<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บีโอไอ | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Jul 2026 06:11:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>บีโอไอ | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บีโอไอเผยยอดลงทุนรถไฟฟ้า ทะลุ 1.3 แสนล้านบาท หนุนไทยฐานผลิตรถ EV ทุกเทคโนโลยี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ievtech-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 06:11:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[iEVTech 2026]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44975</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ievtech-2026/">บีโอไอเผยยอดลงทุนรถไฟฟ้า ทะลุ 1.3 แสนล้านบาท หนุนไทยฐานผลิตรถ EV ทุกเทคโนโลยี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค</strong></p>
<p><span id="more-44975"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44977" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02.jpg" alt="นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี)</strong> เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive &amp; Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็วๆ นี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44976" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01.jpg" alt="งาน iEVTech" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-01-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่าง ๆ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-44979" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04.jpg" alt="งาน iEVTech" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="งาน iEVTech" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-08.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-08-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="งาน iEVTech" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-06-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="งาน iEVTech" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/boi-ievtech-2026-07-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="งาน iEVTech" /></a>

<p><strong>นฤตม์</strong> กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ” โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคต โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน</p>
<p>จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 21.8 ตามมาด้วยรถยนต์ BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า</p>
<p>สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery &amp; ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร</p>
<p>ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค</p>
<p>นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่</p>
<p>“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” <strong>นฤตม์</strong> กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ievtech-2026/">บีโอไอเผยยอดลงทุนรถไฟฟ้า ทะลุ 1.3 แสนล้านบาท หนุนไทยฐานผลิตรถ EV ทุกเทคโนโลยี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 04:06:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Mazda MHEV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ออโต้อัลลายแอนซ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44917</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/">บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7</strong><strong>,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก</strong></p>
<p><span id="more-44917"></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong><span style="color: #6cb742;">นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</span> เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) </strong>เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)</p>
<p style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค</p>
<p style="font-weight: 400;">การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO<sub>2</sub> ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO<sub>2</sub> ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ</p>
<p style="font-weight: 400;">“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” <strong>นฤตม์</strong> กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/">บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอไฟเขียว “PureCycle” ลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-purecycle/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 08:39:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[PureCycle]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เพียวไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44417</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-purecycle/">บีโอไอไฟเขียว “PureCycle” ลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก</strong></p>
<p><span id="more-44417"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&amp;G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ &#8220;PureFive™&#8221; ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น &#8220;ฐานการผลิตหลัก&#8221; ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&amp;G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย</p>
<p>ปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&amp;G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นฤตม์ กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-purecycle/">บีโอไอไฟเขียว “PureCycle” ลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Apr 2025 08:53:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38791</guid>

					<description><![CDATA[<p>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสนับสนุนพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างยุโรป สหราชอาณาจักร รวมถึงจีน ยังคงให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และมีมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด</strong></p>
<p><span id="more-38791"></span></p>
<p>ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเอง อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ยังคงยืนยันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป เนื่องจากต้องแข่งขันในตลาดโลก นั่นจึงทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่านโยบายต่อต้านพลังงานสะอาดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนพลังงานสะอาดของโลกมากนัก เนื่องจากเทรนด์โลกยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น</p>
<h3>ทิศทางลงทุนพลังงานสะอาดย้ายสู่เอเชีย</h3>
<p>บทวิจัยของ Morgan Stanley มองว่า นโยบายด้านพลังงานสะอาดของทรัมป์ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกองทุนรวมที่เน้นลงทุนด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน ที่เริ่มเบนเข็มสู่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะกลายเป็นดาวรุ่ง เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างกำลังเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง ข้อมูลจาก Global Wind Energy Council คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 กำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ดำเนินการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นหกเท่า รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเอเชียจะเป็นตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก</p>
<p>ทั้งนี้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยมีจีนเป็นผู้นำในที่ครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่าร้อยละ 60 ของโลก และควบคุมการผลิตแร่หายากที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาดถึงร้อยละ 80 ทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่คือโอกาสของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์ EV ที่มีค่ายรถยนต์จากประเทศต่าง ๆ เข้ามาตั้งฐานผลิต จากข้อมูลของบีโอไอ พบว่า ปัจจุบันมีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกค่าย และทุกประเภท รวม 28 โครงการ 22 บริษัท มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 78,000 ล้านบาท และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 880,000 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38793" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg" alt="บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน" width="740" height="459" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-300x186.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-150x93.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/04/boi-clean-energy-01-500x310.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ไทยฮับพลังงานสะอาดในอาเซียน</h3>
<p>ประเทศไทยดำเนินนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 เพื่อสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย ปี 2567 &#8211; 2580 (Power Development Plan หรือ PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปัจจุบันไทยมีการผลิตพลังงานสะอาดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม และจากการจัดอันดับ SDG Index ในปี 2566 ที่ผ่านมา ไทยอยู่ที่อันดับ 43 ของโลก เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยได้คะแนนความก้าวหน้าในด้านพลังงานสะอาดสูงสุดในภูมิภาค</p>
