<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธุรกิจสีเขียว | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Jun 2026 07:25:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>ธุรกิจสีเขียว | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 07:36:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[Earth Jump 2026]]></category>
		<category><![CDATA[net zero]]></category>
		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44549</guid>

					<description><![CDATA[<p>EARTH JUMP 2026 ก้าวสู่การเป็นเวทีฟอรัมสำคัญที่เชื่อมโลกนโยบายเข้ากับโลกธุรกิจจริง โดยปีนี้ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “A Bridge To Empowered Actions”  ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานปีนี้มีนักธุรกิจและผู้ประกอบการ SME กว่า 2,000 พร้อมเวทีเสวนาจากวิทยากรชั้นนำกว่า 60 คน บน 2 เวทีหลัก ควบคู่กับการนำเสนอ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/">กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>EARTH JUMP 2026</strong> ก้าวสู่การเป็นเวทีฟอรัมสำคัญที่เชื่อมโลกนโยบายเข้ากับโลกธุรกิจจริง โดยปีนี้<strong>ธนาคารกสิกรไทย </strong>ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด <strong>“</strong><strong>A Bridge To Empowered Actions” </strong> ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p><span id="more-44549"></span></p>
<p>ภายในงานปีนี้มีนักธุรกิจและผู้ประกอบการ SME กว่า 2,000 พร้อมเวทีเสวนาจากวิทยากรชั้นนำกว่า 60 คน บน 2 เวทีหลัก ควบคู่กับการนำเสนอ K-Climate Solutions ซึ่งรวบรวมเครื่องมือและบริการสนับสนุนธุรกิจตั้งแต่การประเมินความพร้อมด้าน ESG การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเปิดตัว “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” ที่เชื่อมโยงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้ากับสิทธิประโยชน์ทางการเงินโดยตรง</p>
<h3>ความยั่งยืน คือ ใบอนุญาตสู่การทำธุรกิจ</h3>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44552" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02.jpg" alt="ขัตติยา อินทรวิชัย" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ขัตติยา อินทรวิชัย</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย </strong>เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและกติกาใหม่ของโลกธุรกิจ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” หรือ “แต้มต่อ” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ” ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต โดยองค์กรไทยจำเป็นต้องมองข้ามการเอาตัวรอดระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งเพื่อการเติบโตในระยะยาวควบคู่กันไป เพราะโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<h3>4 สะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียว</h3>
<p>การขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนต้องอาศัย 4 คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนมุมมองจากการอยู่รอดระยะสั้นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การมองความท้าทายเป็นโอกาส การสร้างการเปลี่ยนผ่านร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึง SME และการเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การลงมือทำอย่างจริงจัง โดยกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนลูกค้าด้วยเงินทุน ความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มได้จากการทบทวน “ความสูญเปล่า” ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน กระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน การผลิตเกินความต้องการของตลาด หรือการจัดเก็บสต็อกที่ไม่จำเป็น เพราะการลดของเสียเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน แต่ยังลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนได้โดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและสร้างกำไรได้มากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44553" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03.jpg" alt="กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/earth-jump-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>‘เงินทุน-นวัตกรรม’ สองฟันเฟืองสำคัญ บรรลุ Net Zero</h3>
<p><strong>ขัตติยา </strong>กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงิน กสิกรไทยตั้งเป้าหมายให้พอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยยอมรับว่าช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน การลดการปล่อยคาร์บอนอาจเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ความพร้อมของผู้ประกอบการ และบริบทของประเทศ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบนิเวศทางธุรกิจเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น ทำให้การลดการปล่อยคาร์บอนสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการรอความพร้อมสมบูรณ์ แต่เป็นเรื่องของการเริ่มลงมือทำภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ และค่อย ๆ ขยายผลอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>“การบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนควบคู่กัน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้าน Green Finance จากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยีสีเขียวจำนวนมากยังอยู่ในช่วงพัฒนาและมีความเสี่ยงสูง แต่หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว” <strong>ขัตติยา </strong>กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/earth-jump-2026/">กสิกรไทยเปิดเวที EARTH JUMP 2026 เร่งธุรกิจไทยสู่ Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 08:53:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38791</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด</strong></p>
<p><span id="more-38791"></span></p>
<p>ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น</p>
<h3>ทิศทางลงทุนพลังงานสะอาดย้ายสู่เอเชีย</h3>
