<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Industry News | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/news-activities/industry-news/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 20 Jul 2026 06:57:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Industry News | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>อุตฯ ไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3.8 ล้านตัน CO2 จาก “ปูนลดโลกร้อน” เร็วกว่าเป้า NDC สู่โมเดลความร่วมมือขับเคลื่อน Net Zero</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tcma-low-carbon-cement-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 06:57:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[TCMA at 20]]></category>
		<category><![CDATA[ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก]]></category>
		<category><![CDATA[วราวุธ ศิลปอาชา]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สุรชัย นิ่มละออ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45318</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน “มาตรการทดแทนปูนเม็ด (Clinker Substitution)” ภายใต้สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Process and Product Use: IPPU) ส่งผลให้ประเทศไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมกว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เร็วกว่ากรอบเป้าหมายของ Thailand NDC Roadmap โดยมี “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การก่อสร้างคาร์บอนต่ำ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ได้จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศแก่ภาคีร่วมดำเนินการ ในงาน “TCMA&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-low-carbon-cement-net-zero/">อุตฯ ไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3.8 ล้านตัน CO2 จาก “ปูนลดโลกร้อน” เร็วกว่าเป้า NDC สู่โมเดลความร่วมมือขับเคลื่อน Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="198" data-end="628">จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน “มาตรการทดแทนปูนเม็ด (Clinker Substitution)” ภายใต้สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Process and Product Use: IPPU) ส่งผลให้ประเทศไทย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมกว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เร็วกว่ากรอบเป้าหมายของ Thailand NDC Roadmap โดยมี “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การก่อสร้างคาร์บอนต่ำ<span id="more-45318"></span></p>
<p data-start="630" data-end="961"><strong data-start="630" data-end="669">สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA)</strong> ได้จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศแก่ภาคีร่วมดำเนินการ ในงาน “<strong data-start="726" data-end="740">TCMA at 20</strong>” โดยได้รับเกียรติจาก <strong data-start="762" data-end="781">วราวุธ ศิลปอาชา</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานและมอบรางวัล เพื่อเชิดชูความร่วมมือของ 34 ภาคีร่วมดำเนินการ ภายใต้การสนับสนุนของ 6 กระทรวง ที่ร่วมกันผลักดันนโยบายประเทศสู่การปฏิบัติจริง</p>
<h4 data-start="963" data-end="1026"><span role="text"><strong data-start="968" data-end="1026">ชูความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero</strong></span></h4>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45320" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="1028" data-end="1347"><strong data-start="1028" data-end="1047">วราวุธ ศิลปอาชา</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จของมาตรการทดแทนปูนเม็ดสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคีที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม</p>
<p data-start="1349" data-end="1627">“การลดก๊าซเรือนกระจกจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่นโยบาย เทคโนโลยี ไปจนถึงการนำไปใช้จริง ความสำเร็จของมาตรการทดแทนปูนเม็ดเป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยสู่เป้าหมาย <strong data-start="1592" data-end="1609">Net Zero 2050</strong>” <strong data-start="1611" data-end="1621">วราวุธ</strong> กล่าว</p>
<h4 data-start="1629" data-end="1700"><span role="text"><strong data-start="1634" data-end="1700">TCMA ชี้ “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” คือหัวใจของการก่อสร้างคาร์บอนต่ำ</strong></span></h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45321" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-low-carbon-cement-net-zero_03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="1702" data-end="2043">ด้าน <strong data-start="1707" data-end="1726">สุรชัย นิ่มละออ</strong> นายก<strong data-start="1731" data-end="1770">สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA)</strong> กล่าวว่า ความสำเร็จของมาตรการทดแทนปูนเม็ดเกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายของประเทศให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ผ่านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนามาตรฐาน เทคโนโลยี และการสร้างระบบสนับสนุนให้เกิดการใช้งานจริง</p>
<p data-start="2045" data-end="2309">“ความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันมาตรการของประเทศให้เกิดขึ้นจริง อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง” <strong data-start="2293" data-end="2303">สุรชัย</strong> กล่าว</p>
<p data-start="2311" data-end="2607">หนึ่งในกลไกสำคัญของความสำเร็จ คือการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมการใช้ “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” หรือ “ปูนลดโลกร้อน” ซึ่งช่วยลดสัดส่วนการใช้ปูนเม็ดในกระบวนการผลิต อันเป็นแหล่งกำเนิดการปล่อยคาร์บอนที่สำคัญ ขณะเดียวกันยังคงคุณสมบัติด้านความแข็งแรงและความมั่นใจในการใช้งานตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2594</p>
<p data-start="2609" data-end="2901">ปัจจุบันปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกได้ก้าวขึ้นเป็นปูนซีเมนต์โครงสร้างหลักของประเทศ และถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างทั่วประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดวัสดุก่อสร้างทางเลือก สู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบการก่อสร้างคาร์บอนต่ำของประเทศไทย</p>
<h4 data-start="2903" data-end="2973"><span role="text"><strong data-start="2908" data-end="2973">ลดก๊าซเรือนกระจกสะสมกว่า 3.8 ล้านตัน CO2 เร็วกว่าเป้าหมาย NDC</strong></span></h4>
<p data-start="2975" data-end="3385">ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยในปี 2564 มาตรการทดแทนปูนเม็ดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เร็วกว่ากรอบเวลาใน <strong data-start="3162" data-end="3186">Thailand NDC Roadmap</strong> ถึง 9 ปี และในช่วงปี 2565–2566 สามารถลดเพิ่มเติมได้มากกว่า 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่งผลให้ระหว่างปี 2562 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีลดการปล่อยสะสมได้กว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>
