<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มหาวิทยาลัยรังสิต | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 24 Feb 2025 01:54:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>มหาวิทยาลัยรังสิต | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>3 องค์กรชั้นนำเสนอภาครัฐรับรอง “สิทธิในการซ่อม” หวังลดขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 450,000 ตันต่อปี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tei-right-to-repair/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/tei-right-to-repair/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Feb 2025 03:29:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[Right to Repair]]></category>
		<category><![CDATA[TEI]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยรังสิต]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิในการซ่อม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=37998</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมจัดทำรายงานใหม่ล่าสุด เปิดเผยถึงโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการเคลื่อนไหวและกฎหมายสิทธิในการซ่อม “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” (Right to Repair – R2R) แนวคิด R2R คือ การที่ผู้บริโภคควรมีสิทธิในการซ่อมผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยสามารถเข้าถึงอะไหล่ เครื่องมือ และคู่มือการซ่อมได้ ตั้งแต่เครื่องจักรกลการเกษตร ยานยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้กำหนดข้อจำกัดทั้งทางกายภาพ กฎหมาย และดิจิทัล เพื่อปิดกั้นการซ่อมโดยอิสระ R2R จึงมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิด้านการซ่อม&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tei-right-to-repair/">3 องค์กรชั้นนำเสนอภาครัฐรับรอง “สิทธิในการซ่อม” หวังลดขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 450,000 ตันต่อปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : <strong>สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมจัดทำรายงานใหม่ล่าสุด เปิดเผยถึงโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการเคลื่อนไหวและกฎหมายสิทธิในการซ่อม “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” (Right to Repair – R2R)</strong></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-38000" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02.jpg" alt="" width="700" height="466" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>แนวคิด R2R คือ การที่ผู้บริโภคควรมีสิทธิในการซ่อมผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยสามารถเข้าถึงอะไหล่ เครื่องมือ และคู่มือการซ่อมได้ ตั้งแต่เครื่องจักรกลการเกษตร ยานยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้กำหนดข้อจำกัดทั้งทางกายภาพ กฎหมาย และดิจิทัล เพื่อปิดกั้นการซ่อมโดยอิสระ R2R จึงมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิด้านการซ่อม พร้อมทั้งลดข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อะไหล่ทดแทนใช้งานได้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘Parts Pairing’ หรือ การจับคู่ชิ้นส่วน ที่ส่งผลให้ค่าซ่อมเพิ่มขึ้นอย่างมาก</p>
<p>การขาดทางเลือกของผู้บริโภค ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ R2R เรียกร้องให้ผลิตภัณฑ์สามารถซ่อมได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สิทธิและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นแก่ผู้บริโภค หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายดังกล่าวแล้ว และปัจจุบันมีอีก 30 รัฐที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ขณะที่สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้กฎหมาย R2R ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งห้ามผู้ผลิตกำหนดข้อจำกัดในการซ่อม และบังคับให้ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่และเครื่องมือในราคาที่สมเหตุสมผล</p>
<figure id="attachment_38001" aria-describedby="caption-attachment-38001" style="width: 700px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="wp-image-38001" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03.jpg" alt="มร.เอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์ (ขวา) กรรมการบริหาร สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ " width="700" height="466" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /><figcaption id="caption-attachment-38001" class="wp-caption-text">มร.เอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์ (ขวา) กรรมการบริหาร สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</figcaption></figure>