<p>บทวิจัยของ Morgan Stanley มองว่า นโยบายด้านพลังงานสะอาดของทรัมป์ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกองทุนรวมที่เน้นลงทุนด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน ที่เริ่มเบนเข็มสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกลายเป็นดาวรุ่ง เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างกำลังเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ข้อมูลจาก Global Wind Energy Council คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 กำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ดำเนินการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นหกเท่า รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเอเชียจะเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยมีจีนเป็นผู้นำในที่ครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่าร้อยละ 60 ของโลก และควบคุมการผลิตแร่หายากที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดถึงร้อยละ 80 ทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่คือโอกาสของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์ EV ที่มีค่ายรถยนต์จากประเทศต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิต จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า ปัจจุบันมีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกค่าย และทุกประเภท รวม 28 โครงการ 22 บริษัท มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 78,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 880,000 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38793" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg" alt="บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน" width="740" height="459" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-300x186.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-150x93.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-500x310.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ไทยฮับพลังงานสะอาดในอาเซียน</h3>
<p>ประเทศไทยดำเนินนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 เพื่อสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย ปี 2567 &#8211; 2580 (Power Development Plan หรือ PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปัจจุบันไทยมีการผลิตพลังงานสะอาดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม และจากการจัดอันดับ SDG Index ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยอยู่ที่อันดับ 43 ของโลก เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยได้คะแนนความก้าวหน้าในด้านพลังงานสะอาดสูงสุดในภูมิภาค</p>
<p>ความพร้อมด้านพลังงานสะอาด เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด ในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนและตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอย่างบีโอไอ ที่ให้การส่งเสริมการลงทุนก็มีประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนในด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลงทุนสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อลดความเสี่ยงในวิกฤตด้านพลังงานในอนาคต โดยสถิติการขอรับการส่งเสริมในกิจการพลังงานสะอาด นับตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 2,900 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 560,000 ล้านบาท แบ่งตามประเภทกิจการ ดังนี้</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะ หรือเชื้อเพลิงจากขยะ มีจำนวนกว่า 80 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น มีจำนวนกว่า 2,800 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 320,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานอื่น ๆ มีจำนวนกว่า 30 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท</p>
<p><strong>นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยหันมาใช้พลังงานทดแทน ตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart and Sustainable Industry โดยตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีจำนวนกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ถือเป็นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2024 06:27:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33551</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือความท้าทายจากกฎเกณฑ์ประเทศคู่ค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน  และตอบโจทย์การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชี้ในอีก 6 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเพิ่มรายได้ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ชู “การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”  เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยธุรกิจปรับตัว ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเมกะเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง ในยุคที่ทุกฝ่ายต่างมองหาการเติบโตที่ยั่งยืน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/">“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS</strong> แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รับมือความท้าทายจากกฎเกณฑ์ประเทศคู่ค้า สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน  และตอบโจทย์การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชี้ในอีก 6 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเพิ่มรายได้ทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ชู “การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”  เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยธุรกิจปรับตัว</p>
<p><span id="more-33551"></span></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ</span> ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย</strong> เปิดเผยว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เป็นเมกะเทรนด์โลกที่กำลังมาแรง ในยุคที่ทุกฝ่ายต่างมองหาการเติบโตที่ยั่งยืน และสร้างภูมิคุ้มกันจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว สะท้อนจากผลสำรวจผู้ประกอบการรายใหญ่ทั่วโลกต่อการยึดมั่นในแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน  ผู้ประกอบการไทย จึงควรเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน  เพื่อสร้างโอกาส และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมเมกะเทรนด์ดังกล่าว  โดยเฉพาะกฎระเบียบทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เช่น ยุโรปที่เริ่มบังคับใช้กฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนฉบับใหม่ (Corporate Sustainability Reporting Directive หรือ CSRD) ในปีงบการเงิน 2567  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รวมปัจจัยเศรษฐกิจหมุนเวียน และมีผลกระทบกับบริษัทมากถึง 50,000 แห่ง ขณะที่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยุโรปอาจบังคับใช้มาตรการ Digital Product Passport ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคทราบ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วย เป็นปัจจัยท้าทายต่อผู้ส่งออกของไทย</p>