<p data-start="3387" data-end="3716">ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของ 34 ภาคีร่วมดำเนินการ โดยได้รับการสนับสนุนจาก 6 กระทรวง ในการร่วมกำหนดนโยบาย พัฒนามาตรฐาน ส่งเสริมการใช้งาน และสร้างกลไกสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ สะท้อนบทบาทของความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (<strong data-start="3639" data-end="3669">Public–Private Partnership</strong>) ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<h4 data-start="3718" data-end="3770"><span role="text"><strong data-start="3723" data-end="3770">ต่อยอดสู่ต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ</strong></span></h4>
<p data-start="3772" data-end="4003"><strong data-start="3772" data-end="3782">สุรชัย</strong> กล่าวว่า ความสำเร็จของมาตรการทดแทนปูนเม็ดเป็นตัวอย่างของการนำเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไปสู่การปฏิบัติจริง และเป็นแนวทางที่สามารถต่อยอดไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น รวมถึงขยายผลสู่ความร่วมมือในระดับภูมิภาค</p>
<p data-start="4005" data-end="4252">“วันนี้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง การลดก๊าซเรือนกระจกสามารถเกิดขึ้นได้จริง” <strong data-start="4236" data-end="4246">สุรชัย</strong> กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-low-carbon-cement-net-zero/">อุตฯ ไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3.8 ล้านตัน CO2 จาก “ปูนลดโลกร้อน” เร็วกว่าเป้า NDC สู่โมเดลความร่วมมือขับเคลื่อน Net Zero</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ศุภนิมิตฯ ยกระดับระบบจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง หวังแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 06:27:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.วิมลรัตน์ สีสัน]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนป่าเด็งวิทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45306</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง ขับเคลื่อนโครงการนำร่องจัดการขยะในพื้นที่&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan/">ศุภนิมิตฯ ยกระดับระบบจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง หวังแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="PDq2pG_selectionAnchorContainer" data-start="174" data-end="662">ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีความท้าทายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถขนส่งขยะ ไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ภายใต้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ได้แก่ การห้ามตั้งบ่อขยะ ห้ามนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ป่า และห้ามเผาขยะภายในเขตอุทยานโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดมลพิษและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า<span id="more-45306"></span></p>
<p data-start="664" data-end="1094">ชาวบ้านในพื้นที่จำเป็นต้องจัดการขยะครัวเรือนด้วยตนเอง โดยปริมาณขยะในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละกว่า 2 ตัน ประกอบกับปัญหาโขลงช้างป่าที่มักลงมาคุ้ยเขี่ยขยะตามถังและจุดทิ้งขยะเพื่อหาอาหาร ส่งผลให้ขยะตกค้างถูกรื้อกระจัดกระจาย สร้างความสกปรกและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของคนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในอดีตชาวบ้านมักใช้วิธีเผาขยะในระบบเปิดภายในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยตรง</p>
<h4 data-start="1096" data-end="1153"><span role="text"><strong data-start="1101" data-end="1153">ขับเคลื่อนโครงการนำร่องจัดการขยะในพื้นที่ 3 แห่ง</strong></span></h4>
<p><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45308" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03.jpg" alt="" width="660" height="442" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03-300x201.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03-768x515.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03-150x101.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_03-500x335.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="1155" data-end="1658">จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ<strong data-start="1183" data-end="1215">มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong>เข้ามาสนับสนุนการจัดการขยะอย่างจริงจัง ภายใต้ “โครงการนำร่องระบบการจัดการขยะและการติดตามคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพื้นที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี” โดยมุ่งเน้นการยกระดับการจัดการขยะสู่ระบบดิจิทัลในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ <strong data-start="1434" data-end="1466">องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง</strong> <strong data-start="1467" data-end="1513">โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสก</strong> และ <strong data-start="1518" data-end="1546">โรงเรียนบ้านห้วยกวางจริง</strong> เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน ส่งผลให้การจัดการขยะในชุมชนและสถานศึกษามีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น</p>
<h4 data-start="1660" data-end="1715"><span role="text"><strong data-start="1665" data-end="1715">โรงเรียนป่าเด็งวิทยาเดินหน้า Zero Waste School</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45309" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04.jpg" alt="" width="660" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04-300x218.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04-768x557.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04-150x109.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_04-500x363.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="1717" data-end="2323"><strong data-start="1717" data-end="1741">โรงเรียนป่าเด็งวิทยา</strong> เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาขยะทั้งภายในโรงเรียนและเขตรอบนอก <strong data-start="1813" data-end="1832">จันทร์พร ผาดศรี</strong> ผู้อำนวยการ<strong data-start="1844" data-end="1868">โรงเรียนป่าเด็งวิทยา</strong> กล่าวถึงมาตรการและแผนการดำเนินงานของโรงเรียนว่า “โรงเรียนป่าเด็งวิทยาได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนปลอดขยะ (<strong data-start="1975" data-end="1996">Zero Waste School</strong>) เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้เรียนตามหลัก 3Rs คือ Reduce ลดการใช้ Reuse ใช้ซ้ำ และ Recycle นำกลับมาใช้ใหม่ โดยแก้ปัญหาจากต้นทาง รณรงค์ให้ครูและนักเรียนลดใช้โฟมและใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ส่งเสริมให้ห่อข้าวใส่กล่องข้าวหรือพกปิ่นโตและขวดน้ำมาเองเพื่อลดปริมาณขยะ มีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่</p>
<ul data-start="2325" data-end="2684">
<li data-section-id="110rdwa" data-start="2325" data-end="2421">ขยะอินทรีย์ที่เป็นเศษอาหารนำไปรวมกับเศษใบไม้แห้งและมูลสัตว์ เพื่อทำปุ๋ยหมักและใส่บ่อแก๊สซีวภาพ</li>
<li data-section-id="4ddzyo" data-start="2422" data-end="2535">ขยะรีไซเคิลนำเข้าสู่ระบบธนาคารขยะและขยะแลกแต้มเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้มีการทิ้งขยะอย่างถูกต้อง</li>
<li data-section-id="cvngo8" data-start="2536" data-end="2590">ขยะทั่วไปอย่างถุงขนม นำไปประดิษฐ์เป็นสิ่งของเหลือใช้</li>
