<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>หมอโฆษิต | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%86%e0%b8%a9%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 04 Aug 2026 06:53:18 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.4</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>หมอโฆษิต | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โรคไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการป้องกัน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/dhf/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 06:40:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไข้เลือดออก]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้เลือดออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45468</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบบ่อยในทุกภาคของประเทศไทยในช่วงฤดูฝน มักจะระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในเด็ก ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงลาย จะแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ช่วงเข้าฤดูฝนอากาศชื้น พื้นที่ทั่วไปจะเปียกและชื้นแฉะ จึงเป็นเหตุให้ยุงขยายพันธุ์มากมายและยุงชุมมากขึ้น เมื่อชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หากยังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ระวังหรือป้องกันเรื่องของยุง มักจะถูกยุงกัดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะมีเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อให้เกิดอาการของโรคไข้เลือดออก ในร่างกายของผู้ใหญ่หรือเด็ก ๆ ทั่วไปเมื่อถูกยุงกัดมีการแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เริ่มต้นจะมีอาการเป็นไข้ โดยเฉพาะใน 3 วันแรกจะมีไข้ต่ำ ๆ อยู่ที่ประมาณ 38 °C (38 องศาเซลเซียส) อ่อนเพลีย และอาจจะมีเจ็บคอหรือไอบ้าง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dhf/">โรคไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการป้องกัน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบบ่อยในทุกภาคของประเทศไทยในช่วงฤดูฝน มักจะระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะในเด็ก ทั้งเด็กเล็กและเด็กโต โดยมียุงเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงลาย จะแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ช่วงเข้าฤดูฝนอากาศชื้น พื้นที่ทั่วไปจะเปียกและชื้นแฉะ จึงเป็นเหตุให้ยุงขยายพันธุ์มากมายและยุงชุมมากขึ้น</strong></p>
<p><span id="more-45468"></span></p>
<p>เมื่อชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก หากยังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ได้ระวังหรือป้องกันเรื่องของยุง มักจะถูกยุงกัดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะมีเชื้อไวรัสที่เป็นตัวก่อให้เกิดอาการของ<u>โรคไข้เลือดออก </u>ในร่างกายของผู้ใหญ่หรือเด็ก ๆ ทั่วไปเมื่อถูกยุงกัดมีการแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เริ่มต้นจะมีอาการเป็นไข้ โดยเฉพาะใน 3 วันแรกจะมีไข้ต่ำ ๆ อยู่ที่ประมาณ 38 °C (38 องศาเซลเซียส) อ่อนเพลีย และอาจจะมีเจ็บคอหรือไอบ้าง มีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ เมื่อเข้าสู่วันที่ 4 ของการติดเชื้อ จะเริ่มมีจุดหรือจ้ำแดง ๆ ขึ้นตามผิวหนังทั่วตัว เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออก นอกจากทำให้มีไข้แล้วอ่อนเพลียร่างกาย ยังมีผลทำให้เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังทั่วไปเกิดการแตกตัว จึงก่อให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ หรือจ้ำตามผิวหนัง เช่น แขน ขา หน้าอก หน้าท้อง รวมถึงบริเวณหลังด้วย หากผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษา การแตกของเส้นเลือดจะรุนแรงขึ้น มีเลือดออกตามตัวมากขึ้น และก่อให้เกิดไข้ขึ้นสูง ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต ได้ ดังนั้นหากภายหลังถูกยุงกัดแล้วมีอาการผื่นคันตามตัว ร่วมกับการมีไข้ต่ำ ๆ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ คงต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสังเกตผิวหนังมีจุดแดง ๆ ขึ้นตามตัวหรือจ้ำแดง ควรต้องรีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป</p>
<p><u>การป้องกัน</u> หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงและระมัดระวังอย่าให้ยุงกัดได้ หากมีอาการคันตามผิวหนังร่วมกับมีไข้ต่ำ ๆ  + อ่อนเพลีย จนถึงขั้นมีจุดหรือจ้ำแดง ๆ ขึ้นตามผิวหนัง ต้องพบแพทย์โดยเร็ว</p>
<p>การระวังป้องกันที่สำคัญที่สุดคือการทำลายแหล่งน้ำมิให้ยุงวางไข่ขยายพันธุ์และแพร่เชื้อได้ อย่าให้มีน้ำขังนิ่งที่ใดที่หนึ่ง ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม นอกจากนี้ นอนที่มิดชิด ห่างไกลจากยุงกัด รบกวน จะปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dhf/">โรคไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ และการป้องกัน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรคไต (ไตวาย กรวยไตอักเสบ นิ่วในไต)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/kidney-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Feb 2026 06:16:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกรวยไตอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคนิ่วในไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไตวาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44789</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระยะนี้ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นวิทยากรตามสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน บรรยายและเสวนาเรื่องสุขภาพและปัญหาต่าง ๆ  เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพองค์รวม คำถามจากสมาชิกหรือผู้สนใจที่ให้ตอบไขข้อข้องใจ ปัญหาหนึ่งนั้นคือ “โรคไต” ซึ่งการถามว่าโรคไตจะเป็นคำถามที่ค่อนข้างกว้าง ต้องทำความเข้าใจกับผู้ถามว่า โรคไตนั้นมีพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้หลายชนิดของโรคไต คงต้องอธิบายเป็นชนิดของโรคไตแต่ละชนิด เนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่าง โรคไตที่พบบ่อยไว้สัก 3 โรค คือ   1.) โรคไตวาย 2.) โรคกรวยไตอักเสบ 3.) โรคนิ่วในไต 1.) โรคไตวาย เป็นโรคที่สังคมรู้จักและ/หรือเคยได้ยิน และมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้จำนวนมาก&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/kidney-disease/">โรคไต (ไตวาย กรวยไตอักเสบ นิ่วในไต)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ระยะนี้ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นวิทยากรตามสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน บรรยายและเสวนาเรื่องสุขภาพและปัญหาต่าง ๆ  เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพองค์รวม คำถามจากสมาชิกหรือผู้สนใจที่ให้ตอบไขข้อข้องใจ ปัญหาหนึ่งนั้นคือ “โรคไต” ซึ่งการถามว่าโรคไตจะเป็นคำถามที่ค่อนข้างกว้าง ต้องทำความเข้าใจกับผู้ถามว่า <u>โรคไต</u>นั้นมีพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นได้หลายชนิดของโรคไต คงต้องอธิบายเป็นชนิดของโรคไตแต่ละชนิด เนื่องจากมีเนื้อหาสาระที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่าง <u>โรคไตที่พบบ่อย</u>ไว้สัก 3 โรค คือ   1.) โรคไตวาย</strong></p>
<p><span id="more-44789"></span></p>
<p>2.) โรคกรวยไตอักเสบ</p>
<p>3.) โรคนิ่วในไต</p>
<p>1.) <u>โรคไตวาย</u> เป็นโรคที่สังคมรู้จักและ/หรือเคยได้ยิน และมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้จำนวนมาก ไตวายเกิดจากสภาพการผิดปกติของเซลล์ทั้ง 2 ข้างทำงานผิดปกติหรือไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด ความผิดปกติของระบบเลือด เป็นต้น จากโรคต่าง ๆ ดังกล่าวมีผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ไตในระยะยาว และมีผลทำลายหรือกระทบให้เซลล์ไตทำงานที่แย่ลง จนเซลล์ไตบางส่วนหรือส่วนใหญ่ไม่สามารถกรองน้ำปัสสาวะให้ออกจากร่างกายในระดับปกติได้ เซลล์ไตค่อย ๆ เสื่อมลง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและ/หรือโรคความดันโลหิตสูง ปริมานของน้ำตาลและ/หรือไขมันในกระแสเลือดพุ่งสูงขึ้นจนเซลล์ไตไม่สามารถกรองน้ำตาลหรือไขมันเหล่านั้นในรูปของน้ำปัสสาวะได้หมด จะมีผลเกิดการทำลายเซลล์จนเกิดภาวะไตวายได้</p>
<p>2.) <u>กรวยไตอักเสบ</u> เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือผู้ที่ดื่มน้ำน้อย และสุภาพสตรีที่อั้นปัสสาวะบ่อยและนานเกินไป ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นที่บริเวณกรวยไต เกิดการอักเสบ ร่างกายมีไข้ ปัสสาวะลำบาก มักมีแสบหรือเจ็บบริเวณท่อปัสสาวะ รวมถึงอาจมีเลือดปนด้วย</p>
