<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Technology &amp; Innovation | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/green-technology-innovation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Apr 2026 02:34:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Green Technology &amp; Innovation | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ &#8220;หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์&#8221; หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 02:34:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BLCP]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[จัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บีแอลซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตปุ๋ยอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[หนอนแม่โจ้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43650</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนของภาคเกษตรอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับสูงขึ้น ทางรอดของเกษตรกรจึงต้องปรับตัวและหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น ทั้งการวางแผนการเพาะปลูก การเดินหน้าสู่แนวทางความยั่งยืนอย่างการผลิตปุ๋ยจากวัตถุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างเศษซากพืชและมูลสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม กากอ้อย ใบไม้กิ่งไม้ หรือมูลสัตว์ แม้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จะดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ แต่อีกบทบาทสำคัญที่เดินควบคู่กัน คือ แนวทางการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” จึงได้จัดทำโครงการนำร่องต่างๆ ในด้านการกำจัดขยะและแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/">โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ “หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์” หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนของภาคเกษตรอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับสูงขึ้น ทางรอดของเกษตรกรจึงต้องปรับตัวและหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น ทั้งการวางแผนการเพาะปลูก การเดินหน้าสู่แนวทางความยั่งยืนอย่างการผลิตปุ๋ยจากวัตถุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างเศษซากพืชและมูลสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม กากอ้อย ใบไม้กิ่งไม้ หรือมูลสัตว์ แม้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จะดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ แต่อีกบทบาทสำคัญที่เดินควบคู่กัน คือ แนวทางการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” จึงได้จัดทำโครงการนำร่องต่างๆ ในด้านการกำจัดขยะและแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีความเข้มแข็งด้วยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้ของโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่าง &#8220;นวัตกรรมดินพร้อมปลูกและโปรตีนทางเลือก&#8221; ที่ไม่เพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต่อยอดให้เป็นทางรอดแก่เกษตรกรไทยได้</strong></p>
<p><span id="more-43650"></span></p>
<h3>จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในการจัดการของเสียอย่างครบวงจร</h3>
<p><strong>โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี</strong> เริ่มต้นจัดการของเสียและขยะเหลือใช้ตั้งแต่ต้นทางด้วยการคัดแยกขยะ โดยแบ่งของเสียและสิ่งเหลือใช้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และสิ่งเหลือใช้ที่เกิดขึ้นจากการผลิต อย่างเถ้าลอยและเถ้าหนัก ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการขายส่งต่อไปเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และ การทำกระถางต้นไม้ รวมแล้วกว่า 600,000 ตันต่อปี ส่วนน้ำที่เหลือใช้จากกระบวนการผลิตจะผ่านระบบบำบัดที่เข้มงวด และนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้บริเวณโรงไฟฟ้าและฉีดพรมกองถ่านหินเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายอย่าง 100% โดยไม่ปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ</p>
<h3>ต่อยอด &#8220;ศาสตร์พระราชา&#8221; สู่ &#8220;โครงการหนอนแม่โจ้&#8221;</h3>
<p>จากพื้นที่สีเขียวภายในโรงไฟฟ้าฯ กว่า 120 ไร่ ทำให้มีขยะใบไม้มากถึง 3-4 ตันต่อเดือน โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี จึงริเริ่มโครงการปุ๋ยใบไม้ขึ้นในปี 2565 โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือ &#8220;ศาสตร์พระราชา&#8221; มาประยุกต์ใช้ร่วมกับชุมชน ทำให้ร่นระยะเวลาการหมักใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ยได้ในระยะเวลา 45 วัน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และวิธีการแก่หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชน จนประสบความสำเร็จในการช่วยลดการเผาและการแปลงสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นดินพร้อมปลูกที่นำกลับมาใช้ได้ ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนไปได้อย่างมากและยังปลอดภัยแก่ตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ล่าสุดเทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายของ โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ได้คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 &#8220;เทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืน&#8221; ระดับประเทศ ประจำปี 2568 จากการนำองค์ความรู้จากโครงการการจัดการขยะใบไม้มาใช้ในการเปลี่ยนขยะใบไม้ในพื้นที่ได้มากขึ้น 35.49 ตัน ในระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายทั้งหมดอยู่ที่ 360 ตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43653" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03.jpg" alt="มะลิ สงขวัญ และอดิศร วังมูล" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการการจัดการขยะใบไม้ ได้ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้งในปี 2567 ภายใต้แนวคิดการจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารของโรงอาหารภายในโรงไฟฟ้า ด้วยโครงการหนอนแม่โจ้ หรือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly &#8211; BSF) โดยได้รับการสนับสนุนจาก <span style="color: #6cb742;"><strong>นายอดิศร วังมูล</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร</strong> ดำเนินงานโครงการฯ โดย <span style="color: #6cb742;"><strong>นางมะลิ สงขวัญ</strong></span> <strong>เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงาน บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด</strong> ซึ่งจากการวิจัยพบว่าหนอนแม่โจ้มีประสิทธิภาพในการกินอาหารเร็วกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้มากถึง 3 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 1 วัน และสามารถย่อยสลายเบื้องต้นได้ถึง 70% ของขยะอินทรีย์ทั้งหมดภายใน 12 ชั่วโมง โดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดโรค</p>
<h3>ผลสัมฤทธิ์เชิงโครงการฯ ลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์</h3>
<p>การดำเนินการทั้ง 2 โครงการควบคู่กัน ส่งผลให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี กำจัดขยะใบไม้และขยะอินทรีย์ภายในโรงไฟฟ้าได้ 100% โดยไม่มีของเสียเหลือทิ้ง ซึ่งโครงการปุ๋ยใบไม้ ช่วยลดขยะใบไม้ได้กว่า 130 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 111.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) นับตั้งแต่ปี 2565 ส่วนโครงการหนอนแม่โจ้ สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 20 ตันต่อปี และ ตัวหนอนแม่โจ้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโครงการฯ ยังนำมาเป็นอาหารสัตว์อย่าง ไก่ ปลา กบ ฯลฯ และ แปรรูปเป็นขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง (ไขมัน 30%, โปรตีน 40%) มีโอเมก้า 3, 6, 9 และกรดลอริกที่ช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43652" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02.jpg" alt="มะลิ สงขวัญ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ทางรอดเกษตรกรไทยยุคปุ๋ยแพง เปลี่ยน &#8220;มูลหนอน&#8221; เป็น &#8220;ปุ๋ยอินทรีย์&#8221;</h3>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจและสอดรับกับสถานการณ์โลกวันนี้ คือ การนำมูลของหนอนแม่โจ้มาใช้บำรุงดิน มูลของหนอนแม่โจ้ ที่ไม่ใช่แค่ปุ๋ยอินทรีย์ แต่คือดินที่มีชีวิต (Living Soil) ที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อการย่อยสลายธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย มีสารอาหารที่จำเป็นต่อพืชครบถ้วน ช่วยบำรุงพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับให้เจริญเติบโตได้ดี ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ป้องกันดินแน่นแข็ง ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เหมาะสำหรับการทำเกษตรแบบพึ่งตัวเอง ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งและการสู้รบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยเคมีทำให้ราคาสูงขึ้นการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากโครงการหนอนแม่โจ้และปุ๋ยใบไม้ จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ในการทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดิน ป้องกันสารเคมีตกค้าง ยกระดับ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระยะยาว ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ประโยชน์ต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้จากโครงการเหล่านี้สู่หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p>
<p>โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.blcp.co.th/web/index" target="_blank" rel="noopener">https://www.blcp.co.th/web/index</a> หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี &#8211; BLCP Power Limited</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/">โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ “หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์” หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โตชิบา คอร์ปอเรชั่น จับมือแอร์บัส ชูมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดใช้พลังงานไฮโดรเจน ขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมการบินโลกที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/toyota-x-airbus/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 03:01:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฮโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมการบิน]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[แอร์บัส]]></category>
		<category><![CDATA[โตชิบา คอร์ปอเรชั่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43040</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการบินเร่งรีบปรับตัว เพื่อให้บรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นวัตกรรมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนถือได้ว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด” ของโตชิบานั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยมีขนาดที่กะทัดรัด และน้ำหนักเบา มีผลลัพธ์ของการทำงานที่สูงสำหรับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าหนึ่งในสิบ และขนาดที่เล็กกว่ามอเตอร์ระดับ 2MW-class แบบทั่วไป ซึ่งขนาดและน้ำหนักที่ลดลงอย่างมากนี้ ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งทุกกิโลกรัมมีความสำคัญและต้องใช้กำลังขับเคลื่อนที่สูง ด้วยความตระหนักถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ของมอเตอร์ต้นแบบตั้งแต่การนำเสนอครั้งแรกในปี 2565 แอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ร่วมมือกับโตชิบาในปี 2567 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สู่การลงนามข้อตกลงความร่วมมือกันที่งาน Japan International Aerospace&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/toyota-x-airbus/">โตชิบา คอร์ปอเรชั่น จับมือแอร์บัส ชูมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดใช้พลังงานไฮโดรเจน ขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมการบินโลกที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<figure id="attachment_43042" aria-describedby="caption-attachment-43042" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="size-full wp-image-43042" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-02.jpg" alt="ภาพที่ 1 มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด: นำพาความฝันของเครื่องบินพลังงานไฮโดรเจนสู่ความเป็นจริง" width="740" height="298" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-02-300x121.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-02-150x60.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-02-500x201.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-43042" class="wp-caption-text">ภาพที่ 1 มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด: นำพาความฝันของเครื่องบินพลังงานไฮโดรเจนสู่ความเป็นจริง</figcaption></figure>
<p><strong>ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการบินเร่งรีบปรับตัว เพื่อให้บรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นวัตกรรมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนถือได้ว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวด” ของโตชิบานั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยมีขนาดที่กะทัดรัด และน้ำหนักเบา มีผลลัพธ์ของการทำงานที่สูงสำหรับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าหนึ่งในสิบ และขนาดที่เล็กกว่ามอเตอร์ระดับ 2MW-class แบบทั่วไป ซึ่งขนาดและน้ำหนักที่ลดลงอย่างมากนี้ ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งทุกกิโลกรัมมีความสำคัญและต้องใช้กำลังขับเคลื่อนที่สูง</strong></p>
<p><span id="more-43040"></span></p>
<figure id="attachment_43043" aria-describedby="caption-attachment-43043" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-43043 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-03.jpg" alt="ภาพที่ 2 เครื่องบินที่ติดตั้งมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดจากโตชิบา" width="740" height="234" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-03-300x95.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-03-150x47.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-03-500x158.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-43043" class="wp-caption-text">ภาพที่ 2 เครื่องบินที่ติดตั้งมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดจากโตชิบา</figcaption></figure>