<p>ความพร้อมด้านพลังงานสะอาด เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุด ในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนและตั้งฐานผลิตในประเทศไทย ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐอย่างบีโอไอ ที่ให้การส่งเสริมการลงทุนก็มีประเภทกิจการส่งเสริมการลงทุนในด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไปสู่การลงทุนสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อลดความเสี่ยงในวิกฤตด้านพลังงานในอนาคต โดยสถิติการขอรับการส่งเสริมในกิจการพลังงานสะอาด นับตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมรวมกว่า 2,900 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 560,000 ล้านบาท แบ่งตามประเภทกิจการ ดังนี้</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะ หรือเชื้อเพลิงจากขยะ มีจำนวนกว่า 80 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น มีจำนวนกว่า 2,800 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 320,000 ล้านบาท</p>
<p>&#8211; กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากพลังงานอื่น ๆ มีจำนวนกว่า 30 โครงการ มูลค่าลงทุนกว่า 120,000 ล้านบาท</p>
<p><strong>นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยหันมาใช้พลังงานทดแทน ตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Smart and Sustainable Industry โดยตั้งแต่ปี 2558 – มีนาคม 2568 มีจำนวนกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 220,000 ล้านบาท ถือเป็นการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจสีเขียวตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/">บีโอไอส่งเสริมพลังงานสะอาด โอกาสที่มาพร้อมกับความยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-clean-energy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย-ญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมสีเขียว พัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/jetro-boi-eec/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/jetro-boi-eec/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Mar 2025 07:39:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Business Desk]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[สกพอ.]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เจโทร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38221</guid>

					<description><![CDATA[<p>เจโทร จับมือ บีโอไอ และ สกพอ.จัดตั้ง Sustainable Business Desk ด้านเอกชนใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ พีทีที โกลบอล เคมิคอลและเอกชนญี่ปุ่นขานรับ เผยผลรูปธรรมพัฒนาธุรกิจยั่งยืนและความเป็นกลางทางคาร์บอน โรดะ จุน ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ กล่าวถึง การจัดตั้ง Sustainable Business Desk ในการเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไทย-ญี่ปุ่น ในการพัฒนาแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนและผลักดันไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality &#8211; CN) ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมส่งผลกระทบต่อโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jetro-boi-eec/">ไทย-ญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมสีเขียว พัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เจโทร จับมือ บีโอไอ และ สกพอ.จัดตั้ง Sustainable Business Desk ด้านเอกชนใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ พีทีที โกลบอล เคมิคอลและเอกชนญี่ปุ่นขานรับ เผยผลรูปธรรมพัฒนาธุรกิจยั่งยืนและความเป็นกลางทางคาร์บอน</strong></p>
<p><span id="more-38221"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38224" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/JETRO-.jpg" alt="โรดะ จุน" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/JETRO-.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/JETRO--300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/JETRO--150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/JETRO--500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>โรดะ จุน</strong></span> <strong>ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ</strong> กล่าวถึง การจัดตั้ง Sustainable Business Desk ในการเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไทย-ญี่ปุ่น ในการพัฒนาแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนและผลักดันไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality &#8211; CN) ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมส่งผลกระทบต่อโลกอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ ทำให้หลายประเทศร่วมมือกันประกาศเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยหลายหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมโลกได้กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตาม ส่วนผู้บริโภคและคู่ค้านั้นก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจหรือสินค้าที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG) มากขึ้น</p>
<p>ดังนั้นเจโทร กรุงเทพฯ จึงจัดตั้ง Sustainable Business Desk ขึ้น ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนไทย-ญี่ปุ่น โดยบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ มีหน้าที่ช่วยเหลือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งไทยและญี่ปุ่นในการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลของความร่วมมือสะท้อนผ่านการจัดงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum 2025 เวทีความร่วมมือของภาครัฐไทยและญี่ปุ่น ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่น ที่ได้ร่วมกันทำงานจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ที่ร่วมกับ บริษัท Thermalytica ในด้านการดำเนินงาน พร้อมนำเสนอแนวทางความยั่งยืนในโครงการนำร่องด้านเทคโนโลยีการลดอุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อทดสอบแนวคิด กระบวนการ และขั้นตอน (Proof of Concept (PoC)) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ หรือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) และ บริษัท CBT/Toray ที่ร่วมกันพัฒนาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น น้ำตาลชีวภาพจากชีวมวลที่ไม่ใช้เป็นอาหารไปสู่การผลิตเรซินชีวภาพและเส้นใยชีวภาพเพื่อการพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ รวมถึงยังมีการเซ็นต์สัญญาความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP Power Limited) และ บริษัท Algal Bio ในโครงการนำร่องการส่งเสริมเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) โดยอาศัยจุลสาหร่ายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Microalgae CCUS)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38222" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/BOI.jpg" alt="นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/BOI.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/BOI-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/BOI-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/BOI-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)</strong> กล่าวว่า การจัดตั้ง Sustainable Business Desk นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการผลักดันอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน โดยศูนย์แห่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยภาคธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ผ่านการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโมเดล BCG (Bio Circular and Green Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลและ BOI</p>
<p>ที่ผ่านมา BOI มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนที่ยั่งยืน ผ่านมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม BCG โดยในปี 2567 BOI ได้อนุมัติโครงการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม BCG เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวมวล ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด หรือผลิตภัณฑ์จากการรีไซเคิล เป็นต้น รวม 939 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 230,000 ล้านบาท หากนับตั้งแต่ปี 2561-2567 BOI ได้ให้การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม BCG รวม 5,380 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 1.15 ล้านล้านบาท ซึ่งแสดงถึงทิศทางการเติบโตของธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และความมุ่งมั่นของไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียวของภูมิภาค</p>
<p>BOI ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การขยายการส่งเสริมกิจการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก การพัฒนา Bio Hub ในภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย และการปรับปรุงมาตรการ Smart &amp; Sustainable Industry เพื่อช่วยให้กิจการต่างๆ สามารถลงทุนเพื่อยกระดับการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงส่งเสริมให้ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล ทั้งนี้ BOI จะยังคงทำงานร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38223" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/EEC.jpg" alt="ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/EEC.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/EEC-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/EEC-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/EEC-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>สำหรับบทบาทของนักลงทุนญี่ปุ่นต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC นั้น <span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล</strong></span> <strong>ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)</strong> กล่าวว่า การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC นับจากการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนโดย BOI ระหว่างปี 2561-2567 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,823,805 ล้านบาท หรือประมาณ 52.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สัดส่วนเฉลี่ยการลงทุนในพื้นที่ EEC คิดเป็นร้อยละ 52 เทียบกับทั้งประเทศ</p>