<p>3.) <u>นิ่วในไต</u> เกิดจากผู้ป่วยดื่มน้ำน้อย หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดพอ รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ไม่ได้รักษาที่ดีพอ จะก่อให้เกิดนิ่วในไต มักมีอาการปวดบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง การปัสสาวะจะถ่ายออกลำบาก และอาจมีเลือดปนด้วย</p>
<p>ดังนั้นจากที่ยกตัวอย่างโรคไตที่พบบ่อยทั้ง 3 โรคนี้ ผู้ป่วยต้องพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องของโรค เพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องต่อไป</p>
<p><u>การป้องกัน</u> ไตที่ผิดปกติสามารถดูแลเพื่อ<u>ป้องกัน</u>ตั้งแต่ต้น ข้อปฏิบัติอย่าง<u>เคร่งครัด</u> :</p>
<p>1.) ดื่มน้ำที่สะอาดเป็นประจำวันละ 6-8 แก้ว ( -2 ลิตร) และไม่อั้นปัสสาวะ</p>
<p>2.) หลีกเลี่ยงน้ำที่ไม่สะอาด น้ำที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เป็นต้น</p>
<p>3.) ระวังอาหาร หวาน มัน เค็ม ไม่รสจัด</p>
<p>4.) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
<p>เพียง 4 ข้อนี้ สามารถ<u>ป้องกัน โรคไ</u>ตได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/kidney-disease/">โรคไต (ไตวาย กรวยไตอักเสบ นิ่วในไต)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อั้นปัสสาวะไม่อยู่ (ปัสสาวะเล็ด)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/urinary-incontinence-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Dec 2025 03:16:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[ปัสสาวะเล็ด]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[อั้นปัสสาวะไม่อยู่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43618</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลาที่ผ่านมา 1 เดือน มีผู้ป่วยหลายรายมาปรึกษาเรื่องอั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะเล็ด ถึงแม้จะไม่ได้สร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนที่รุนแรง แต่ก็สร้างความไม่สบายใจมากอยู่ การอั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัสสาวะเล็ด ไม่ได้ถือเป็นโรค แต่เป็นอาการที่มีปัสสาวะ จะไม่สามารถเก็บปัสสาวะไว้เพื่อถ่ายออกมาในห้องน้ำหรืออุปกรณ์รองรับน้ำปัสสาวะได้ทัน มักสร้างความกังวลใจและอึดอัดแก่ผู้มีปัญหาเหล่านี้ได้ไม่น้อย อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปี เป็นต้นไปทั้งชายและหญิง ส่วนในวัยอื่นมีพบบ้าง ไม่มากและไม่บ่อยนัก สาเหตุ การเกิดความผิดปกตินี้จากวัยอายุที่มากขึ้น เกินวัย 40 ปีขึ้นไป หูรูดกระเพาะปัสสาวะทั้งชายและหญิงมักจะเกิดการหย่อนตัว คือความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการบีบรัดหูรูดลดลง เวลาที่มีปัสสาวะอาจจะมากหรือน้อย จะทำให้รู้สึกอั้นไม่อยู่และปัสสาวะเล็ดออกมา มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/urinary-incontinence-2/">อั้นปัสสาวะไม่อยู่ (ปัสสาวะเล็ด)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ช่วงเวลาที่ผ่านมา 1 เดือน มีผู้ป่วยหลายรายมาปรึกษาเรื่องอั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะเล็ด ถึงแม้จะไม่ได้สร้างปัญหาหรือความเดือดร้อนที่รุนแรง แต่ก็สร้างความไม่สบายใจมากอยู่</strong></p>
<p><span id="more-43618"></span></p>
<p>การอั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า <u>ปัสสาวะเล็ด</u> ไม่ได้ถือเป็นโรค แต่เป็นอาการที่มีปัสสาวะ จะไม่สามารถเก็บปัสสาวะไว้เพื่อถ่ายออกมาในห้องน้ำหรืออุปกรณ์รองรับน้ำปัสสาวะได้ทัน มักสร้างความกังวลใจและอึดอัดแก่ผู้มีปัญหาเหล่านี้ได้ไม่น้อย อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปี เป็นต้นไปทั้งชายและหญิง ส่วนในวัยอื่นมีพบบ้าง ไม่มากและไม่บ่อยนัก</p>
<p><u>สาเหตุ</u> การเกิดความผิดปกตินี้จากวัยอายุที่มากขึ้น เกินวัย 40 ปีขึ้นไป หูรูดกระเพาะปัสสาวะทั้งชายและหญิงมักจะเกิดการ<u>หย่อนตัว</u> คือความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ความสามารถในการบีบรัดหูรูดลดลง เวลาที่มีปัสสาวะอาจจะมากหรือน้อย จะทำให้รู้สึกอั้นไม่อยู่และปัสสาวะเล็ดออกมา มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีการที่จะป้องกันหรือแก้ไขอย่างเห็นผลที่ดี ขึ้นอยู่กับข้อปฏิบัติตัวเป็นส่วนใหญ่ มีข้อปฎิบัตอย่างเคร่งครัดอยู่ 3 ประการ ดังนี้</p>
<p>1.) ตั้งใจกำหนดเวลาในการเข้าห้องน้ำ ขับถ่ายปัสสาวะออกก่อนที่จะเกิดปัสสาวะเล็ด เช่น เข้าห้องน้ำในทุก 50 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เพื่อมิให้ปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะเต็มจนเกิดปัสสาวะเล็ด</p>
<p>2.) ฝึกการออกกำลังกายต่อหูรูดกระเพาะปัสสาวะด้วยการฝึก<u>ขมิบหูรูดปัสสาวะ</u> เหมือนกับที่เราขมิบหรืออั้นอุจจาระ เนื่องจากหูรูดปัสสาวะและหูรูดอุจจาระที่บริเวณทวารหนักควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลางเหมือนกัน ดังนั้นการฝึกขมิบหูรูดปัสสาวะจึงทำได้ไม่ยุ่งยาก หมั่นขมิบบ่อย ๆ เป็นระยะ ๆ และทำเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 10 -20 ครั้ง แต่ละวันให้ทำรวมแล้ว 200-300 ครั้ง ในระยะประมาณ 3-6 สัปดาห์ จะสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นของหูรูดปัสสาวะได้ สามารถทำการขมิบในทุกอิริยาบถของร่างกาย จะเป็นท่ายืน ท่านั่ง ท่านอน สามารถทำได้ทั้งสิ้น</p>
<p>3.) หากปฏิบัติข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว ข้อ 3 นี้เป็นตัวช่วยเพิ่มความมั่นใจและความกังวลใจลดลงได้ ด้วยการใส่<u>แพมเพิสผู้ใหญ่</u>ไว้ภายในร่างกาย หากมีความจำเป็นและไม่สะดวกเข้าห้องน้ำ แพมเพิสจะช่วยดูดซับน้ำปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>การดื่มน้ำหรือปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันยังคงดำเนินไปตามปกติ ศึกษาและปฏิบัติตามทั้ง 3 ข้อ ดังกล่าว จะช่วยเรื่องการอั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะเล็ดได้เป็นอย่างดี</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/urinary-incontinence-2/">อั้นปัสสาวะไม่อยู่ (ปัสสาวะเล็ด)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/colon-cancer-2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/colon-cancer-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Jul 2025 08:31:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Colon Cancer]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งลำไส้ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40521</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคมะเร็งที่เป็นกันมาก และพบในผู้ป่วย มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มักจะตรวจพบทั้งในคนหนุ่มสาว วัยทำงาน และผู้สุงอายุ และเป็นอันดับที่ 5 ของโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยด้วย สาเหตุ การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเกิดกับผู้ที่รับประทานผักและผลไม้น้อยหรือไม่รับประทานเลย ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย (ต่ำกว่าวันละ 6 แก้ว หรือปริมาณ 1 ลิตรครึ่ง 1 แก้วคิดเป็น 2,50 c.c.) นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือ การขาดการออกกำลังกายและพฤติกรรมการรับประทานอาหารของทอด ปิ้ง ย่าง รวมถึงอาหารที่มันจัดเป็นประจำ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอุจจาระ มักท้องผูก&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/colon-cancer-2/">มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคมะเร็งที่เป็นกันมาก และพบในผู้ป่วย มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่มักจะตรวจพบทั้งในคนหนุ่มสาว วัยทำงาน และผู้สุงอายุ และเป็นอันดับที่ 5 ของโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยด้วย</strong></p>
<p><span id="more-40521"></span></p>
<p><u>สาเหตุ</u> การเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเกิดกับผู้ที่รับประทานผักและผลไม้น้อยหรือไม่รับประทานเลย ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย (ต่ำกว่าวันละ 6 แก้ว หรือปริมาณ 1 ลิตรครึ่ง 1 แก้วคิดเป็น 2,50 c.c.) นอกจากนี้ ปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือ การขาดการออกกำลังกายและพฤติกรรมการรับประทานอาหารของทอด ปิ้ง ย่าง รวมถึงอาหารที่มันจัดเป็นประจำ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอุจจาระ มักท้องผูก อุจจาระแข็ง ขับถ่ายออกยาก รวมถึงผู้ที่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่นบริเวณช่องท้องเป็นประจำ นอกจากนี้ ลักษณะของอุจจาระที่ขับถ่ายออกมา มีส่วนบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ คืออุจจาระอาจจะแข็ง อุจจาระสีดำ รวมถึงอุจจาระที่มีเลือดปนออกมาด้วย</p>