<li data-section-id="89erjg" data-start="2591" data-end="2649">ขยะอันตรายจะประสานงานกับอบต. เพื่อส่งไปกำจัดอย่างถูกวิธี</li>
<li data-section-id="1elk71p" data-start="2650" data-end="2684">ส่วนขยะที่เหลือจะนำไปเผาในเตาเผา</li>
</ul>
<p data-start="2686" data-end="2800">ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ช่วยสร้างสุขภาวะที่ดีและทำให้โรงเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
<h4 data-start="2802" data-end="2847"><span role="text"><strong data-start="2807" data-end="2847">ต่อยอดนวัตกรรมเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพ</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45310" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="2849" data-end="3397">แม้โรงเรียนจะเล็งเห็นถึงปัญหาการจัดการขยะทั้ง 4 ประเภท แต่การเผาขยะยังคงสร้างมลพิษและควัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียนจึงได้หารือร่วมกับชาวบ้านและปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเตาเผาที่สามารถลดมลพิษและลดปริมาณควันจากการเผาขยะ ขณะเดียวกัน ได้มีการจัดทำบ่อแก๊สชีวภาพบอลลูนเพื่อรองรับขยะเศษอาหารจากโรงอาหารและจากครู นักเรียนที่พักในหอพัก โดยได้รับการสนับสนุนจาก<strong data-start="3228" data-end="3260">มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong> และ<strong data-start="3264" data-end="3296">องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง</strong>ในการติดตั้งเตาเผาและบ่อแก๊สชีวภาพดังกล่าว ซึ่งแก๊สที่ผลิตได้ถูกนำมาใช้สำหรับการหุงต้มในหอพักนักเรียน</p>
<p data-start="3399" data-end="4015">หลังจากที่<strong data-start="3409" data-end="3441">มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong>เข้ามาให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรการของโรงเรียน จนทำให้<strong data-start="3532" data-end="3556">โรงเรียนป่าเด็งวิทยา</strong>กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน นอกจากการสนับสนุนการคัดแยกขยะต้นทางผ่านกิจกรรมของนักเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้บูรณาการเนื้อหาการจัดการขยะเข้าไปในรายวิชาต่าง ๆ พร้อมจัดทำหลักสูตรเฉพาะด้าน เพื่อสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจเรื่องการแยกและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี สิ่งที่ตามมาคือ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้กับครอบครัวและชุมชน จนเกิดแรงกระเพื่อมในระดับครัวเรือนที่ตระหนักถึงการคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องเผาให้น้อยที่สุด</p>
<h4 data-start="4017" data-end="4091"><span role="text"><strong data-start="4022" data-end="4091">เดินหน้า Zero Waste – Zero Landfill พร้อมระบบดิจิทัลติดตามคาร์บอน</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45311" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_07-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="4093" data-end="5110"><strong data-start="4093" data-end="4115">ดร.วิมลรัตน์ สีสัน</strong> ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง <strong data-start="4180" data-end="4212">มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong> ระบุถึงแนวคิดการทำงานและเป้าหมายของโครงการว่า “มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด <strong data-start="4351" data-end="4381">Zero Waste – Zero Landfill</strong> ร่วมกับชุมชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากควันไฟในการเผาขยะแบบเปิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเด็กนักเรียนและคนในชุมชน เราสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กนักเรียน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยให้ความรู้และสร้างความตระหนักในการลดปริมาณขยะ รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง เช่น ถังหมักบ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว และที่สำคัญคือการสนับสนุนนวัตกรรมเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษให้กับหมู่บ้านและสถานศึกษา รวมถึงจับมือกับพันธมิตรนำแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการและบันทึกข้อมูลขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อยกระดับสู่ระบบที่สามารถติดตามข้อมูลด้านการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล และยังต่อยอดการเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกด้วย</p>
<p data-start="4093" data-end="5110"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45312" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05.jpg" alt="" width="660" height="447" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05-300x203.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05-768x520.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05-150x102.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_05-500x339.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="5112" data-end="5675">&#8220;โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ อยากเห็นเด็ก ๆ มีความตระหนัก และอยากให้ทุกคน รวมถึงสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาคือเจ้าของโครงการที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ด้วยการกำจัดขยะ ลดปริมาณขยะ ซึ่งการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์การดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงมีแผนขยายโมเดลการทำงานลักษณะนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย อาทิ เพชรบุรี ราชบุรี อุทัยธานี รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรายละเอียดของการดำเนินการอาจจะต่างไปจากพื้นที่ป่าเด็ง แต่รูปแบบจะยังคงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ชุมชน และภาคเอกชน&#8221; <strong data-start="5653" data-end="5669">ดร.วิมลรัตน์</strong> กล่าว</p>
<h4 data-start="5677" data-end="5737"><span role="text"><strong data-start="5682" data-end="5737">นวัตกรรมเตาเผาชีวมวลลดมลพิษและการมีส่วนร่วมของชุมชน</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45313" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08.jpg" alt="" width="660" height="440" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_08-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="5739" data-end="6566"><strong data-start="5739" data-end="5754">โกศล แสงทอง</strong> รองนายก<strong data-start="5762" data-end="5794">องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง</strong> และปราชญ์เกษตร ผู้คิดค้นและทำวิจัยเกี่ยวกับเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า พื้นที่ป่าเด็งติดข้อกฎหมายอุทยานฯ ห้ามเผาขยะแบบเปิดในที่โล่ง <strong data-start="5931" data-end="5986">ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายร่วมใจตามรอยพ่อ อบต.ป่าเด็ง</strong> จึงได้ศึกษาวิจัยและจดอนุสิทธิบัตร เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ที่ได้รับการรับรองจาก<strong data-start="6065" data-end="6099">สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</strong> ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อลดปริมาณควันและฝุ่นละอองที่จะปล่อยสู่อากาศ โดยจะปล่อยมลพิษ 8-10 ppm จากปกติ 1,400 ppm หากชุมชนมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะทั่วไปที่ส่งมาเผาในเตาจะเหลือเศษขี้เถ้าเพียง 3% เท่านั้น อบต. จึงร่วมกับ<strong data-start="6328" data-end="6360">มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย</strong>ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการคัดแยกขยะก่อนเผา เพื่อนำขยะบางประเภท เช่น พลาสติก มาสกัดเป็นน้ำมันตามขบวนการไพโรไลซิส (<strong data-start="6481" data-end="6494">Pyrolysis</strong>) และนำไปใช้กับเครื่องยนต์บางชนิด เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ”</p>