<p>ในปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC นับจากการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนโดย BOI สูงถึง 374,407 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ EEC เมื่อปี 2561 โดยแบ่งเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ 2,425 ล้านบาท คลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 110,681 ล้านบาท คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ 75,302 ล้านบาท คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ BCG 27,609 ล้านบาท คลัสเตอร์อุตสาหกรรมบริการ 41,686 ล้านบาท และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง 116,704 ล้านบาท</p>
<p>สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญในพื้นที่ EEC ด้วยสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 12 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดในพื้นที่ EEC ระหว่างปี 2561-2567 โดยนักลงทุนญี่ปุ่นมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์</p>
<p>สำนักงาน EEC ตั้งเป้าหมายการลงทุนปี 2568 ไว้ที่ 150,000 ล้านบาท โดยในระยะเวลา 5 ปี (ปี 2566 &#8211; ปี 2570) ตั้งเป้าการลงทุนรวมไว้ที่ 500,000 ล้านบาท</p>
<p>ในปัจจุบัน สำนักงานมีความร่วมมือกับหลายภาคส่วนของญี่ปุ่นในการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่ EEC หลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ BCG การจัดตั้ง Sustainable Business Desk นั้น สกพอ. ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง โดยทางญี่ปุ่นเองถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคในกลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและประหยัดพลังงาน การผลิตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีการติดตามและบริหารจัดการคาร์บอนในองค์กร ฯลฯ ซึ่งอุตสาหกรรมไทยอยู่ระหว่างการปรับตัวจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและยังมีช่องว่างในการเติบโตที่สูง จึงเหมาะกับการจับคู่ทางธุรกิจให้เกิดการลงทุนใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีของบริษัทญี่ปุ่น และในอนาคตจะไม่จำกัดเฉพาะการซื้อและใช้งานเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดในประเทศและภูมิภาคมากขึ้น สอดคล้องกับการส่งเสริมด้านการลงทุนที่เน้น Co-creation ของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกด้วย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jetro-boi-eec/">ไทย-ญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมสีเขียว พัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/jetro-boi-eec/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอไฟเขียวให้ ฮุนได โมบิลิตี้ ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ในไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/hyundai-ioniq-ev/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/hyundai-ioniq-ev/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Aug 2024 06:48:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BEV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการ EV3.5]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า IONIQ]]></category>
		<category><![CDATA[ฮุนได โมบิลิตี้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=35303</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ  -16 สิงหาคม 2567 : บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมทุ่มงบลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท  เพื่อเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ครบวงจรในประเทศไทย หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย EV3.5 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศไทย เป็นพันธมิตรสำคัญ ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hyundai-ioniq-ev/">บีโอไอไฟเขียวให้ ฮุนได โมบิลิตี้ ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ  -16 สิงหาคม 2567 : <strong>บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด</strong> <strong>ประกาศความพร้อมทุ่มงบลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท  เพื่อเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ครบวงจรในประเทศไทย หลัง</strong><strong> ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย</strong> <strong>ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย EV3.5 </strong><strong>ซึ่งโครงการดังกล่าว</strong><strong>มี</strong><strong>โรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศ</strong><strong>ไทย</strong><strong> เป็นพันธมิตรสำคัญ</strong></p>
<p><span id="more-35303"></span></p>
<p><strong>ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย)</strong> มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งการเปลี่ยนถ่ายตลาดรถยนต์ของประเทศไทย เข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มทางเลือก IONIQ รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมให้กับผู้บริโภค ทั้งยังช่วยลดมลพิษบนท้องถนน เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้นสำหรับทุกคน ถือเป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ‘ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ’</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เจ กิว จอง</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย</strong> กล่าวว่า ในฐานะแบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับสากลจากเกาหลีใต้ ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างยาวนาน เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพและกำหนดให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของฮุนไดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลไทยได้ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ตามมาตรการ EV3.5 ฮุนไดจึงพร้อมขานรับต่อการสนับสนุนครั้งนี้อย่างเต็มที่ ในวันนี้ เราได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการบีโอไอ ในการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ และแบตเตอรี่ครบวงจร นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของฮุนได ในการร่วมสร้างรากฐานของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า และร่วมผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ สู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p>โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และแบตเตอรี่ครบวงจรครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ลงทุนโครงการ กับพันธมิตรรายสำคัญเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการเริ่มลงทุนทันที โดยตั้งเป้าหมายเริ่มการผลิตในช่วงต้นปี 2569</p>
<p>ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการร่วมมือกับบีโอไอ ในการพิจารณาแผนจัดหาชิ้นส่วน จากกลุ่มผู้ผลิตในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงหุ้นสวนธุรกิจทุกฝ่าย เข้าสู่ระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามขั้นตอนขออนุมัติเข้าร่วมโครงการ EV3.5 จากกรมสรรพสามิต ซึ่งจะมีการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับใบอนุญาตจากบีโอไอ โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในอนาคต</p>
<p><strong>มาตรการ EV3.5 เป็นมาตรการที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค โดยมาตรการ EV3.5 นี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มเติม ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนถ่ายสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และดึงบริษัทรถยนต์รายใหม่ ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hyundai-ioniq-ev/">บีโอไอไฟเขียวให้ ฮุนได โมบิลิตี้ ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/hyundai-ioniq-ev/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอแจงส่งเสริม EV ดันไทยฐานผลิตยานยนต์โลก ชู 5 มาตรการช่วยอุตฯ ยานยนต์และชิ้นส่วนเปลี่ยนผ่าน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-hub/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-hub/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Aug 2024 03:54:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=35196</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอแจงเหตุผลในการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก ชี้เงื่อนไขสำคัญ ต้องเข้ามาลงทุนผลิตชดเชยการนำเข้า 1 &#8211; 3 เท่า และใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ หากไม่ส่งเสริม อาจเสียโอกาสให้คู่แข่ง และไทยกลายเป็นเพียงผู้นำเข้า ย้ำพร้อมช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนด้วย 5 มาตรการสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตามที่มีการตั้งคำถามต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าส่งผลกระทบต่อการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย บีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-hub/">บีโอไอแจงส่งเสริม EV ดันไทยฐานผลิตยานยนต์โลก ชู 5 มาตรการช่วยอุตฯ ยานยนต์และชิ้นส่วนเปลี่ยนผ่าน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอแจงเหตุผลในการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก ชี้เงื่อนไขสำคัญ ต้องเข้ามาลงทุนผลิตชดเชยการนำเข้า 1 &#8211; 3 เท่า และใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ หากไม่ส่งเสริม อาจเสียโอกาสให้คู่แข่ง และไทยกลายเป็นเพียงผู้นำเข้า ย้ำพร้อมช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนด้วย 5 มาตรการสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่</strong></p>