<p>ด้วยความตระหนักถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ของมอเตอร์ต้นแบบตั้งแต่การนำเสนอครั้งแรกในปี 2565 แอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ร่วมมือกับโตชิบาในปี 2567 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สู่การลงนามข้อตกลงความร่วมมือกันที่งาน Japan International Aerospace Expo 2024 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทในการส่งเสริมนวัตกรรมด้านการบินและอวกาศ ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปี ในด้านเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวด ความร่วมมือครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในด้านนวัตกรรมทั้งของโตชิบาและแอร์บัส ในโครงการขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนและการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องบิน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินที่ปล่อยก๊าซเป็นศูนย์</p>
<figure id="attachment_43044" aria-describedby="caption-attachment-43044" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43044" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-04.jpg" alt="ภาพที่ 3 มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดมีน้ำหนักเบากว่าหนึ่งในสิบ และขนาดเล็กกว่ามอเตอร์ระดับ 2MW-class แบบทั่วไป แต่ให้กำลังขับเทียบเท่า" width="740" height="374" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-04-300x152.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-04-150x76.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-04-500x253.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-43044" class="wp-caption-text">ภาพที่ 3 มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดมีน้ำหนักเบากว่าหนึ่งในสิบ และขนาดเล็กกว่ามอเตอร์ระดับ 2MW-class แบบทั่วไป แต่ให้กำลังขับเทียบเท่า</figcaption></figure>
<p>เครื่องบินที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนจะเป็นตัวพลิกโฉมรูปแบบการเดินทาง โดยแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยโซลูชันพลังงานสะอาด ไฮโดรเจนสามารถให้พลังงานแก่เครื่องบินได้สองวิธี ซึ่งวิธีแรกได้พลังงานจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนในกังหัน และวิธีที่สองแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าในเซลล์เชื้อเพลิง โดยวิธีที่สองมีประสิทธิภาพที่สูงกว่ามาก เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ มอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดของโตชิบาเสริมข้อได้เปรียบนี้ โดยการทำงานที่อุณหภูมิเยือกแข็ง ดังนั้นจึงไม่มีแรงต้านทานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้สูงสุด ไฮโดรเจนเหลวที่เก็บไว้ในอุณหภูมิ -253°C ทำหน้าที่เป็นทั้งเชื้อเพลิงและสารหล่อเย็น ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันที่สมบูรณ์แบบถือเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพในขณะที่น้ำหนักลดลง เพื่อปูทางไปสู่การบินที่ยั่งยืน</p>
<p>นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการบินแล้ว โตชิบาเล็งเห็นเทคโนโลยีมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดนี้ เป็นขุมพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการสัญจรอย่างยั่งยืนในหลากหลายการใช้งาน ด้วยการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ให้ประสิทธิภาพสูง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในพาหนะขนาดใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพด้านน้ำหนักและพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ การใช้งานที่เป็นไปได้ในอนาคต ได้แก่การขับเคลื่อนเรือในยุคอนาคต เพื่อการขนส่งทางทะเลที่สะอาด และการขับเคลื่อนสำหรับการเดินทางในอวกาศ</p>
<figure id="attachment_43045" aria-describedby="caption-attachment-43045" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-43045" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-05.jpg" alt="ภาพที่ 4 โตชิบาผสานเทคโนโลยี เพื่อสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/toyota-x-airbus-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-43045" class="wp-caption-text">ภาพที่ 4 โตชิบาผสานเทคโนโลยี เพื่อสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า</figcaption></figure>
<p>การร่วมมือของโตชิบาและแอร์บัสในครั้งนี้ ได้ก้าวไปสู่การปฏิวัติท้องฟ้าที่ปราศจากคาร์บอน โดยปรับโฉมการบินด้วยมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดและระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นมากกว่าความร่วมมือทางด้านวิศวกรรม แต่เป็นการรวบรวมวิสัยทัศน์ของการขับเคลื่อนที่ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอน ด้วยการจับคู่ตัวนำยิ่งยวดกับศักยภาพของไฮโดรเจนในฐานะแหล่งพลังงานสะอาด สู่ความร่วมมือที่กำลังจะกำหนดอนาคตที่เครื่องบินจะบินได้ไกลขึ้น สะอาดขึ้น และชาญฉลาดยิ่งขึ้น</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/toyota-x-airbus/">โตชิบา คอร์ปอเรชั่น จับมือแอร์บัส ชูมอเตอร์ตัวนำยิ่งยวดใช้พลังงานไฮโดรเจน ขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมการบินโลกที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“Dow ผนึก MMP” โชว์ความสำเร็จตลาดฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ จาก PCR ป้อนธุรกิจโลจิสติกส์ของโคปแลนด์</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/dow-x-mmp-pcr/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Nov 2025 04:49:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Dow]]></category>
		<category><![CDATA[MMP]]></category>
		<category><![CDATA[PCR]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิล์มยืดรัดสินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รีโวลูป]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปลดปล่อยคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เม็ดพลาสติกรีไซเคิล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41820</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : Dow จับมือ MMP ผลิตฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ ป้อนโคปแลนด์ ซึ่ง ประกาศใช้ฟิล์มยืดรัดสินค้า ผลิตจากพลาสติกใช้แล้วถึง 30% ด้วยเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเทคโนโลยีใหม่ “รีโวลูป” ผลิตด้วยกระบวนการรีไซเคิลเชิงกล ของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก สู่เป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการผลิตเม็ดพลาสติก LLDPE ทั่วโลกถึง 52.5%* วิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dow-x-mmp-pcr/">“Dow ผนึก MMP” โชว์ความสำเร็จตลาดฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ จาก PCR ป้อนธุรกิจโลจิสติกส์ของโคปแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : <strong>Dow จับมือ MMP ผลิตฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ ป้อนโคปแลนด์ ซึ่ง ประกาศใช้ฟิล์มยืดรัดสินค้า ผลิตจากพลาสติกใช้แล้วถึง 30% ด้วยเม็ดพลาสติกรีไซเคิลเทคโนโลยีใหม่ “รีโวลูป” ผลิตด้วยกระบวนการรีไซเคิลเชิงกล ของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก สู่เป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการผลิตเม็ดพลาสติก LLDPE ทั่วโลกถึง 52.5%*</strong></p>
<p><span id="more-41820"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41824" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-03.jpg" alt="วิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน" width="400" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-03.jpg 400w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-03-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-03-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-03-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>วิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน</strong></span> <strong>ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย</strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก เปิดเผยว่า Dow ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลก ที่จะนำฟิล์มยืดรัดสินค้า ที่มีส่วนผสมจากพลาสติกใช้แล้วถึง 30% โดยร่วมกับ บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด MMP ผู้ผลิตฟิล์มยืดอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่นำเม็ดพลาสติกรีไซเคิล หรือ PCR จาก Dow ในกระบวนการรีไซเคิลเชิงกล ซึ่งมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการผลิตเม็ดพลาสติก LLDPE ทั่วโลกถึง 52.5%* จัดจำหน่ายให้กับ บริษัท โคปแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการลดการปลดปล่อยคาร์บอน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41823" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-02.jpg" alt="เม็ดพลาสติก REVOLOOP" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดจากโคปแลนด์ มุ่งมั่นในการแสวงหาโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับงานบรรจุภัณฑ์และกระบวนการขนส่งในประเทศไทย โดย Dow ได้นำเสนอเรซิน PCR ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Global Recycle Standard หรือ GRS และร่วมมือกับ MMP ในการผลิตฟิล์มที่ผ่านการทดสอบภาคสนามหลายครั้ง จนมั่นใจในมาตรฐาน และประสิทธิภาพการใช้งาน จากความสำเร็จนี้โคปแลนด์จึงนำฟิล์มดังกล่าวมาใช้เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41822" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-01.jpg" alt="ฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ จาก PCR" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-01-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-01-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-01-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยี เม็ดพลาสติกรีไซเคิล มาสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ นับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะสนับสนุนลูกค้าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เม็ดพลาสติก REVOLOOP™ ของเราได้รับการรับรองจาก GRS ทั้งในด้านคุณภาพและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม” <strong>วิชาญ</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41825" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-04.jpg" alt="ไมเคิล โตห์" width="400" height="487" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-04.jpg 400w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-04-246x300.jpg 246w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-04-150x183.jpg 150w" sizes="(max-width: 400px) 100vw, 400px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>ไมเคิล โตห์</strong></span> <strong>ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท โคปแลนด์</strong> กล่าวว่า โคปแลนด์ให้ความสำคัญกับการนำโซลูชันมาใช้ในธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการพัฒนาธุรกิจครั้งสำคัญในการนำวัสดุที่ยั่งยืนมาใช้ในระบบโลจิสติกส์ของเรา เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>กมลชนก จงเสถียร</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong> กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตฟิล์มยืดชั้นนำของไทย MMP ภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ Dow และ Copeland ในการพัฒนาฟิล์มที่มีส่วนผสมของเรซินรีไซเคิลถึง 30% โดยยังคงคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและความใสไว้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41828" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-05.jpg" alt="ฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-05-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/dow-x-mmp_pcr-05-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<hr />
<p>*Product carbon footprint study of REVOLOOPTM XUS60933.01 Cradle-to-gate, IPCC2021, GWP 1.18 kgCO¬2e, in compliant with ISO14067:2018, 3rd party verification by Bureau Veritas.</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/dow-x-mmp-pcr/">“Dow ผนึก MMP” โชว์ความสำเร็จตลาดฟิล์มยืดรัดสินค้าคาร์บอนต่ำ จาก PCR ป้อนธุรกิจโลจิสติกส์ของโคปแลนด์</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นาโนเทคเปลี่ยนของเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็น “ไบโอชาร์” นวัตกรรมวัสดุคาร์บอนหมุนเวียน ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/biochar/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Nov 2025 01:58:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Biochar]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมวัสดุคาร์บอนหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทค]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอชาร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41705</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ  เดินหน้าวิจัยและพัฒนา “ไบโอชาร์” (Biochar) วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ดร. ภญ.&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/biochar/">นาโนเทคเปลี่ยนของเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็น “ไบโอชาร์” นวัตกรรมวัสดุคาร์บอนหมุนเวียน ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ</strong>  เดินหน้าวิจัยและพัฒนา<strong> “ไบโอชาร์” (Biochar)</strong> วัสดุคาร์บอนจากชีวมวล นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตร ให้กลายเป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนสารพัดประโยชน์ สร้างทีมพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ออกแบบ “ระบบปฏิกรณ์เชิงความร้อน” กำลังการผลิตไบโอชาร์ 300 กก. ต่อชีวมวล 1 ตัน นำร่องจับมือพันธมิตรด้านพลังงาน ทดสอบใช้งานระดับกึ่งอุตสาหกรรม หวังเป็นแหล่งพลังงานชีวภาพ ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์หลากหลายทั้งด้านพลังงาน ภาคเกษตร การบำบัดน้ำ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงาน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<p><span id="more-41705"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41707" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02.jpg" alt="ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย</span> ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)</strong> กล่าวว่า นาโนเทค มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4 Strategic Focus (SF) ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, ชุดตรวจสุขภาวะ, น้ำและสิ่งแวดล้อม และ เกษตรและอาหาร ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ไทยเผชิญปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรมาเป็นเวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลทุกปี นาโนเทคจึงบูรณาการนาโนเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์วัสดุ และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แปลงวิกฤติสิ่งแวดล้อมนี้ให้เป็นโอกาสของการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
