GTA 2024 จะสนับสนุนเงินทุนสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับเทคโนโลยีสีเขียว หรือกรีนเทค (Greentech) เพื่อนำร่องนวัตกรรมโซลูชันที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้งานได้จริงสำหรับธุรกิจต่างๆ</p>
<p>โครงการ SIP เปิดรับผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทุกภาคธุรกิจที่ต้องการปรับใช้แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน SMEs ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พฤษภาคม 2567 ที่ www.facebook.com/uob.th หรือ https://thefinlab.com/th/thailand</p>
<p><!--more--></p>
<p><span style="color: #ff0000;">[1]</span> UOB Business Outlook Study 2024, ผู้ตอบแบบสอบถาม: เอสเอ็มอีและองค์กรขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของไทย, N=525. รายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจมหภาค แนวโน้มที่คาดการณ์ และความคาดหวังที่สำคัญสำหรับปี 2567 ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/">ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 06:05:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SCN]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฤทธี กิจพิพิธ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สแกน อินเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=28060</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน บริษัท สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด (SAP) จาก “บริษัทร่วม”&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>) </strong><strong>หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ 3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</strong></p>
<p><span id="more-28060"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28063" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg" alt="" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>SCN  </strong>กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาสที่1ปี พ.ศ. 2566 สิ้นสุดถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำกำไรขั้นต้นไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566โตเพิ่มขึ้น 738% และกำไรรวม 227%  เทียบกับปี พ.ศ.2565ที่ผ่านมา และเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 316% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2565 ทั้งนี้กำไรรวมดังกล่าวยังไม่รวมกำไร One-time ที่เกิดจากขายเงินลงทุนในบริษัท เครือข่ายก๊าซ ไทย-ญี่ปุ่น จำกัด (TJN) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCN และ บริษัท Shizuoka Gas Company Limited ประเทศญี่ปุ่น ในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2565  สำหรับปัจจัยการเติบโตมาจาก 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</p>
<p><strong>โครงสร้างรายได้จำแนกตาม 5 ประเภทธุรกิจ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28064" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg" alt="" width="720" height="467" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-300x195.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-150x97.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-500x324.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>สำหรับโครงสร้างรายได้จำแนกตามประเภทธุรกิจหลักของบริษัทฯ ใน 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1) รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ.2566 จำนวน 249 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) รายได้ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศจำนวน 489 คัน ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน 33 ล้านบาท 3) รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน35ล้านบาท เพิ่มขึ้น18ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 105% เทียบกับปี พ.ศ.2565  4) รายได้จากธุรกิจขนส่งและอื่นๆ ในไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ.2566เท่ากับ71ล้านบาท เพิ่มขึ้น10ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น16% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2565 และ5) รายได้อื่นๆ ไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566จำนวน23ล้านบาท เพิ่มขึ้น3ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น13% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2565</p>
<p><strong>เตรียมแผนนำ SAP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28065" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg" alt="ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน" width="720" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><strong>ดร.ฤทธี</strong> กล่าวว่าในส่วนโครงสร้างกำไรขั้นต้น จำแนกตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 230% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน4ล้านบาท 3) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จำนวน 29 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น124% เทียบกับปี พ.ศ.2565และธุรกิจขนส่งและอื่นๆ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 อีกจำนวน 8 หมื่นบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28066" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg" alt="" width="720" height="405" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg 831w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังลงทุนเพิ่ม 10.23% ในบริษัทย่อยโดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท สแกน แอดวานซ์เพาเวอร์ จำกัด  (SAP) จากบริษัท ไทย แอดวานซ์โซลาร์จำกัด จำนวน 273,612 หุ้น รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18.52 ล้านบาท การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นในSAP เพิ่มขึ้นจาก 58.69% เป็น 68.92% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนจาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย”โดยในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 ผลการดำเนินงานของ SAP เติบโตถึง 48%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบัน SAP ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภาคเอกชน (Private Power Purchase Agreement) กับลูกค้าแล้วทั้งสิ้น 34 โครงการ รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 21 MW ซึ่งการเติบโตที่มีนัยยะสำคัญดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ มีแผนนำSAPยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี พ.ศ.2566 นี้</p>