<p><span id="more-35196"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า ตามที่มีการตั้งคำถามต่อมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าส่งผลกระทบต่อการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย บีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้</p>
<p><strong>1. เหตุผลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า</strong> จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และภาคขนส่งก็เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด ทิศทางโลกจึงมุ่งสู่การใช้ยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่ำ หลายประเทศเตรียมออกมาตรการห้ามนำเข้ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) หรือขึ้นภาษีเพื่อควบคุมการนำเข้ารถยนต์ที่ปล่อย CO2 สูง ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงผลิตรถยนต์ ICE เป็นหลัก</p>
<p>นอกจากนี้ ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีในปัจจุบัน การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากบางประเทศมาจำหน่ายในไทย ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าอยู่แล้ว หากไม่มีมาตรการใด ๆ ก็มีแนวโน้มจะเกิดการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่เกิดการตั้งฐานการผลิต และประเทศไทยก็จะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ อีกทั้งอาจสูญเสียโอกาสในการดึงการลงทุนอุตสาหกรรม EV ให้แก่ประเทศคู่แข่ง และสูญเสียโอกาสที่จะเติบโตจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ ระบบเชื่อมต่อยานยนต์ ฯลฯ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และประเทศไทยก็จะขาดฐานการผลิต EV ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต</p>
<p>ดังนั้น เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแข่งขันได้และสอดคล้องกับทิศทางโลก อีกทั้งสามารถรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับต้น ๆ ของโลกได้ในระยะยาว รัฐบาลมองเห็นความจำเป็นที่ต้องส่งเสริมให้เกิดฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อศึกษาและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม EV โดยได้กำหนดเป้าหมาย 30@30 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle) ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 เพื่อเป็นหมุดหมายให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อต่อยอดจุดแข็งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่ ไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น ICE, HEV, PHEV และ BEV เพื่อรักษาและต่อยอดการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ทุกประเภทในระยะยาว รวมถึงโอกาสในการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก EV ไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจากบางประเทศ โดยมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ของไทย เปิดกว้างสำหรับผู้ลงทุนทั้งรายเดิมและรายใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติทุกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ผลิต EV ทั้งประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก และรถบัส จากหลายประเทศเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตจากไทย จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และล่าสุดคือ เกาหลีใต้</p>
<p><strong>2. เหตุผลในการให้เงินอุดหนุนแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ EV3 และ EV3.5 โดยกรมสรรพสามิต</strong> มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ EV ตามเป้าหมาย 30@30 และมุ่งผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค โดยการสร้างตลาดรถยนต์ EV ในประเทศให้มีขนาดเหมาะสมกับการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ผลิตรถยนต์ใช้ในการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุน</p>
<p>มาตรการ EV3 และ EV3.5 จะอนุญาตให้มีการนำเข้าในช่วง 2 ปีแรก และกำหนดเงื่อนไขผูกโยงกับการลงทุนตั้งฐานการผลิต โดยผู้ที่เข้าร่วมมาตรการจะต้องผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย เพื่อชดเชยการนำเข้าในสัดส่วนอย่างน้อย 1 – 3 เท่า แล้วแต่ระยะเวลา อีกทั้งยังกำหนดเงื่อนไขให้มีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนแบบครบวงจรด้วย</p>
<p><strong>3. เหตุผลที่ยอดขายรถยนต์ลดลงมากในปีนี้</strong> ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลงร้อยละ 24 โดยในส่วนของรถกระบะ ลดลงถึงกว่าร้อยละ 40 ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่เข้ามาจำหน่ายในไทยมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 10 ของยอดขายรถทั้งหมด จะเห็นว่าสาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการเข้ามาแทนที่ของรถยนต์ไฟฟ้า แต่ปัจจัยหลักที่ส่งผลทำให้ยอดขายรถยนต์ในไทยลดลงมาก และส่งผลกระทบถึงกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ คือ ปัญหาภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การชะลอตัวของการบริโภค หนี้ครัวเรือนที่สูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อซื้อรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการ และออกมาตรการหลายด้านเพื่อช่วยกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในระยะเปลี่ยนผ่าน</p>
<p><strong>4. การสนับสนุนและดูแลผู้ผลิตรถยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่วน</strong> เป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คือ การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกรถยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ICE, HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนยานยนต์แบบครบวงจร สะท้อนจากเป้าหมาย 30@30 ซึ่งจะเห็นได้ว่าร้อยละ 70 ที่เหลือยังคงเป็นการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน แต่จะต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งสู่ความสะอาด ประหยัดพลังงาน ปลอดภัย และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์สันดาปภายในที่มีต่อเศรษฐกิจไทย และพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่ โดยได้ออก 5 มาตรการ เพื่อช่วยผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน ดังนี้</p>
<p><strong>1) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์</strong> (ประกาศ BOI ที่ 2/2566 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2566) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์มีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อนำระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสำหรับการผลิตรถยนต์ ทั้งแบบ ICE, HEV และ PHEV โดยขณะนี้มีค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมแล้ว 4 โครงการ</p>
<p><strong>2) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์</strong> (ประกาศ BOI ที่ 11/2567 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2567) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ฝึกอบรมบุคลากร หรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้แข่งขันได้ หรือขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ชิ้นส่วน EV อิเล็กทรอนิกส์ อากาศยาน เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์</p>
<p><strong>3) มาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและต่างชาติในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์</strong> (ผ่านบอร์ด BOI เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย มีโอกาสร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน โดยนิติบุคคลไทยต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์ยานยนต์สมัยใหม่ได้</p>
<p><strong>4) มาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์แบบไฮบริด (HEV)</strong> (ผ่านบอร์ด EV เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ ICE ไปสู่รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และ HEV เป็นอีกหนึ่ง segment ที่ไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตระดับโลกได้ โดยมาตรการนี้มีเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน คือ การลดการปล่อยคาร์บอน การลงทุนเพิ่มเติม การใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ และการติดตั้งระบบความปลอดภัยของรถยนต์</p>
<p><strong>5) มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ</strong> กรมสรรพสามิตได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3 และ EV3.5 ต้องมีการใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบ BMS DCU อินเวอร์เตอร์ เกียร์ทดรอบ หรือคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศ ขณะที่กรมศุลกากรและกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ตั้งในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี จะต้องผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ และการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ โดยต้องใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทยและอาเซียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของราคาหน้าโรงงาน</p>
<p>ในส่วนของบีโอไอ ได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต้องมีการผลิตหรือจัดหาแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตในประเทศ รวมถึงแผนพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีหุ้นไทยข้างมาก (Local Supplier) โดยการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีและการสนับสนุนทางเทคนิค ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ EV เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับอุตสาหกรรม EV ต่อไป</p>