<p>“ทีมวิจัยนาโนเทคได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนของเหลือจากภาคเกษตรให้กลายเป็น ไบโอชาร์ (Biochar) โครงการนี้สะท้อนการขับเคลื่อนตามพันธกิจหลักของ สวทช. สู่ความยั่งยืน คือ การทำวิจัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสังคม และดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เป็นตัวอย่างของการใช้ “วิทยาศาสตร์อย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน”<strong> ผู้อำนวยการนาโนเทค </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41708" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-03.jpg" alt="ดร.สัญชัย คูบูรณ์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ด้าน<strong><span style="color: #6cb742;">ดร.สัญชัย คูบูรณ์</span> จากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ (NCAS) นาโนเทค  </strong> กล่าวว่า ไบโอชาร์ (Biochar) เป็นวัสดุคาร์บอนหมุนเวียนจากชีวมวล ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน สร้างสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งไบโอชาร์ในมุมของการวิจัยและพัฒนานั้น จะมีความแตกต่างจากการเผาถ่านชีวมวลทั่วไป ในแง่ของการควบคุมกระบวนการ ความร้อน และระยะเวลา เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และสมบัติเหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทที่มีความต้องการต่างกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41709" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-04.jpg" alt="ระบบปฏิกรณ์ผลิตไบโอชาร์จากของเหลือทางการเกษตร" width="562" height="750" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-04.jpg 562w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-04-225x300.jpg 225w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-04-150x200.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/biochar-04-375x500.jpg 375w" sizes="(max-width: 562px) 100vw, 562px" /></p>
<p><strong>ระบบปฏิกรณ์ผลิตไบโอชาร์จากของเหลือทางการเกษตร</strong> เป็นเตาเผาชีวมวลที่ออกแบบกระบวนการเฉพาะด้วยเทคโนโลยี Dry Torrefaction (การเผาแห้งอุณหภูมิต่ำ) และ Pyrolysis (การเผาแบบไร้อากาศ) ที่นาโนเทคพัฒนาขึ้นโดยการผสานองค์ความรู้ด้านเคมีชีวภาพ  และการออกแบบเชิงวิศวกรรมขนาดใหญ่ ทำให้นวัตกรรมนี้มีความแตกต่างจากระบบเผาชีวมวลแบบเดิม โดยกระบวนการนี้ควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 300-600 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำ เพื่อผลลัพธ์เป็นไบโอชาร์ ที่มีค่าความชื้นต่ำ องค์ประกอบคาร์บอนสูง และที่ให้ค่าความร้อนสูง หรือสามารถออกแบบให้ได้ไบโอชาร์ (Biochar) ที่มีโครงสร้างระดับนาโน ที่พร้อมสำหรับต่อยอดโดยใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ได้วัสดุคาร์บอนที่เหมาะสำหรับการปรับปรุงดิน การบำบัดน้ำ วัสดุก่อสร้างสีเขียว หรือการดักจับคาร์บอน และอื่น ๆ</p>
<p>“ปัจจุบัน เราพัฒนาต้นแบบระบบปฏิกรณ์ผลิตถ่านชีวภาพและไบโอชาร์จากวัสดุชีวมวลเหลือทิ้งที่สามารถผลิตไบโอชาร์ได้ 300 กิโลกรัมต่อชีวมวล 1 ตัน จากความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างโรงไฟฟ้า โดยที่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าความชื้น ค่าความร้อน ระยะเวลาการเผาที่เหมาะสมกับชนิดของชีวมวลนั้นๆ สู่ไบโอชาร์ที่มีสมบัติด้านพลังงานสูงในระดับที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ก้าวข้ามข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกด้วย”<strong> ดร. สัญชัย </strong>กล่าว</p>
<p>สำหรับไบโอชาร์ที่ได้สามารถนำไปต่อยอดในมุมของแหล่งพลังงาน มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอุตสาหกรรมด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อนาคตจะถูกจำกัดการใช้ถ่านหิน โดย ดร.สัญชัยชี้ว่า แม้ปัจจุบัน ต้นทุนของไบโอชาร์ยังคงสูงอยู่ แต่แนวโน้มของ Carbon Tax ที่จะสูงขึ้น และความต้องการ Carbon Credit ที่มากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มต้นทุนการผลิตไบโอชาร์ที่ลดลง จะขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานไบโอชาร์ในการวิจัยและพัฒนาอย่างแพร่หลาย อาทิ ทีมวิจัยนาโนเทคที่นำไบโอชาร์ไปใช้ในด้าน ”การเกษตร&#8221; อย่างสารปรับปรุงดิน ช่วยกักเก็บสารคีเลตจุลธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งธาตุหลักและธาตุรองเสริม ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการพัฒนาไบโอชาร์เป็นตัวช่วยดักจับคาร์บอน หรือตัวกรองเพื่อการบำบัดน้ำ นอกจากนี้ ในด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างยังนำไบโอชาร์ไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสีเขียว ทดแทนการใช้วัสดุอื่น โดยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังคงสมบัติของวัสดุก่อสร้างนั้น ๆ</p>
<p><strong>ไบโอชาร์จะเป็นกลไกของ “ห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจสีเขียว” ให้ประเทศไทย โดยเชื่อมโยงเกษตรกร อุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกัน ขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/biochar/">นาโนเทคเปลี่ยนของเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็น “ไบโอชาร์” นวัตกรรมวัสดุคาร์บอนหมุนเวียน ทางเลือกใหม่สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย มจธ.ค้นพบวิธีสกัดกั้น “สารปนเปื้อนอุบัติใหม่” ในระบบผลิตน้ำประปา ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/kmutt-ppcps/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Oct 2025 08:45:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[PPCPs]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[นระบบผลิตน้ำประปา]]></category>
		<category><![CDATA[พระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สารปนเปื้อนอุบัติใหม่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41557</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ค้นพบวิธีแก้ปัญหา “สารปนเปื้อนอุบัติใหม่” ในกลุ่มยากับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Pharmaceuticals and Personal Care Products: PPCPs) ที่หลุดรอดจากระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไปและไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนย้อนกลับเข้าระบบผลิตน้ำประปาแม้จะมีระดับเข้มข้นต่ำมาก แต่มี “ผลกระทบแบบเรื้อรัง (Chronic Effect)” ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ และอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในระยะยาว ปัจจุบัน สารเคมีจาก เวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Pharmaceuticals and Personal Care Products: PPCPs) เช่น สารออกฤทธิ์จากยารักษาโรค,&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/kmutt-ppcps/">นักวิจัย มจธ.ค้นพบวิธีสกัดกั้น “สารปนเปื้อนอุบัติใหม่” ในระบบผลิตน้ำประปา ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ค้นพบวิธีแก้ปัญหา “สารปนเปื้อนอุบัติใหม่” ในกลุ่มยากับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Pharmaceuticals and Personal Care Products: PPCPs) ที่หลุดรอดจากระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไปและไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนย้อนกลับเข้าระบบผลิตน้ำประปาแม้จะมีระดับเข้มข้นต่ำมาก แต่มี “ผลกระทบแบบเรื้อรัง (Chronic Effect)” ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ และอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในระยะยาว</strong></p>
<p><span id="more-41557"></span></p>
<p>ปัจจุบัน สารเคมีจาก <strong>เวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (Pharmaceuticals and Personal Care Products: PPCPs)</strong> เช่น สารออกฤทธิ์จากยารักษาโรค, แชมพู, สบู่, เครื่องสำอาง, และผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิว ได้กลายเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ สารเหล่านี้เมื่อถูกชะล้างหรือขับออกจากร่างกาย จะเข้าสู่ระบบรวบรวมน้ำเสียและไหลรวมสู่โรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งแม้จะผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสียตามมาตรฐาน แต่สารในกลุ่ม PPCPs ยังคงสามารถตกค้างและปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ ในที่สุดก็จะย้อนเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปาที่คนไทยใช้ดื่มกินกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41559" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-02.jpg" alt="ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ รัตนกุล" width="750" height="537" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-02-300x215.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-02-150x107.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-02-500x358.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ รัตนกุล</strong></span> <strong>อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) </strong>ชี้ให้เห็นว่า <strong>สารจากกลุ่มยาและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (PPCPs)</strong> กำลังกลายเป็นปัญหาที่มองไม่เห็น แม้เราจะส่งน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียแล้ว แต่สารเหล่านี้จำนวนมากกลับ “หลุดรอด” ออกมาได้ เพราะ<strong>มีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน</strong>จนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดย่อยสลายไม่ได้</p>
<p>“หลักฐานจากต่างประเทศเริ่มพบผลกระทบในสิ่งมีชีวิตน้ำจืดที่ได้รับสารพวกนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและความผิดปกติของอวัยวะ แม้ข้อมูลทางการแพทย์ในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าเราต้องเร่งหาคำตอบ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ห่วงโซ่อาหารและระบบผลิตน้ำดื่มพึ่งพิงแหล่งน้ำธรรมชาติ” <strong>ผศ. ดร.สุรพงษ์</strong> กล่าว</p>
<p>จากการทำวิจัยพบช่องว่างสำคัญว่า มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของไทยยังไม่มีเกณฑ์เฝ้าระวังสารกลุ่ม PPCPs และ วิธีการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ จึงต้องแก้ปัญหาทั้งสองด้านควบคู่กันคือ <strong>ยกระดับเทคโนโลยีบำบัดน้ำดื่มและพัฒนาวิธีการตรวจวัดที่แม่นยำ</strong> โดยทีมวิจัยทดลองแนวทางที่สามารถ “ต่อยอดจากของที่มี” โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด ผ่านการผสานแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เข้ากับสารคลอรีนเพื่อสร้างอนุมูลอิสระทำลายโครงสร้างสารกลุ่ม PPCPs อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการออกซิเดชั่นขั้นสูง (AOPs) ที่ต่างประเทศเริ่มใช้แพร่หลาย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41560" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-03.jpg" alt="ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ รัตนกุล" width="750" height="477" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-03-300x191.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-03-150x95.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-03-500x318.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>ผศ.ดร.สุรพงษ์</strong> กล่าวว่า จากผลวิจัยเบื้องต้นชี้ว่าหากใช้ UV และคลอรีนแยกกัน การลดปริมาณสารกลุ่ม PPCPs ทำได้จำกัด แต่เมื่อใช้ร่วมกันประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน และยังมีแนวโน้มช่วยลดการเกิดสารพลอยได้ (by-products) ที่อาจเป็นอันตรายได้อีกด้วย ขณะเดียวกันทีมยังวางเป้าหมายในอนาคตที่จะปรับความยาวคลื่น UV ให้ตรงกับการดูดกลืนของสารเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างอนุมูลอิสระและยกระดับประสิทธิภาพการบำบัดน้ำดื่มต่อไป</p>
<p>การจะยืนยันว่า สารปนเปื้อน <strong><em>“</em>ลดลงอย่างชัดเจน”</strong> ได้นั้น ต้องพิสูจน์ด้วยการวัดที่แม่นยำในระดับความเข้มข้นต่ำมาก ทีมวิจัยจึงพัฒนาวิธีวิเคราะห์ด้วยเครื่อง High Performance Liquid Chromatography (HPLC) โดยการพัฒนาและปรับแต่งวิธีการวิเคราะห์ทางเคมี พร้อมกันนั้นทีมยังพัฒนาวิธีทดสอบ <strong>“ความเป็นพิษโดยรวม”</strong> ก่อนและหลังการบำบัด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่สารหนึ่งหายไปแต่กลับได้อีกสารหนึ่งที่อันตรายกว่าเดิมมาแทน การมองทั้งมุมเคมีและชีวภาพควบคู่กันเช่นนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าความปลอดภัยที่เห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือ “ความปลอดภัยที่แท้จริง”</p>
<p>ในแนวทางสู่การใช้งานจริง อุปสรรคสำคัญคือ <strong>การไหลและการออกแบบปฏิกรณ์</strong> เมื่อน้ำไหลผ่านหลอด UV จริง จะเกิดความปั่นป่วน (Turbulence) และการกระจายตัวของแสง UV ที่ไม่เหมือนการทดลองในห้องปฏิบัติการ ทีมจึงวางแผน “อัปสเกล” ไปสู่ระบบจำลองที่ใกล้เคียงโรงงานมากขึ้น เพื่อหาค่าการออกแบบที่เหมาะสมกับลักษณะสมบัติของน้ำในประเทศไทย (เช่น ความขุ่น อุณหภูมิ สารอินทรีย์ละลายน้ำ)</p>
<p>อีกเส้นทางหนึ่งในอนาคตคือ <strong>การสำรวจความยาวคลื่นของหลอด UV ชนิดใหม่</strong> ที่เลือกช่วงคลื่นได้ละเอียดขึ้น เพื่อเร่งให้สารตั้งต้นถูกย่อยสลายจากการดูดซับพลังงานแสงและเพื่อเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระที่เหมาะกับสารเป้าหมายมากกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41561" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-04.jpg" alt="ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรพงษ์ รัตนกุล" width="750" height="513" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-04-300x205.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-04-150x103.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/10/kmutt-ppcps-04-500x342.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>แล้วสังคมควรทำอะไรตอนนี้  <strong>ผศ.ดร.สุรพงษ์</strong> มองว่า สำหรับประชาชน <strong>จุดเริ่มต้นคือการรู้จักคำว่า PPCPs ไม่ใช่เพื่อให้ตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ตระหนัก</strong> ว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลอย่างพอดี การทิ้งยาหมดอายุอย่างถูกวิธี และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำสะอาด ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน ส่วนภาคเอกชนอย่างผู้ผลิตน้ำดื่ม อาจเป็นกลุ่มที่ทดลองนำร่องได้เร็ว พิสูจน์ความเป็นไปได้ก่อนขยายผลในวงกว้าง ขณะที่หน่วยงานประปาและท้องถิ่นก็ควรขึ้นมาตั้งคำถามและร่วมทดลองเชิงเทคนิค เพื่อปรับมาตรฐานการจัดการน้ำให้ก้าวทันสารปนเปื้อนอุบัติใหม่”</p>