<p>“เศรษฐกิจหมุนเวียนจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งโอกาสในการลดต้นทุน โอกาสในการเพิ่มรายได้  และโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยงานวิจัยในต่างประเทศ ชี้ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนจากการลดวัสดุในการผลิต 28% เพิ่มรายได้ทั่วโลกมากถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้ถึง 39% ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกมาก สะท้อนจากอัตราการนำของเหลือทิ้งไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 33% โดยธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ สื่อและสิ่งพิมพ์  ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ มีอัตราต่ำกว่า 10% เทียบกับยุโรปและเกาหลีใต้ที่สูงถึง 46% และ 60% ตามลำดับ” <strong>ดร.พชรพจน์ </strong>กล่าว</p>
<p>ด้าน<strong><span style="color: #6cb742;">ณัฐพร ศรีทอง นักวิเคราะห์</span> ศูนย์วิจัย  Krungthai COMPASS</strong>  กล่าวว่า  การเงินเพื่อความยั่งยืนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Sustainable and Transition Finance) เป็นฟันเฟืองสำคัญช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและธุรกิจสีเขียว  โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนราว 9.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ในไทยอยู่ที่เกือบ 1.8 แสนล้านบาท และคาดว่า ในระยะข้างหน้าจะขยายตัวมากขึ้น จากเทรนด์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emission) เช่น ญี่ปุ่นวางแผนจะออก Transition bond มูลค่า 20 ล้านล้านเยน หรือ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า</p>
<p>ขณะที่ในไทยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดตัวกองทุน “Thai ESG”  รวมถึงภาคธนาคารไทยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางเงินที่สนับสนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Transition Finance Product) ในช่วงต้นไตรมาส 3 ของปี 2567 นี้</p>
<p>“ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวรับความท้าทายจากกฎเกณฑ์ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เช่น ข้อมูลการใช้ปัจจัยการผลิตรีไซเคิล และข้อมูลการบริหารจัดการของเหลือทิ้ง ตลอดจนปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ รวมถึงพิจารณาระดมทุนผ่าน Sustainable และ Transition Finance ขณะที่ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุน เช่น มาตรการจูงใจ สนับสนุนองค์ความรู้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และมาตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น” <strong>ณัฐพร </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/">“กรุงไทย” แนะภาคธุรกิจเร่งปรับใช้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/krungthai-compass/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Apr 2024 03:27:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainability Innovation 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ธนาคารยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ยูโอบี ฟินแล็บ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ SIP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33253</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 4 เมษายน 2567 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของไทยในทุกภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการนำความยั่งยืนมาสู่ธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กว้างขวางของยูโอบี ฟินแล็บ (UOB FinLab) ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน ผู้ให้คำปรึกษา และ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/">ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 4 เมษายน 2567 – <strong>ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของไทยในทุกภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการนำความยั่งยืนมาสู่ธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่กว้างขวางของยูโอบี ฟินแล็บ (UOB FinLab) ซึ่งประกอบด้วยพันธมิตรจากภาครัฐ เอกชน ผู้ให้คำปรึกษา และ SMEs</strong></p>
<p><span id="more-33253"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33255" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01.jpg" alt="โครงการ Sustainability Innovation หรือ SIP ประจำปี 2024 จัดโดย ยูโอบี ฟินแล็บ" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>โครงการ SIP ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม ได้แก่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), PwC ประเทศไทย,องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โครงการยั่งยืนนิยม ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 และ 30 พฤษภาคม 2567 ที่กรุงเทพฯ โดยประกอบด้วยเวิร์กชอปและมาสเตอร์คลาสที่ออกแบบมาสำหรับ SMEs ไทยที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 200 ราย  ซึ่ง SMEs ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้และข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านความยั่งยืน เครื่องมือวัดผล ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social and Governance &#8211; ESG) แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม และขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</p>