<p><u>การตรวจวินิจฉัย</u> จากแพทย์ มักจะตรวจโดยการทำ CT scan ช่องท้อง โดยเฉพาะในส่วนของลำไส้ใหญ่หรือการส่องกล้อง โดยใช้อุปกรณ์เล็ก ๆ ผ่านเข้าทางรูทวารหนัก แล้วดูผ่านกล้อง ดูผนังของลำไส้ใหญ่ ดูเนื้อเยื่อและโครงสร้างอื่น ๆ จะบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่</p>
<p><u>การรักษา </u> หากตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะหนึ่งหรือระยะแรกเริ่ม แพทย์จะทำการผ่าตัด ผู้ป่วยหายเป็นปกติได้โดยไม่ใช้เคมีบำบัดหรือฉายแสง สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ หากตรวจพบเซลล์มะเร็งในระยะรุนแรง คือ ระยะ 3 หรือระยะ 4 และก้อนมะเร็งใหญ่โตมาก นอกจากนี้เป็นระยะกระจายไปอวัยวะอื่นของร่างกาย อาจต้องอาศัยเคมีบำบัดหรือฉายแสงเพื่อการรักษาแบบประคับประคอง ผลการรักษาอาจไม่ดีเท่าที่ควร ผู้ป่วยมักเสียชีวิตในที่สุด</p>
<p><u>การป้องกันและปฏิบัติตัว </u>ให้ห่างไกลจากมะเร็งลำไส้ใหญ่</p>
<p>1.) ดื่มน้ำให้มาก เป็นประจำ ในปริมาณ 2-3 ลิตร ต่อวันเป็นประจำ</p>
<p>2.) รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ เนื่องจากผักและผลไม้เป็นตัวช่วยให้เกิดกากใยของอุจจาระเพื่อให้คล่องตัวกับการไหลลื่นออกจากลำไส้ใหญ่</p>
<p>น้ำที่ดื่มในบริมาณมาก ช่วยลดความแข็งตัวของอุจจาระ การขับถ่ายอุจจาระจะง่ายขึ้นและคล่องตัว ไม่ก่อให้เกิดอาการท้องผูก ไม่ก่อความเสียหายกับผนังลำไส้ใหญ่และรูทวารหนัก ลดการเกิดริดสีดวงทวาร แผลในลำไส้ใหญ่ และการอักเสบของลำไส้ใหญ่ อันเป็นเหตุให้พัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่</p>
<p>ดังนั้นจุดสำคัญการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือ พฤติกรรมการดื่มน้ำ การรับประทานผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง และทอด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ปล่อยให้ท้องผูก จิตใจแจ่มใส แล้วท่านจะห่างไกลโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/colon-cancer-2/">มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/colon-cancer-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-women-of-reproductive-age/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-women-of-reproductive-age/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 May 2025 07:05:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Ovarian cancer]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งรังไข่]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=39394</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคร้ายที่มักเกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ (อายุประมาณ 25-40 ปี) คือโรคมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันพบว่ามะเร็งรังไข่เกิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุมาก่อน และสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือ เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ ความจริงเยื่อบุมดลูกควรเกิดที่เนื้อเยื่อภายในโพรงมดลูก เมื่อเวลามีประจำเดือนมา คือไข่ที่ตกจากรังไข่มาฝังตัวอยู่ที่ปีกมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิของเชื้ออสุจิของฝ่ายชายกับไข่ของฝ่ายหญิง แต่เมื่อไม่มีการปฏิสนธิ ไข่นั้นจะฝ่อและมีการลอกตัวของเยื่อบุมดลูกเพื่อสลายเป็นเลือดประจำเดือน สตรีที่มีประจำเดือนมา จะมีอาการปวดท้องน้อยมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายของสตรีแต่ละคน ช่วงใกล้ประจำเดือนจะมา เยื่อบุมดลูกจะมีการหนาตัวขึ้นและค่อย ๆ ลอกตัวออก หลังการมีประจำเดือนหรือหลังการคลอดบุตร เยื่อบุมดลูกของสตรีบางรายมีการเปลี่ยนแปลงไปเกิดผิดที่ ซึ่งอาจจะรู้สาเหตุและอาจจะไม่รู้สาเหตุของเยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ สมมุติฐานว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศที่ผิดปกติ ภาวะเครียดทางจิตใจ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนแอ ขาดการออกกำลังกาย หรืออาจมีโรคประจำตัวบางโรคที่เป็นเหตุให้เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-women-of-reproductive-age/">มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคร้ายที่มักเกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ (อายุประมาณ 25-40 ปี) คือโรคมะเร็งรังไข่ ปัจจุบันพบว่ามะเร็งรังไข่เกิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุมาก่อน และ<u>สาเหตุ</u>หนึ่งที่พบบ่อยคือ เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ ความจริงเยื่อบุมดลูกควรเกิดที่เนื้อเยื่อภายในโพรงมดลูก เมื่อเวลามีประจำเดือนมา คือไข่ที่ตกจากรังไข่มาฝังตัวอยู่ที่ปีกมดลูกเพื่อรอการปฏิสนธิของเชื้ออสุจิของฝ่ายชายกับไข่ของฝ่ายหญิง แต่เมื่อไม่มีการปฏิสนธิ ไข่นั้นจะฝ่อและมีการลอกตัวของเยื่อบุมดลูกเพื่อสลายเป็นเลือดประจำเดือน สตรีที่มีประจำเดือนมา จะมีอาการปวดท้องน้อยมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายของสตรีแต่ละคน ช่วงใกล้ประจำเดือนจะมา เยื่อบุมดลูกจะมีการหนาตัวขึ้นและค่อย ๆ ลอกตัวออก หลังการมีประจำเดือนหรือหลังการคลอดบุตร เยื่อบุมดลูกของสตรีบางรายมีการเปลี่ยนแปลงไปเกิดผิดที่ ซึ่งอาจจะรู้สาเหตุและอาจจะไม่รู้สาเหตุของเยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ สมมุติฐานว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศที่ผิดปกติ ภาวะเครียดทางจิตใจ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอ่อนแอ ขาดการออกกำลังกาย หรืออาจมีโรคประจำตัวบางโรคที่เป็นเหตุให้เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ หากเกิดผิดที่ <u>รังไข่</u>เป็นอวัยวะหนึ่งที่เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ได้ นอกจากนี้ภาวะการอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโรคทางเพศสัมพันธ์ มีส่วนก่อให้เกิดเยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ไปยังรังไข่ และพัฒนาเป็นมะเร็งรังไข่</strong></p>
<hr />
<p><u>อาการแสดง</u> ผู้ป่วยหญิงมักมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงในช่วงประจำเดือนมา อ่อนเพลีย เลือดประจำเดือนมามาก เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีน้ำขังอยู่ในช่องท้องทำให้ท้องมานโตขึ้น และอาจจะคลำได้ก้อนเนื้อที่แข็งตัวบริเวณท้องน้อยได้ เรื่องปวดรุนแรงและอาการผิดปกติทำให้ผู้ป่วยพบแพทย์และตรวจภายใน จึงพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ และส่วนใหญ่ที่ตรวจพบมักเป็นมะเร็งรังไข่ระยะ 3 หรือระยะ 4 แล้ว เนื่องจากระยะ 1 และระยะ 2 มักไม่มีอาการรุนแรง</p>
<p><u>การรักษา</u> หากลักษณะมะเร็งรังไข่มีก้อนโตไม่มากนัก และยังไม่มีการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งรังไข่ แพทย์อาจให้การรักษาด้วยการผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีที่หยุดมะเร็งรังไข่ได้รวดเร็ว นอกจากนี้อาจจะฉีดสารบางอย่างเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเยื่อบุมดลูกที่เกิดผิดที่ รวมถึงการยับยั้งก้อนเนื้อมะเร็งมิให้เติบโตเร็วเกินไป ซึ่งแพทย์จะพิจารณาว่าการรักษาจะใช้วิธีใดที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย</p>
<p><u>การป้องกัน</u> เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง</p>
<p>1.) รับอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน</p>
<p>2.) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักและผลไม้ให้มาก ดื่มน้ำที่สะอาดให้เพียงพอ</p>
<p>3.) ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดกับเรื่องใดเกินไป ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-women-of-reproductive-age/">มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer)</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-women-of-reproductive-age/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อันตรายจากการบิดนวดท้ายทอยอย่างรุนแรง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/cervical-2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/cervical-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 06:55:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกท้ายทอย]]></category>
		<category><![CDATA[การบิดนวดท้ายทอย]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายจากการบิดนวดท้ายทอย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=39374</guid>