<p data-start="6568" data-end="7234"><strong data-start="6568" data-end="6587">หัสถญา อัคนียาน</strong> ตัวแทนประชาชนจากชุมชนป่าเด็ง ได้เล่าถึงการขับเคลื่อนระดับครัวเรือนว่า “หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณ 60 ครอบครัว ตอนนี้ทุกคนมีความตื่นตัวในเรื่องขยะกันมาก ทางอบต. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เข้ามาให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการคัดแยกขยะและการเผาขยะ โดยชาวบ้านจะแยกขยะที่ขายได้ออกมา ส่วนขยะอื่น ๆ จะนำมาเผา ตอนที่ยังไม่มีเตาเผาแต่ละบ้านจะเผาขยะกันเองควันมลพิษก็จะเยอะ แต่เมื่อมูลนิธิศุภนิมิตฯ มาทำเตาเผาให้ ควันที่เกิดตอนเผาขยะก็ลดน้อยลงมาก ทุกคนก็จะรวบรวมขยะที่คัดแยกแล้วของบ้านตนเองมาเผาที่เตาเผานี้ ขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็นำมาขุดหลุมฝัง ซึ่งตั้งแต่มีการคัดแยกขยะ และมีเตาเผาสำหรับเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยกแล้ว ทำให้ชุมชนสะอาด มองแล้วสบายตามากขึ้น</p>
<h4 data-start="7236" data-end="7285"><span role="text"><strong data-start="7241" data-end="7285">ต้นแบบการจัดการขยะสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน</strong></span></h4>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45314" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06.jpg" alt="" width="660" height="425" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06-300x193.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06-768x494.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06-150x97.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan_06-500x322.jpg 500w" sizes="(max-width: 660px) 100vw, 660px" /></p>
<p data-start="7287" data-end="7776">ความสำเร็จในการจัดการขยะของชุมชนป่าเด็งในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาความสะอาดของหมู่บ้านหรือการมีเตาเผาขยะชีวมวลที่ลดมลพิษเท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศการจัดการขยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จากนี้ไป พื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการระบบดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์และยกระดับการจัดการข้อมูลขยะอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการคาดเดาไปสู่การใช้ฐานข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพของการกำจัดขยะปลายทาง</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/world-vision-thailand-zero-waste-kaeng-krachan/">ศุภนิมิตฯ ยกระดับระบบจัดการขยะในเขตอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง หวังแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ION Energy ผนึก Sigenergy รุกติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนเพิ่ม 5,000 หลังใน 3 ปี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ion-energy-x-sigenergy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 04:01:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[ION Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Sigenergy]]></category>
		<category><![CDATA[ติดตั้งโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์ภาคครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์ภาคประชาชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45215</guid>

					<description><![CDATA[<p>ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำ จับมือ Sigenergy ผู้พัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะระดับโลก ขึ้นแท่นพันธมิตรในไทยในการขยายเครือข่ายติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคครัวเรือนในประเทศไทย เชื่อโครงการรัฐ “โซลาร์ภาคประชาชน” หนุนคนไทยเร่งติดตั้งโซลาร์ วางเป้าขยายการติดตั้งเพิ่มอีก 5,000 หลังในระยะเวลา 3 ปี ประเมินตลาดโซลาร์ประเทศไทยเติบโตระดับท็อปภูมิภาค มั่นใจความร่วมมือ 2 บริษัท หนุนโอกาสส่งมอบเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะสู่มือผู้บริโภค พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ion-energy-x-sigenergy/">ION Energy ผนึก Sigenergy รุกติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนเพิ่ม 5,000 หลังใน 3 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำ จับมือ Sigenergy ผู้พัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะระดับโลก ขึ้นแท่นพันธมิตรในไทยในการขยายเครือข่ายติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคครัวเรือนในประเทศไทย เชื่อโครงการรัฐ “โซลาร์ภาคประชาชน” หนุนคนไทยเร่งติดตั้งโซลาร์ วางเป้าขยายการติดตั้งเพิ่มอีก 5,000 หลังในระยะเวลา 3 ปี ประเมินตลาดโซลาร์ประเทศไทยเติบโตระดับท็อปภูมิภาค มั่นใจความร่วมมือ 2 บริษัท หนุนโอกาสส่งมอบเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะสู่มือผู้บริโภค</strong></p>
<p><span id="more-45215"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พีรกานต์ มานะกิจ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong> หรือ <strong>ION Energy</strong> ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Sigenergy ผู้พัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะระดับโลก ในฐานะพันธมิตรในประเทศไทยของ Sigenergy ในการร่วมกันขยายการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดให้ครอบคลุม 5,000 ครัวเรือนทั่วประเทศไทย ภายในระยะเวลา 3 ปี (2026–2029) พร้อมทั้งมุ่งพัฒนาเครือข่ายการขายและบริการในตลาดที่อยู่อาศัยของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน</p>
<p>“ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักติดตั้งโซลาร์เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าช่วงกลางวันเป็นหลัก ระยะแรกของการติดตั้งโซลาร์จึงเป็นการติดตั้งแบบ On-grid ที่ไม่มีการกักเก็บพลังงานไว้ใช้ และยังไม่จำเป็นต้องใช้ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานขั้นสูงมากนัก แต่ในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้นจากสถานการณ์สงคราม หลายรายจึงปรับมาติดตั้งโซลาร์แบบ Hybrid เพื่อกักเก็บพลังงานไว้ใช้ และต้องการเทคโนโลยี Inverter และ Energy Storage ขั้นสูงขึ้น นับเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจาก Sigenergy ซึ่งเป็นผู้ผลิต Solar Inverter และ Energy Storage ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ให้เป็นพันธมิตรรายแรกในไทย เพื่อมาร่วมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป” <strong>พีรกานต์</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45217" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02.jpg" alt="ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-03.jpeg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-03-150x150.jpeg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-04-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/ion-energy-x-sigenergy-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="ติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือน" /></a>