<p>“เป้าหมายของงานวิจัยนี้ไม่ใช่การทำให้สังคมหวาดกลัวน้ำดื่มและประปา แต่ต้องการให้สังคมรู้ว่าปัจจุบันมีสารปนเปื้อนชนิดใหม่ที่ก้าวหน้าเร็วกว่ามาตรฐานแบบเดิมมากเพียงใด “PPCPs สอนให้พวกเรายอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า <strong>ความปลอดภัยของน้ำไม่ได้จบลงที่ “ใส” และ “ไม่มีกลิ่น” เหมือนที่เคยเชื่อมาตลอดแล้ว </strong>แต่ต้องปลอดภัยจากสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา ซึ่งการแก้ไขต้องการทั้งวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ เครื่องมือที่ละเอียดอ่อนและเชื่อถือได้ เพื่อให้ทุกครั้งที่เรายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เราจะมั่นใจได้ว่า น้ำที่ดื่มนั้น ปลอดภัยจริงๆ”<strong> ผศ.ดร.สุรพงษ์ </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/kmutt-ppcps/">นักวิจัย มจธ.ค้นพบวิธีสกัดกั้น “สารปนเปื้อนอุบัติใหม่” ในระบบผลิตน้ำประปา ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Sep 2025 09:58:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[SCG]]></category>
		<category><![CDATA[Whirling Wave Pagoda]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[เจดีย์เกลียวคลื่น]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40960</guid>

					<description><![CDATA[<p>แนวปะการังคือหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของท้องทะเล แม้จะครอบคลุมพื้นที่เพียงราว 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด หรือประมาณ 400,000 ตารางกิโลเมตรทั่วโลก แต่กลับเป็นบ้านและแหล่งพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทางทะเลมากถึง 25–40% ของชนิดพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือที่หลบภัย หลายคนคงทราบดีว่า ปัจจุบันแนวปะการังกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดการฟอกขาวรุนแรงในปี 2567 ไปจนถึงแรงกดดันจากการท่องเที่ยวและมลพิษทางทะเล ส่งผลให้การฟื้นฟูตามธรรมชาติไม่ทันต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแนวปะการังจึงเป็นมาตรการเร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลยังคงความสมบูรณ์ต่อไป สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังเพียง 300 กว่าตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นพื้นที่ไม่มาก แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเล ปะการังมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ภายใต้แรงกดดันจาก Climate Change ที่ทวีความรุนแรง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/">SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แนวปะการังคือหนึ่งในระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของท้องทะเล แม้จะครอบคลุมพื้นที่เพียงราว 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด หรือประมาณ 400,000 ตารางกิโลเมตรทั่วโลก แต่กลับเป็นบ้านและแหล่งพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทางทะเลมากถึง 25–40% ของชนิดพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือที่หลบภัย</strong></p>
<p><span id="more-40960"></span></p>
<p>หลายคนคงทราบดีว่า ปัจจุบันแนวปะการังกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดการฟอกขาวรุนแรงในปี 2567 ไปจนถึงแรงกดดันจากการท่องเที่ยวและมลพิษทางทะเล ส่งผลให้การฟื้นฟูตามธรรมชาติไม่ทันต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแนวปะการังจึงเป็นมาตรการเร่งด่วนและจำเป็น เพื่อให้ระบบนิเวศทางทะเลยังคงความสมบูรณ์ต่อไป</p>
<p>สำหรับประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังเพียง 300 กว่าตารางกิโลเมตร แม้จะเป็นพื้นที่ไม่มาก แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเล ปะการังมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่ภายใต้แรงกดดันจาก Climate Change ที่ทวีความรุนแรง และอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 1.2 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้น ซึ่งการพึ่งพากระบวนการฟื้นตัวเองเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่หากมีการเข้าไปช่วยเสริมการฟื้นฟู โอกาสในการรอดและกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ก็จะมากขึ้น</p>
<p><strong>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง </strong><strong>(ทช.)</strong> จึงร่วมกับ <strong>SCG</strong> นำเสนอผลงาน <strong>“</strong><strong>Whirling Wave Pagoda” </strong>หรือ<strong>เจดีย์เกลียวคลื่น</strong> ซึ่งเป็นไอเดียรางวัลชนะเลิศจาก <strong>โครงการ </strong><strong>ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 มาต่อยอดพัฒนาเป็นวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังจริง ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing </strong>จาก SCG ที่ออกแบบให้มีพื้นที่ผิวมากขึ้น รองรับการเกาะตัวของปะการังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีค่า pH ใกล้เคียงกับน้ำทะเล เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้เตรียมนำร่องจัดวางต้นแบบในพื้นที่เป้าหมายตามแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยในปี 2569 เพื่อเร่งฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างสมดุลให้กับท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40962" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01.jpg" alt="อุกกฤต สตภูมินทร์" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อุกกฤต สตภูมินทร์</span> รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  </strong>เปิดเผยว่า โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของชาติ ท่ามกลางวิกฤตการฟอกขาวของปะการังที่รุนแรงสูงถึง 60–80% และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบอนุรักษ์ที่ปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องเร่งดำเนินการ ก่อนที่ความสวยงามและความหลากหลายทางชีวภาพของแนวปะการังไทยจะสูญหายไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40963" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02.jpg" alt="Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>หนึ่งในไอเดียที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและกำลังจะถูกต่อยอดสู่ต้นแบบจริง คือ <strong>“</strong><strong>Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น”</strong> ผลงานจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี 3D Printing จาก SCG สร้างโครงสร้างทรงเกลียวโค้งเพื่อควบคุมทิศทางกระแสน้ำใต้ทะเล ลดการสะสมตะกอน เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส และเอื้อต่อการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการนำวัสดุเหลือใช้จากเปลือกหอยของชาวประมงมาผสมในปูนมอร์ตาร์ เพื่อเสริมสารเหนี่ยวนำที่ช่วยให้ตัวอ่อนปะการังเกาะได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการผสมผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกัน</p>
<p><strong>“</strong>จุดเด่นของโครงการนี้คือการมองไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่เพียงสร้างแนวปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังต่อยอดเป็น พื้นที่อนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่ช่วยขยายขอบเขตการดำน้ำ เพิ่มคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน แม้การฟื้นฟูแนวปะการังโดยปกติจะใช้เวลา 10–20 ปีกว่าจะเห็นผล แต่การใช้ 3D Printing จะช่วยเร่งความคืบหน้า และสามารถปรับรูปแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งในด้านความลึก ความแรงและทิศทางกระแสน้ำ หรืออุณหภูมิทะเล” <strong>อุกฤต กล่าว</strong></p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในอนาคต โดยโครงสร้างสามารถรื้อถอนได้หากไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ดังนั้น โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างแนวปะการังเทียม แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม” ที่หลอมรวมความร่วมมือจากรัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ท้องทะเลไทย และสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40964" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03.jpg" alt="เฉลิมวุฒิ สงวนญาติ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เฉลิมวุฒิ สงวนญาติ</span> </strong><strong>Concrete and Construction Technology Director แห่งหน่วยงาน Innovation and Technology ธุรกิจ SCG Cement and Green Solutions</strong> กล่าวว่า ที่ผ่านมา SCG ได้นำเทคโนโลยี 3D Printing และวัสดุปูนมอร์ตาร์สูตรพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีค่า pH ใกล้เคียงน้ำทะเล มาผลิตเป็นวัสดุฐานลงเกาะสำหรับปะการัง ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในหลายพื้นที่ เช่น เกาะไม้ท่อน เกาะราชาใหญ่ เกาะสาก และเกาะแสมสาร เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสามารถยึดเกาะและเติบโตได้ดี งานวิจัยชี้ว่า พื้นที่ผิวของโครงสร้างที่สร้างด้วย 3D Printing มีมากกว่าการหล่อคอนกรีตแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ตัวอ่อนปะการังจะลงเกาะและฟื้นฟูแนวปะการังได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40965" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04.jpg" alt="Whirling Wave Pagoda – เจดีย์เกลียวคลื่น" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/SCG-3D-Printing-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>โครงการนำร่อง “Whirling Wave Pagoda” หรือเจดีย์เกลียวคลื่น จะถูกนำมาจัดวางเป็นฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการังจริง โดยมีแผนระยะสั้นเริ่มต้นในปี 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 14 ไร่ ใน 7 จังหวัดชายฝั่งทะเลไทย พร้อมความร่วมมือจากนักวิชาการของ ทช. เพื่อศึกษาวิจัยและติดตามผลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประสิทธิภาพการลงเกาะ การเจริญเติบโต ความหลากหลายของปะการัง ไปจนถึงระบบนิเวศโดยรอบ หากผลการประเมินเป็นไปตามเป้าหมาย จะมีการขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงเชื่อมโยงกับ การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์</p>
<p>“สำหรับแผนระยะยาวนั้น จะนำเสนอตัวอย่างผลงานและผลการดำเนินงาน สำหรับเป็นแนวทางไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างองค์ความรู้และต่อยอดจากแผนงานของไทย ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลต่อไปได้” <strong>เฉลิมวุฒิ </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scg-3d-printing-whirling-wave-pagoda/">SCG ส่ง นวัตกรรม 3D Printing “เจดีย์เกลียวคลื่น” นำร่อง 14 ไร่ ใน 7 จังหวัด รับมือวิกฤตปะการังฟอกขาวภายในปี’69</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วว.จับมือ วช. ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tistr-x-nrct/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Sep 2025 08:06:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหา PM2.5]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40739</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อม “ฝุ่น PM2.5” ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญรวมทั้งประเทศไทย ได้นำไปสู่การดำเนินงานของทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสุขอนามัย การดำเนินชีวิต ตลอดจนการประกอบอาชีพให้ปลอดภัย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) และศูนย์เชี่ยวชาญหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัย โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พัฒนา “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” โดยเป็นโครงการวิจัยที่มุ่งเน้นการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรและมุ่งเป้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและสร้างอาชีพผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบแอปพลิเคชันรวบรวมวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรภายในจังหวัดทางภาคเหนือให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรที่ต้องการกำจัดผนวกกับภาคเอกชนที่มีความต้องการใช้งาน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tistr-x-nrct/">วว.จับมือ วช. ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อม “ฝุ่น PM2.5” ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญรวมทั้งประเทศไทย ได้นำไปสู่การดำเนินงานของทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสุขอนามัย การดำเนินชีวิต ตลอดจนการประกอบอาชีพให้ปลอดภัย</strong></p>
<p><span id="more-40739"></span></p>
<p><strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  </strong>โดย  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) และศูนย์เชี่ยวชาญหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.) <strong>สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)</strong> ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัย โดย <strong>สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</strong> ได้พัฒนา <strong>“โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” </strong>โดยเป็นโครงการวิจัยที่มุ่งเน้นการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยนำนวัตกรรมพร้อมใช้มาช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรและมุ่งเป้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและสร้างอาชีพผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40741" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02.jpg" alt="โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน" width="840" height="472" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02.jpg 840w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-02-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></p>
<p>โครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบแอปพลิเคชันรวบรวมวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรภายในจังหวัดทางภาคเหนือให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างเกษตรกรที่ต้องการกำจัดผนวกกับภาคเอกชนที่มีความต้องการใช้งาน และพัฒนานวัตกรรมจากของเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า <strong> </strong>ซึ่งเป็นการลดการเผาพื้นที่ทางการเกษตรกลางแจ้ง  แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งซึ่งเกิดจากไฟป่าและการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ทางการเกษตรหรือพื้นที่ป่า โดยปัญหา PM2.5 ที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจ แม้จะมีกฎหมายและมาตรการห้ามเผา แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงและขาดกลไกการจัดการวัสดุเหลือทิ้งอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</p>