<p><strong>กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว </strong><strong>เดินหน้านำ WTX จดทะเบียนในตลท. </strong></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเข้าลงทุนในบริษัท เวสท์เทคเอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX)  หรือชื่อเดิม คือ บริษัท ซันเทค รีไซเคิลแอนด์ ดีคาร์บอน จำกัด (SUNTECH) โดยซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้น 11,842,830 หุ้น เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 112 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 6.4% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ธุรกรรมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วในเดือนมกราคม พ.ศ.2566 โดย WTXประกอบธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการแปรสภาพเหล็ก และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก อีกทั้งยังมีแผนต่อยอดจากธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจรีไซเคิลโดยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นหลัก ทั้งนี้ WTX ได้ขายหุ้นเพิ่มทุนแก่นักลงทุนทั้งหมด 63.44 ล้านหุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท ภายหลังได้รับเงินเพิ่มทุน คาดว่าเพิ่มโอกาสขยายการลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี และWTXกำลังดำเนินการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong> </strong><strong>รอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในเดือน ก.ค. </strong><strong>เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งในไทย</strong></p>
<p>ดร<strong>.</strong>ฤทธี กล่าวว่า สำหรับโครงการจ้างขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลที่ทางบริษัทฯ สามารถประมูลงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สำเร็จแล้วนั้น รวมมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท ใน 2 จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลาดหลุมแก้ว และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลำลูกกา ซึ่งมีปริมาณขนส่งไม่ต่ำกว่า 330 ตัน/วัน และกำลังรอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. อีกภายในเดือนกรกฏาคม ศกนี้  ที่มีอีกหลายสัญญารวมประมาณ 700 ตันต่อวัน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ กลายเป็นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งทันที ทั้งนี้ บริษัทฯไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้ เนื่องจากสถานการณ์เงินมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ร่วมถือหุ้นในทุกๆส่วนอยู่แล้ว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;แม็คโคร&#8217; ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2021 02:38:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการจำหน่ายภาชนะโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วันสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คโคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=17426</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศเจตนารมณ์รับวันสิ่งแวดล้อมโลก ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปแล้ว 2 หมื่นตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี พร้อมเดินหน้าหยุดขายโฟมบรรจุอาหารทุกสาขาทั่วประเทศสิ้นปี 2564 ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายก่อสร้างและบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม็คโครมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจเพื่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การไม่ให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันแรกของการเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดการทิ้งถุงพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมไปกว่า 4,400&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/">‘แม็คโคร’ ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศเจตนารมณ์รับวันสิ่งแวดล้อมโลก ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปแล้ว 2 หมื่นตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี พร้อมเดินหน้าหยุดขายโฟมบรรจุอาหารทุกสาขาทั่วประเทศสิ้นปี 2564</strong><span id="more-17426"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17431" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01.jpg" alt="ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ" width="680" height="409" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-300x180.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-500x301.