<p>ในอดีต ลูกค้าของ ION Energy ช่วง 3-5 ปีก่อนกว่า 95% เลือกติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid ซึ่งมุ่งเน้นการลดค่าไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก มีการติดตั้งระบบ Hybrid เพียง 5% ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนการติดตั้งระบบ Hybrid เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนคิดเป็น 40% ของยอดติดตั้งใหม่ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองหาระบบที่สามารถกักเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการ และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานภายในครัวเรือนมากขึ้น</p>
<p>ล่าสุด ภาครัฐยังได้ออกโครงการ “<strong>โซลาร์ภาคประชาชน</strong>” เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตไฟ ขายคืนได้ 2.20 บาท/หน่วย เป็นเวลา 10 ปี เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะยิ่งหนุนให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>ด้าน <span style="color: #6cb742;"><strong>โทนี่ สวี่</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Sigenergy</strong> กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเติบโตของพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะความต้องการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Sigenergy ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระดับโลก</p>
<p>“การจะเดินหน้าขยายตลาดในประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น นอกจากความต้องการในประเทศจะแข็งแกร่งแล้ว เราต้องมีพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญในตลาด มีความเข้าใจผู้บริโภค เข้าใจสินค้าของเราเป็นอย่างดี และสามารถติดตั้งหรือส่งมอบสินค้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีโอกาสได้ร่วมงานกับ ION Energy มาระยะหนึ่ง และเห็นถึงขีดความสามารถนี้ จึงได้ร่วมมือกันเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีอัจฉริยะของเราสู่ครัวเรือนไทยในวงกว้าง และร่วมนำพาประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด” <strong>โทนี่ สวี่</strong> กล่าว</p>
<p>ที่ผ่านมา บริษัทฯ เดินหน้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีบุคลากรกว่า 1,500 คนทั่วโลก และเกือบ 50% เป็นบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด ทั้งระบบ Solar Inverter และ Energy Storage ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น จึงมั่นใจว่าจะสามารถร่วมกับ ION Energy ส่งมอบเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทยได้</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ion-energy-x-sigenergy/">ION Energy ผนึก Sigenergy รุกติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนเพิ่ม 5,000 หลังใน 3 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ZEEKR เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ‘Ultra-Fast Charging’ ชาร์จเต็มใน 18 นาที รับดีมานด์ผู้ใช้ EV ที๋ไม่ต้องการรอนาน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/zeekr-ultra-fast-charging/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 04:44:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[ZEEKR]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สถานีอัดประจุไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45077</guid>

					<description><![CDATA[<p>จำนวนรถไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ส่งผลให้สถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานีชาร์จสะสมถึง 5,000 จุดในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นเป็นของ ZEEKR ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อความต้องการ “Fast Charge” เนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้รถ EV ในยุคนี้ ไม่มีใครอยากนั่งรอการชาร์จนาน ๆ อีกต่อไป แต่ทุกคนต้องการความเร็วจากการชาร์จเพียง 15-20 นาที การติดตั้ง “สถานีอัดประจุไฟฟ้า TPM 960 Ultra-Fast Charging” จาก ZEEKR ที่เพิ่งเปิดตัว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/zeekr-ultra-fast-charging/">ZEEKR เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ‘Ultra-Fast Charging’ ชาร์จเต็มใน 18 นาที รับดีมานด์ผู้ใช้ EV ที๋ไม่ต้องการรอนาน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จำนวนรถไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ส่งผลให้สถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานีชาร์จสะสมถึง 5,000 จุดในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นเป็นของ <strong>ZEEKR</strong> ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อความต้องการ “Fast Charge” เนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้รถ EV ในยุคนี้ ไม่มีใครอยากนั่งรอการชาร์จนาน ๆ อีกต่อไป แต่ทุกคนต้องการความเร็วจากการชาร์จเพียง 15-20 นาที</p>
<p><span id="more-45077"></span></p>
<p>การติดตั้ง “สถานีอัดประจุไฟฟ้า TPM 960 Ultra-Fast Charging” จาก ZEEKR ที่เพิ่งเปิดตัว จึงตอบสนองต่อพฤติกรรมความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยใช้ความเร็วในการชาร์จจาก 0 ถึง 100% เพียง 18 นาทีเท่านั้น ภายใต้ความร่วมมือจาก TPM Automotive, ZEEKR Intelligent Technology, กรุงเทพมหานคร, Sinexcel และพันธมิตร</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45079" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-02.jpg" alt="ZEEKR เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ‘Ultra-Fast Charging’" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อเล็ก เป่า จ้วงเฟย</span> (Mr. Alex Bao Zhuangfei) Head of Southeast Asia Region, ZEEKR Intelligent Technology กล่าวว่า </strong>ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่แบรนด์เลือกเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคนี้ เราได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในปี 2567 เพื่อก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียม ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยมีสถานีชาร์จสะสมมากกว่า 5,000 จุด ในปัจจุบัน  <strong>ZEEKR</strong> มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัยผ่านมาตรฐานโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการลงนามสัญญาเพื่อจัดตั้งสาขาแล้วกว่า 20 แห่ง และมีการเปิดดำเนินการไปแล้วประมาณ 15 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการและสนับสนุนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในไทย</p>
<p>ด้าน<strong><span style="color: #6cb742;">ยุทธนา ฤทัยวัฒนา</span> ประธานกลุ่มบริษัท ทีพีเอ็ม ออโตโมทีฟ </strong>กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ยุทธศาสตร์หลักไม่ใช่เพียงแค่การจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่คือการสร้าง &#8220;EV Ecosystem&#8221; ที่ครบวงจร ซึ่งรวมถึงการบริการหลังการขายและการลงทุนสร้างสถานีชาร์จเพื่อรองรับการใช้งานจริง ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมจากรัฐบาลในเรื่องการประหยัดพลังงานและคาร์บอนเครดิตที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญอย่างมาก</p>