<p><strong>นอกจากนี้ บีโอไอยังเน้นจัดกิจกรรมจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ (Sourcing Event) และงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสนับสนุน (Subcon Thailand) เพื่อสร้างเวทีจับคู่เจรจาธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการซื้อขายชิ้นส่วน การว่าจ้างผลิต หรือการร่วมทุนระหว่างไทยและต่างชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาท</strong><strong>ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรม EV ให้มากที่สุด</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-hub/">บีโอไอแจงส่งเสริม EV ดันไทยฐานผลิตยานยนต์โลก ชู 5 มาตรการช่วยอุตฯ ยานยนต์และชิ้นส่วนเปลี่ยนผ่าน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-hub/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮุนไดทุ่ม 1,000 ล้าน ปักธงไทยฐานผลิต EV บีโอไอไฟเขียวลงทุนผลิต BEV – แบตเตอรี่</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-hyundai-ev-bev-battery/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-hyundai-ev-bev-battery/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Aug 2024 08:12:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[BEV]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฮุนได]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=35133</guid>

					<description><![CDATA[<p>ค่ายรถยนต์อันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ “ฮุนได” เชื่อมั่นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย หนุนประเทศไทยฐานผลิต EV ระดับโลก ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ผุดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV และแบตเตอรี่ครบวงจร พร้อมเดินเครื่องผลิตต้นปี 2569 นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกรายล่าสุดที่ได้ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และผลิตแบตเตอรี่โดยเริ่มจากขั้นตอนการประกอบโมดูล&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-hyundai-ev-bev-battery/">ฮุนไดทุ่ม 1,000 ล้าน ปักธงไทยฐานผลิต EV บีโอไอไฟเขียวลงทุนผลิต BEV – แบตเตอรี่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ค่ายรถยนต์อันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ “ฮุนได” เชื่อมั่นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย หนุนประเทศไทยฐานผลิต EV ระดับโลก ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ผุดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV และแบตเตอรี่ครบวงจร พร้อมเดินเครื่องผลิตต้นปี 2569 นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกรายล่าสุดที่ได้ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-35133"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และผลิตแบตเตอรี่โดยเริ่มจากขั้นตอนการประกอบโมดูล เพื่อป้อนให้กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และบริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เป็นพันธมิตรสำคัญในการลงทุนครั้งนี้ ซึ่งบริษัทพร้อมจะเริ่มลงทุนทันที และตั้งเป้าจะเริ่มผลิตในช่วงต้นปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนจัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย ซึ่งบีโอไอจะทำงานร่วมกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยง Supply Chain ในประเทศให้ได้มากที่สุด</p>
<p>“เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก และค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่างฮุนได ก็ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การลงทุนสร้างฐานการผลิตรถยนต์ EV ของค่ายเกาหลีในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยและนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ยังแสดงถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของฮุนไดในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับไทยเพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในระดับโลก และจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในการเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมระดับโลกด้วย” นายนฤตม์ กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ แนวโน้มตลาด EV ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูล Global EV Outlook 2024 โดย IEA พบว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลก มีอัตราเติบโตร้อยละ 25 และคาดว่าสิ้นปี 2567 จะมียอดขายรถยนต์ EV รวมกันกว่า 17 ล้านคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก โดยปัจจุบันบีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตยานยนต์ BEV ประเภทต่าง ๆ แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-hyundai-ev-bev-battery/">ฮุนไดทุ่ม 1,000 ล้าน ปักธงไทยฐานผลิต EV บีโอไอไฟเขียวลงทุนผลิต BEV – แบตเตอรี่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-hyundai-ev-bev-battery/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไออนุมัติมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ – การจัดการแบตเตอรี่ พร้อมตั้ง Matching Fund ดัน Startup ไทยสู่ยูนิคอร์น</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-matching-fund-startup/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-matching-fund-startup/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Jun 2024 08:39:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการแบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ชิ้นส่วนยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เงินกองทุน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34312</guid>

					<description><![CDATA[<p>บอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ส่งเสริมผู้ผลิตเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ เปิดส่งเสริมกิจการจัดการแบตเตอรี่ครบวงจร ดันไทยฮับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)  อนุมัติโครงการลงทุน มูลค่า 57,000 ล้านบาท พร้อมอนุมัติเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วย Startup ไทยก้าวสู่ยูนิคอร์น ออกมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กรุงเทพฯ – 14 มิถุนายน 2567 : นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-matching-fund-startup/">บีโอไออนุมัติมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ – การจัดการแบตเตอรี่ พร้อมตั้ง Matching Fund ดัน Startup ไทยสู่ยูนิคอร์น</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ส่งเสริมผู้ผลิตเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ เปิดส่งเสริมกิจการจัดการแบตเตอรี่ครบวงจร ดันไทยฮับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)  อนุมัติโครงการลงทุน มูลค่า 57,000 ล้านบาท พร้อมอนุมัติเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ช่วย Startup ไทยก้าวสู่ยูนิคอร์น</strong></p>
<p><span id="more-34312"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34314" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-02.jpg" alt="พิชัย ชุณหวชิร" width="750" height="527" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-02-300x211.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-02-150x105.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-02-500x351.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ออกมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34315" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-03.jpg" alt="นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" width="750" height="527" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-03-300x211.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-03-150x105.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-03-500x351.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>กรุงเทพฯ – 14 มิถุนายน 2567 :<strong><span style="color: #6cb742;"> นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</span> เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี<strong>พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</strong> เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ได้เห็นชอบ<strong>มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์</strong> ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 10 ของโลก โดยรถยนต์และชิ้นส่วนถือเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ที่สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี มีผู้ผลิตที่อยู่ในซัพพลายเชนกว่า 2,300 ราย และมีการจ้างงาน 8 – 9 แสนคน การยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถแข่งขันได้ หรือสามารถขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถขอรับการส่งเสริมตามมาตรการดังกล่าว โดยเสนอแผนลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมหรือเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การขอรับรองมาตรฐานในอุตสาหกรรมใหม่ การอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีหรือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับอุตสาหกรรม เป็นต้น วงเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของเงินลงทุน ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับตั้งแต่ได้รับบัตรส่งเสริม โดยต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในสิ้นปี 2568</p>
<h3>ส่งเสริมกิจการใหม่ 4ประเภท รองรับการลงทุนในอนาคต</h3>