					<description><![CDATA[<p>การนวดเพื่อการผ่อนคลายและการนวดเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายยังคงเป็นที่นิยมในสังคมของบุคคลที่ต้องการดูแลสุขภาพ ภายหลังการนวดมักมีการบิด ดัด ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  โดยเฉพาะในส่วนท้ายทอยและหลังตามกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนของร่างกาย หากผู้นวดไม่มีความรู้ ความเข้าใจที่ดีพอ อาจก่อให้เกิดอันตรายบาดเจ็บต่อโครงสร้างของแนวกระดูกท้ายทอย กระดูกสันหลังส่วนลำตัว จนถึงกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวได้ ในบทความนี้จะกล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังส่วนท้ายทอย ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย จนถึงขั้นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต โครงสร้างส่วนท้ายทอยมีกระดูกสันหลังอยู่ 7 ชิ้น และมีประสาทไขสันหลังต่อมากับแกนสมองหรือก้านหลังที่อยู่ในกระโหลกศีรษะ และแนวประสาทไขสันหลังที่ท้ายทอยมีเส้นประสาทฝอยที่ส่งต่อมาจากรากประสาท ไปควบคุมการทำงานของกระบังลมที่กั้นระหว่างช่องทรวงอกและส่วนช่องท้อง และมีเส้นประสาทฝอยไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวไหล่ กล้ามเนื้อสะบัก กล้ามเนื้อท้ายทอย ตลอดแขนทั้ง 2 ข้าง ส่วนโครงสร้างกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 1&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/cervical-2/">อันตรายจากการบิดนวดท้ายทอยอย่างรุนแรง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การนวดเพื่อการผ่อนคลายและการนวดเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายยังคงเป็นที่นิยมในสังคมของบุคคลที่ต้องการดูแลสุขภาพ ภายหลังการนวดมักมีการบิด ดัด ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  โดยเฉพาะในส่วนท้ายทอยและหลังตามกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนของร่างกาย หากผู้นวดไม่มีความรู้ ความเข้าใจที่ดีพอ อาจก่อให้เกิดอันตรายบาดเจ็บต่อโครงสร้างของแนวกระดูกท้ายทอย กระดูกสันหลังส่วนลำตัว จนถึงกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวได้</strong></p>
<p><span id="more-39374"></span></p>
<p>ในบทความนี้จะกล่าวถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังส่วนท้ายทอย ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย จนถึงขั้นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต</p>
<p>โครงสร้างส่วนท้ายทอยมี<u>กระดูกสันหลังอยู่ 7 ชิ้น</u> และมี<u>ประสาทไขสันหลัง</u>ต่อมากับ<u>แกนสมองหรือก้านหลัง</u>ที่อยู่ในกระโหลกศีรษะ และแนวประสาทไขสันหลังที่ท้ายทอยมี<u>เส้นประสาทฝอย</u>ที่<u>ส่งต่อมาจากรากประสาท</u> ไปควบคุมการทำงานของ<u>กระบังลม</u>ที่กั้นระหว่างช่องทรวงอกและส่วนช่องท้อง และมีเส้นประสาทฝอยไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวไหล่ กล้ามเนื้อสะบัก กล้ามเนื้อท้ายทอย ตลอดแขนทั้ง 2 ข้าง</p>
<p>ส่วนโครงสร้างกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 1 และกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 2 จะอยู่ติดกัน โดย<u>กระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 2 ด้านหลังมีเดือย</u>ยึดขึ้นมาให้กระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 1 สวมติดกัน ดังนั้นในส่วนนี้จึงเป็นข้อต่อกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 1 <u>สวมหรือสอดแทรกกับเดือยข</u>องกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 2 และถูกปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อ  เส้นเอ็น ผังผืด เพื่อให้เราสามารถเคลื่อนไหวท้ายทอยใน<u>ท่าหันศีรษะ</u>ไปทางซ้ายและขวาได้ <u>อันตราย</u>ที่เกิดขึ้น หากมีการ<u>นวด กด อย่างรุนแรงไปทางซ้ายหรือขวา</u> มีโอกาส<u>ทำให้เดือยของกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 2 หักได้</u> มีผลกระทบต่อประสาทไขสันหลังและฉุดกระชากไปดึงแกนสมองหรือก้านสมอง เกิดการฉีกขาด ผู้ถูกนวดมีโอกาส<u>เสียชีวิต</u> ถือว่าเป็นอันตรายจุดที่หนึ่งที่ร้ายแรงมาก</p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 2</u> <u>กระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 3 ชิ้นที่ 4 และชิ้นที่ 5</u> ประสาทไขสันหลังส่วนนี้ มีรากประสาทออกมา เป็นเส้นประสาทมาควบคุมการทำงานของกระบังลมอยู่บริเวณชายโครงซี่โครงทั้งซ้ายและขวา เพื่อควบคุมการทำงานของปอด ทำให้ขยายและหุบเพื่อรับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ หากมีการกดนวดและบิดท้ายทอยอย่างรุนแรง มีผลกระทบต่อเส้นประสาทที่มาควบคุมกระบังลม ก่อให้เกิดระบบหายใจล้มเหลว ผู้ถูกนวดเสียชีวิตได้</p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 3</u> เส้นประสาทที่ออกมาจากประสาทไขสันหลังของกระดูกท้ายทอยชิ้นที่ 1 ถึงชิ้นที่ 7 จะไปควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อท้ายทอย กล้ามเนื้อไหล่ กล้ามเนื้อบริเวณสะทบัก รวมถึงกล้ามเนื้อแขนทั้ง 2 ข้าง หาก<u>การบิดนวด</u>อย่างรุนแรง มีผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ไปควบคุมกล้ามเนื้อต่าง ๆ  ดังกล่าว ก่อให้เกิด<u>กล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ของแขนข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างได้</u></p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 4</u> เป็นส่วนที่<u>พบบ่อย</u> หากการบิดนวด<u>ไม่รุนแรง</u> มีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ  ดังกล่าวในจุดอันตรายจุดที่ 3 อาจ<u>เกิดการระบม</u> กล้ามเนื้อบอบช้ำ เกิดอาการ<u>เคล็ด ขัด ยอก ปวดกล้ามเนื้อ</u> เวลามีการเคลื่อนไหวท้ายทอย หัวไหล่ และแขน</p>
<p><strong><u>สรุป</u>อันตรายที่เกิดขึ้นทั้ง 4 จุด ให้เข้าใจง่าย คือ</strong></p>
<p>1.) คอหัก เสียชีวิต</p>
<p>2.) ระบบหายใจล้มเหลว เสียชีวิต</p>
<p>3.) แขนเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต</p>
<p>4.) กล้ามเนื้อท้ายทอยเคล็ด ขัด ยอก ปวดระบม</p>
<p><u>เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น</u> กระดูกท้ายทอยในทางการแพทย์เรียกว่า <u>Cervical</u> อักษรย่อคือ “C”</p>
<figure id="attachment_39376" aria-describedby="caption-attachment-39376" style="width: 594px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-39376" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Cervical.jpg" alt="กระดูกท้ายทอย" width="594" height="594" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Cervical.jpg 594w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Cervical-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Cervical-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/Cervical-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 594px) 100vw, 594px" /><figcaption id="caption-attachment-39376" class="wp-caption-text">ที่มา : https://www.goodmancampbell.com/conditions/spine/spine-anatomy/</figcaption></figure>
<p>ดังนั้น <u>อันตรายที่ 1</u> <u>คอหัก เสียชีวิต</u> คือ C1 และ C2 หัก</p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 2</u> <u>ระบบหายใจล้มเหลว</u> <u>เสียชีวิต</u> คือการบาดเจ็บต่อ C3-C4-C5 กระบังลมเป็นอัมพาต ปอดทำงานไม่ได้ ระบบหายใจล้มเหลว</p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 3</u> แขนอ่อนแรงเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตของแขน คือการบาดเจ็บต่อ C1-C7 เส้นประสาทที่ออกมาจากแนวกระดูกสันหลังชิ้นที่ 1 ถึงชิ้นที่ 7 ถูกกระทบ จึงเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาต</p>
<p><u>อันตรายจุดที่ 4</u> ไม่ได้กระทบต่อประสาทไขสันหลัง กระดูกท้ายทอย แต่บาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นโดยตรง จึงมีเพียงอาการปวดระบม</p>
<p><strong>ดังนั้นการนวด ดัด บิด ส่วนของท้ายทอย จึงต้องระมัดระวัง ไม่รุนแรงจนก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียหายต่อโครงสร้างท้ายทอยเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/cervical-2/">อันตรายจากการบิดนวดท้ายทอยอย่างรุนแรง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/cervical-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรคซึมเศร้า (Depression) โรคที่ผิดปกติทางด้านจิตใจ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/depression/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/depression/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 07:36:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Depression]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคซึมเศร้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38771</guid>