<p>จากรายงาน UOB Business Outlook Study 2024<span style="color: #ff0000;">[1]</span> พบว่า การนำแนวทางปฏิบัติ ESG มาใช้ในประเทศไทยนับเป็น 1 ใน 5 ลำดับความสำคัญทางธุรกิจที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างมากในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประมาณ 3 ใน 10 ระบุว่า จำเป็นต้องมีการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในส่วนของการเชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงคำแนะนำสำหรับการปรับใช้มาตรฐาน ESG และแนวทางปฏิบัติในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33257" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02.jpg" alt="บัลลังก์ ว่องธวัชชัย" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายบัลลังก์ ว่องธวัชชัย </strong></span><strong>Head of Digital Engagement and FinTech Innovation </strong><strong>ธนาคารยูโอบี</strong> <strong>ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า “ปัญหาโลกร้อนส่งผลให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจและการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน จากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study พบว่าโดยทั่วไปแล้วองค์กรธุรกิจในไทยมองว่าการปรับใช้แนวทางความยั่งยืนคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร (ร้อยละ 56) ช่วยดึงดูดนักลงทุน (ร้อยละ 50) และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในการทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ (ร้อยละ 42)</p>
<p>“SMEs ตระหนักมากขึ้นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โครงการ SIP รวบรวมพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนที่สามารถช่วยเหลือ SMEs ไทยในทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเริ่มต้นปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยองค์ความรู้เฉพาะทาง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะสามารถประเมินความพร้อมของธุรกิจตน สำหรับการพัฒนาสู่ความยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือด้านความยั่งยืนของทางธนาคารที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยเครื่องมือนี้จะแนะนำแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มธุรกิจต่างๆ”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33256" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01.jpg" alt="นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><strong>ทางด้าน<span style="color: #6cb742;">นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์</span>  ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ </strong><strong>TGO </strong>กล่าวว่า “ปัจจุบันความยั่งยืนกลายเป็นความจำเป็นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ หลังนโยบายทั้งไทยและต่างประเทศมุ่งเป้าจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่ามีหลายๆ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero มากขึ้น แต่ไม่มีความรู้ที่แน่ชัดว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน ทาง TGO จะเข้ามาช่วย เสริมโครงการ SIP ในจุดนี้ได้ ด้วยการสนับสนุน SMEs ทั้งในเรื่องของแพลตฟอร์มการขอขึ้นทะเบียนกับ TGO ตลอดการให้คำปรึกษาและข้อแนะนำต่างๆ ที่จะช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ SMEs สามารถรุกตลาดคาร์บอนเครดิตต้องทำยังไง ทั้งเป็นหน่วยงานกลางให้ความรู้และช่วยในการประเมินก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจ”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33258" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03.jpg" alt="ปิติพัฒน์ มงคลอริยนันท์" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/04/Sustainability-Innovation-P03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><strong>ส่วนทางด้าน<span style="color: #6cb742;">นายปิติพัฒน์ มงคลอริยนันท์</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคเอ็มพี คอร์ปอเรชัน</strong> ที่ทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแบบครบวงจรที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการภาครัฐและภาคเอกชนอย่างครบวงจร กล่าวว่า “หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการกับทาง UOB FinLab เราเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน นอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง ระบบปฏิบัติการหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังได้นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนไปปรับใช้ในธุรกิจและคู่ค้าของธุรกิจของเราด้วย การขยาย</p>
<p>โครงการ SIP ในปีนี้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม นับว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับสู่ความยั่งยืน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ความจำเป็น กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง การประเมินการปล่อยคาร์บอนของธุรกิจ การทำโมเดลธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงโอกาสเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นต้น”</p>
<p>นอกจากโครงการ SIP แล้ว ยูโอบี ฟินแล็บ ยังจัดทำโครงการสำหรับสตาร์ทอัพและบริษัทผู้ให้บริการโซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อมหรือกรีนเทค ที่ชื่อว่า GreenTech Accelerator (GTA) 2024 ระยะเวลา 6 เดือนอีกด้วย โครงการ GTA จะช่วยให้ผู้ให้บริการโซลูชันกลุ่มกรีนเทคได้พัฒนาโซลูชันเพื่อสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจาก SMEs ในอาเซียน และกรีนเทคผู้ชนะจะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อนำไปพัฒนาโครงการนำร่องในการแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ  เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของยูโอบี ฟินแล็บ ในการขับเคลื่อนโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โครงการ GTA 2024 จะสนับสนุนเงินทุนสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ สำหรับเทคโนโลยีสีเขียว หรือกรีนเทค (Greentech) เพื่อนำร่องนวัตกรรมโซลูชันที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้งานได้จริงสำหรับธุรกิจต่างๆ</p>
<p>โครงการ SIP เปิดรับผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทุกภาคธุรกิจที่ต้องการปรับใช้แนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืน SMEs ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พฤษภาคม 2567 ที่ www.facebook.com/uob.th หรือ https://thefinlab.com/th/thailand</p>
<p><!--more--></p>