<p>บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติเปิดให้การส่งเสริมกิจการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ <strong>กิจการศูนย์บริการซ่อมแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว และกิจการนำแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าและ/หรือระบบกักเก็บพลังงานที่ไม่ใช้แล้ว มาจัดชุดใหม่ (Repack) หรือนำมาใช้ใหม่ (Reuse)</strong> เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่แบบครบวงจร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และเป็นการส่งเสริมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้สมบูรณ์ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอยังได้เปิดส่งเสริม<strong>กิจการ Data Hosting</strong> เพื่อรองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ที่มุ่งลงทุนในอุปกรณ์ประมวลผลที่ทันสมัย และเพื่อให้เกิดการใช้ Data Center ในไทยได้เต็มประสิทธิภาพ และ<strong>กิจการสถานกักกันสัตว์ก่อนการส่งออก</strong> โดยให้บริการกักกันสัตว์เพื่อตรวจโรคและรับรองตามมาตรฐานการค้าปศุสัตว์ระหว่างประเทศก่อนที่จะทำการส่งออก เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตตลาดการค้าปศุสัตว์ระหว่างประเทศของไทย</p>
<h3>บอร์ดบีโอไอไฟเขียว 8 โครงการ มูลค่าลงทุน 5.7 หมื่นล้านบาท</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34316" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-04.jpg" alt="บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม 8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 56,947 ล้านบาท" width="750" height="937" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-04-240x300.jpg 240w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-04-150x187.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/BOI-EV-Matching-Fund-Startup-04-400x500.jpg 400w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติโครงการลงทุนรวม <strong>8 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 56,947 ล้านบาท</strong> โดยเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งในด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงานสะอาด กิจการ Data Center กิจการโรงพยาบาล และการขนส่งทางอากาศ ดังนี้</p>
<p><strong>1)</strong> <strong>โครงการผลิตเอทิลีนชีวภาพ (Bio-Ethylene) ของบริษัท บราสเคม สยาม จำกัด</strong> โดยโครงการนี้เป็นการผลิตเคมีภัณฑ์ต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกจากไบโอเอทานอล ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด เงินลงทุน 19,313 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิต 200,000 ตันต่อปี ถือเป็นโรงงานผลิตเอทิลีนชีวภาพแห่งแรกในเอเชีย และเป็นโรงงานแห่งที่สองของโลก รองจากบราซิล</p>
<p><strong>2</strong>) <strong>โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะ ของบริษัท ซุปเปอร์ เอิร์ธ เอนเนอร์ยี 8 จำกัด</strong> เงินลงทุน 2,855<br />
ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี มีกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ โดยบริษัทจะรับขยะมูลฝอยในชุมชนเป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิง ช่วยจัดการปัญหาขยะในชุมชน</p>
<p><strong>3) โครงการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากเชื้อเพลิงชีวมวล ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 12 จำกัด</strong> เงินลงทุน 9,396 ล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของบริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี โดยเป็นการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากน้ำมันยางดำ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 130 เมกะวัตต์ และไอน้ำจากเชื้อเพลิงชีวมวล 576 ตัน/ชั่วโมง</p>
<p><strong>4)</strong> <strong>โครงการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำระบบ Cogeneration ของเครือ SCG</strong> เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มบริษัท SCG Chemicals เงินลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตไฟฟ้าระบบ Cogeneration 130 เมกะวัตต์ และไอน้ำระบบ Cogeneration 160 ตัน/ชั่วโมง</p>
<p><strong>5) โครงการ Data Center</strong> <strong>ของบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด</strong>  เงินลงทุน 3,345<br />
ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นโครงการที่ 5 ของบริษัท เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยโครงการนี้เป็นการขยายการลงทุนบนพื้นที่ True IDC East Bangna Campus ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p><strong>6) โครงการ Data Center ของบริษัทชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา </strong>ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Data Center อันดับต้น ๆ ของโลก เงินลงทุน 7,185 ล้านบาท รองรับ IT Load ขนาด 20 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ</p>
<p><strong>7) โครงการโรงพยาบาล ของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนลภูเก็ต จำกัด</strong> เป็นศูนย์การวินิจฉัยทางการแพทย์ขั้นสูง ในรูปแบบ Boutique Hospital ขนาด 212 เตียง เงินลงทุน 4,960 ล้านบาท รองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติสู่จังหวัดภูเก็ต</p>
<p><strong>8)</strong> <strong>โครงการขนส่งทางอากาศสำหรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ ของบริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด </strong>จำนวน 10 ลำ เงินลงทุน 3,893 ล้านบาท รองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศ</p>
<p>“โครงการที่ขอรับการส่งเสริมลงทุนในครั้งนี้ เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงานสะอาด กิจการสนับสนุนการท่องเที่ยว การให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งธุรกิจ Data Center ขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของ Digital Transformation, Cloud Computing, IoT และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โครงการลงทุนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะช่วยยกระดับไปสู่เศรษฐกิจใหม่” <strong>นฤตม์</strong> กล่าว</p>
<h3>บอร์ดเพิ่มขีดวามสามารถในการแข่งขันของประเทศพร้อมสนับสนุน Startup ศักยภาพสูง</h3>
<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (บอร์ดกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ) ที่มีพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ได้อนุมัติ <strong>มาตรการส่งเสริมการลงทุน Startup ที่มีศักยภาพสูง</strong> ตั้งแต่ระดับ Pre Series A ถึง Series A ที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนตั้งแต่ 20 – 50 ล้านบาท ในรูปแบบ Matching Fund ร่วมกับกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสนับสนุน Startup ที่มีศักยภาพของไทยให้สามารถเติบโตไปสู่ระดับยูนิคอร์นได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม</p>
<p>“บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุน Startup ที่มีศักยภาพผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยปัจจุบันมีการสนับสนุน Startup ในอุตสาหกรรมเป้าหมายไปแล้วจำนวน 14 ราย สำหรับการปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้ จะเป็นการทำงานร่วมกับ Venture Capital ระดับมืออาชีพ เพื่อร่วมกันสนับสนุน Startup ไทยที่มีศักยภาพ ให้มีเงินทุนเพียงพอในการต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้ขยายออกไปสู่ตลาดโลก และเพิ่มโอกาสที่จะเติบโตไปสู่ระดับยูนิคอร์นต่อไป” <strong>นฤตม์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-matching-fund-startup/">บีโอไออนุมัติมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ – การจัดการแบตเตอรี่ พร้อมตั้ง Matching Fund ดัน Startup ไทยสู่ยูนิคอร์น</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-matching-fund-startup/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอ จับมือฉางอาน จัดงาน “CHANGAN Sourcing Day” เร่งดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เข้าสู่ซัพพลายเชน EV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-changan-sourcing-day/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-changan-sourcing-day/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Jun 2024 09:36:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CHANGAN]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน EV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ EV]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=34169</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอ จับมือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ “CHANGAN” เร่งดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน EV ผ่านการเจรจาธุรกิจในงาน “CHANGAN Sourcing Day” รองรับการเดินเครื่องผลิตรถยนต์ EV ในช่วงต้นปี 2568 ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียน เผยยอดเจรจาธุรกิจ 78 คู่ เกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มอีกกว่า 3,600 ล้านบาท จาก 67 บริษัท นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-changan-sourcing-day/">บีโอไอ จับมือฉางอาน จัดงาน “CHANGAN Sourcing Day” เร่งดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เข้าสู่ซัพพลายเชน EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอ จับมือผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ “CHANGAN” เร่งดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน EV ผ่านการเจรจาธุรกิจในงาน “CHANGAN Sourcing Day” รองรับการเดินเครื่องผลิตรถยนต์ EV ในช่วงต้นปี 2568 ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอาเซียน เผยยอดเจรจาธุรกิจ 78 คู่ เกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มอีกกว่า 3,600 ล้านบาท จาก 67 บริษัท</strong></p>
