<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภาคพลังงาน | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Apr 2026 08:37:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>ภาคพลังงาน | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 08:34:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43709</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก” มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว</strong></p>
<p><span id="more-43709"></span></p>
<p>บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง</p>
<ol>
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก</strong></li>
</ol>
<p>เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43711" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg" alt="พลังงาน" width="500" height="750" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3>มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า:</strong> ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย</li>
<li><strong>ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส:</strong> กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน</li>
<li><strong>สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส:</strong> เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: </strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง</li>
<li><strong>จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management):</strong> ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต</li>
<li><strong>จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): </strong>จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43712" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg" alt="ภาคขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="420" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-500x280.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์</h3>
<ul>
<li><strong>สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management):</strong> สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง:</strong> เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า</li>
<li><strong>อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก:</strong> อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ</li>
<li><strong>ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ &#8220;คนละครึ่ง&#8221;:</strong> นำมาตรการ &#8220;คนละครึ่ง&#8221; มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร</li>
<li><strong>ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH):</strong> ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6</li>
</ul>
<ol start="2">
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน</strong></li>
</ol>
<p>ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<h3>การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel):</strong> ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green Building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>บูรณาการแผนพลังงาน:</strong> เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ</li>
<li><strong>ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): </strong>สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม Solar Rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า</li>
<li><strong>เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform):</strong> เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)<strong>  </strong></li>
<li><strong>ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น:</strong> สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด จากปัจจุบันที่กลุ่ม ปตท. ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต</li>
<li><strong>สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR):</strong> สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์</li>
<li><strong>แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: </strong>เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม</li>
</ul>
<h3>การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์</h3>
<ul>
<li><strong>อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6:</strong> ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี</li>
<li><strong>อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร:</strong> สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์</li>
<li><strong>ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า:</strong> ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า</li>
<li><strong>สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport):</strong> วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ:</strong> กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์</li>
</ul>
<h3>บทสรุป</h3>
<p>ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ &#8220;ตรึงราคา&#8221; ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก <strong> </strong></p>
<p>ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม</p>
<hr />
<p>โดย <strong>ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์</strong> นักวิชาการนโยบายพลังงาน <strong>ดร.สุเมธ องกิตติกุล</strong> ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และ<strong>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์</strong> ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สนพ. เผยภาคพลังงานการปล่อยก๊าซ CO2 ครึ่งปี 67 ลดลง 2.5% อยู่ที่ระดับ 121.9 ล้านตัน CO2</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-news-18092567/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-news-18092567/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 09:59:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[การปล่อยก๊าซ CO2]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=35798</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 2567 (เดือนมกราคม &#8211; มิถุนายน 2567) พบว่า การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงาน อยู่ที่ระดับ 121.9 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ (ภาคครัวเรือน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-news-18092567/">สนพ. เผยภาคพลังงานการปล่อยก๊าซ CO2 ครึ่งปี 67 ลดลง 2.5% อยู่ที่ระดับ 121.9 ล้านตัน CO2</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #6cb742;">นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู</span> ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 2567 (เดือนมกราคม &#8211; มิถุนายน 2567) พบว่า การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงาน อยู่ที่ระดับ 121.9 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ (ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ) มีการปล่อยก๊าซ CO2 ลดลงที่ร้อยละ 16.8 1.2 และ 1.5 ตามลำดับ ในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8</strong></p>
<p><span id="more-35798"></span></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03.png'><img decoding="async" width="300" height="208" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03-300x208.png" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03-300x208.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03-150x104.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03-500x347.png 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-03.png 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02.png'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="222" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02-300x222.png" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02-300x222.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02-150x111.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02-500x370.png 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-02.png 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01.png'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="212" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01-300x212.png" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01-300x212.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01-150x106.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01-500x354.png 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/09/EPPO-18092567-01.png 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>สำหรับการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงานแยกรายชนิดเชื้อเพลิงใน 6 เดือนแรกของปี 2567 พบว่า ภาพรวมการปล่อยก๊าซ CO2 แยกรายชนิดเชื้อเพลิง รวมทั้งสิ้น 121.9 ล้านตัน CO2 ซึ่งลดลงจากทุกชนิดเชื้อเพลิง โดยน้ำมันสำเร็จรูป มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 52.9 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 1.1 ก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 40 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.3 และถ่านหิน/ลิกไนต์ มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 28.9 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 7.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน</p>