<p><strong>มร.เอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์ กรรมการบริหาร สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> กล่าวว่า เหตุผลในการเลือกเปิดโครงการในไทย ซึ่งปัจจุบันไม่เฉพาะประเทศไทย ทั่วโลกควรมีโครงการนี้ด้วย เหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ 1. ปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศไทยเป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่และมียอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนถึง 14 ล้านเครื่องในปี 2566 คาดว่าอัตราการใช้สมาร์ทโฟนจะสูงถึง 97% ภายในปี 2572 โดยพบว่าไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็น 65% ของขยะอันตรายจากชุมชน ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 450,000 ตันต่อปี ขยะจากโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต คิดเป็นประมาณ 25,200 ตัน แต่มีเพียง 21% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนสั่งห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2560 ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าในไทยเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า โดยในปี 2564 ไทยนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 28 ล้านตัน ทำให้เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการออกกฎหมาย R2R ที่ก้าวหน้า</p>
<p>2.เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ทั่วโลกประสบปัญหาเงินเฟ้อ การทำให้อุปกรณ์ใช้งานได้นานขึ้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระดับโลก 25% และ3.เศรษฐกิจในประเทศ งานวิจัยในภาคส่วนต่างๆ พบว่ามี SMEรายย่อยจำนวนมาก แต่ประสบปัญหาในการซ่อม</p>
<p>รายงานฉบับนี้ได้เสนอข้อแนะนำสำคัญในการพัฒนากรอบการทำงานของ R2R ที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการห้ามการจับคู่ชิ้นส่วน (Parts Pairing) เพื่อให้สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนได้ง่ายขึ้น การกำหนดราคามาตรฐาน และการให้สิ่งจูงใจสำหรับธุรกิจซ่อมแซม ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) ของประเทศไทย (พ.ศ. 2564-2570)</p>
<p><strong>มร.เอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์</strong> กล่าวว่า การที่สหภาพยุโรปบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่กรกฎาคม 2567 พบว่าช่วยกระตุ้นให้คนอียูตื่นตัวในเรื่องนี้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายนี้ ได้มีการใช้เวลาในการหารือตอบข้อสนองของผู้บริโภคเรื่องซ่อม ซึ่งสินค้าที่ใช้ส่วนใหญ่ในบ้านจะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เมื่อชิ้นส่วนอุปกรณ์ตัวใดหนึ่งเสีย ไม่สามารถซ่อมได้ หรือค่าซ่อมแพง แสดงให้เห็นว่าในอียู นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วมีประเด็นค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย สามารถลดขยะ e-waste 20-30% และลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค 25%</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-38002" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04.jpg" alt="" width="700" height="466" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/TEI-Right-to-Repair–R2R_04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></p>
<p>ด้าน<strong>ดร.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต</strong> กล่าวว่า รายงานวิจัยฉบับใหม่นี้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการซ่อมกว่า 40 รายในกรุงเทพฯ โดยมีการสัมภาษณ์ในเชิงลึก ครอบคลุมตลาดใหญ่ เช่น MBK บิ๊กซี และโลตัส พบปัญหาสำคัญในระบบซ่อมแซมของไทย โดย 54% ของร้านซ่อมอิสระไม่มีคู่มือการซ่อม ขณะที่ 96% ไม่สามารถเข้าถึงอะไหล่จากศูนย์บริการหรือผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต “ความท้าทายในการซ่อม เครื่องมือในการซ่อม เป็นการเรียนรู้จากร้านซ่อม หรือถามจากช่างข้างร้าน อีกทั้งผู้ประกอบการร้านซ่อมรายย่อยยังประสบปัญหาความน่าเชื่อถือและความไม่ปลอดภัยในเรื่องข้อมูล  ถ้าสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ จะผลักดันให้สิทธิด้านการซ่อมได้การยอมรับมากขึ้น&#8221;<strong> ดร.กฤษฎา</strong> กล่าว</p>
<p>งานวิจัยนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่ “ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า” หรือที่รู้จักกันในชื่อ &#8220;เลมอน ลอว์&#8221; (Lemon Law) ของไทยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งช่วยชดเชยค่าเสียหายให้ผู้บริโภค โดยเชื่อว่าแนวคิด R2R ช่วยจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์</p>