					<description><![CDATA[<p>โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ผิดปกติทางด้านจิตใจ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ มีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้ ยิ่งภาวะการปัจจุบัน ทั้งสภาพแวดล้อม ความผิดปกติทางสังคม เศรษฐกิจ การงาน ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมรอบตัว  ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหนักและเบา ล้วนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่กำเนิดขึ้นในโลกใบนี้ การเรียนรู้และพัฒนาการด้านจิตใจ  มีเหตุปัจจัยหลักอยู่ 3 ประการ คือ 1.) ทางกรรมพันธุ์ จากการถ่ายทอดพื้นฐานจิตใจและร่างกายจากคุณพ่อคุณแม่ที่ให้กำเนิดเรามา เป็นเหตุปัจจัยที่ชีวิตดำเนินไปและแก้ไขได้ค่อนข้างยาก 2.)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/depression/">โรคซึมเศร้า (Depression) โรคที่ผิดปกติทางด้านจิตใจ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ผิดปกติทางด้านจิตใจ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ มีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้ ยิ่งภาวะการปัจจุบัน ทั้งสภาพแวดล้อม ความผิดปกติทางสังคม เศรษฐกิจ การงาน ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมรอบตัว  ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหนักและเบา ล้วนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าได้</strong></p>
<p><span id="more-38771"></span></p>
<p>พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่กำเนิดขึ้นในโลกใบนี้ การเรียนรู้และพัฒนาการด้านจิตใจ  มีเหตุปัจจัยหลักอยู่ 3 ประการ คือ</p>
<p>1.) <u>ทางกรรมพันธุ์</u> จากการถ่ายทอดพื้นฐานจิตใจและร่างกายจากคุณพ่อคุณแม่ที่ให้กำเนิดเรามา เป็นเหตุปัจจัยที่ชีวิตดำเนินไปและแก้ไขได้ค่อนข้างยาก</p>
<p>2.) <u>พื้นฐานการอบรมและเลี้ยงดู</u>ของคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองมีหลักการและใส่ใจกับการดูแลเด็กน้อยตั้งแต่เป็นทารกจนเป็นเด็กโต วัยรุ่น และเป็นผู้ใหญ่ ได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาการไปอย่างไร ความอบอุ่น ความรัก ความเมตตา การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่ดีหรือไม่ ทั้งความอบอุ่นในครอบครัว ความอบอุ่นในวัยเรียน ความพร้อมของครอบครัว สภาพแวดล้อมทางการเงินของพ่อแม่หรือผู้ปกครองดูแลได้ครอบคลุมและ<u>ให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ</u> และสั่งสอนการคิดดี พูดจาดี และทำดีมากน้อยเพียงใด รวมถึงคุณครู อาจารย์ที่ให้ความรู้ ได้มีการอบรมและบ่มนิสัยให้เป็นคนดีและจิตใจที่เข้มแข็ง พอที่จะรับรู้ถึงความสำเร็จและความผิดหวังมากน้อยเพียงใด</p>
<p>3.) <u>พื้นฐานจิตใจของแต่ละบุคคล</u> ได้รับรู้และนำแนวปฏิบัติไปใช้ได้ถูกต้อง ถูกทางและแก้ไขปัญหาชีวิตอย่างไร <u>มีจิตสำนึก</u>ไปในทางที่ดีหรือไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นนิสัยของแต่ละบุคคล เข้มแข็ง อดทนหรืออ่อนแอ ขึ้นอยู่กับ<u>การเรียนรู้ การรับรู้ถึงประสบการณ์ และประสบการณ์ของชีวิต</u></p>
<p>รวมความทั้ง 3 สถานะ เป็นตัวชี้และนำทางไปสู่สภาพของจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่สร้างปัญหา ทางจิตใจหรือจิตใจที่อ่อนไหวและมักจะสับสนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ปัญหาต่าง ๆ ก่อให้เกิดความรุนแรง ก้าวร้าว และรุนแรง จนเป็นปัญหาสังคม มักจะถูกโต้ตอบด้วยวิธีรุนแรงเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ผู้ที่จิตใจอ่อนไหวและอ่อนแอทางจิตใจ มักจะสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลังเล ไม่สามารถตัดสินใจกับปัญหา และแก้ไขปัญหาไม่ได้ บุคคลเหล่านี้จะเป็นที่มาของ<u>โรคซึมเศร้า</u></p>
<p>ที่มาของโรคซึมเศร้า มักเกิดกับบุคคลที่มีจิตใจอ่อนแอ ไม่มั่นคง ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องต่าง ๆ และไม่เข้มแข็งพอที่จะรับหรือสู้กับปัญหาชีวิตต่าง ๆ ได้ ผู้ที่มีอาการของโรคซึมเศร้ามักจะโทษผู้อื่นรอบข้างว่าเป็นผู้ก่อปัญหาให้กับตัว โทษพรหมลิขิต โทษสิ่งศักดิ์สิทธ์ มักมีอาการ<u>เก็บตัว</u> <u>ไม่เข้าสังคม</u> ชอบอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ไม่คบเพื่อน อยู่ในโลกตัวเอง มีความสุขกับโลกส่วนตัวของตัวเอง และมีความกังวลเกินเหตุ อาจจะลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นผู้ที่รู้ตัวว่าเป็นโรคซึมเศร้าต้องตั้งสติและให้กำลังใจตัวเอง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จึงจะมีทางออกให้เลือกได้ และคนใกล้ชิด อาจจะเป็นเพื่อน คนรัก หรือญาติ ต้องให้กำลังใจ ให้ความรัก ความเมตตา และรอยยิ้มมากขึ้น ชี้แนะให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้มี<u>สติ</u>กลับคืนมาว่าทุกเหตุการณ์ยังไม่ได้เลวร้าย ยังมีทางออกที่ดีรออยู่ข้างหน้า มุ่งทำกิจกรรมเพื่อ<u>ฟื้นสภาพร่างกายและฝึกสภาพจิตใจ</u>ให้เข้มแข็ง เห็น<u>ความหวัง</u>ที่ดีรออยู่ข้างหน้า ดังนั้นจึงบอกได้ว่า<u>โรคซึมเศร้า</u>ต้องแก้ด้วย<u>ความเป็นเพื่อน</u> การพูดให้กำลังใจเป็นหลัก ปฏิบัติที่สำคัญมากกว่า<u>ยา</u> ผู้มีปัญหาต้องฝึกสติและความเข้มแข็งของจิตใจด้วย จึงจะหลุดพ้นจาก<u>โรคซึมเศร้า</u>ได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/depression/">โรคซึมเศร้า (Depression) โรคที่ผิดปกติทางด้านจิตใจ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/depression/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) สาเหตุ อาการแสดง การรักษา และการป้องกัน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-woman/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-woman/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 07:24:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งรังไข่]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็งรังไข่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38768</guid>

					<description><![CDATA[<p>มะเร็งรังไข่ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับสตรีที่เป็นโรคมะเร็งในอันดับต้น ๆ สาเหตุหลักที่พบบ่อยในระยะหลังนี้ คือ เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่ โดยปกติเยื่อบุมดลูกจะเกิดและบุอยู่ภายในผนังมดลูก แต่ด้วยความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เยื่อบุมดลูกนี้ไปเกิดในรังไข่ ก่อให้ผิดปกติภายในโครงสร้างของรังไข่ มีการผิดปกติและอาการปวดรุนแรงบริเวณท้องน้อยในแต่ละรอบเดือนที่มีประจำเดือนมา และเป็นผลให้เลือดประจำเดือนออกมามากหรือน้อยแล้วแต่ร่างกายของผู้ป่วย สาเหตุ การเกิดมะเร็งรังไข่จากเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ พอจะทราบสาเหตุพอสังเขปว่า สตรีผู้เกิดโรคนี้มีการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2 ปีขึ้นไป ร่างกายขาดการออกกำลังที่สม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เป็นประจำ รับประทานผักและผลไม้น้อย นอกจากนี้จากภาวะเครียดทางกายและใจ การพักผ่อนน้อย ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุมดลูกไปขึ้นผิดที่และลุกลามกลายเป็นมะเร็งรังไข่ได้ อาการแสดง มักมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงตลอดช่วงที่มีประจำเดือน โดยปกติจะมีอาการปวดท้องน้อย 1&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-woman/">มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) สาเหตุ อาการแสดง การรักษา และการป้องกัน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มะเร็งรังไข่ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับสตรีที่เป็นโรคมะเร็งในอันดับต้น ๆ สาเหตุหลักที่พบบ่อยในระยะหลังนี้ คือ <u>เยื่อบุมดลูกเกิดผิดที่</u> โดยปกติเยื่อบุมดลูกจะเกิดและบุอยู่ภายในผนังมดลูก แต่ด้วยความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เยื่อบุมดลูกนี้ไปเกิดในรังไข่ ก่อให้ผิดปกติภายในโครงสร้างของรังไข่ มีการผิดปกติและอาการปวดรุนแรงบริเวณท้องน้อยในแต่ละรอบเดือนที่มีประจำเดือนมา และเป็นผลให้เลือดประจำเดือนออกมามากหรือน้อยแล้วแต่ร่างกายของผู้ป่วย</strong></p>
<p><span id="more-38768"></span></p>
<p><u>สาเหตุ</u> การเกิดมะเร็งรังไข่จากเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ พอจะทราบสาเหตุพอสังเขปว่า สตรีผู้เกิดโรคนี้มีการใช้ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน ส่วนใหญ่มักจะเกิน 2 ปีขึ้นไป ร่างกายขาดการออกกำลังที่สม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เป็นประจำ รับประทานผักและผลไม้น้อย นอกจากนี้จากภาวะเครียดทางกายและใจ การพักผ่อนน้อย ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุมดลูกไปขึ้นผิดที่และลุกลามกลายเป็นมะเร็งรังไข่ได้</p>