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการ ฝ่ายก่อสร้างและบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม็คโครมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจเพื่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การไม่ให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันแรกของการเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดการทิ้งถุงพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมไปกว่า 4,400 ล้านชิ้น ล่าสุด เนื่องในวาระครบรอบ 32 ปีของแม็คโคร เราได้ประกาศเจตนารมณ์ในการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ ในปี 2573 ผ่านการวางโรดแมปการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การส่งเสริมให้ลูกค้าผู้ประกอบการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแผนเชิงรุกในการหยุดขายโฟมบรรจุอาหารและทดแทนด้วยบรรจุภัณฑ์แบบย่อยสลายได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17430" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02.jpg" alt="แม็คโค" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>“ในปีนี้การดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของแม็คโคร ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากหลายโครงการ ทั้งการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) จำนวน 52 สาขา ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ประมาณ 20,000 ตัน CO2e ต่อปี เทียบได้กับการปลูกต้นไม้ 1.3 ล้านต้น , การบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ จากการเปลี่ยนโคมไฟแสงสว่างเป็นหลอด LED ประสิทธิภาพสูง ใน 26 สาขา การบริหารจัดการระบบทำความเย็นและน้ำยาทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ของระบบตู้แช่อาหารสด รวมทั้ง เปลี่ยนเครื่องทำความเย็น (Chiller)ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง จำนวน 17 สาขา ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง 5,460,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 2,800 ตัน CO2e ต่อปี”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-17429 alignright" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01.jpg" alt="ลดการจำหน่ายภาชนะโฟม" width="426" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01.jpg 426w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-213x300.jpg 213w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-150x211.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-355x500.jpg 355w" sizes="(max-width: 426px) 100vw, 426px" /></p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากประกาศความเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งไทยรายแรกที่ตั้งเป้าลดการจำหน่ายภาชนะโฟมใส่อาหารแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผ่านโครงการแม็คโครรักษ์โลก Say Hi to Bio, Say No to Foam ในปี 2562 จนถึงปัจจุบันแม็คโคร 52 สาขา หยุดจำหน่ายโฟมบรรจุอาหาร ลดการจำหน่ายไปแล้วกว่า 32.78 ล้านชิ้น ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายหยุดขายโฟมบรรจุอาหารในทุกสาขาทั่วประเทศภายในปี 2564 นอกจากหยุดยั้งการสร้างขยะย่อยสลายยากให้แก่โลกแล้ว แม็คโครยังจัดกิจกรรมรณรงค์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านโชห่วย ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่สำคัญ หันมาใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายง่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>ดร.อนันต์</strong> กล่าวอีกว่า “นอกเหนือจากวิกฤตโควิด-19 เราทุกคนยังต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคส่วนบนโลกจึงล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการดำเนินงานและพันธกิจของแม็คโคร ที่มุ่งสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความตระหนักและชวนเชิญลูกค้าประชาชนให้เห็นความสำคัญของวิกฤติการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกด้วย“</p>
<p><strong>ทั้งนี้แม็คโครได้รับรางวัลในด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ รางวัลประกาศเกียรติคุณในฐานะที่เป็นองค์กรที่สนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme)ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร ประจำปี 2561 โดย องค์การบริการจัดการก๊าซเรือนกระจก, ในปี 2563 รับรางวัลด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมระดับยอดเยื่ยม Platinum จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค GSEE (Global Sustainable Energy and Environment) และโล่ห์ประกาศเกียรติคุณจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Programm : T-Ver) ประจำปี 2563 จำนวน 3 รางวัล</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/">‘แม็คโคร’ ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2020 09:24:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[MSME]]></category>
		<category><![CDATA[SEED]]></category>
		<category><![CDATA[SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=14845</guid>

					<description><![CDATA[<p>3 พฤศจิกายน 2563, กรุงเทพฯ: SEED ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ ได้สรุปปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการ ที่จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ในกลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย สามารถอยู่รอดในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีความยืดหยุ่นและความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบหลัก รายงานล่าสุด เผยให้เห็นถึงตัวเลขข้อมูลคาดการณ์ของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ทั่วโลก ซึ่งมีอยู่ราว 42% อาจประสบภาวะขาดทุนภายในหกเดือนข้างหน้า จากสาเหตุอันเนื่องมาจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและสภาพทางสังคมของไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดย SEED ได้มีการจัดทำแผน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/">SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>3 พฤศจิกายน 2563, กรุงเทพฯ: SEED ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ ได้สรุปปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการ ที่จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ในกลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย สามารถอยู่รอดในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีความยืดหยุ่นและความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบหลัก</strong><span id="more-14845"></span></p>