<p>ทั้งนี้ รายงานฉบับเต็มได้ทำการวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในโลกเกี่ยวกับนโยบาย R2R และได้เสนอข้อแนะนำที่ชัดเจนสำหรับประเทศไทยในการพัฒนากรอบงานของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในด้านการบริโภคที่ยั่งยืนและการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับภูมิภาค</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tei-right-to-repair/">3 องค์กรชั้นนำเสนอภาครัฐรับรอง “สิทธิในการซ่อม” หวังลดขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 450,000 ตันต่อปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/tei-right-to-repair/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอสพี กรุ๊ป นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ มุ่งขับเคลื่อน “ม.รังสิต” เปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sp-group-x-rsu-green-energy/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/sp-group-x-rsu-green-energy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Nov 2023 04:27:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยรังสิต]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบการจัดการและจัดเก็บพลังงานแบบรวมศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอัจฉริยะสำหรับอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[เอสพี กรุ๊ป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=30991</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทย  &#8211; 15 พฤศจิกายน 2566 :  เอสพี กรุ๊ป (เอสพี) กลุ่มสาธารณูปโภคชั้นนำและผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนในสิงคโปร์และเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของประเทศไทย  เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว โดยเอสพีจะเป็นผู้นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนมาปรับใช้ให้ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย ตลอดจนให้คำแนะนำเพื่อไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งประกอบไปด้วย การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PV) พร้อมระบบการจัดการและจัดเก็บพลังงานแบบรวมศูนย์ รวมทั้งโซลูชัน GETTM (Green Energy Tech) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะสำหรับอาคาร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้อาคาร หากดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sp-group-x-rsu-green-energy/">เอสพี กรุ๊ป นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ มุ่งขับเคลื่อน “ม.รังสิต” เปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประเทศไทย  &#8211; </strong><strong>15 </strong><strong>พฤศจิกายน </strong><strong>2566</strong> : <strong> </strong><strong>เอสพี กรุ๊ป (เอสพี) </strong>กลุ่มสาธารณูปโภคชั้นนำและผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานที่ยั่งยืนในสิงคโปร์และเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับ <strong>มหาวิทยาลัยรังสิต</strong> ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของประเทศไทย  เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว โดยเอสพีจะเป็นผู้นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนมาปรับใช้ให้ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย ตลอดจนให้คำแนะนำเพื่อไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งประกอบไปด้วย การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (PV) พร้อมระบบการจัดการและจัดเก็บพลังงานแบบรวมศูนย์ รวมทั้งโซลูชัน GET<sup>TM</sup> (Green Energy Tech) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะสำหรับอาคาร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้อาคาร หากดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567 โซลูชันเหล่านี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยฯ มีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดถึงร้อยละ 21  ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 1,400 ตันต่อปี และลดต้นทุนพลังงาน 4 ล้านบาทต่อปี</p>
<p><span id="more-30991"></span></p>
<p>เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว เอสพีและมหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับใช้โซลูชันพลังงานแบบบูรณาการที่ยั่งยืนให้มากขึ้นทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงระบบการทำความเย็นแบบศูนย์รวม (District Cooling)  เพื่อให้ระบบปรับอากาศสามารถประหยัดพลังงานมากขึ้น การเพิ่มพื้นที่การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งต่อยอดการปรับใช้ชุดระบบการจัดการพลังงานแบบดิจิทัลอัจฉริยะของ GET<sup>TM</sup> ซึ่งใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินการอย่างยั่งยืน รวมถึงยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้อาคาร</p>
<p>ภายใต้โครงการความร่วมมือนี้ เอสพีจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (PV) บนหลังคาขนาด 2 เมกะวัตต์ (MWp) บนอาคารจำนวน 9 หลัง และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำบริเวณสระน้ำ อาคาร 7 รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทุกอาคารของมหาวิทยาลัย  โดยโครงการนี้จะมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)  ช่วยให้สามารถจ่ายพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตามความต้องการ ซึ่งคาดว่าระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งเพิ่มจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,749 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี  เมื่อดำเนินการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ อาคารที่ตั้งของสำนักงานอาคารและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต (อาคาร 13)   จะเป็นอาคารต้นแบบที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100 เปอร์เซ็นต์ และจะเป็นอาคารแห่งแรกของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยที่จะได้รับสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์</p>