<p>การดำเนินงานของ วว. ภายใต้โครงการใช้แนวทางแบบบูรณาการ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนในพื้นที่ ๆ  โดย วว. ถ่ายทอดนวัตกรรมพร้อมใช้ เพื่อให้เกิดการสร้างแรงจูงใจให้เกิดรายได้และการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและลดการเกิดผลกระทบในวงกว้าง มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>
<p>โดยมีแนวทางหลักในการดำเนินงาน เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบการรวบรวมของเหลือทิ้ง เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานของเกษตรกร โดยใช้แอปพลิเคชันเชื่อมต่อกับความต้องการภาคเอกชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่าง ๆ ที่มุ่งส่งเสริมอาชีพเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร และปรับพฤติกรรมให้เกิดการรวบรวมวัตถุดิบจากของเหลือทิ้งภาคการเกษตร มาใช้เป็นวัตถุดิบเริ่มต้นในการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่าง ๆ นำไปสู่การสร้างรายได้ ลดการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร  เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้และประโยชน์ในพื้นที่ต้นแบบ อาทิเช่น</p>
<p><strong>การผลิตกระถางจากของเหลือทิ้งทางการเกษตร </strong>ได้แก่  ใยมะพร้าว  แกลบ  เปลือกข้าวโพด  ฟางข้าว  หญ้าเนเปีย  เยื่อกล้วย ชานอ้อย  ผักตบชวา และไผ่  เป็นต้น  โดยนำมาวิจัยและพัฒนาขึ้นรูปเป็นกระถางเพาะชำที่สามารถย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  โดยผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรงและทนทาน  มีความยืดหยุ่นที่ดี เพื่อให้รากสามารถชอนไชออกจากก้นกระถางและด้านข้างของกระถางได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำ และระบายความร้อนได้ดี ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40742" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-03.jpg" alt="ภาชนะรักษ์โลก" width="750" height="562" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-03-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong>ภาชนะรักษ์โลก  </strong>ผลิตจากเยื่อธรรมชาติที่ได้จากสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตรจากกล้วย  สำหรับใช้เป็นภาชนะทดแทนภาชนะประเภทโฟม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40743" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-04.jpg" alt="ถ่านไบโอชาร์" width="420" height="302" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-04.jpg 420w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-04-300x216.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-04-150x108.jpg 150w" sizes="(max-width: 420px) 100vw, 420px" /></p>
<p><strong>ถ่านไบโอชาร์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  </strong>ผลิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร มีประสิทธิภาพเผาไหม้ต่อเนื่องและสมบูรณ์ ให้ความร้อนสูงและเกิดการสูญเสียต่ำ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40744" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-05.gif" alt="บล็อกประสานจากไบโอชาร์" width="420" height="306" /></p>
<p><strong>บล็อกประสานจากไบโอชาร์  </strong>วัสดุก่อสร้างที่ผลิตจากไบโอซาร์ (ถ่านชีวภาพ) เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีความแข็งแรง  ช่วยในการลดโลกร้อน  เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความพรุนตัวสูง  ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนในเนื้อวัสดุ และยังช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งทางการเกษตร</p>
<p>นอกจากนี้ในการดำเนินโครงการยังพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของผู้ป่วยจากฝุ่นและมิติการลดปริมาณไอเสียจากการคมนาคมและอุตสาหกรรม ได้แก่</p>
<p><strong>นวัตกรรมวัสดุกรองอากาศ</strong> ซึ่งสามารถลดฝุ่นได้จากการนำไปใช้งานในด้านต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม หรือ การคมนาคม ประสิทธิภาพลด PM2.5 และ PM10 ได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 85-98 และสามารถใช้กับการลาดถนนยางมะตอยที่สามารถกำจัดได้ทั้งฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังสามารถลดก๊าซ CO, CO<sub>2</sub>, Sox และ PAH ได้</p>
<p>รวมถึงการพัฒนาวัสดุนวัตกรรมในมิติการลดการเผาและจัดการไฟป่าในพื้นที่ป่า ได้แก่</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40745" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/tistr-x-nrct-06.gif" alt="การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเจลหน่วงการติดไฟ" width="750" height="350" /></p>
<p><strong>การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเจลหน่วงการติดไฟ</strong>   ซึ่งเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม พัฒนาจากจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร มีประสิทธิภาพชะลอการลุกลามของไฟ   โดยใช้เป็นอุปกรณ์ดับไฟระยะสั้นสำหรับภาคพื้นดิน เพื่อสร้างแนวป้องกันไฟโดยการคายน้ำออกมาเมื่อสัมผัสความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิและยับยั้งการลุกลามของไฟป่า หรือใช้ในการป้องกันโครงสร้างอาคารและอุปกรณ์ปฏิบัติงาน</p>
<p>ความสำเร็จจากการดำเนิน <strong>“โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน”</strong>ดังกล่าว จะเป็นโมเดลเพื่อนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ  เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมสร้างความตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tistr-x-nrct/">วว.จับมือ วช. ขับเคลื่อนโครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง พบสารหนูละลายน้ำอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย-สามารถบำบัดก่อนนำไปอุปโภคและบริโภคได้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/slri-news-092025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 08:49:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Synchrotron-based TXRF]]></category>
		<category><![CDATA[การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดการปนเปื้อนของน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก]]></category>
		<category><![CDATA[บำบัดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน]]></category>
		<category><![CDATA[สารหนู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40671</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย พบระดับสารหนูชนิดที่ละลายในน้ำไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์เผยแนวโน้มว่าสามารถบำบัดการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้ นครราชสีมา – ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง 2 และหัวหน้าส่วนศึกษาโครงสร้างผลึก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้รับตัวอย่างน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเก็บมาจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยเก็บตัวอย่างตั้งแต่ช่วงสะพานพญาเม็งรายถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก พร้อมด้วยตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก 2 สาขา&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/slri-news-092025/">ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง พบสารหนูละลายน้ำอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย-สามารถบำบัดก่อนนำไปอุปโภคและบริโภคได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย พบระดับสารหนูชนิดที่ละลายในน้ำไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์เผยแนวโน้มว่าสามารถบำบัดการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้</strong></p>
<p><span id="more-40671"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40673" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-2.jpg" alt="ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์" width="617" height="411" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-2.jpg 617w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-2-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-2-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-2-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 617px) 100vw, 617px" /></p>
<p>นครราชสีมา – <span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์</strong></span> <strong>นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง 2 และหัวหน้าส่วนศึกษาโครงสร้างผลึก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน</strong> กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้รับตัวอย่างน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเก็บมาจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยเก็บตัวอย่างตั้งแต่ช่วงสะพานพญาเม็งรายถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก พร้อมด้วยตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก 2 สาขา คือ แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว และตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำโขง 2 บริเวณ คือ บริเวณแม่น้ำโขงก่อนแม่น้ำกกไหลมาบรรจบ และบริเวณแม่น้ำโขงหลังแม่น้ำกกไหลมาบรรจบแล้ว”</p>
<p>“ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาว่าตัวอย่างในแม่น้ำกกมีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเมื่อทางสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้รับโจทย์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จึงวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ปริมาณสารหนูที่เกินมาตรฐานนั้นเป็นสารหนูที่พบในองค์ประกอบใดของน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางการบำบัดน้ำต่อไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้แยกองค์ประกอบน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำใสซึ่งกรองเอาตะกอนออกแล้ว และส่วนที่เป็นตะกอนแขวนลอยในน้ำ แล้วใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์แบบสะท้อนกลับหมด (Total reflection XRF, TXRF) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ติดตั้ง ณ ระบบลำเลียงแสงที่ 7.2W เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงปริมาณ โดยสามารถวัดตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่ำได้ถึงระดับ 1 ppb หรือวัดตัวอย่างได้ละเอียดกว่าเทคนิค XRF โดยทั่วไปถึง 100 เท่า”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40674" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-3.jpg" alt="ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง พบสารหนูละลายน้ำอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย-สามารถบำบัดก่อนนำไปอุปโภคและบริโภคได้" width="617" height="411" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-3.jpg 617w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-3-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-3-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-3-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 617px) 100vw, 617px" /></p>
<p>“ผลจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำด้วยเทคนิค Synchrotron-based TXRF พบว่า สารละลายน้ำที่ได้จากการแยกตะกอนแขวนลอยออก มีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ ส่วนตะกอนแขวนลอยมีปริมาณสารหนูสูงกว่าเกณฑ์ แต่เมื่อวิเคราะห์ตะกอนแขวนลอยด้วยเทคนิค XAS พบว่า เป็นสารหนูชนิดอาร์เซเนต As(V) มากกว่า 95% ซึ่งเป็นสารหนูที่มีความเสถียรสูงกว่าและมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูชนิดอาร์เซไนต์ As (III) ที่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งกระบวนการบำบัดน้ำตามปกติจะสามารถแยกสารหนูชนิดอาร์เซเนตออกจากตะกอนแขวนลอยได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40675" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-4.jpg" alt="ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง พบสารหนูละลายน้ำอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย-สามารถบำบัดก่อนนำไปอุปโภคและบริโภคได้" width="617" height="411" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-4.jpg 617w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-4-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-4-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-4-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 617px) 100vw, 617px" /></p>
<p> “นอกจากนี้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ยังให้ทุนสนับสนุนแก่ สถาบันฯ ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการตรวจวิเคราะห์ดินตะกอนแม่น้ำกกพร้อมดินริมฝั่งแม่น้ำกกตลอดสายรวม 40 จุด พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูสูง แต่ส่วนใหญ่พบในรูปอาร์เซเนต (84%) ที่มีความเป็นพิษต่ำกว่า และพบการปนเปื้อนของอาร์เซไนต์ในบางตัวอย่าง คิดเป็นภาพรวมโดยเฉลี่ย 16%”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40677" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6.jpg" alt="แม่น้ำกก" width="800" height="311" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6-300x117.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6-768x299.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6-150x58.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/AS-6-500x194.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>“โดยสรุปผลจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงได้ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลได้บ้าง เนื่องจากสารหนูชนิดที่เป็นพิษสูงที่ละลายน้ำนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และสารหนูที่พบในตะกอนดินส่วนใหญ่เป็นชนิดที่มีความเสถียรสูง และสามารถแยกออกจากตะกอนดินได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางในการบำบัดการปนเปื้อนของน้ำในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ต่อไปในอนาคต” <strong>ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์</strong> กล่าวสรุป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/slri-news-092025/">ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง พบสารหนูละลายน้ำอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย-สามารถบำบัดก่อนนำไปอุปโภคและบริโภคได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นาโนเทค ผนึกกำลัง คพ. พัฒนา “นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า Chem Sense” แก้ปัญหาน้ำลุ่มน้ำกก ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/chem-sense/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/chem-sense/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Jul 2025 08:23:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Chem Sense]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[นาโนเทค]]></category>