<p><u>อาการแสดง</u> มักมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงตลอดช่วงที่มีประจำเดือน โดยปกติจะมีอาการปวดท้องน้อย 1 วันก่อนประจำเดือนจะมา และปวดมากขึ้นในวันแรกของประขำเดือน จากนั้นอาการปวดค่อย ๆ ลดลงถึงวันหมดรอบประจำเดือน ส่วนผู้ที่มีเนื้อเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ จะปวดรุนแรงตลอดของรอบประจำเดือนมา อาการที่ผิดปกติพบบ่อยขึ้น คือ การปวดท้องน้อยในช่วงเวลาอื่นที่ไม่ใช่ประจำเดือน และบางรายมีเลือดออกช่องคลอดโดยไม่มีสาเหตุ บางรายน้ำหนักตัวเริ่มลด มีภาวะเครียดจากความผิดปกติ จนกระทั่งมีการตรวจร่างกายอย่างระเอียด จึงพบว่าเป็น<u>มะเร็งรังไข่ ระยะ 3</u> โดยปกติแล้ว มะเร็งรังไข่ระยะ 1 และ 2 มักไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรังไข่มากนัก จึงตรวจไม่พบ ต่อเมื่อมีอาการรุนแรงและแพทย์ตรวจละเอียดมากขึ้น จึงพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ระยะ 3 หรือระยะลุกลาม</p>
<p><u>การรักษา</u> หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ แต่ยังไม่ใช่ระยะลุกลาม แพทย์จะทำการผ่าตัดเอารังไข่ออก อาจจะข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง แล้วแต่ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรค หากเป็นระยะลุกลามมักจะกระจายโรคไปที่ปอด การเอกซเรย์ปอดจะพบจุดหรือก้อนเนื้อที่ปอด แพทย์ต้องรักษาความผิดปกติของปอดร่วมด้วย</p>
<p><u>การป้องกัน</u> รับประทานอาหารเน้นผัก ผลไม้เป็นหลัก ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และมีอารมณ์จิตใจที่แจ่มใส ไม่เครียดหรือกังวลกับเรื่องใดเกินไป เลี่ยงหรือลดการใช้ยาคุมกำเนิดต่อเนื่องระยะยาว ตรวจร่างกายเป็นประจำ รวมถึงการตรวจภายในด้วยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง งดและเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน หากปฏิบัติได้ ช่วยลดหรือห่างไกลจากมะเร็งรังไข่ได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-woman/">มะเร็งรังไข่ (Ovarian cancer) สาเหตุ อาการแสดง การรักษา และการป้องกัน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/ovarian-cancer-woman/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภัยร้ายจากฝุ่น PM2.5</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-respiratory-disease/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-respiratory-disease/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 03:44:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[PM 2.5]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<category><![CDATA[อันตรายจากฝุ่น PM2.5]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38285</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราคงได้รับข่าวหรือการแจ้งเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากฝุ่น PM2.5 อยู่ตลอด รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ จากภาครัฐ ซึ่งยังดูไม่เป็นระบบและรูปธรรมชัดเจน ดังนั้นเราคงต้องมาทำความเข้าใจและรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ เพื่อป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากอันตรายของฝุ่น PM2.5 มาทำความรู้จักฝุ่น PM2.5 ก่อน ว่าสาเหตุมาจากอะไร เริ่มต้นตัวฝุ่น PM2.5 นี้ เลข 2.5 คือขนาดฝุ่นนี้ 2.5 มาจากขนาดที่มีหน่วยเรียกว่า ไมครอน (MICRON) ในหน่วยวัด 1 ไมครอนมีขนาดเท่ากับ   มม.&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-respiratory-disease/">ภัยร้ายจากฝุ่น PM2.5</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราคงได้รับข่าวหรือการแจ้งเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากฝุ่น PM2.5 อยู่ตลอด รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ จากภาครัฐ ซึ่งยังดูไม่เป็นระบบและรูปธรรมชัดเจน ดังนั้นเราคงต้องมาทำความเข้าใจและรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ เพื่อป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากอันตรายของฝุ่น PM2.5</strong></p>
<p><span id="more-38285"></span></p>
<p>มาทำความรู้จักฝุ่น PM2.5 ก่อน ว่าสาเหตุมาจากอะไร เริ่มต้นตัวฝุ่น PM2.5 นี้ เลข 2.5 คือขนาดฝุ่นนี้ 2.5 มาจากขนาดที่มีหน่วยเรียกว่า <u>ไมครอน</u> (MICRON) ในหน่วยวัด 1 ไมครอนมีขนาดเท่ากับ   มม. (1 มม. หรือ 1 มิลลิเมตร เท่ากับ  เซนติเมตร) ดังนั้น 1 ไมครอนที่มีขนาด  มิลลิเมตรจึงมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น นอกจากตัวฝุ่น PM2.5 จะมีการรวมตัวหรือจับตัวมาก ๆ จึงจะมองเห็นเป็นลักษณะหมอกหรือคล้ายควันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ด้วยขนาดที่เล็กมากของฝุ่น PM2.5 จึงมีผลและสร้างปัญหาให้กับอวัยวะและระบบของร่างกายได้</p>
<p><u>สาเหตุ</u>การเกิดฝุ่น PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้วัตถุในวงกว้าง หรือมีการปล่อยควันจากการเผาไหม้สู่ชั้นบรรยากาศจนเกิดการรวมตัวของกลุ่มควันฝุ่นของ PM2.5 และมิได้สลายไปในเวลาสั้น ฝุ่น PM2.5 นี้จะก่อตัวมาสร้างปัญหากับสุขภาพร่างกายของมนุษย์ได้ การเผาไหม้ที่ก่อให้เกิด PM2.5 ตามเมืองใหญ่ ๆ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นต้น มีการเผาวัชพืชในพื้นที่เพาะปลูก เช่น ที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไร่อ้อยหลังการเก็บอ้อยแล้ว ฯลฯ มีการเผาวัชพืชหรือพืชที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวส่วนที่มีประโยชน์ไปแล้ว การเผาในบริเวณกว้าง ก่อให้เกิดกลุ่มควันใหญ่ เป็นที่มาของ PM2.5 นอกจากนี้ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีการปล่อยควันออกมามากในลักษณะของคาร์บอน ซึ่งมีฝุ่น PM2.5 ร่วมอยู่ด้วย ปัญหาจากการจราจร รถยนต์ รถจักรยานยนต์ การเผาผลาญเชื้อเพลิงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เกิดควันผ่านท่อไอเสียมีส่วนก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ การจุดไฟเผาขยะ การทำอาหาร การสูบบุหรี่ ล้วนมีส่วนก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ทั้งสิ้น</p>
<p>เมื่อฝุ่น PM2.5 รวมตัวกันหนาแน่นขึ้น มีผลกระทบกับสุขภาพของมนุษย์ 2 ระบบหลัก ๆ ดังนี้</p>
<p>1.) <u>ระบบทางเดินหายใจ</u> สิ่งมีชีวิตไม่ว่า สัตว์หรือมนุษย์ต้องหายใจเอาอากาศออกซิเจนเข้าและคลายอากาศคาร์บอนไดออกไซด์ออก ฝุ่น PM2.5 จึงมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่โพรงจมูก เนื้อเยื่อในโพรงจมูก รวมถึงโพรงไซนัส ผ่านมาที่คอหอย เนื้อเยื่อลำคอ ทอนซิล หลอดลม ขั้วปอด เยื่อหุ้มปอด เนื้อปอด รวมถึงหลอดเลือดหัวใจ ย่อมมีกระทบต่อคุณภาพชีวิต ที่พบบ่อยคือการแพ้อากาศ ก่อให้เกิดการจาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ มีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก อึดอัด คัดจมูก เหนื่อยหอบ มีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดภาวะการอักเสบทางเดินหายใจดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยต้องพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น ตามความรุนแรงของโรค</p>
<p>2.) <u>ระบบผิวหนัง</u> ผิวหนังเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำคอ ใบหู โพรงจมูก แขน-ขา ลำตัวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง PM2.5 ก่อให้เกิดอาการแพ้ของผิวหนัง มีอาการคันและผื่นขึ้นตามผิวหนัง เกิดจาการอักเสบของรูขุมขน เป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรง มีอาการคันและเกิดแผลถลอก มีการติดเชื้อก่อให้เกิดการอักเสบ เป็นแผลเรื้อรังได้</p>
<p>เมื่อมีปัญหากับสุขภาพร่างกาย คงต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป</p>
<p><u>การป้องกัน</u> วิธีที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาโดยตรงและอย่างเป็นผล ต้องแก้ไขด้วยการป้องกันหรือระงับการเผาไหม้และการก่อให้เกิดควันพิษจากสาเหตุต่าง ๆ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น และขจัดฝุ่น PM2.5 อย่างได้ผลต้องรดน้ำ สาดน้ำ หรือทำฝนเทียม เพื่อให้น้ำช่วยขจัดปริมาณฝุ่น PM2.5 ให้ลดน้อยลง</p>