<p>ภายในระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">นฤดล ธนสุทธิพร</span> ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ  TPM Group </strong>กล่าวว่า สถานีชาร์จ TPM 960 Ultra Fast Charging ออกแบบมาเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง โดยเทคโนโลยีนี้มีความโดดเด่นที่ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟปกติได้ถึง 500 แอมป์ และสามารถ Boost ได้สูงสุดถึง 700 แอมป์ เพื่อรองรับระบบ Ultra-charge ที่ช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จ สำหรับสถานีแห่งนี้มีการติดตั้งหัวชาร์จรวมทั้งสิ้น 8 หัว รองรับค่าเฉลี่ยประมาณ 8 ครั้งต่อ 1 หัวชาร์จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถรองรับการใช้บริการของผู้บริโภคได้มากกว่า 20,000 ยูนิตต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขีดความสามารถในการรองรับการขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในเขตเมือง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมาสู่ระบบขนส่งที่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างการบริการสาธารณะและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองสีเขียวระดับสากล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45080" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-03.jpg" alt=" ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"> </span><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง</span> รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตัวแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า </strong>กรุงเทพมหานครได้เริ่มจัดทำแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งครอบคลุมทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 19% จากกรณีปกติ ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 10.15 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ก่อนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ซึ่งมากกว่า 90% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 จะมาจากมาตรการในภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45081" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-04.jpg" alt="ZEEKR เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ‘Ultra-Fast Charging’" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/zeekr-ultra-fast-charging-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>การเปิดสถานี Ultra-Fast Charging ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน</p>
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/zeekr-ultra-fast-charging/">ZEEKR เปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า ‘Ultra-Fast Charging’ ชาร์จเต็มใน 18 นาที รับดีมานด์ผู้ใช้ EV ที๋ไม่ต้องการรอนาน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford หนุนการเติบโตธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรใน US</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/banpu-cotton-cove-eagle-ford/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 06:41:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Cotton Cove]]></category>
		<category><![CDATA[Eagle Ford]]></category>
		<category><![CDATA[ดักจับและกักเก็บคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44992</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ประกาศความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) 2 โครงการ ได้แก่ คอตตอน โคฟ (Cotton Cove) และ อีเกิล ฟอร์ด (Eagle Ford) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ซึ่งพัฒนาและดำเนินงานโดย BKV Corporation&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-cotton-cove-eagle-ford/">บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford หนุนการเติบโตธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรใน US</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ประกาศความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) 2 โครงการ ได้แก่ คอตตอน โคฟ (Cotton Cove) และ อีเกิล ฟอร์ด (Eagle Ford) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ซึ่งพัฒนาและดำเนินงานโดย BKV Corporation (BKV) บริษัทพลังงานในสหรัฐฯ ที่บ้านปูถือหุ้นใหญ่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายการเติบโตของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ที่เชื่อมโยงธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เข้าด้วยกัน เพื่อต่อยอดสู่การผลิตก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p><span id="more-44992"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44995" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-01.jpg" alt="สินนท์ ว่องกุศลกิจ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-01.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สินนท์ ว่องกุศลกิจ</strong></span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดดำเนินงานของโครงการคอตตอน โคฟ และอีเกิล ฟอร์ด ตอกย้ำความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ และเน้นการลดคาร์บอนของกลุ่มบ้านปู โดยบริษัทฯ มุ่งต่อยอดจุดแข็งจากการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร พร้อมผสาน CCS เข้ากับสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างมูลค่าในระยะยาว สะท้อนศักยภาพด้านการพัฒนาและดำเนินโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในระดับเชิงพาณิชย์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44997" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04.jpg" alt="บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>คอตตอน โคฟ เป็นโครงการที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง BKV และ Banpu Power US โดยดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้ดิน คาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีตลอดอายุโครงการ ขณะที่ อีเกิล ฟอร์ด ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินงานภายใต้บริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง BKV และ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทพลังงานกลางน้ำชั้นนำ (Midstream Gas) ดำเนินการซื้อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ก่อนอัด ขนส่ง และกักเก็บไว้ถาวรในหลุมเจาะที่อยู่ใกล้เคียง โดยสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งสองโครงการได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44993" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-03.jpg" alt="บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>การดำเนินงานของโครงการคอตตอน โคฟ และอีเกิล ฟอร์ด ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการบาร์เนตต์ ซีโร่ (Barnett Zero) ซึ่งเป็นโครงการ CCS เชิงพาณิชย์แห่งแรกของ BKV ส่งผลให้ปัจจุบัน BKV มีโครงการ CCS ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวม 3 แห่งในสหรัฐฯ ต่อยอดการเติบโตของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ ของกลุ่มบ้านปู โดยยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการ CCS อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการกักเก็บคาร์บอนรวม 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ภายในปี 2571 สะท้อนทิศทางการเติบโตของกลุ่มบ้านปู และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว ตอกย้ำบทบาทของบ้านปูในการขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนอย่างมีความรับผิดชอบ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44997" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04.jpg" alt="บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/banpu-cotton-cove-eagle-ford-04-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/banpu-cotton-cove-eagle-ford/">บ้านปูเปิดตัวโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน Cotton Cove และ Eagle Ford หนุนการเติบโตธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรใน US</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โคเวสโตร เข้าซื้อกิจการโรงงานเวนคอเรกซ์เดิมในไทยและสหรัฐฯ เดินหน้าเสริมแกร่งเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/covestro-vencorex/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2026 08:19:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Covestro]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตสารอนุพันธ์ HDI]]></category>