<p><span id="more-34169"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34172" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-03.jpg" alt="นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</strong></span> <strong>เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</strong> เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 บีโอไอ และบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย จำกัด ได้ร่วมกันจัดงาน “CHANGAN Sourcing Day”ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อจัดหาชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศ สำหรับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ฉางอาน จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ Interior and Exterior Group, Stamping Group, Sealing and Sound Absorption Group, Aluminum Die-Casting Group, Suspension System Group และ Electrical Parts Group</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-34174 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-05.jpg" alt="CHANGAN Sourcing Day" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>การจัดงานในครั้งนี้ มีผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมงานเพื่อรับฟังนโยบายการจัดซื้อชิ้นส่วนและหลักเกณฑ์การเข้ามาเป็น Supplier ของบริษัท จำนวนกว่า 400 คน จาก 233 บริษัท โดยในจำนวนนี้ มีบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมเจรจาธุรกิจในครั้งนี้จำนวน 78 คู่ ครอบคลุมชิ้นส่วนหลักๆ ตามความต้องการของฉางอาน เช่น High Voltage Harness, Outside Door Handle, E-Drive, Cross Car Beam (Die Casting), Intelligent Thermal, Outside Door Mirror และ Headlining/Carpet ซึ่งจากการประเมินผลเบื้องต้น พบว่าการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ จะเกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศกว่า 3,600 ล้านบาท</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34170" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-01.jpg" alt="CHANGAN Sourcing Day" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ทั้งนี้ ฉางอาน เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตยานยนต์อันดับต้น ๆ ของจีน มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์มากกว่า 40 ปี ยอดขายสะสมกว่า 26 ล้านคัน และในปี 2566 มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 2.55 ล้านคัน อีกทั้งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรม โดยมีบุคลากรในทีมวิจัยและพัฒนากว่า 18,000 คน เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ฉางอาน ได้ประกาศแผนสร้างฐานการผลิตในไทย โดยมีเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาแห่งแรกของบริษัทที่อยู่นอกประเทศจีน และเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และแอฟริกาใต้ โรงงานจะตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง กำลังการผลิตรวม 100,000 คันต่อปี และจ้างงานกว่า 2,000 คน โดยได้วางศิลาฤกษ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ในช่วงต้นปี 2568 นี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-34173" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-04.jpg" alt="CHANGAN Sourcing Day" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/06/CHANGAN-Sourcing-Day-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“ที่ผ่านมา บีโอไอได้จัดกิจกรรม Sourcing Day ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว 4 ราย ได้แก่ BYD, NETA, MG และ BMW ได้ทำให้เกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศกว่า 42,000 ล้านบาท โดยการจัดงาน CHANGAN Sourcing Day ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศใน Tier ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดซื้อชิ้นส่วน การว่าจ้างผลิต หรือการร่วมมือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาสู่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งบริษัท ฉางอาน ได้แสดงถึงความตั้งใจจริงที่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศ โดยได้ประกาศเป้าหมายการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากถึงร้อยละ 60 ภายในปีแรก และจะเพิ่มถึงร้อยละ 80 ภายใน 5 ปีอีกด้วย” <strong>นฤตม์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-changan-sourcing-day/">บีโอไอ จับมือฉางอาน จัดงาน “CHANGAN Sourcing Day” เร่งดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เข้าสู่ซัพพลายเชน EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev-changan-sourcing-day/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอดึง 7 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จีน โชว์แผนจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ ดึงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน EV ระดับโลก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2024 06:53:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[EV Supply Chain]]></category>
		<category><![CDATA[SUBCON Thailand 2024]]></category>
		<category><![CDATA[ซัพพลายเชน EV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33905</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไอ เปิดเวทีครั้งประวัติศาสตร์ ดึง 7 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน โชว์แผนจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ ยกระดับผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก มองโอกาสระยะยาวใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึงร้อยละ 90 ประสานเสียงไทยฮับในอาเซียน สร้างฐานผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก ผู้ผลิตไทยสนใจลงทะเบียนร่วมรับฟังกว่า 1,500 ราย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การจัดงานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ “SUBCON Thailand 2024” ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev/">บีโอไอดึง 7 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จีน โชว์แผนจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ ดึงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน EV ระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บีโอไอ เปิดเวทีครั้งประวัติศาสตร์ ดึง 7 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน โชว์แผนจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ ยกระดับผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ Supply Chain ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก มองโอกาสระยะยาวใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึงร้อยละ 90 ประสานเสียงไทยฮับในอาเซียน สร้างฐานผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก ผู้ผลิตไทยสนใจลงทะเบียนร่วมรับฟังกว่า 1,500 ราย</strong></p>
<p><span id="more-33905"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33907" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-02.jpg" alt="นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</span> เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) </strong>เปิดเผยว่า การจัดงานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ “SUBCON Thailand 2024” ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 15 – 18 พฤษภาคม 2567 โดยภายในงานบีโอไอได้จัดกิจกรรมพิเศษ “BOI Symposium: EV Supply Chain Edition” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2567 ต่อเนื่องกัน 3 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ 7 ค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน ได้แก่ BYD, MG, Great Wall Motor, NETA, Changan, GAC Aion และ Omoda &amp; Jaecoo ได้มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแผนการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ของโลก โดยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังแผนการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ รวมกว่า 1,500 คน</p>
<p>“ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ได้เริ่มผลิตอีวีในประเทศไทยแล้วมี 3 ราย ได้แก่ GWM, NETA และ MG ส่วน BYD และ GAC Aion มีแผนเริ่มผลิตในช่วงไตรมาส 3 – 4 ของปีนี้ และ Changan จะเริ่มผลิตในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศจะทยอยเพิ่มสูงขึ้น การเปิดเวทีครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศจะได้รับฟังทิศทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและแผนการจัดซื้อชิ้นส่วนโดยตรงจากผู้บริหารค่ายรถยนต์ สร้างโอกาสการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกัน และร่วมกันยกระดับ Supply Chain ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เข้มแข็ง เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลกในอนาคต”  <strong>นฤตม์</strong> กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ บีโอไอ ได้ให้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเซกเมนต์ และชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 17 ชิ้น รวมทั้งแบตเตอรี่ และสถานีชาร์จ โดยในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท มีโครงการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ (BEV) 18 โครงการ เงินลงทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารวม 400,000 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33908" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-03.jpg" alt="7 ค่ายรถยนต์จีนโชว์แผนยกไทยฐานผลิต EV" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>7 ค่ายรถยนต์จีนโชว์แผนยกไทยฐานผลิต EV</h3>