<p>รายงานล่าสุด เผยให้เห็นถึงตัวเลขข้อมูลคาดการณ์ของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ทั่วโลก ซึ่งมีอยู่ราว 42% อาจประสบภาวะขาดทุนภายในหกเดือนข้างหน้า จากสาเหตุอันเนื่องมาจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและสภาพทางสังคมของไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดย SEED ได้มีการจัดทำแผน 6 ข้อ เพื่อเป็นเป้าหมาย ชี้นำผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถึงวิธีการสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในอนาคตและรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน</p>
<p>โดยแผน 6 ข้อของ SEED ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวในเชิงธุรกิจ (Business Resilience) ความสามารถในการปรับตัวด้านการเงิน (Financial Resilience) ความสามารถในการปรับตัวขององค์กร (Organisational Resilience) ความสามารถในการปรับตัวต่อระบบนิเวศ (Ecosystem Resilience) ความสามารถในการปรับตัวตามภาวะตลาด (Market Resilience) และความสามารถในการปรับตัวเพื่อสร้างผลกระทบ (Impact Resilience)</p>
<h2>ผู้เริ่มต้น (Starters) ผู้พัฒนา (Movers) และผู้เป็นเลิศ (Champions) ด้านการปรับตัวในทัศนะของ SEED</h2>
<p>SEED ต้องการกระตุ้นให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ปรับตัวและตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไปเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ และเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่อาจพบเจอ โดยระบุว่าองค์กรที่มีความสามารถในการปรับตัวนั้นมีอยู่สามประเภท โดยมีตั้งแต่ผู้ที่อยู่รอดได้ไปจนถึงบริษัทที่เติบโตได้ดี ผู้เริ่มต้น (Starters) สามารถทำงานได้ในสภาวะปกติ แต่ประสบปัญหาข้อจำกัดเกี่ยวกับเงินสดและการพึ่งพาตลาดในช่วงการแพร่ระบาด) ผู้พัฒนา (Movers) ทำการปรับเปลี่ยนในหลายระดับและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบเชิงลบ ผู้เป็นเลิศ (Champions) เปลี่ยนแปลงผลงานผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน โดยอาจเปลี่ยนกระบวนการขององค์กรให้ประสบความสำเร็จในช่วงวิกฤต</p>
<h2>ปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการของ SEED</h2>
<p>SEED ได้สัมภาษณ์องค์กรที่เกื้อกูลระบบนิเวศ โดยระบุว่า MSME บางส่วนประสบความสำเร็จในการใช้ทรัพยากร ความสามารถ เครือข่าย และความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเพื่อตอบสนองในระดับพื้นฐานได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวในเชิงธุรกิจ (Business Resilience):</strong> ปรับเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปที่ฐานพีรามิดของตลาดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า (ตัวอย่างเช่น บริษัท Kibebe ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการออกเเบบจากเศษวัสดุได้เปลี่ยนจากการขายของเหลือใช้มาผลิตหน้ากากแทน</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวด้านการเงิน (Financial Resilience):</strong> การปรับราคาและเงื่อนไขการชำระเงินเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่ไม่ปกติและสภาพแวดล้อมที่ขัดสนเงินสดในภาพรวม (ตัวอย่างเช่น บริษัท Mycotech ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้หนังสัตว์แบบทางเลือกได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ทางการเงินไว้หลายแบบเพื่อรักษากระแสเงินสดในสถานการณ์ที่แปรปรวน)</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวต่อระบบนิเวศ (Ecosystem Resilience):</strong> สร้างความมั่นใจในการพึ่งพาพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เล่นรายอื่นๆ ภายในเครือข่ายของ MSME (ตัวอย่างเช่น บริษัท Nelplast Eco ซึ่งเป็นบริษัทจัดการขยะ มีการฝึกอบรมพนักงานใหม่และตรวจสอบคนงานเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่ามีขยะเพียงพอ)</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวตามภาวะตลาด (Market Resilience):</strong> เผชิญหน้ากับความท้าทายภายในตลาดบางแห่งที่เชื่อมโยงกับแต่ละภาคส่วน แต่ละตำแหน่งที่ตั้งและภูมิศาสตร์</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวเพื่อสร้างผลกระทบ (Impact Resilience):</strong> ให้การสนับสนุนบุคคลที่มีความเสี่ยงในระดับฐานอย่างต่อเนื่องโดยการบริจาค รวมถึงการจัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการฟรี และเงินอุดหนุน (ตัวอย่างเช่น ONergy บริษัทพลังงานที่ยังคงพัฒนาโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้บริการชุมชนเกษตรกรรมที่มีความต้องการ ขณะที่เผชิญกับปัญหารายได้หยุดชะงักอันเนื่องมาจากการปิดท่าเรือในประเทศจีนชั่วคราวและปัญหาขาดแคลนเงินทุน)</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว SEED ยังได้เรียกร้องให้องค์กรที่สนับสนุน MSME ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวขององค์กรที่เกื้อกูลระบบนิเวศ ซึ่งรวมถึงการระบุถึงส่วนที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการเงินและการสนับสนุนจากพันธมิตร รวมถึงการสร้างทักษะ ประเด็นที่สำคัญคือเมื่อองค์กรประเภทนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสที่สุดจะเป็นผู้ที่ประสบกับความยากลำบากมากที่สุด</p>
<p><strong>SEED ยังได้ระบุผ่านรายงานการสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายสามารถช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของชุมชนต่างๆ และช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวขององค์กรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งรวมถึงการให้การสนับสนุนด้านการเข้าถึงทางการเงินและความช่วยเหลือยามวิกฤตที่เปิดกว้างยิ่งขึ้นแก่องค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการเข้าถึงการสนับสนุนทางธุรกิจโดยการพัฒนาโครงการสำหรับองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ประการที่สาม ควรมีการสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้ MSME สามารถรับรู้ถึงผลกระทบและวางแผนเพื่อการฟื้นตัวล่วงหน้าได้ด้วยเช่นกัน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/">SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