<p><strong>สรุปง่าย ๆ คือ ลดการเผาไหม้ทุกกรณีให้น้อยลงและใช้น้ำเป็นตัวช่วยการรดน้ำบริเวณที่มีฝุ่น PM2.5 ให้ผลการขจัดฝุ่นได้เป็นอย่างดี รวมถึงการป้องกันตนเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือ การอาบน้ำชำระฝุ่น หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีชุมชนแออัด ดื่มน้ำ รับอาหารดี รับอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนและออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง มีผลลดความเสี่ยงต่อโรคจากฝุ่น PM2.5 ได้</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-respiratory-disease/">ภัยร้ายจากฝุ่น PM2.5</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/pm2-5-respiratory-disease/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภาวะความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนจากปกติ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/deviant-psychology/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/deviant-psychology/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 03:39:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาทางจิต]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะความผิดปกติทางจิต]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38282</guid>

					<description><![CDATA[<p>ร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติจะแยกเป็น 2 ส่วนชัดเจน คือ พฤติกรรมทางกายและพฤติกรรมทางจิต ซึ่งพฤติกรรมทางจิตมาจากสติ การนึกคิด ความรู้สึกชั่วดี และการตัดสินใจ พฤติกรรมทางจิตก่อให้เกิดการกระทำทางกาย ทั้งการพูดแสดงความคิดเห็น และการกระทำจากการตัดสินใจทางจิต การกระทำนั้นอาจจะถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตามกฎแห่งการอยู่ร่วมของสังคม ในชีวิตประจำวัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ มนุษย์ต้องมีสังคม การใช้ชีวิตในสังคม ตั้งแต่สังคมระดับเล็กคือสังคมของครอบครัวและสังคมของส่วนรวมในหลายรูปแบบ อาจเป็นสังคมในระหว่างเพื่อนฝูง สังคมในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และการติดต่อสื่อสารกับชนิดของงานที่ทำ เป็นงานบริหาร งานการตลาด งานการสื่อสาร งานบริการ และงานอื่น ๆ เป็นต้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/deviant-psychology/">ภาวะความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนจากปกติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติจะแยกเป็น 2 ส่วนชัดเจน คือ <u>พฤติกรรมทางกาย</u>และ<u>พฤติกรรมทางจิต</u> ซึ่งพฤติกรรมทางจิตมาจากสติ การนึกคิด ความรู้สึกชั่วดี และการตัดสินใจ พฤติกรรมทางจิตก่อให้เกิดการกระทำทางกาย ทั้งการพูดแสดงความคิดเห็น และการกระทำจากการตัดสินใจทางจิต การกระทำนั้นอาจจะถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตามกฎแห่งการอยู่ร่วมของสังคม</strong></p>
<p><span id="more-38282"></span></p>
<p>ในชีวิตประจำวัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ มนุษย์ต้องมีสังคม การใช้ชีวิตในสังคม ตั้งแต่สังคมระดับเล็กคือสังคมของครอบครัวและสังคมของส่วนรวมในหลายรูปแบบ อาจเป็นสังคมในระหว่างเพื่อนฝูง สังคมในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และการติดต่อสื่อสารกับชนิดของงานที่ทำ เป็นงานบริหาร งานการตลาด งานการสื่อสาร งานบริการ และงานอื่น ๆ เป็นต้น ย่อมต้องทำงานร่วมกับคนหมู่มาก ซึ่งแต่ละบุคคลมาจากครอบครัวที่ต่างกัน ระดับการศึกษาเรียนรู้ที่ต่างกัน การพัฒนา การเลี้ยงดู และการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดาที่ต่างกัน ทุกคนย่อมต่างจิตต่างใจ จึงมีการตัดสินใจที่ต่างกัน ความนึกคิด การสื่อสารพูดคุย และการกระทำย่อมแตกต่างกัน ปัญหาต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นทั้งในแง่ดีและแง่ไม่ดี ในแง่ดีทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีข้อขัดแย้ง ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม มีความเป็นมิตรและความคิด<u>สร้างสรรค์</u>ในสิ่งดี ๆ นำมาซึ่งความสุข ความเจริญในองค์กรได้เป็นรูปธรรมชัดเจน ในทางตรงกันข้าม หากมีความคิดที่แตกต่าง เกิดความขัดแย้งกัน การกระทำในองค์กรมีแนวโน้มไม่ลงรอยกัน มีการโต้แย้งด้วยวาจา อารมณ์ที่ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ แตกแยกความสามัคคี ย่อมก่อให้เกิดปัญหาทำให้กิจกรรมต่าง ๆ เกิดความเสียหาย ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือแนวทางที่วางไว้ ทำให้นักจิตวิทยา รวมถึงการแพทย์ด้านจิตเวชต้องมาศึกษา พินิจ พิจารณา หาสาเหตุและวิธีการแก้ไข ป้องกัน การสื่อสารสร้าง<u>ความเข้าใจ</u>และวางแนวทางปฏิบัติหรือ<u>กติกาทางสังคม</u>ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงและระงับมิให้ปัญหาขัดแย้งบานปลายไปสู่ความรุนแรง</p>
<p>ปัญหา<u>ทางจิต</u>ที่<u>อยากมี</u> <u>อยากได้</u> <u>อยากเป็น</u> แน่นอนคงต้องใช้หลักคิดและหลักปฏิบัติทาง<u>ธรรมะ</u>เข้ามาช่วยเสริมและวิเคราะห์ให้<u>จิต</u>สู่แนวทางที่ดีและไม่สร้างปัญหา ซึ่งมิใช่กระทำให้สำเร็จได้ง่ายดาย ต้องมีผู้รู้มาสอนและฝึกอบรมให้มี<u>จิตสำนึกที่ดี</u> ทำให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าใจถึง<u>จิตใจ</u>ของตัวเองอย่างถ่องแท้ หรือเข้าใจเป้าหมายชีวิตว่า ต้องการ<u>ความสุข</u> <u>ความสำเร็จ</u>อย่งไร เพื่อความสุขทางใจของตัวเองและผู้อื่น มีหลักใหญ่ ๆ คือ <u>ลดโลภ</u> <u>ลดโกรธ</u> <u>ลดหลง</u> เพราะเป็นตัวหลักก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะ<u>ตัวอิจฉา</u>จะ<u>เบี่ยงเบน</u>การ<u>คิดดี</u> <u>พูดดี</u> และ<u>ทำดี </u>เป็นไปใน<u>ด้านลบ</u>ได้</p>
<p>ดังนั้นการพัฒนาความรู้<u>ทางจิต</u>ในเรื่องของ<u>สติ</u> <u>สมาธิ</u> <u>ปัญญา</u> ต้องฝึกการมี<u>วินัย</u> <u>ระเบียบ</u> <u>ความรับผิดชอบ</u>เพื่อนำพาสู่<u>จิตสำนึกที่ดี</u> เป็นจุดเริ่มต้นของการ<u>คิดดี</u> เมื่อจิตหหรือสติมุ่งสู่การคิดดี จะมีผลมาถึง<u>กาย</u> นำพาให้เกิดการ<u>พูดดี</u>และ<u>ทำดี</u>ต่อไป เมื่อสังคมส่วนใหญ่มีแนวโน้ม<u>คิดดี</u> (จากจิตใจ) ทำให้เกิดการพูดดีและทำดี (จากทางกาย) สังคมมีความสงบ สามัคคี ลดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ทำให้สังคมนั้น<u>สงบ</u> <u>ร่มเย็น</u> เป็นสังคมที่น่าอยู่ ทุกคนในสังคมมีแต่<u>รอยยิ้ม</u> ความ<u>ปรารถนาดี</u> สร้างความ<u>สัมพันธ์ที่ดี</u> สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ มีความสุขร่วมกัน</p>
<p>ดังนั้นการปลูก<u>จิตสำนึก</u>ให้<u>คิดดี</u> <u>พูดดี</u> <u>ทำดี</u> เป็นจุดเริ่มต้นและดำเนินต่อไปให้เกิดพฤติกรรมของสังคมที่ดีได้ ประเทศชาติเจริญด้วย</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/deviant-psychology/">ภาวะความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนจากปกติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/deviant-psychology/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การนวดท้ายทอยและหลัง ควรดัดด้วยหรือไม่?</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/massage-back/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/massage-back/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jan 2025 03:36:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[การดัดท้ายทอยและดัดหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[การนวด]]></category>
		<category><![CDATA[การนวดท้ายทอย]]></category>
		<category><![CDATA[การนวดหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38279</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระยะนี้ มักมีข่าวมีผู้ใช้บริการในเรื่องของการนวดผ่อนคลายหรือนวดเพื่อสุขภาพ และจบด้วยการดัดท้ายทอยและดัดหลัง เป็นผลให้ผู้ใช้บริการบาดเจ็บจากการดัดท้ายทอยและหลัง มีตั้งแต่การบาดเจ็บคอ ปวด ระบม คอแข็ง เคลื่อนไหวคอลำบาก และรุนแรงถึงขั้นเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาต และมีเสียชีวิต เป็นข่าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น จีนและอินเดีย เป็นต้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงโครงสร้างกระดูกท้ายทอยและกระดูกส่วนบริเวณหลัง แนวกระดูกสันหลังตั้งแต่ท้ายทอยลงไปถึงบั้นเอว กระดูกสันหลังตลอดแนวนี้มีความแอ่น ความโค้งชัดเจน ในกระดูกสันหลังมีแนวของประสาทไขสันหลังที่ต่อมาจากส่วนสมองของก้านสมอง หรือ แกนสมอง เมื่อมีการดัดท้ายทอย หรือดัดศีรษะไปทางซ้ายหรือทางขวาอย่างรุนแรง เกิดการฉุดกระชากของประสาทไขสันหลังอย่างแรง ก่อให้เกิดการบาดเจ็บภายในประสาทไขสันหลัง ทำให้ผู้ถูกนวดบาดเจ็บและศีรษะค้าง เคลื่อนไหวท้ายทอยไม่ได้ บางรายเกิดข้อไหล่ติดขัดเคลื่อนไหวไม่ได้ รวมถึงการเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาตแน่นิ่งบนเตียงนวดได้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/massage-back/">การนวดท้ายทอยและหลัง ควรดัดด้วยหรือไม่?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ระยะนี้ มักมีข่าวมีผู้ใช้บริการในเรื่องของการนวดผ่อนคลายหรือนวดเพื่อสุขภาพ และจบด้วยการ<u>ดัดท้ายทอยและดัดหลัง</u> เป็นผลให้ผู้ใช้บริการบาดเจ็บจากการดัดท้ายทอยและหลัง มีตั้งแต่การบาดเจ็บคอ ปวด ระบม คอแข็ง เคลื่อนไหวคอลำบาก และรุนแรงถึงขั้นเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาต และมีเสียชีวิต เป็นข่าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น จีนและอินเดีย เป็นต้น</strong></p>