<p>สำหรับเวที “BOI Symposium: EV Supply Chain” 7 ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีน ได้แก่ BYD, MG, Great Wall Motor, NETA, Changan, GAC Aion และ Omoda &amp; Jaecoo ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ และแผนการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ โดยแต่ละรายตอกย้ำจุดยืนในการใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลักในอาเซียน และมองโอกาสที่จะใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 90 เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">หม่า ไห่หยาง</span> (Ma Haiyang) ผู้จัดการทั่วไปด้านธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท GAC AION New Energy Automobile หรือ GAC AION</strong> กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นพัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง และต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งจะมีการลงทุนในส่วนโรงงานผลิต รวมทั้งจัดจำหน่ายในไทยและต่างประเทศ โดยจะร่วมมือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">หยู่ปิน เคอ</span> (Yubin Ke) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด </strong>กล่าวว่าในปี 2566 BYD เป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ยอดขายอันดับ 1 ของโลก และมียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 7 ล้านคันในเดือนมีนาคม 2567 ปัจจุบันโรงงานบีวายดีเตรียมใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่าร้อยละ 40 จากผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายรายในประเทศไทย และมีแผนการจัดซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี ในอนาคตจะยกระดับการผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศให้เป็น &#8220;Made in Thailand&#8221; เพื่อสร้างความสำเร็จร่วมกัน</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เซิน ซิงหัว</span> (Shen Xinghua) ประธานบริษัท บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด</strong> เปิดเผยว่า ฉางอานมีเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีแผนลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อผลิตรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 1.5 ล้านคัน สำหรับประเทศไทย ฉางอันต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ทั้งการผลิต ขาย รวมถึงการวิจัยและพัฒนา โดยจะมีการลงทุนราว 10,000 ล้านบาท บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มผลิตรถยนต์ได้ในไตรมาสแรกของปี 2568 มีกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 คัน โดยใช้ชิ้นส่วนในประเทศถึงร้อยละ 60 และมีโอกาสที่จะเพิ่มไปถึงร้อยละ 90 จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลไทย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33909" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-04.jpg" alt="7 ค่ายรถยนต์จีนโชว์แผนยกไทยฐานผลิต EV" width="750" height="499" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/BOI-EV-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายไมเคิล ฉง</span> (Michel Chong) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวว่า GWM ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน โดยปัจจุบันบริษัทฯ ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่ จ.ระยอง แล้วกว่า 12,500 ล้านบาท มีการจ้างแรงงานกว่า 3,000 คน มีกำลังการผลิตรถยนต์ 80,000 คันต่อปี และในอนาคตมีแผนลงทุนในไทยเพิ่มเป็น 22,500 ล้านบาท โดยจะร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงยกระดับ Supply Chain ของไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้นและสร้างการเติบโตให้กับประเทศไทยในระยะยาว โดยจะเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศร้อยละ 80 – 90 ภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายชู กังจื้อ</span> (Shu Gangzhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด</strong> กล่าวว่า เนต้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดในประเทศไทย โดยปี 2022 ได้เปิดตัวรถยนต์ 1 รุ่นเพื่อทำตลาดในประเทศไทย โดยมียอดขายเป็นอันดับ 2 และปีนี้โรงงานเนต้าในประเทศไทยจะเริ่มเดินเครื่อง โดยมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่าร้อยละ 60 จากผู้ผลิต 16 ราย และตั้งเป้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ได้ถึงร้อยละ 85 ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นการลงทุนในไทย ด้วยความพร้อมของ Supply Chain ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เชื่อว่าทั้งจีนและไทยจะประสบความสำเร็จร่วมกันในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายฉี เจี๋ย</span> (Qi Jie) ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด</strong> ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Chery Group กล่าวว่า บริษัทฯ ถือเป็นน้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดประเทศไทย แต่เป็นน้องใหม่ไฟแรงที่พร้อมทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในแต่ละประเทศ บริษัทมีโรงงานผลิตรวม 10 แห่งทั่วโลก โดยรถยนต์ของบริษัทมีการส่งออกไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก และไทยจะเป็นฐานผลิตหลักในอาเซียน บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในแต่ละประเทศ ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาร่วมมือกัน ให้เกิด “Win-Win” ทั้งสองฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่การผลิตรถยนต์พลังงานใหม่อย่างสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นทั่วโลก</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายสุโรจน์ แสงสนิท</span> รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด</strong> ผู้ผลิตรถยนต์ MG กล่าวว่า สำหรับแบรนด์ MG ได้เข้ามาทำตลาดในไทยปีนี้เป็นปีที่ 11 มีการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่น รวมยอดขายสะสม 225,000 คันในประเทศไทย และต้นปี 2024 ได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นแรก MG4 เพื่อจำหน่ายในตลาดประเทศไทย โดยบริษัทได้ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และร่วมมือกับ Supplier ไทย ในการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่านโยบายสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทย และสามารถเพิ่มโอกาสในการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลก</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev/">บีโอไอดึง 7 ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จีน โชว์แผนจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศ ดึงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ซัพพลายเชน EV ระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-ev/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไอยืนยัน KIA ยังคงพิจารณาแผนลงทุนในไทย เตรียมเปิดตัวบริษัทใหม่ปลาย ม.ค.นี้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-kia/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/boi-kia/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jan 2024 09:28:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BOI]]></category>
		<category><![CDATA[KIA]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[เกีย คอร์ปอเรชั่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=31787</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากกรณีที่มีข่าวบริษัท เกีย คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจไม่ลงทุนในประเทศไทยนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ ขอชี้แจงว่า บีโอไอได้รับการยืนยันจากบริษัท เกีย ว่ายังคงเดินหน้าการเจรจากับรัฐบาลไทยและจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมุ่งให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย โดยจะเปิดตัวบริษัท เกีย เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อดูแลด้านการตลาด การขาย และบริการหลังการขาย ซึ่งจะเป็นการต่อยอดไปสู่การลงทุนในอนาคต ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บีโอไอได้มีการผลักดันและดำเนินการในหลายประเด็นเพื่อส่งเสริมระบบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV เช่น การต่อมาตรการอุดหนุน EV&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-kia/">บีโอไอยืนยัน KIA ยังคงพิจารณาแผนลงทุนในไทย เตรียมเปิดตัวบริษัทใหม่ปลาย ม.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จากกรณีที่มีข่าวบริษัท เกีย คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจไม่ลงทุนในประเทศไทยนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บีโอไอ ขอชี้แจงว่า บีโอไอได้รับการยืนยันจากบริษัท เกีย ว่ายังคงเดินหน้าการเจรจากับรัฐบาลไทยและจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมุ่งให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย โดยจะเปิดตัวบริษัท เกีย เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อดูแลด้านการตลาด การขาย และบริการหลังการขาย ซึ่งจะเป็นการต่อยอดไปสู่การลงทุนในอนาคต</strong></p>
<p><span id="more-31787"></span></p>
<p>ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บีโอไอได้มีการผลักดันและดำเนินการในหลายประเด็นเพื่อส่งเสริมระบบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV เช่น การต่อมาตรการอุดหนุน EV หรือ EV 3.5 การประกาศมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 เป็นต้นมา โดยให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ ICE เพื่อเตรียมความพร้อมให้มีการพัฒนาสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลิต EV ของผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการส่งเสริมอยู่เดิมแล้ว ยังสอดคล้องกับแผนการผลิตของบริษัทด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ บีโอไอยังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเร่งเจรจา FTA ไทย &#8211; อียู ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่สำคัญ การเร่งรัดกลไกการจัดหาพลังงานสะอาด (Utility Green Tariff: UGT) และมาตรการบรรเทาผลกระทบของนักลงทุนจากการจัดเก็บภาษีตามหลักการ Global Minimum Tax หรือ Pillar 2 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการในตลาดโลกได้</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-kia/">บีโอไอยืนยัน KIA ยังคงพิจารณาแผนลงทุนในไทย เตรียมเปิดตัวบริษัทใหม่ปลาย ม.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/boi-kia/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
