<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Whirling Wave Pagoda | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/whirling-wave-pagoda/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Sep 2025 02:34:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Whirling Wave Pagoda | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2025 09:58:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Whirling Wave Pagoda]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[เจดีย์เกลียวคลื่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40960</guid>

					<description><![CDATA[<p>แนวปะการังคือหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของท้องทะเล แม้จะครอบคลุมพื้นที่เพียงราว 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด หรือประมาณ 400,000 ตารางกิโลเมตรทั่วโลก แต่กลับเป็นบ้านและแหล่งพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทางทะเลมากถึง 25–40% ของชนิดพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือที่หลบภัย หลายคนคงทราบดีว่า ปัจจุบันแนวปะการังกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดการฟอกขาวรุนแรงในปี 2567 ไปจนถึงแรงกดดันจากการท่องเที่ยวและมลพิษทางทะเล ส่งผลให้การฟื้นฟูตามธรรมชาติไม่ทันต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแนวปะการังจึงเป็นมาตรการเร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลยังคงความสมบูรณ์ต่อไป สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังเพียง 300 กว่าตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นพื้นที่ไม่มาก แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเล ปะการังมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ภายใต้แรงกดดันจาก Climate Change ที่ทวีความรุนแรง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/">SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แนวปะการังคือหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของท้องทะเล แม้จะครอบคลุมพื้นที่เพียงราว 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด หรือประมาณ 400,000 ตารางกิโลเมตรทั่วโลก แต่กลับเป็นบ้านและแหล่งพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทางทะเลมากถึง 25–40% ของชนิดพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือที่หลบภัย</strong></p>
<p><span id="more-40960"></span></p>
<p>หลายคนคงทราบดีว่า ปัจจุบันแนวปะการังกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดการฟอกขาวรุนแรงในปี 2567 ไปจนถึงแรงกดดันจากการท่องเที่ยวและมลพิษทางทะเล ส่งผลให้การฟื้นฟูตามธรรมชาติไม่ทันต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแนวปะการังจึงเป็นมาตรการเร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลยังคงความสมบูรณ์ต่อไป</p>
<p>สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังเพียง 300 กว่าตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นพื้นที่ไม่มาก แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเล ปะการังมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ภายใต้แรงกดดันจาก Climate Change ที่ทวีความรุนแรง และอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.2 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้น ซึ่งการพึ่งพากระบวนการฟื้นตัวเองเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่หากมีการเข้าไปช่วยเสริมการฟื้นฟู โอกาสในการรอดและกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ก็จะมากขึ้น</p>
<p><strong>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง </strong><strong>(ทช.)</strong> จึงร่วมกับ <strong>SCG</strong> นำเสนอผลงาน <strong>“</strong><strong>Whirling Wave Pagoda” </strong>หรือ<strong>เจดีย์เกลียวคลื่น</strong> ซึ่งเป็นไอเดียรางวัลชนะเลิศจาก <strong>โครงการ </strong><strong>ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 มาต่อยอดพัฒนาเป็นวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังจริง ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing </strong>จาก SCG ที่ออกแบบให้มีพื้นที่ผิวมากขึ้น รองรับการเกาะตัวของปะการังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีค่า pH ใกล้เคียงกับน้ำทะเล เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้เตรียมนำร่องจัดวางต้นแบบในพื้นที่เป้าหมายตามแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยในปี 2569 เพื่อเร่งฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างสมดุลให้กับท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40962" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01.jpg" alt="อุกกฤต สตภูมินทร์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อุกกฤต สตภูมินทร์</span> รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  </strong>เปิดเผยว่า โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของชาติ ท่ามกลางวิกฤตการฟอกขาวของปะการังที่รุนแรงสูงถึง 60–80% และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบอนุรักษ์ที่ปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องเร่งดำเนินการ ก่อนที่ความสวยงามและความหลากหลายทางชีวภาพของแนวปะการังไทยจะสูญหายไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40963" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02.jpg" alt="Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>หนึ่งในไอเดียที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและกำลังจะถูกต่อยอดสู่ต้นแบบจริง คือ <strong>“</strong><strong>Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น”</strong> ผลงานจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี 3D Printing จาก SCG สร้างโครงสร้างทรงเกลียวโค้งเพื่อควบคุมทิศทางกระแสน้ำใต้ทะเล ลดการสะสมตะกอน เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส และเอื้อต่อการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการนำวัสดุเหลือใช้จากเปลือกหอยของชาวประมงมาผสมในปูนมอร์ตาร์ เพื่อเสริมสารเหนี่ยวนำที่ช่วยให้ตัวอ่อนปะการังเกาะได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการผสมผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกัน</p>
<p><strong>“</strong>จุดเด่นของโครงการนี้คือการมองไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่เพียงสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังต่อยอดเป็น พื้นที่อนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่ช่วยขยายขอบเขตการดำน้ำ เพิ่มคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แม้การฟื้นฟูแนวปะการังโดยปกติจะใช้เวลา 10–20 ปีกว่าจะเห็นผล แต่การใช้ 3D Printing จะช่วยเร่งความคืบหน้า และสามารถปรับรูปแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งในด้านความลึก ความแรงและทิศทางกระแสน้ำ หรืออุณหภูมิทะเล” <strong>อุกฤต กล่าว</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในอนาคต โดยโครงสร้างสามารถรื้อถอนได้หากไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ดังนั้น โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างแนวปะการังเทียม แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม” ที่หลอมรวมความร่วมมือจากรัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ท้องทะเลไทย และสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40964" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03.jpg" alt="เฉลิมวุฒิ สงวนญาติ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เฉลิมวุฒิ สงวนญาติ</span> </strong><strong>Concrete and Construction Technology Director แห่งหน่วยงาน Innovation and Technology ธุรกิจ SCG Cement and Green Solutions</strong> กล่าวว่า ที่ผ่านมา SCG ได้นำเทคโนโลยี 3D Printing และวัสดุปูนมอร์ตาร์สูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีค่า pH ใกล้เคียงน้ำทะเล มาผลิตเป็นวัสดุฐานลงเกาะสำหรับปะการัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในหลายพื้นที่ เช่น เกาะไม้ท่อน เกาะราชาใหญ่ เกาะสาก และเกาะแสมสาร เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสามารถยึดเกาะและเติบโตได้ดี งานวิจัยชี้ว่า พื้นที่ผิวของโครงสร้างที่สร้างด้วย 3D Printing มีมากกว่าการหล่อคอนกรีตแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ตัวอ่อนปะการังจะลงเกาะและฟื้นฟูแนวปะการังได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40965" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04.jpg" alt="Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>โครงการนำร่อง “Whirling Wave Pagoda” หรือเจดีย์เกลียวคลื่น จะถูกนำมาจัดวางเป็นฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังจริง โดยมีแผนระยะสั้นเริ่มต้นในปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 14 ไร่ ใน 7 จังหวัดชายฝั่งทะเลไทย พร้อมความร่วมมือจากนักวิชาการของ ทช. เพื่อศึกษาวิจัยและติดตามผลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประสิทธิภาพการลงเกาะ การเจริญเติบโต ความหลากหลายของปะการัง ไปจนถึงระบบนิเวศโดยรอบ หากผลการประเมินเป็นไปตามเป้าหมาย จะมีการขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงเชื่อมโยงกับ การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์</p>
<p>“สำหรับแผนระยะยาวนั้น จะนำเสนอตัวอย่างผลงานและผลการดำเนินงาน สำหรับเป็นแนวทางไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างองค์ความรู้และต่อยอดจากแผนงานของไทย ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลต่อไปได้” <strong>เฉลิมวุฒิ </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/">SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