<p><span id="more-38279"></span></p>
<p>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงโครงสร้างกระดูกท้ายทอยและกระดูกส่วนบริเวณหลัง แนวกระดูกสันหลังตั้งแต่ท้ายทอยลงไปถึงบั้นเอว กระดูกสันหลังตลอดแนวนี้มีความแอ่น ความโค้งชัดเจน ในกระดูกสันหลังมีแนวของประสาทไขสันหลังที่ต่อมาจากส่วนสมองของ<u>ก้านสมอง หรือ แกนสมอง</u> เมื่อมีการดัดท้ายทอย หรือดัดศีรษะไปทางซ้ายหรือทางขวาอย่างรุนแรง เกิดการฉุดกระชากของประสาทไขสันหลังอย่างแรง ก่อให้เกิดการบาดเจ็บภายในประสาทไขสันหลัง ทำให้ผู้ถูกนวดบาดเจ็บและศีรษะค้าง เคลื่อนไหวท้ายทอยไม่ได้ บางรายเกิดข้อไหล่ติดขัดเคลื่อนไหวไม่ได้ รวมถึงการเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาตแน่นิ่งบนเตียงนวดได้ ส่วนของท้ายทอยและบริเวณหลัง นอกจากมีแนวประสาทไขสันหลัง ยังมีรากประสาทและเส้นประสาทฝอยมากมาย มีส่วนของเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำอยู่มากมาย หากรุนแรงถึงขั้นประสาทไขสันหลังฉีกขาด ผู้รับบริการเกิดอัมพฤกษ์และอัมพาตของแขน-ขา รวมถึงการเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากมีการดัดท้ายทอยและดัดหลัง คงต้องเบา ๆ ช้า ๆ และไม่รุนแรงที่จะก่อเกิดอันตรายต่อประสาทไขสันหลัง รากประสาท รวมถึงเลือดแดง เส้นเลือดดำและแดง กล้ามเนื้อท้ายทอย และกล้ามเนื้อหลัง</p>
<p>ดังนั้น การนวดท้ายทอยและส่วนหลัง ระมัดระวังการบาดเจ็บต่อโครงสร้างดังกล่าวแล้ว หากไม่มั่นใจควรจะเลี่ยงหรือดัดเบา ๆ จะปลอดภัยกับผู้ถูกนวดได้</p>
<p><u>ข้อบ่งชี้</u> การนวดท้ายทอยและหลัง ส่วนใหญ่เน้นนวดกล้ามเนื้อท้ายทอยและกล้ามเนื้อหลังให้เกิดการผ่อนคลาย ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้ เกิดความสบายตัว คลายเส้นและแก้ปวดเมื่อยได้ นอกจากนี้ยังช่วยการไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดี ช่วยการคลายเครียด และช่วยให้หลับสบาย อารมณ์แจ่มใส ช่วยเจริญอาหารด้วย</p>
<p><u>สรุป</u> การนวดท้ายทอยและส่วนบริเวณหลัง นวดให้ผ่อนคลายของเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกท้ายทอยและกระดูกหลัง เคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น ระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>หากจำเป็นที่จะดัดท้ายทอยและหลัง คงต้องดัดเบา ๆ ย่อมกระทำได้</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/massage-back/">การนวดท้ายทอยและหลัง ควรดัดด้วยหรือไม่?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/massage-back/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การขาดประจำเดือนในสตรี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/amenorrhea/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/amenorrhea/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jan 2025 03:28:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[การขาดประจำเดือนในสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด]]></category>
		<category><![CDATA[หมอโฆษิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38276</guid>

					<description><![CDATA[<p>การมีประจำเดือน เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องธรรมชาติในร่างกายของสตรีที่เข้าสู่วัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้นการขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนไม่มาตามกำหนด คงต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงสาเหตุ ซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาง่าย ๆ จนถึงปัญหายุ่งยากได้ สาเหตุที่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ดังนี้ 1.) การตั้งครรภ์ สตรีที่แต่งงานแล้วอยู่กับสามี เป็นเรื่องปกติที่มีการตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์จะยาวนานประมาณ 9 เดือน เนื่องจากมีทารกเกิดขึ้นในโพรงมดลูกของฝ่ายภรรยา ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ 2.) ความผิดปกติภายในร่างกายของสตรีที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มีความผิดปกติของมดลูก รังไข่ ปีกมดลูก หรือท่อรังไข่ อาจมีภาวะอักเสบภายในหรือมีเนื้องอก ทั้งแบบธรรมดาหรือเป็นมะเร็ง มีผลให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/amenorrhea/">การขาดประจำเดือนในสตรี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การมีประจำเดือน เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องธรรมชาติในร่างกายของสตรีที่เข้าสู่วัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้นการขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนไม่มาตามกำหนด คงต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงสาเหตุ ซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาง่าย ๆ จนถึงปัญหายุ่งยากได้</strong></p>
<p><span id="more-38276"></span></p>
<p><u>สาเหตุ</u>ที่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ดังนี้</p>
<p>1.) การตั้งครรภ์ สตรีที่แต่งงานแล้วอยู่กับสามี เป็นเรื่องปกติที่มีการตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์จะยาวนานประมาณ 9 เดือน เนื่องจากมีทารกเกิดขึ้นในโพรงมดลูกของฝ่ายภรรยา ทำให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ</p>
<p>2.) ความผิดปกติภายในร่างกายของสตรีที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มีความผิดปกติของมดลูก รังไข่ ปีกมดลูก หรือท่อรังไข่ อาจมีภาวะอักเสบภายในหรือมีเนื้องอก ทั้งแบบธรรมดาหรือเป็นมะเร็ง มีผลให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ รวมถึงสตรีที่มีการรับประทานยาคุมกำเนิด ประจำเดือนอาจไม่มาหรือคลาดเคลื่อนได้</p>
<p>3.) ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ อาจจะเกิดจากความผิดปกติของร่างกายในการสร้างฮอร์โมนที่เป็นตัวควบคุมการตกไข่ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ทำให้การตกไข่จากรังไข่มายังปีกมดลูกผิดปกติ เป็นเหตุให้ประจำเดือนไม่มา</p>
<p>4.) วัยหมดประจำเดือน สตรีที่อายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศเริ่มหมดไป จึงไม่มีตัวฮอร์โมนไปส่งเสริมการผลิตหรือตกไข่จากรังไข่ ทำให้ประจำเดือนไม่มา และเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ประจำเดือนก็จะไม่มาถาวร</p>
<p>5.) ภาวะเครียดทางจิตใจ อารมณ์ ความกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกินไป ย่อมมีผลทำให้ฮอร์โมนเพศผันผวน การตกไข่ไม่เป็นไปตามปกติ มีผลทำให้ประจำเดือนไม่มาหรือคลาดเคลื่อนได้</p>
<p>เวลาที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติหรือมาบ้างไม่มาบ้าง ประจำเดือนที่มามากเกินไป ประจำเดือนที่มาน้อยเกินไป กระทั่งไม่มาเลย ย่อมเป็นความกังวลใจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพบแพทย์แผนกสูติ-นารีเวช เพื่อทำการตรวจร่างกายและวินิจฉัยถึงสาเหตุการที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติเพื่อจะได้ให้การรักษาได้ถูกต้อง ในกรณีเกิดความผิดปกติจากโรคภัยไข้เจ็บจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ปัญหาต่าง ๆ จะแก้ไขได้ง่ายกว่าทิ้งไว้ระยะเวลายาวนาน</p>
<p>การดูแลร่างกายให้แข็งแรงและปฏิบัติตัวอย่างมีระเบียบวินัย ย่อมจะลดปัญหาการขาดประจำเดือนลงได้</p>
<p>1.) รับอากาศบริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอากาศที่เป็นพิษ เช่น ฝุ่น ควัน เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากการเผาไหม้ต้นไม้ใบหญ้า ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันจากการสูบบุหรี่ เป็นต้น</p>
<p>2.) ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6-8 แก้ว (1 – 2 ลิตร) ไม่อั้นปัสสาวะและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักและผลไม้เป็นหลัก</p>
<p>3.) ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เสริมสร้างกายแข็งแรง และขับเหงื่อออกจากร่างกาย</p>
<p>4.) อารมณ์แจ่มใสและพักผ่อนให้เพียงพอ</p>
<p>5.) ระบบขับถ่ายปกติ ไม่ท้องผูก</p>
<p>ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ได้อย่างเคร่งครัด การขาดประจำเดือนและโรคภัยทางสูติ-นารีเวชจะลดน้อยลง ประจำเดือนมาตามปกติได้</p>
<hr />
<p>ที่มา: หมอโฆษิต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/amenorrhea/">การขาดประจำเดือนในสตรี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/amenorrhea/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