		<category><![CDATA[โคเวสโตร]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44963</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ &#8211; 2 กรกฎาคม 2569 : โคเวสโตร ประกาศความสำเร็จอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเดิมของ Vencorex ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โรงงานระยองซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้รับการบูรณาการเข้าสู่เครือข่ายการผลิตของโควสโตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างสมบูรณ์แล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในธุรกิจสารเคลือบและสารยึดเกาะ โรงงานที่ระยองนี้มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสารอนุพันธ์ HDI (Hexamethylene Diisocyanate หรือ เฮกซาเมทิลีน ไดไอโซไซยาเนต) ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญสำหรับสารเคลือบโพลียูรีเทนประสิทธิภาพสูง กาว และสารซีลแลนท์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน เฟอร์นิเจอร์ไม้ และอิเล็กทรอนิกส์&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/covestro-vencorex/">โคเวสโตร เข้าซื้อกิจการโรงงานเวนคอเรกซ์เดิมในไทยและสหรัฐฯ เดินหน้าเสริมแกร่งเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ &#8211; 2 กรกฎาคม 2569 : <strong>โคเวสโตร ประกาศความสำเร็จอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเดิมของ Vencorex ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โรงงานระยองซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้รับการบูรณาการเข้าสู่เครือข่ายการผลิตของโควสโตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างสมบูรณ์แล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในธุรกิจสารเคลือบและสารยึดเกาะ</strong></p>
<p><span id="more-44963"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44965" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2.jpg" alt="โคเวสโตร เข้าซื้อกิจการโรงงานเวนคอเรกซ์เดิมในไทยและสหรัฐฯ" width="740" height="530" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2-300x215.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2-768x550.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2-150x107.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Covestro-HDI-production-site-in-Rayong_2-500x358.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>โรงงานที่ระยองนี้มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสารอนุพันธ์ HDI (Hexamethylene Diisocyanate หรือ เฮกซาเมทิลีน ไดไอโซไซยาเนต) ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญสำหรับสารเคลือบโพลียูรีเทนประสิทธิภาพสูง กาว และสารซีลแลนท์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐาน เฟอร์นิเจอร์ไม้ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับศูนย์การผลิตมาบตาพุดที่มีอยู่เดิมของโคเวสโตร ซึ่งผลิตโพลีคาร์บอเนต ฟิล์มชนิดพิเศษ และอีลาสโตเมอร์ ส่งผลให้ฐานการผลิตของบริษัทในประเทศไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งตอกย้ำสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ภายในเครือข่ายเอเชียแปซิฟิกของโคเวสโตร &#8220;การเพิ่มโรงงานในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอของเรา ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการผลิตในภูมิภาค และเพิ่มความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าจากสถานที่ผลิตที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกเขา&#8221; <span style="color: #6cb742;"><strong>โทมัส โรเมอร์</strong></span> <strong>หัวหน้ากลุ่มธุรกิจสารเคลือบและสารยึดเกาะ (Coatings and Adhesives) ในระดับโลกของโคเวสโตร</strong> กล่าว</p>
<p>การขยายฐานการผลิตที่ระยองส่งผลดีโดยตรงต่อลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ลดระยะเวลาในการจัดส่ง และสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงสารอนุพันธ์ HDI คุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอจากฐานการผลิตในท้องถิ่น</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>โมนีค บูค</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ ของโคเวสโตร</strong> กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้าสร้างขึ้นบนรากฐานของความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของเราในธุรกิจที่ลูกค้าพึ่งพาเราในด้านคุณภาพที่สม่ำเสมอ การจัดหาในภูมิภาค และความเชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้</p>
<p>สำหรับโคเวสโตรในประเทศไทย ความสำเร็จครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเติบโตในฐานะศูนย์กลางด้านการผลิตและนวัตกรรมของภูมิภาค</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44966" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2.jpg" alt="นิสา สุทธิพรไพศาลกุล" width="740" height="455" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2-300x185.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2-768x473.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2-150x92.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Nisa-Suttipornphaisankula_Covestro-Thailand-Managing-Director_2-500x308.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>นิสา สุทธิพรไพศาลกุล</strong></span> <strong>กรรมการผู้จัดการ บริษัท โควสโตร (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในเสาหลักเชิงกลยุทธ์ของการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คือการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของโคเวสโตรต่อตลาดนี้ ซึ่งโรงงานระยองจะช่วยเสริมสร้างความสามารถของเราในการให้บริการลูกค้าในประเทศไทยและทั่วทั้งภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
<p>การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของโคเวสโตรในการสร้างธุรกิจสารเคลือบและสารยึดเกาะระดับโลก สืบเนื่องจากการลงทุนก่อนหน้า อาทิ การเข้าซื้อกิจการธุรกิจ Resins &amp; Functional Materials จาก DSM</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/covestro-vencorex/">โคเวสโตร เข้าซื้อกิจการโรงงานเวนคอเรกซ์เดิมในไทยและสหรัฐฯ เดินหน้าเสริมแกร่งเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 04:06:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Mazda MHEV]]></category>
		<category><![CDATA[บีโอไอ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ออโต้อัลลายแอนซ์]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44917</guid>

					<description><![CDATA[<p>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/">บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;"><strong>บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7</strong><strong>,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก</strong></p>