		<category><![CDATA[ปนเปื้อนโลหะหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาน้ำลุ่มน้ำกก]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี Chem Sense]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40066</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากสถานการณ์แม่น้ำกกที่กำลังเผชิญกับความเสี่อมโทรมของคุณภาพน้ำ โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารหนูจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น ในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งสารปนเปื้อนดังกล่าวเข้าไปสะสมในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในลุ่มแม่น้ำกก ในจังหวัดเชียงราย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงลงนามความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) และคุณภาพน้ำ นำร่องใช้นวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ ร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้เข้าถึงประชาชน แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chem-sense/">นาโนเทค ผนึกกำลัง คพ. พัฒนา “นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า Chem Sense” แก้ปัญหาน้ำลุ่มน้ำกก ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จากสถานการณ์แม่น้ำกกที่กำลังเผชิญกับความเสี่อมโทรมของคุณภาพน้ำ โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารหนูจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น ในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งสารปนเปื้อนดังกล่าวเข้าไปสะสมในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในลุ่มแม่น้ำกก ในจังหวัดเชียงราย</strong></p>
<p><span id="more-40066"></span></p>
<p><strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ </strong><strong>(</strong><strong>สวทช</strong><strong>.)</strong> โดย<strong>ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ </strong><strong>(</strong><strong>นาโนเทค</strong><strong>) </strong>ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงลงนามความร่วมมือด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) กับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) และคุณภาพน้ำ นำร่องใช้นวัตกรรมตรวจวัดและพัฒนาคุณภาพน้ำ ร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลุ่มน้ำกก เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้เข้าถึงประชาชน แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40068" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-02.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ศาสตราจารย์ ดร</strong><strong>.</strong></span><strong><span style="color: #6cb742;">ชูกิจ ลิมปิจำนงค์</span> ผู้อำนวยการ สวทช</strong><strong>. </strong>กล่าวว่า สวทช. เป็นกลไกหลักของประเทศในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนความเข้มแข็งของระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ภายใต้แนวคิด “S&amp;T Implementation for Sustainable Thailand” หรือ “การพัฒนา วทน. เพื่อประเทศไทยยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำ และรักษาสิ่งแวดล้อม</p>
<p>“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เสริมพลังระหว่างหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่มากกว่าเดิม และขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง” <strong>ศ</strong><strong>.</strong><strong>ดร</strong><strong>.</strong><strong>ชูกิจ </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40069" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-03.jpg" alt="ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย</span> ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) </strong>กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวทช. โดยนาโนเทค ได้ร่วมกับกองจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) วางแนวทางพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านคุณภาพน้ำ ภายใต้แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2566–2567 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดให้มากกว่า 24,000 ครัวเรือนในปี 2568 และเตรียมขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมตรวจวัดและบำบัดน้ำไปใช้ในระดับชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40070" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-04.jpg" alt="นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า Chem Sense" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนักจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ สวทช. ได้ร่วมกับ สคพ. 1 เชียงใหม่ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู โดยใช้นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า “Chem Sense” ซึ่งสามารถวิเคราะห์และแสดงผลได้ทันทีในพื้นที่ โดยผลตรวจสอดคล้องกับการวิเคราะห์ด้วยวิธีมาตรฐานในห้องแล็บ ยืนยันประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการเป็นเครื่องมือคัดกรองเชิงรุกสำหรับการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำในลุ่มน้ำกกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” <strong>ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40071" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-05.jpg" alt="นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า Chem Sense" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-05.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/07/Chem-Sense-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>นอกจากนี้ เทคโนโลยี Chem Sense ยังอยู่ระหว่างการต่อยอดให้สามารถตรวจวัดสารปนเปื้อนอื่น ๆ และประยุกต์ใช้ในระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับนโยบาย และเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะในชุมชนที่เปราะบางต่อมลพิษ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
<p>เช่นเดียวกับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ (PM2.5) ก็เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ที่ สวทช. พร้อมจะทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นการใช้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้ขยายผลเพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chem-sense/">นาโนเทค ผนึกกำลัง คพ. พัฒนา “นวัตกรรมเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า Chem Sense” แก้ปัญหาน้ำลุ่มน้ำกก ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/chem-sense/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“บ้านปลามีชีวิต” ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นชีวิตประมงพื้นบ้าน ทะเลสาบสงขลา</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/home-fish/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/home-fish/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Jun 2025 06:11:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[ซั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปลา]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปลามีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ประมงชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์ชายฝั่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=39585</guid>

					<description><![CDATA[<p>“ซั้ง” ภูมิปัญญาชาวประมงที่เกิดจากการนำวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย เช่น กิ่งและลำต้นของไม้ชายเลนมากองหรือผูกและทิ้งไว้ในทะเล เพื่อล่อให้สัตว์ทะเลเข้ามาใช้เป็นแหล่งหากินและใช้หลบซ่อนตัว ก่อนจะใช้เครื่องมือประมงมาล้อมจับและนำขึ้นมาขาย แต่วันนี้ซั้งได้ถูกพัฒนามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชนประมงชายฝั่งหลายแห่ง ภายใต้ชื่อ “บ้านปลา” ปัจจุบันชุมชนชาวประมงในทะเลสาบสงขลา เริ่มมีการใช้ซั้งเพื่อเป็นบ้านปลาในพื้นที่เขตอนุรักษ์ห้ามจับสัตว์น้ำของชุมชน โดยส่วนใหญ่จะเป็น “ซั้งกอ” ที่เป็นการนำวัสดุ เช่น ลำไม้ไผ่ มากั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 4X4 เมตร และนำกิ่งไม้ที่หาใด้ในชุมชน เช่น ทางปาล์ม ทางมะพร้าว กิ่งเสม็ด กิ่งลำพู มาใส่หรือปักไว้ในคอก สำหรับใช้เป็นที่เกาะของสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของลูกปลาขนาดเล็ก ทำให้บ้านปลากลายเป็นแหล่งอาหารและที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ ช่วยปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/home-fish/">“บ้านปลามีชีวิต” ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นชีวิตประมงพื้นบ้าน ทะเลสาบสงขลา</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“<strong>ซั้ง</strong>” ภูมิปัญญาชาวประมงที่เกิดจากการนำวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย เช่น กิ่งและลำต้นของไม้ชายเลนมากองหรือผูกและทิ้งไว้ในทะเล เพื่อล่อให้สัตว์ทะเลเข้ามาใช้เป็นแหล่งหากินและใช้หลบซ่อนตัว ก่อนจะใช้เครื่องมือประมงมาล้อมจับและนำขึ้นมาขาย แต่วันนี้ซั้งได้ถูกพัฒนามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชนประมงชายฝั่งหลายแห่ง ภายใต้ชื่อ “<strong>บ้านปลา</strong>”</p>
<p><span id="more-39585"></span></p>
<p>ปัจจุบันชุมชนชาวประมงในทะเลสาบสงขลา เริ่มมีการใช้ซั้งเพื่อเป็นบ้านปลาในพื้นที่เขตอนุรักษ์ห้ามจับสัตว์น้ำของชุมชน โดยส่วนใหญ่จะเป็น “<strong>ซั้งกอ</strong>” ที่เป็นการนำวัสดุ เช่น ลำไม้ไผ่ มากั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 4X4 เมตร และนำกิ่งไม้ที่หาใด้ในชุมชน เช่น ทางปาล์ม ทางมะพร้าว กิ่งเสม็ด กิ่งลำพู มาใส่หรือปักไว้ในคอก สำหรับใช้เป็นที่เกาะของสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของลูกปลาขนาดเล็ก ทำให้บ้านปลากลายเป็นแหล่งอาหารและที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ ช่วยปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39589" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-04.jpg" alt="บ้านปลา" width="740" height="444" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-04-300x180.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-04-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-04-500x300.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“เมื่อเปรียบเทียบปริมาณสัตว์น้ำก่อนและหลังการทำบ้านปลาในทะเลสาบสงขลา เราพบว่า ก่อนทำบ้านปลาน้ำหนักของสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวอยู่ที่ 0.3 กิโลกรัม แต่เมื่อทำบ้านปลาให้สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งอาหารและแหล่งพักพิงไปแล้ว น้ำหนักสัตว์น้ำเพิ่มเป็น 0.72 กิโลกรัม หรือคิดเป็นปริมาณปลาที่เพิ่มขึ้น 140 เปอร์เซ็นต์ และยังพบอีกว่าปลาที่อยู่โดยรอบบ้านปลาจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม ขณะที่ปลานอกเขตบ้านปลามีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 0.6 กิโลกรัม ที่สำคัญคือ ชาวประมงในชุมชนที่มีการทำบ้านปลาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 16,000-24,000 บาทต่อเดือน เป็นเดือนละ 40,000-52,000 บาท” <span style="color: #6cb742;"><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา ร่าหมาน</strong></span> <strong>คณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ</strong> ที่ทำการศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในบริเวณบ้านปลา ภายใต้งานวิจัย “การจัดการอนุรักษ์ปลาสามน้ำของชุมชนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างมีส่วนร่วมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม” ของมหาวิทยาลัยทักษิณ โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ให้ข้อมูล</p>
<figure id="attachment_39587" aria-describedby="caption-attachment-39587" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39587" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-02.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา ร่าหมาน" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-39587" class="wp-caption-text">ศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา ร่าหมาน</figcaption></figure>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบ้านปลา จะช่วยให้สัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ชุมชนในทะเลสาบสงขลาที่ทำบ้านปลาและประสบความสำเร็จยังมีจำนวนจำกัด สาเหตุหนึ่งเกิดจากวัสดุในการทำบ้านปลาที่เป็นวัสดุธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ ทำให้จำเป็นต้องมีการซ่อมบำรุงคอก รวมถึงเปลี่ยนกิ่งไม้ทุก 6 เดือน ซึ่งการหาคนที่จะมาทำหน้าที่นี้อย่างต่อเนื่อง คือเงื่อนไขสำคัญของการทำบ้านปลาให้ประสบความสำเร็จ</p>