<p>นอกจากนี้เอสพียังนำระบบ GET<sup>TM</sup> Control ซึ่งเป็นระบบร่วมศึกษาควบคุมคุณภาพสภาพแวดล้อมในอาคารอัจฉริยะมาใช้ศึกษาประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศในอาคาร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยโซลูชันดังกล่าวได้ผสานความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์  (AI) และ IoT (Internet of Things) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมเครื่องปรับอากาศผ่านการคำนวณจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้ใช้อาคารและสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศให้เหมาะสมและกระจายความเย็นทั่วทั้งพื้นที่  จากการใช้ระยะเวลาทดลอง 2 เดือน นำร่องใน 2 อาคาร ได้แก่ พื้นที่ชั้น 2 อาคาร 12/1 และพื้นที่ชั้น 10 อาคาร 11 พบว่ามีประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานร้อยละ 40  และยกระดับความสะดวกสบายให้ผู้อาศัยในอาคารได้ร้อยละ 14</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30993" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1.jpg" alt="" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/SP-GROUP-P1-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">แบรนดอน เจีย</span> กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย เอสพี กรุ๊ป </strong>กล่าวว่า อาคารต่าง ๆ อย่างอาคารสำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัยล้วนมีความต้องการด้านการด้านการดำเนินงานและด้านพลังงานที่แตกต่าง ความเชี่ยวชาญของเราในการส่งมอบบริการด้านพลังงานแบบบูรณาการที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนและสามารถกำหนดเองได้จะช่วยให้อาคารต่าง ๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและช่วยให้บรรลุผลประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วย</p>
<p>ขณะนี้มีบางมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ที่ Go Green และเกือบจะเป็น Net Zero เหมือนกัน โดยเอสพี กรุ๊ปได้ร่วมมือกับสถาบัน Institute of Technology  ซึ่งให้บริการ Micro Grid  หรือโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็น Digital Energy Solution ที่ใช้ในการวัดว่ามีการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy :RE)  เท่าใด  ทำให้สามารถรู้ว่าลดใช้พลังงานแบบธรรมดาที่ไม่ใช่พลังงานแบบ REเท่าใด เพื่อวางแผนการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม</p>
<p>“ในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิต การที่จะไปสู่ Net Zero ได้เป็นหนทางระยะไกล ถ้าต้องการให้เป็น Net Zero  ในขณะนี้ โซลูชันต่างๆ ราคาแพงมาก  ทั้งนี้การใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ Net Zero  แต่ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่จะต้องผสมผสานกันกับการลดการใช้พลังงานด้วยเช่นกัน เพื่อการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน   สำหรับเอสพี กรุ๊ป มีแผนกวิจัยและพัฒนาโดยตรง เพื่อตรวจเช็คว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงานโดยรวมอย่างไรบ้าง นั่นเป็นเหตุผลสำคัญทำให้เราต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ผู้ใช้งานโซลูชันต่างๆ ของเรา  เพื่อที่จะได้ค้นหาว่าใช้งานจริงหรือไม่และช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างไร  เราจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยรังสิต  เพื่อช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถมุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมมุ่งหวังที่จะได้ร่วมมือกันในการพัฒนาอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลดปริมาณคาร์บอนในสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นได้ของประเทศไทย”  <strong>แบรนดอน เจีย </strong>กล่าว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-30992 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/RSU-P1.jpg" alt="รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง" width="529" height="720" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/RSU-P1.jpg 529w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/RSU-P1-220x300.jpg 220w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/RSU-P1-150x204.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/11/RSU-P1-367x500.jpg 367w" sizes="(max-width: 529px) 100vw, 529px" /></p>