<p><span style="color: #ff0000;">[1]</span> UOB Business Outlook Study 2024, ผู้ตอบแบบสอบถาม: เอสเอ็มอีและองค์กรขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของไทย, N=525. รายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจมหภาค แนวโน้มที่คาดการณ์ และความคาดหวังที่สำคัญสำหรับปี 2567 ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/">ยูโอบี ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Sustainability Innovation 2024 มุ่งสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ในทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/sustainability-innovation-2024-uob-finlab/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jul 2023 06:05:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SCN]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ฤทธี กิจพิพิธ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สแกน อินเตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=28060</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน บริษัท สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด (SAP) จาก “บริษัทร่วม”&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด </strong><strong>(</strong><strong>มหาชน</strong><strong>) </strong><strong>หรือ SCN ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทน และขนส่งแบบครบวงจร เผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 สามารถทำกำไรขั้นต้นโตเพิ่ม 738% และกำไรรวม 227% จาก 3 ปัจจัยหลัก  คือ 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานและเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ 3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</strong></p>
<p><span id="more-28060"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28063" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg" alt="" width="720" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ฤทธี กิจพิพิธ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ </strong><strong>SCN  </strong>กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาสที่1ปี พ.ศ. 2566 สิ้นสุดถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำกำไรขั้นต้นไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566โตเพิ่มขึ้น 738% และกำไรรวม 227%  เทียบกับปี พ.ศ.2565ที่ผ่านมา และเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 316% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2565 ทั้งนี้กำไรรวมดังกล่าวยังไม่รวมกำไร One-time ที่เกิดจากขายเงินลงทุนในบริษัท เครือข่ายก๊าซ ไทย-ญี่ปุ่น จำกัด (TJN) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCN และ บริษัท Shizuoka Gas Company Limited ประเทศญี่ปุ่น ในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2565  สำหรับปัจจัยการเติบโตมาจาก 1) การเปลี่ยนการรับรู้ผลการดำเนินงานเงินลงทุน <em>บริษัท </em>สแกน แอดวานซ์พาวเวอร์ จำกัด <em>(</em>SAP) จาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย” ส่งผลให้มีการควบรวมจัดทำงบการเงินของ SAP เข้ามาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 2) รายได้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการราคาต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีรายได้ซ่อมบำรุงสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น และ3) ยอดปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหนุนจากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และปริมาณการขนส่งอื่นๆเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้ารายเก่าและรายใหม่</p>
<p><strong>โครงสร้างรายได้จำแนกตาม 5 ประเภทธุรกิจ</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28064" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg" alt="" width="720" height="467" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-300x195.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-150x97.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-03-500x324.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>สำหรับโครงสร้างรายได้จำแนกตามประเภทธุรกิจหลักของบริษัทฯ ใน 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1) รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ.2566 จำนวน 249 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) รายได้ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศจำนวน 489 คัน ไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน 33 ล้านบาท 3) รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน35ล้านบาท เพิ่มขึ้น18ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 105% เทียบกับปี พ.ศ.2565  4) รายได้จากธุรกิจขนส่งและอื่นๆ ในไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ.2566เท่ากับ71ล้านบาท เพิ่มขึ้น10ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น16% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2565 และ5) รายได้อื่นๆ ไตรมาสที่ 1ปี พ.ศ. 2566จำนวน23ล้านบาท เพิ่มขึ้น3ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น13% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2565</p>
<p><strong>เตรียมแผนนำ SAP จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-28065" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg" alt="ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน" width="720" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04.jpg 720w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p><strong>ดร.ฤทธี</strong> กล่าวว่าในส่วนโครงสร้างกำไรขั้นต้น จำแนกตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 จำนวน34 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 230% เทียบกับปี พ.ศ.2565 2) ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ อะไหล่ และรถโดยสารปรับอากาศ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่1ปี พ.ศ.2566จำนวน4ล้านบาท 3) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จำนวน 29 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น124% เทียบกับปี พ.