<p>“ที่ผ่านมาการทำงานอนุรักษ์ในชุมชนจะคล้ายกับงานจิตอาสา พอทำช่วงนึงมันจะมีอุปสรรคหลาย อย่างที่ทำให้หมดกำลังใจ ระยะแรกคนในชุมชนอาจจะให้ความร่วมมือ แต่เมื่อจำนวนปลาเริ่มมากขึ้น ก็จะเริ่มมีการแอบจับ หรือไม่ยอมรับข้อตกลงที่กำหนดไว้ ซึ่งคนที่อยากรักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมายในมือ โดยเฉพาะบ้านปลาซึ่งต้องมีต้นทุนในการดูแลซ่อมแซม หากขาดระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่มีการวางแผนเรื่องรายรับรายจ่าย ก็จะมีปัญหาต่าง ๆ ตามมา จนกลุ่มไม่สามารถทำต่อได้” <strong>หัวหน้าโครงการวิจัย</strong>ให้ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ชุมชนประมงที่เข้าร่วมโครงการ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39593" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-08.jpg" alt="บ้านปลา" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-08.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-08-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-08-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-08-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ผลจากการดำเนินโครงการวิจัย ในช่วงปี 2565-2566 สามารถทำให้เกิดกองทุนหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์ และมีกิจกรรมต่อยอดจากการอนุรักษ์ต่าง ๆ ในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาที่เข้าร่วมโครงการ และยังทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมงจังหวัด เพื่อคอยกำกับดูแลการทำประมงไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในเขตอนุรักษ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้ “<strong>บ้านปลา</strong>” ในหลายชุมชนสามารถเป็นพื้นที่ฟูมฟักและเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำได้จริง ที่สำคัญคือ ทีมวิจัยและชุมชนบ้านใหม่ หมู่ 1 ตำบลสทิ้งหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ยังได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ปิดจุดอ่อนของบ้านปลาที่ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอ มาเป็น “<strong>บ้านปลามีชีวิต</strong>” ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งแข็งแรงมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39588" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-03.jpg" alt="บ้านปลา" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“<strong>บ้านปลามีชีวิต</strong>” เป็นนวัตกรรมที่เริ่มต้นจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนบ้านใหม่ หมู่ 1 ที่คิดว่าหากเปลี่ยนจากการใช้กิ่งไม้เป็นการปลูกต้นไม้ที่มีชีวิตและเติบโตได้ น่าจะทำให้ได้บ้านปลาที่แข็งแรงและใช้ประโยชน์ได้นานกว่า ทำให้บ้านปลามีชีวิตที่ชุมชนบ้านใหม่และทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เปลี่ยนจากการใช้กิ่งไม้มาเป็นการวางท่อซีเมนต์หรือถังพลาสติกที่บรรจุดินเลนไว้ภายในลงไปคอก และนำต้นโกงกางที่เพาะไว้มาปลูกบนท่อหรือถังเหล่านั้นแทนการปักด้วยกิ่งไม้ โดยพบว่าเมื่อต้นโกงกางเติบโตขึ้น จะมี “รากค้ำจุน”งอกออกจากด้านข้างของลำต้นและโค้งปักลงบนพื้นดินเลนที่อยู่โดยรอบท่อ ซึ่งรากน้อยใหญ่เหล่านี้นอกจากจะช่วยพยุงต้นโกงกางให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงแล้ว ยังช่วยสร้างระบบนิเวศของปลาตัวอ่อน ที่ให้ทั้งอาหารและแหล่งหลบซ่อน จนมีขนาดโตพอจะออกไปหากินและแพร่พันธุ์ต่อไป</p>
<figure id="attachment_39592" aria-describedby="caption-attachment-39592" style="width: 740px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39592" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-07.jpg" alt="นางสาวอุไรพรรณ หมอชื่น" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-07.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-07-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-07-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-07-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /><figcaption id="caption-attachment-39592" class="wp-caption-text">นางสาวอุไรพรรณ หมอชื่น</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวอุไรพรรณ หมอชื่น</strong></span> <strong>สมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่งและฟาร์มทะเลชุมชนบ้านใหม่ หมู่ที่ 1</strong> ผู้คิดชื่อ “<strong>บ้านปลามีชีวิต</strong>” กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกใช้คำว่าบ้านปลามีชีวิต เพราะสามารถสื่อความหมายถึงการนำสิ่งมีชีวิตอย่างต้นโกงกางมาเป็นสถานที่ให้ชีวิตกับสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งในน้ำและบนต้น ขณะที่การมีอยู่ของบ้านปลาแห่งนี้ ได้ทำให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ทั้งอาชีพประมง การมีรายได้จากการท่องเที่ยว และการปลุกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้กับคนในชุมชนและเด็กเยาวชน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39590" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-05.jpg" alt="" width="680" height="453" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-05.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>“ผลการทดลองทำบ้านปลามีชีวิตร่วมกับการทำเขตอนุรักษ์ที่ชุมชนบ้านใหม่ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่า หลังจากทำบ้านปลามีชีวิตไปแล้ว 4 เดือน พบว่าบริเวณที่มีการทำบ้านปลาและในเขตอนุรักษ์จะพบปลา 9 ชนิด ขณะที่พบปลานอกเขตอนุรักษ์เพียง 2 ชนิด นอกจากนี้น้ำหนักของปลาที่จับจากบริเวณบ้านปลามีชีวิตขึ้นมาชั่งจะได้ปลาคิดเป็นน้ำหนัก 17.2 กิโลกรัม ขณะที่ปลาที่จับได้ในบริเวณที่ไม่มีบ้านปลา จะชั่งน้ำหนักได้ 1.5 กิโลกรัม ซึ่งผลการประเมินแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของการทำบ้านปลาและเขตอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อคำนวณ SROI (ผลตอบแทนทางสังคม) ของโครงการนี้เท่ากับ 5.72 นั่นคือ ลงทุนทำกิจกรรมไป 1 บาท ได้ผลตอบแทน 5.72 บาท” <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา</strong> สรุป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-39591" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-06.jpg" alt="บ้านปลามีชีวิต" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-06.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/06/home-fish-06-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>และด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมจากภูมิปัญญาของชุมชน ทำให้ “บ้านปลามีชีวิต” ได้รับรางวัลระดับดีเด่นประเภทนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในงานชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ปีที่ 2 และคว้ารางวัล SILVER MEDAL จากเวที &#8220;2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO&#8221; (KIDE 2024) ซึ่งเป็นเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาขาติ ที่ประเทศไต้หวันได้อีกด้วย</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/home-fish/">“บ้านปลามีชีวิต” ฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นชีวิตประมงพื้นบ้าน ทะเลสาบสงขลา</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/home-fish/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย จุฬาฯ พัฒนา “ปะการังสู้โลกร้อน” เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/corals-fight-global-warming/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/corals-fight-global-warming/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 May 2025 08:38:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาฯ]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการัง]]></category>
		<category><![CDATA[ปะการังสู้โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=39031</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ พัฒนาแนวทางช่วยปะการังให้ปรับตัวรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยการผสมเทียมอาศัยเพศและเพาะเลี้ยงปะการังในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด เพื่อเพิ่มความอึดให้เป็น “ปะการังสู้โลกร้อน” พร้อมเผยเทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง หวังคืนชีพปะการังในวันที่สภาพแวดล้อมในทะเลเหมาะสม ปะการังทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเสื่อมโทรมจากหลายปัจจัย ทั้งกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การท่องเที่ยว การประมง และมลพิษต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ปะการังทั่วโลกมากกว่า 90% อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เมื่อปะการังสูญพันธุ์ ความสมบูรณ์และสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลก็จะหายไปด้วย&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/corals-fight-global-warming/">นักวิจัย จุฬาฯ พัฒนา “ปะการังสู้โลกร้อน” เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นักวิจัยสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ พัฒนาแนวทางช่วยปะการังให้ปรับตัวรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยการผสมเทียมอาศัยเพศและเพาะเลี้ยงปะการังในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด เพื่อเพิ่มความอึดให้เป็น “ปะการังสู้โลกร้อน” พร้อมเผยเทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง หวังคืนชีพปะการังในวันที่สภาพแวดล้อมในทะเลเหมาะสม</strong></p>
<p><span id="more-39031"></span></p>
<p>ปะการังทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเสื่อมโทรมจากหลายปัจจัย ทั้งกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การท่องเที่ยว การประมง และมลพิษต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ปะการังทั่วโลกมากกว่า 90% อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เมื่อปะการังสูญพันธุ์ ความสมบูรณ์และสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลก็จะหายไปด้วย อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสภาพอากาศอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>แน่นอนว่า สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจะยังคงอยู่ โลกจะใช้เวลาในการปรับสมดุลนานแค่ไหน ยากที่จะทำนาย สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จึงจำต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้และอยู่รอดในภาวะโลกร้อน ดังนั้น โจทย์สำคัญที่นักวิจัยหลายคนพยายามหาคำตอบคือ “ทำอย่างไรปะการังอยู่รอดในภาวะโลกร้อน?”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์</strong></span> <strong>ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ</strong> พยายามหาคำตอบนี้ และจากการศึกษาทดลองเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปะการังหลายรุ่น มาตั้งแต่ปี 2548 ที่สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ก็พบว่า “ปะการังสามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในภาวะโลกร้อนได้ดี เมื่อปะการังถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด” และนี่คือที่มาของการขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยง “ปะการังสู้โลกร้อน”</p>
<figure id="attachment_39034" aria-describedby="caption-attachment-39034" style="width: 293px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39034" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-02.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์" width="293" height="395" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-02.jpg 293w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-02-223x300.jpg 223w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-02-150x202.jpg 150w" sizes="(max-width: 293px) 100vw, 293px" /><figcaption id="caption-attachment-39034" class="wp-caption-text">ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์</figcaption></figure>
<h3>ขยายพันธุ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียม</h3>
<p><strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>ให้ความรู้โดยย่อเกี่ยวกับปะการังและการขยายพันธุ์ของปะการังว่า “ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (Colony) ตามโขดหินในทะเล ปะการังเป็นทั้งที่อยู่และแหล่งอาหารของสัตว์ต่าง ๆ”</p>
<p>โดยธรรมชาติ ปะการังขยายพันธุ์ 2 วิธี ได้แก่</p>
<p>1. สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การที่ปะการังปล่อยไข่และสเปิร์มออกมาผสมกันในน้ำในช่วงคืนวันเพ็ญ ซึ่งมีโอกาสรอดเติบโตเป็นปะการังเพียง 0.001% เท่านั้น (ทั้งถูกสัตว์น้ำกิน และไม่ปฏิสนธิ)</p>
<p>2. สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ ปะการังที่หักออกมาจากปะการังเดิม ถ้าหักมาตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะสามารถเจริญเติบโตเป็นกลุ่มปะการังใหม่ได้ การขยายพันธุ์แบบนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอด 50% แต่ความหลากหลายของสายพันธุ์จะต่ำ</p>
<p>“การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการังทั้ง 2 แบบดังกล่าวนั้น ค่อนข้างใช้เวลานาน ยิ่งในสภาวะโลกร้อน การผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศยิ่งลดลงไปมาก ถ้าเราปล่อยให้ปะการังฟื้นฟูขยายพันธุ์ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ปะการังอาจเติบโตทดแทนปะการังที่ตายจากภาวะปะการังฟอกขาวไม่ทัน และเสี่ยงสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า” <strong>ศ. ดร.สุชนา</strong> กล่าว</p>
<p>สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ จึงพยายามขยายพันธุ์ปะการังด้วย “เทคนิคผสมเทียม” คือ การเลียนแบบการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการัง</p>
<p><strong>ศ. ดร.สุชนา</strong> อธิบายการขยายพันธุ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมว่า “นักวิจัยจะลงเก็บเซลล์สืบพันธุ์ ทั้งไข่และสเปิร์มของปะการังในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นช่วงที่ปะการังทั่วท้องทะเลพร้อมผสมพันธุ์ โดยการปล่อยสเปิร์มและไข่ออกมาพร้อมกัน แล้วนำเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาผสมพันธุ์ในบ่อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นตัวอ่อนปะการัง แล้วจึงเตรียมวัสดุคืออิฐมอญ เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะและเติบโตในโรงเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะนำปะการังเหล่านี้กลับลงสู่ทะเลให้เติบโตอีก 3 ปี เมื่อปะการังอายุ 5 ปีปะการังก็จะพร้อมออกไข่ครั้งแรกได้ วิธีนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอดและเติบโตสูงขึ้น”</p>
<h3>จำลองสภาวะโลกร้อน เร่งปะการังปรับตัวตั้งแต่แรกเกิด</h3>
<p>ไม่เพียงการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนปะการัง แต่ยังต้องเพิ่มความอึดต่อภาวะโลกร้อนให้กับปะการังที่เกิดใหม่ด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ ทีมวิจัยของ ศ. ดร.สุชนาจะนำตัวอ่อนปะการังที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบผสมเทียมมาอนุบาลในโรงเพาะเลี้ยงที่มีอุณหภูมิสูง 34 องศาเซลเซียส (น้ำทะเลปกติมีอุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส)</p>
<figure id="attachment_39035" aria-describedby="caption-attachment-39035" style="width: 624px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39035" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-03.jpg" alt="โรงเรือนเพาะเลี้ยงปะการัง" width="624" height="468" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-03.jpg 624w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 624px) 100vw, 624px" /><figcaption id="caption-attachment-39035" class="wp-caption-text">โรงเรือนเพาะเลี้ยงปะการัง ณ เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี</figcaption></figure>
<p>“ปะการังบางตัวทนความร้อนในน้ำไม่ไหว ก็จะตายตั้งแต่ตอนอยู่ในโรงเรือน ส่วนปะการังที่ปรับตัวได้ก็จะรอด และพร้อมสำหรับโอกาสที่จะไปเติบโตในท้องทะเลต่อไป”</p>
<p>เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี ทีมวิจัยก็นำตัวอ่อนปะการังที่รอดเหล่านี้ลงสู่ทะเล</p>