<p>ด้าน<strong><span style="color: #6cb742;">รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง</span> ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายอาคารและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต </strong>กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงสถาบันการศึกษาด้วย จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่มหาวิทยาลัยฯ ต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร และพัฒนาเป้าหมายด้านความยั่งยืน  สำหรับมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาถึง2.4 ล้านหน่วยต่อเดือน คิดเป็นค่าไฟ 10 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 120 ล้านบาทต่อปี  จากมาตรการประหยัดพลังงาน ใช้หลอด LED  สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ 12 ล้านบาทต่อปี</p>
<p>เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิตได้คัดเลือกเอสพี กรุ๊ป โดยพิจารณาจากผลงานที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งประทับใจในความมุ่งมั่นและโซลูชันที่ครอบคลุมของบริษัทฯ  เมื่อดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (PV) บนหลังคาขนาด 2 เมกะวัตต์ (Mwp)  เสร็จสมบูรณ์ ภายใน 7 เดือนข้างหน้า หรือประมาณไตรมาส 2 ของปี 2567 อาคาร 13  ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานอาคารและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต  ขนาดพื้นที่กว่า 2,000 ตรม. ปัจจุบันใช้ไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์ จะเป็นอาคารต้นแบบที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100 เปอร์เซ็นต์   นับเป็นอาคารแห่งแรกของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยที่มุ่งหวังจะได้รับสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  เพื่อเป็นต้นแบบของอาคารอื่นๆ ในอนาคต</p>
<p>“มหาวิทยาลัยรังสิตหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จในการนำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการของเอสพี กรุ๊ปมาปรับใช้ที่มหาวิทยาลัยรังสิตจะช่วยเป็นต้นแบบให้สถาบันการศึกษาอื่น ๆ สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ ทั้งนี้มหาวิทยาลัยรังสิตมีจุดมุ่งหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการพัฒนาแบบยั่งยืนตามการประชุม COP 26  ที่มีเป้าหมายเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050  และบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ในปี 2065”  <strong>รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ </strong>กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ เอสพี กรุ๊ป ได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวให้กับบริษัทพันธมิตรในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 โดยมีโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 40 MWp ที่อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการและการก่อสร้าง รวมทั้งมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมมากกว่า 100MWp ทั่วประเทศไทย ซึ่งพันธมิตรหลักของบริษัทฯ ได้แก่ มาลี กรุ๊ป, บริษัทเอเชีย คอมโพสิต แมททีเรียล (Asia Composite Material), บริษัทคอมแพ็ค อินเตอร์เนชั่นแนล (Compact International) และบริษัทสยามอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร จำกัด (มหาชน) หรือSAICO  ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง ประสบการณ์ระดับภูมิภาค และความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานของเอสพี กรุ๊ป เพื่อเริ่มดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว</p>
<p>เมื่อเร็ว ๆ นี้ เอสพี กรุ๊ป ได้ประกาศติดตั้งระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางแห่งแรกในประเทศไทยให้กับศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซนซี ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกับ บ้านปู เน็กซ์ โดยเมื่อติดตั้งระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางเสร็จสิ้นในปี 2567 จะสามารถทำความเย็นสูงสุดถึง 14,000 ตันความเย็น (RT) และทำให้โครงการฯ สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 40 ล้านบาท  คิดเป็น1.12 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พร้อมบรรลุเป้าหมายในการประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 20 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้มากถึง 3,000 ตันต่อปี</p>
<hr />
<p>หมายเหตุ &#8211; ภาพที่ 1 <strong>แบรนดอน เจีย</strong> (ขวา) กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียของเอสพี กรุ๊ป และ <strong>รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง</strong> (ซ้าย) ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายอาคารและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sp-group-x-rsu-green-energy/">เอสพี กรุ๊ป นำโซลูชันพลังงานแบบบูรณาการ มุ่งขับเคลื่อน “ม.รังสิต” เปลี่ยนผ่านพลังงานอัจฉริยะสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/sp-group-x-rsu-green-energy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