ศ.2565และธุรกิจขนส่งและอื่นๆ มีกำไรขั้นต้นในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2566 อีกจำนวน 8 หมื่นบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28066" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg" alt="" width="720" height="405" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05.jpg 831w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/scn-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังลงทุนเพิ่ม 10.23% ในบริษัทย่อยโดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท สแกน แอดวานซ์เพาเวอร์ จำกัด  (SAP) จากบริษัท ไทย แอดวานซ์โซลาร์จำกัด จำนวน 273,612 หุ้น รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18.52 ล้านบาท การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นในSAP เพิ่มขึ้นจาก 58.69% เป็น 68.92% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนจาก “บริษัทร่วม” เป็น “บริษัทย่อย”โดยในไตรมาส 1 ปี พ.ศ. 2566 ผลการดำเนินงานของ SAP เติบโตถึง 48%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า และอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจุบัน SAP ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภาคเอกชน (Private Power Purchase Agreement) กับลูกค้าแล้วทั้งสิ้น 34 โครงการ รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 21 MW ซึ่งการเติบโตที่มีนัยยะสำคัญดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ มีแผนนำSAPยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี พ.ศ.2566 นี้</p>
<p><strong>กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว </strong><strong>เดินหน้านำ WTX จดทะเบียนในตลท. </strong></p>
<p>นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ กระจายพอร์ตการลงทุนสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเข้าลงทุนในบริษัท เวสท์เทคเอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX)  หรือชื่อเดิม คือ บริษัท ซันเทค รีไซเคิลแอนด์ ดีคาร์บอน จำกัด (SUNTECH) โดยซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้น 11,842,830 หุ้น เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 112 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 6.4% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ธุรกรรมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วในเดือนมกราคม พ.ศ.2566 โดย WTXประกอบธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการแปรสภาพเหล็ก และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็ก อีกทั้งยังมีแผนต่อยอดจากธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจรีไซเคิลโดยจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นหลัก ทั้งนี้ WTX ได้ขายหุ้นเพิ่มทุนแก่นักลงทุนทั้งหมด 63.44 ล้านหุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท ภายหลังได้รับเงินเพิ่มทุน คาดว่าเพิ่มโอกาสขยายการลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี และWTXกำลังดำเนินการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน</p>
<p><strong> </strong><strong>รอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ในเดือน ก.ค. </strong><strong>เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งในไทย</strong></p>
<p>ดร<strong>.</strong>ฤทธี กล่าวว่า สำหรับโครงการจ้างขนส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลที่ทางบริษัทฯ สามารถประมูลงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สำเร็จแล้วนั้น รวมมูลค่ากว่า 180 ล้านบาท ใน 2 จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลาดหลุมแก้ว และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักลำลูกกา ซึ่งมีปริมาณขนส่งไม่ต่ำกว่า 330 ตัน/วัน และกำลังรอประกาศได้สิทธิขนส่งก๊าซธรรมชาติของ ปตท. อีกภายในเดือนกรกฏาคม ศกนี้  ที่มีอีกหลายสัญญารวมประมาณ 700 ตันต่อวัน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ กลายเป็นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งทันที ทั้งนี้ บริษัทฯไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้ เนื่องจากสถานการณ์เงินมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ร่วมถือหุ้นในทุกๆส่วนอยู่แล้ว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/">ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เตรียมขึ้นแท่นผู้ขนส่งก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/scn-q1-2566/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;แม็คโคร&#8217; ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2021 02:38:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการจำหน่ายภาชนะโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วันสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คโคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=17426</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศเจตนารมณ์รับวันสิ่งแวดล้อมโลก ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปแล้ว 2 หมื่นตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี พร้อมเดินหน้าหยุดขายโฟมบรรจุอาหารทุกสาขาทั่วประเทศสิ้นปี 2564 ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายก่อสร้างและบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม็คโครมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจเพื่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การไม่ให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันแรกของการเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดการทิ้งถุงพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมไปกว่า 4,400&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/">‘แม็คโคร’ ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประกาศเจตนารมณ์รับวันสิ่งแวดล้อมโลก ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปแล้ว 2 หมื่นตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี พร้อมเดินหน้าหยุดขายโฟมบรรจุอาหารทุกสาขาทั่วประเทศสิ้นปี 2564</strong><span id="more-17426"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17431" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01.jpg" alt="ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ" width="680" height="409" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-300x180.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-P01-500x301.