<p>“เราพบว่าปะการังเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทนต่อน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงได้มากกว่าปะการังตามธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสรอดจากการฟอกขาวได้มากขึ้น ถือเป็น “ปะการังสู้โลกร้อน” ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่เด็ก”</p>
<figure id="attachment_39037" aria-describedby="caption-attachment-39037" style="width: 597px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39037" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-05.jpg" alt="ปะการังที่เติบโตจากการผสมเทียม" width="597" height="448" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-05.jpg 597w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-05-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-05-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 597px) 100vw, 597px" /><figcaption id="caption-attachment-39037" class="wp-caption-text">ปะการังที่เติบโตจากการผสมเทียม</figcaption></figure>
<p>จากการติดตามและเฝ้าสังเกต ศ. ดร.สุชนากล่าวว่า “หลังจากที่ลูกปะการังสู้โลกร้อนถูกปล่อยลงทะเล มีการเติบโต และกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สามารถสืบพันธุ์เหมือนปะการังตามธรรมชาติ โดยพบครั้งแรกแล้วเมื่อปี 2566!”</p>
<p>“ปะการังจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์สีชมพูขนาดจิ๋วจำนวนมากออกมาในน้ำทะเลพร้อม ๆ กัน ซึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ทีมนักวิจัยก็จะออกดำน้ำเก็บเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาช่วยขยายพันธุ์ต่อผ่านการผสมเทียม เป็นปะการังสู้โลกร้อนรุ่นต่อ ๆ ไป”</p>
<figure id="attachment_39036" aria-describedby="caption-attachment-39036" style="width: 577px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-39036" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-04.jpg" alt="นักวิจัยปะการัง" width="577" height="309" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-04.jpg 577w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-04-300x161.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-04-150x80.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/05/corals-fight-global-warming-04-500x268.jpg 500w" sizes="(max-width: 577px) 100vw, 577px" /><figcaption id="caption-attachment-39036" class="wp-caption-text">นักวิจัยปะการัง</figcaption></figure>
<p><strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>เผยว่าค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมและดูแลในโรงเพาะตลอด 2 ปีอาจมีมูลค่าค่อนข้างสูง กล่าวคือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัวอ่อนปะการัง 1 ตัว เมื่อเทียบกับการหักปักชำปะการัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปะการัง 1 ต้น</p>
<p>“แต่เมื่อดูอัตราการรอดตายจากการฟอกขาวแล้ว ก็ถือว่าคุ้มแก่การลงทุน เพราะเราจะได้ปะการังพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้ และทนต่อน้ำทะเลที่อุณหภูมิสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนได้” <strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>กล่าว</p>
<h3>อนุรักษ์ปะการังด้วยเทคโนโลยีการแช่เยือกแข็ง</h3>
<p>แม้ทีมวิจัยภายใต้การนำของ <strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>จะพบวิธีเพาะเลี้ยงและเพิ่มจำนวนปะการังในทะเล แต่การขยายพันธุ์ของปะการังในธรรมชาติก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในทะเล</p>
<p>“ปะการังสืบพันธุ์เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี โดยจะสืบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเท่านั้น เช่น อุณหภูมิ คืนพระจันทร์เต็มดวง และการไหลของกระแสน้ำ ปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนทำให้ปะการังไม่ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามฤดูกาล จึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปะการังในอนาคต”</p>
<p>ด้วยข้อห่วงใยนี้ <strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>จึงได้ร่วมกับทีมวิจัยไต้หวัน (Dr. Chiahsin Lin) ทดลองนำ “เทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง” ที่เก็บจากท้องทะเลเพื่ออนุรักษ์ปะการังในอนาคต</p>
<p>“ปะการังทุกชนิดล้วนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังนั้น การอนุรักษ์ปะการังที่ดี คือ การช่วยให้ปะการังทุกชนิดมีโอกาสสืบพันธุ์และเติบโตได้ดี การเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังในวันนี้ จึงจำเป็นต้องเก็บให้หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะนำมาใช้ในอนาคตเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมปะการังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง”</p>
<p><strong>ศ. ดร.สุชนา</strong>ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยไทยประสบความสำเร็จในการแช่เยือกแข็งสเปิร์มแล้ว ส่วนการแช่เยือกแข็งไข่ยังอยู่ระหว่างทดลอง โดยหวังว่านี่อาจเป็นหนึ่งทางรอดในการอนุรักษ์ปะการังให้คงอยู่ในสภาวะโลกรวนนี้</p>
<h3>อนาคตของการอนุรักษ์ปะการัง</h3>
<p>อาจารย์สุชนากล่าวทิ้งท้ายว่าการอนุรักษ์ปะการังไม่สามารถทำได้เพียงลำพังโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ต้องดำเนินการในหลายมิติ ทั้งการฟื้นฟูแนวปะการัง การลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนงบประมาณระยะยาวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องและฟื้นฟูปะการังให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ซึ่งหากมีการดำเนินการที่เหมาะสม ปะการังอาจสามารถฟื้นตัวและคงอยู่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญของท้องทะเลต่อไปได้</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/corals-fight-global-warming/">นักวิจัย จุฬาฯ พัฒนา “ปะการังสู้โลกร้อน” เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/corals-fight-global-warming/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มจธ. คิดค้น ‘นวัตกรรมการผลิตซิลิกาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ’ ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง พร้อมพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/green-silica-extraction/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/green-silica-extraction/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Mar 2025 04:49:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Green Silica Extraction]]></category>
		<category><![CDATA[ซิลิกา]]></category>
		<category><![CDATA[ซิลิกาจากแกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ซิลิกาสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีการสกัดไบโอซิลิกา]]></category>
		<category><![CDATA[เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[แกลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอซิลิกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=38632</guid>

					<description><![CDATA[<p>ซิลิกา (Silica) เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ตั้งแต่ยางรถยนต์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ทำให้มีความต้องการใช้สูงมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียง 40% ของความต้องการ ส่วนที่เหลือยังต้องนำเข้าด้วยต้นทุนที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาแหล่งผลิตซิลิกาภายในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ. ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร อาจารย์ประจำคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนากระบวนการสกัดไบโอซิลิกาบริสุทธิ์สูงจากแกลบข้าว ด้วยเทคนิคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อนำของเหลือจากภาคการเกษตรอย่างแกลบซึ่งมีปริมาณมหาศาลมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูง โดยแกลบข้าวเป็นวัสดุที่มีซิลิกาสูงถึง 20-25%&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/green-silica-extraction/">มจธ. คิดค้น ‘นวัตกรรมการผลิตซิลิกาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ’ ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง พร้อมพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ซิลิกา (Silica) เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ตั้งแต่ยางรถยนต์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ทำให้มีความต้องการใช้สูงมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียง 40% ของความต้องการ ส่วนที่เหลือยังต้องนำเข้าด้วยต้นทุนที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาแหล่งผลิตซิลิกาภายในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก</strong></p>
<p><span id="more-38632"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38635" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-02.jpg" alt="ผศ. ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ <span style="color: #6cb742;"><strong>ผศ. ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร</strong> </span><strong>อาจารย์ประจำคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)</strong> ได้พัฒนากระบวนการสกัดไบโอซิลิกาบริสุทธิ์สูงจากแกลบข้าว ด้วยเทคนิคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อนำของเหลือจากภาคการเกษตรอย่างแกลบซึ่งมีปริมาณมหาศาลมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูง โดยแกลบข้าวเป็นวัสดุที่มีซิลิกาสูงถึง 20-25% ทำให้ได้รับความสนใจในเชิงอุตสาหกรรมมานาน แต่วิธีการสกัดซิลิกาแบบดั้งเดิมมักใช้กระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงร่วมกับสารเคมีเข้มข้น เช่น กรดไฮโดรคลอริก กรดซัลฟิวริก และกรดไนตริก แม้ว่าจะให้ซิลิกาบริสุทธิ์สูง แต่ก็มีข้อเสียในแง่ของการใช้พลังงานสูง สารเคมีตกค้าง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p><strong>ผศ. ดร.สิริลักษณ์</strong> เล่าว่า เป้าหมายหลักคือการพัฒนา <strong>Green Silica Extraction</strong> หรือกระบวนการสกัดไบโอซิลิกาที่ลดการใช้พลังงานและเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทำให้ได้ซิลิกาบริสุทธิ์สูงแต่ไม่สร้างมลพิษ โดยการใช้กระบวนการทางชีวภาพแทนสารเคมี ด้วยวิธีการหมักแกลบด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ได้ซิลิกาที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 96-97% ปราศจากสารเคมีตกค้าง กระบวนการนี้เริ่มจากการเอาแกลบมาหมักกับจุลินทรีย์ พด.1 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชีวภาพที่กรมพัฒนาที่ดินแจกให้กับเกษตรกร ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในแกลบตามธรรมชาติ พอหมักได้ที่แล้วก็นำไปล้างและเผาที่อุณหภูมิควบคุม ทำให้ได้ไบโอซิลิกาออกมาเป็นผงละเอียด ขนาดอนุภาคอยู่ที่ 60-200 ไมครอน และมีพื้นที่ผิวประมาณ 148 ตารางเมตรต่อกรัม ซึ่งตรงตามมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอาง ที่ต้องการวัตถุดิบปลอดภัยสูง</p>
<p><strong>ผศ. ดร.สิริลักษณ์</strong> กล่าวเสริมว่า นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตซิลิกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไบโอซิลิกาที่สกัดได้มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียง 0.17 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) ซึ่งต่ำกว่ากระบวนการผลิตซิลิกาแบบดั้งเดิมถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เฉลี่ยประมาณ 100 บาทต่อกิโลกรัม (ในระดับนำร่อง) แต่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการซิลิกาเกรดสูง เช่น เครื่องสำอางและเวชสำอาง ซึ่งในตลาดปัจจุบันมีราคาขายอยู่ที่ 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระบวนการนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เข้าสู่ระดับอุตสาหกรรม จะช่วยลดการนำเข้าซิลิกาจากต่างประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-38636" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03.jpg" alt="นวัตกรรมการผลิตซิลิกาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ" width="850" height="1063" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03-240x300.jpg 240w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03-819x1024.jpg 819w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03-768x960.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03-150x188.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/03/green-silica-extraction-03-400x500.jpg 400w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>ปัจจุบัน งานวิจัยนี้อยู่ในขั้นตอนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนและวิสาหกิจชุมชน โดยมีการพัฒนารูปแบบการผลิตในระดับนำร่อง (Pilot Scale) ซึ่งสามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ทันที โรงงานที่สนใจสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับกระบวนการผลิตของตนได้ โดยอาศัยเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว เช่น เตาเผาและหม้อหมัก ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มมากนัก นับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ซิลิกาจากแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ด้วยผลผลิตมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้มีแกลบเหลือใช้สูงถึง 8 ล้านตันต่อปี หากสามารถนำแกลบเพียง 10% มาใช้ประโยชน์ จะสามารถผลิตไบโอซิลิกาได้มากถึง 200,000 ตันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการลดการนำเข้าและรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างเครื่องสำอาง เภสัชกรรม และอุตสาหกรรมยาง</p>
<p>จุดเด่นของเทคโนโลยีการสกัดไบโอซิลิกานี้คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถึง 30 เท่า ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตไบโอซิลิกาในภูมิภาคเอเชีย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ สอดคล้องกับ แนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไป</p>
<p>&#8220;ของเหลือ…อาจไม่ใช่ของไร้ค่าเสมอไป แกลบที่ถูกมองข้ามมานาน วันนี้กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต ที่อาจเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านซิลิกาสีเขียวของโลก&#8221; <strong>ผศ. ดร.สิริลักษณ์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/green-silica-extraction/">มจธ. คิดค้น ‘นวัตกรรมการผลิตซิลิกาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ’ ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง พร้อมพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/green-silica-extraction/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