<p>สำหรับการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงานแยกรายภาคเศรษฐกิจในปี 2566 พบว่า มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 121.9 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 2.4 โดยภาคการขนส่ง มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 41.5 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 1.2 ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 25.6 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 16.8 ภาคการผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 48.1 ล้านตัน CO2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ ภาคครัวเรือน เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ มาจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 รวม 6.7 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน</p>
<p>“หากเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลของ International Energy Agency (IEA) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ในปี 2565 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานอยู่ที่ 2.05 พันตัน CO2 ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมประเทศจีน) ประเทศจีน และประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ 2.29 2.34 2.79 และ 2.12 พันตัน CO2 ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อการใช้พลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ที่ 1.95 พันตัน CO2 ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ซึ่งประเทศไทยมีนโยบายด้านพลังงานที่คำนิงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้มีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดปลดปล่อยก๊าซ CO2 ตามเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้” นายวีรพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eppo-news-18092567/">สนพ. เผยภาคพลังงานการปล่อยก๊าซ CO2 ครึ่งปี 67 ลดลง 2.5% อยู่ที่ระดับ 121.9 ล้านตัน CO2</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/eppo-news-18092567/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฟผ. หนุนลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน เดินหน้าพัฒนาตลาดการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REC)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%9c-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81-rec/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%9c-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81-rec/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2021 02:30:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[REC]]></category>
		<category><![CDATA[Renewable Energy Certificate]]></category>
		<category><![CDATA[การซื้อขายเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=16154</guid>

					<description><![CDATA[<p>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยเตรียมเดินหน้าพัฒนาตลาดการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC) รุกสร้างความรู้ความเข้าใจกลไกการซื้อขาย และรับรองเครดิตผ่าน REC Platform อย่างครบวงจร มุ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายNationally Determined Contribution (NDC) ผ่านมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานไฟฟ้า ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า หลังจากปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้เปิดตัวธุรกิจให้บริการซื้อขายเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) รวมทั้งการให้บริการรับรอง REC&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%9c-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81-rec/">กฟผ. หนุนลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน เดินหน้าพัฒนาตลาดการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REC)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยเตรียมเดินหน้าพัฒนาตลาดการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC) รุกสร้างความรู้ความเข้าใจกลไกการซื้อขาย และรับรองเครดิตผ่าน REC Platform อย่างครบวงจร มุ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายNationally Determined Contribution (NDC) ผ่านมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานไฟฟ้า</strong><span id="more-16154"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.จิราพร ศิริคำ</strong></span> <strong>รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</strong> เปิดเผยว่า หลังจากปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้เปิดตัวธุรกิจให้บริการซื้อขายเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) รวมทั้งการให้บริการรับรอง REC ที่ กฟผ. ได้รับสิทธ์จาก The International REC Standard (I-REC) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ให้เป็นผู้รับรอง REC แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในปี 2564 กฟผ. จึงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาตลาด REC ให้ยั่งยืน เตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ให้บริการซื้อขายและรับรองเครดิต REC อย่างครบวงจร เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของพลังงาน สีเขียวในประเทศไทย และรองรับกลุ่มบริษัท RE100 ที่จะมาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย</p>
<p><strong>ดร.จิราพร ศิริคำ</strong> กล่าวต่อไปว่า ในกระบวนการซื้อขาย REC ผู้ขายจะต้องลงทะเบียนตามมาตรฐาน I-REC รวมถึงยื่นขอการรับรองโรงไฟฟ้า และการรับรอง REC มาที่ กฟผ. เพื่อตรวจสอบและส่งมอบ REC ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ สำหรับวิธีการคำนวณหน่วยการซื้อขาย REC คิดจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้จริง คือ ไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1 REC โดยหลังจากนี้ กฟผ. และ I-REC มีแผนสร้างความรู้ความเข้าใจกลไกการตลาด REC ให้กับผู้เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจผ่านการจัดสัมมนาออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “REC Market Focusing on Thailand” ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดการลงทะเบียนร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ irecissuer.egat.co.th</p>
<p><strong>การให้บริการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จะเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ สร้างงานสร้างรายได้ คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและยั่งยืน ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contribution : NDC) ตามที่ให้คำมั่นในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 – 25 ภายในปี 2573</strong></p>
<hr />
<p>Source: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%9c-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81-rec/">กฟผ. หนุนลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน เดินหน้าพัฒนาตลาดการซื้อขายและรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REC)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%9c-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81-rec/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