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการ ฝ่ายก่อสร้างและบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม็คโครมีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจเพื่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การไม่ให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันแรกของการเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดการทิ้งถุงพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมไปกว่า 4,400 ล้านชิ้น ล่าสุด เนื่องในวาระครบรอบ 32 ปีของแม็คโคร เราได้ประกาศเจตนารมณ์ในการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ ในปี 2573 ผ่านการวางโรดแมปการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด การส่งเสริมให้ลูกค้าผู้ประกอบการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแผนเชิงรุกในการหยุดขายโฟมบรรจุอาหารและทดแทนด้วยบรรจุภัณฑ์แบบย่อยสลายได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-17430" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02.jpg" alt="แม็คโค" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>“ในปีนี้การดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของแม็คโคร ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากหลายโครงการ ทั้งการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar rooftop) จำนวน 52 สาขา ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ประมาณ 20,000 ตัน CO2e ต่อปี เทียบได้กับการปลูกต้นไม้ 1.3 ล้านต้น , การบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ จากการเปลี่ยนโคมไฟแสงสว่างเป็นหลอด LED ประสิทธิภาพสูง ใน 26 สาขา การบริหารจัดการระบบทำความเย็นและน้ำยาทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ของระบบตู้แช่อาหารสด รวมทั้ง เปลี่ยนเครื่องทำความเย็น (Chiller)ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง จำนวน 17 สาขา ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง 5,460,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 2,800 ตัน CO2e ต่อปี”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-17429 alignright" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01.jpg" alt="ลดการจำหน่ายภาชนะโฟม" width="426" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01.jpg 426w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-213x300.jpg 213w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-150x211.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/06/Makro-01-355x500.jpg 355w" sizes="(max-width: 426px) 100vw, 426px" /></p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากประกาศความเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งไทยรายแรกที่ตั้งเป้าลดการจำหน่ายภาชนะโฟมใส่อาหารแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผ่านโครงการแม็คโครรักษ์โลก Say Hi to Bio, Say No to Foam ในปี 2562 จนถึงปัจจุบันแม็คโคร 52 สาขา หยุดจำหน่ายโฟมบรรจุอาหาร ลดการจำหน่ายไปแล้วกว่า 32.78 ล้านชิ้น ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายหยุดขายโฟมบรรจุอาหารในทุกสาขาทั่วประเทศภายในปี 2564 นอกจากหยุดยั้งการสร้างขยะย่อยสลายยากให้แก่โลกแล้ว แม็คโครยังจัดกิจกรรมรณรงค์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านโชห่วย ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่สำคัญ หันมาใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายง่ายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><strong>ดร.อนันต์</strong> กล่าวอีกว่า “นอกเหนือจากวิกฤตโควิด-19 เราทุกคนยังต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคส่วนบนโลกจึงล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการดำเนินงานและพันธกิจของแม็คโคร ที่มุ่งสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความตระหนักและชวนเชิญลูกค้าประชาชนให้เห็นความสำคัญของวิกฤติการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกด้วย“</p>
<p><strong>ทั้งนี้แม็คโครได้รับรางวัลในด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ รางวัลประกาศเกียรติคุณในฐานะที่เป็นองค์กรที่สนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme)ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร ประจำปี 2561 โดย องค์การบริการจัดการก๊าซเรือนกระจก, ในปี 2563 รับรางวัลด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมระดับยอดเยื่ยม Platinum จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค GSEE (Global Sustainable Energy and Environment) และโล่ห์ประกาศเกียรติคุณจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Programm : T-Ver) ประจำปี 2563 จำนวน 3 รางวัล</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/">‘แม็คโคร’ ตั้งเป้าองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2573 ขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่ ลดโลกร้อนยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/makro-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2020 09:24:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[MSME]]></category>
		<category><![CDATA[SEED]]></category>
		<category><![CDATA[SMEs]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=14845</guid>

					<description><![CDATA[<p>3 พฤศจิกายน 2563, กรุงเทพฯ: SEED ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ ได้สรุปปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการ ที่จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ในกลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย สามารถอยู่รอดในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีความยืดหยุ่นและความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบหลัก รายงานล่าสุด เผยให้เห็นถึงตัวเลขข้อมูลคาดการณ์ของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ทั่วโลก ซึ่งมีอยู่ราว 42% อาจประสบภาวะขาดทุนภายในหกเดือนข้างหน้า จากสาเหตุอันเนื่องมาจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและสภาพทางสังคมของไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดย SEED ได้มีการจัดทำแผน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/">SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>3 พฤศจิกายน 2563, กรุงเทพฯ: SEED ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ ได้สรุปปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการ ที่จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ในกลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย สามารถอยู่รอดในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีความยืดหยุ่นและความยั่งยืนเป็นองค์ประกอบหลัก</strong><span id="more-14845"></span></p>
<p>รายงานล่าสุด เผยให้เห็นถึงตัวเลขข้อมูลคาดการณ์ของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ทั่วโลก ซึ่งมีอยู่ราว 42% อาจประสบภาวะขาดทุนภายในหกเดือนข้างหน้า จากสาเหตุอันเนื่องมาจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและสภาพทางสังคมของไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง โดย SEED ได้มีการจัดทำแผน 6 ข้อ เพื่อเป็นเป้าหมาย ชี้นำผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถึงวิธีการสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในอนาคตและรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน</p>
<p>โดยแผน 6 ข้อของ SEED ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวในเชิงธุรกิจ (Business Resilience) ความสามารถในการปรับตัวด้านการเงิน (Financial Resilience) ความสามารถในการปรับตัวขององค์กร (Organisational Resilience) ความสามารถในการปรับตัวต่อระบบนิเวศ (Ecosystem Resilience) ความสามารถในการปรับตัวตามภาวะตลาด (Market Resilience) และความสามารถในการปรับตัวเพื่อสร้างผลกระทบ (Impact Resilience)</p>
<h2>ผู้เริ่มต้น (Starters) ผู้พัฒนา (Movers) และผู้เป็นเลิศ (Champions) ด้านการปรับตัวในทัศนะของ SEED</h2>
<p>SEED ต้องการกระตุ้นให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงกลุ่ม Micro (MSME) ปรับตัวและตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไปเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ และเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่อาจพบเจอ โดยระบุว่าองค์กรที่มีความสามารถในการปรับตัวนั้นมีอยู่สามประเภท โดยมีตั้งแต่ผู้ที่อยู่รอดได้ไปจนถึงบริษัทที่เติบโตได้ดี ผู้เริ่มต้น (Starters) สามารถทำงานได้ในสภาวะปกติ แต่ประสบปัญหาข้อจำกัดเกี่ยวกับเงินสดและการพึ่งพาตลาดในช่วงการแพร่ระบาด) ผู้พัฒนา (Movers) ทำการปรับเปลี่ยนในหลายระดับและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบเชิงลบ ผู้เป็นเลิศ (Champions) เปลี่ยนแปลงผลงานผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน โดยอาจเปลี่ยนกระบวนการขององค์กรให้ประสบความสำเร็จในช่วงวิกฤต</p>
<h2>ปัจจัยด้านความสามารถในการปรับตัวที่สำคัญ 6 ประการของ SEED</h2>
<p>SEED ได้สัมภาษณ์องค์กรที่เกื้อกูลระบบนิเวศ โดยระบุว่า MSME บางส่วนประสบความสำเร็จในการใช้ทรัพยากร ความสามารถ เครือข่าย และความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเพื่อตอบสนองในระดับพื้นฐานได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวในเชิงธุรกิจ (Business Resilience):</strong> ปรับเปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปที่ฐานพีรามิดของตลาดเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า (ตัวอย่างเช่น บริษัท Kibebe ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการออกเเบบจากเศษวัสดุได้เปลี่ยนจากการขายของเหลือใช้มาผลิตหน้ากากแทน</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวด้านการเงิน (Financial Resilience):</strong> การปรับราคาและเงื่อนไขการชำระเงินเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่ไม่ปกติและสภาพแวดล้อมที่ขัดสนเงินสดในภาพรวม (ตัวอย่างเช่น บริษัท Mycotech ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้หนังสัตว์แบบทางเลือกได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ทางการเงินไว้หลายแบบเพื่อรักษากระแสเงินสดในสถานการณ์ที่แปรปรวน)</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวต่อระบบนิเวศ (Ecosystem Resilience):</strong> สร้างความมั่นใจในการพึ่งพาพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เล่นรายอื่นๆ ภายในเครือข่ายของ MSME (ตัวอย่างเช่น บริษัท Nelplast Eco ซึ่งเป็นบริษัทจัดการขยะ มีการฝึกอบรมพนักงานใหม่และตรวจสอบคนงานเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่ามีขยะเพียงพอ)</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวตามภาวะตลาด (Market Resilience):</strong> เผชิญหน้ากับความท้าทายภายในตลาดบางแห่งที่เชื่อมโยงกับแต่ละภาคส่วน แต่ละตำแหน่งที่ตั้งและภูมิศาสตร์</p>
<p><strong>ความสามารถในการปรับตัวเพื่อสร้างผลกระทบ (Impact Resilience):</strong> ให้การสนับสนุนบุคคลที่มีความเสี่ยงในระดับฐานอย่างต่อเนื่องโดยการบริจาค รวมถึงการจัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการฟรี และเงินอุดหนุน (ตัวอย่างเช่น ONergy บริษัทพลังงานที่ยังคงพัฒนาโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้บริการชุมชนเกษตรกรรมที่มีความต้องการ ขณะที่เผชิญกับปัญหารายได้หยุดชะงักอันเนื่องมาจากการปิดท่าเรือในประเทศจีนชั่วคราวและปัญหาขาดแคลนเงินทุน)</p>
<p>นอกจากนี้แล้ว SEED ยังได้เรียกร้องให้องค์กรที่สนับสนุน MSME ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวขององค์กรที่เกื้อกูลระบบนิเวศ ซึ่งรวมถึงการระบุถึงส่วนที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการเงินและการสนับสนุนจากพันธมิตร รวมถึงการสร้างทักษะ ประเด็นที่สำคัญคือเมื่อองค์กรประเภทนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสที่สุดจะเป็นผู้ที่ประสบกับความยากลำบากมากที่สุด</p>
<p><strong>SEED ยังได้ระบุผ่านรายงานการสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายสามารถช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของชุมชนต่างๆ และช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวขององค์กรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งรวมถึงการให้การสนับสนุนด้านการเข้าถึงทางการเงินและความช่วยเหลือยามวิกฤตที่เปิดกว้างยิ่งขึ้นแก่องค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกระบบ รวมถึงการเข้าถึงการสนับสนุนทางธุรกิจโดยการพัฒนาโครงการสำหรับองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ชนบท ประการที่สาม ควรมีการสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้ MSME สามารถรับรู้ถึงผลกระทบและวางแผนเพื่อการฟื้นตัวล่วงหน้าได้ด้วยเช่นกัน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/">SEED แนะปัจจัย 6 ประการ ทางรอด SMEs และ MSME กลุ่มธุรกิจภาคสังคมและธุรกิจสีเขียวของไทย รับมือยุคโควิด-19</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94-smes-msme/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