<p><span id="more-44917"></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><strong><span style="color: #6cb742;">นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์</span> เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) </strong>เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)</p>
<p style="font-weight: 400;">ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค</p>
<p style="font-weight: 400;">การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไป</p>
<p style="font-weight: 400;">สำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV บอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อย CO<sub>2</sub> ไม่เกิน 100 g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อย CO<sub>2</sub> ตั้งแต่ 101 – 120 g/km) โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Traction Motor หรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ปี 2571 และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ</p>
<p style="font-weight: 400;">“การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” <strong>นฤตม์</strong> กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/boi-mazda-mhev/">บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันล้านบาท ดันไทยฐานการผลิตหลัก Mazda MHEV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อีโวลท์เปิดตัว &#8220;Evolt Station Hub&#8221; แห่งแรก บนถ.ลาดกระบัง ชูสถานีชาร์จ Ultra Fast รองรับทั้งรถส่วนบุคคล Fleet และ Taxi EV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/evolt-station-hub/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 07:21:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[Evolt Station Hub]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[อีโวลท์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44846</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 : อีโวลท์ เทคโนโลยี (Evolt Technology) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว &#8220;Evolt Station Hub&#8221; แห่งแรกของอีโวลท์บนถนนลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยการเป็นสถานีชาร์จที่มาพร้อมความปลอดภัยและความเร็วสูงระดับ Ultra Fast Charge ด้วยกำลังไฟรวมสูงถึง 960 กิโลวัตต์ (kW) นับเป็นหนึ่งในสถานีชาร์จที่มีกำลังไฟแรงที่สุดในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน พร้อมอำนวยความสะดวกในการชาร์จผ่านแอปพลิเคชัน Evolt&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/evolt-station-hub/">อีโวลท์เปิดตัว “Evolt Station Hub” แห่งแรก บนถ.ลาดกระบัง ชูสถานีชาร์จ Ultra Fast รองรับทั้งรถส่วนบุคคล Fleet และ Taxi EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ 26 มิถุนายน 2569 : <strong>อีโวลท์ เทคโนโลยี (Evolt Technology) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว &#8220;Evolt Station Hub&#8221; แห่งแรกของอีโวลท์บนถนนลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยการเป็นสถานีชาร์จที่มาพร้อมความปลอดภัยและความเร็วสูงระดับ Ultra Fast Charge ด้วยกำลังไฟรวมสูงถึง 960 กิโลวัตต์ (kW) นับเป็นหนึ่งในสถานีชาร์จที่มีกำลังไฟแรงที่สุดในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน พร้อมอำนวยความสะดวกในการชาร์จผ่านแอปพลิเคชัน Evolt เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ทุกกลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว</strong></p>
<p><span id="more-44846"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44848" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02.jpg" alt="พูนพัฒน์ โลหารชุน" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พูนพัฒน์ โลหารชุน</strong></span> ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว &#8220;<strong>Evolt Station Hub</strong>&#8221; ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคที่หลากหลาย จากสถิติข้อมูลสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่ายอดจดทะเบียนรถ EV ในไทยมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 62% ด้วยเหตุนี้ทำให้มีความต้องการ การชาร์จที่รวดเร็วและรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ตลอดวัน โดยสถานีแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนลาดกระบัง หนึ่งในพื้นที่ทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อการเดินทางสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เชื่อมต่อทั้งย่านที่พักอาศัย ศูนย์กลางธุรกิจ รวมถึงพื้นที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงและมีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล กลุ่มองค์กร รวมถึงรถขนส่งสาธารณะ เช่น รถ Fleet และ Taxi EV ดังนั้นการเปิดตัวสถานีชาร์จในครั้งนี้จึงช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44851" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05.jpg" alt="สถานีชาร์จ Evolt Station Hub" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-05-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>สำหรับ<strong>สถานีชาร์จ Evolt Station Hub</strong> ลาดกระบังแห่งนี้ ได้รับการออกแบบให้โดดเด่นทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงระดับ Ultra Fast Charge ด้วยกำลังไฟรวมสูงถึง 960 กิโลวัตต์ (kW) รองรับการชาร์จได้พร้อมกันหลายคัน พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีการชาร์จที่หลากหลาย เพื่อรองรับการใช้งานของรถยนต์ไฟฟ้าในทุกกลุ่ม ประกอบด้วย เครื่องชาร์จไฟกระแสตรง (DC Charging) แบบ Ultra Fast กำลังไฟสูงสุด 480 กิโลวัตต์ (kW) 2 เครื่อง จำนวน 12 หัวจ่าย ทำให้สถานีสามารถรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันสูงสุด 12 คัน ซึ่งช่วยลดระยะเวลารอคิวและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้ใช้บริการ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44849" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03.jpg" alt="สถานีชาร์จ Evolt Station Hub" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ขณะเดียวกันอีโวลท์ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Evolt ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการการชาร์จได้สะดวกและรวดเร็ว อาทิ การตรวจสอบสถานะเครื่องชาร์จแบบเรียลไทม์ การเลือกใช้บริการแบบ Walk-in พร้อมระบบชำระเงินที่สะดวกและรองรับการสะสมคะแนน ทั้งนี้เพื่อร่วมฉลองการเปิดตัวสถานีชาร์จแห่งใหม่ ได้จัดโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกกลุ่มทุกรุ่นสามารถชาร์จไฟได้ในราคาสุดพิเศษ เพียงลงทะเบียนใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Evolt เพื่อเปิดประสบการณ์การใช้งานสถานีชาร์จความเร็วสูง และส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-44850" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04.jpg" alt="สถานีชาร์จ Evolt Station Hub" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/Evolt-Station-Hub-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ปัจจุบัน อีโวลท์มีจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 337 สถานีใน 10 จังหวัด ครอบคลุมเมืองหลักในทุกภูมิภาค ทั้งบนเส้นทางคมนาคมหลักและเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญของประเทศไทย โดยอีโวลท์ยังคงเดินหน้าตอกย้ำพันธกิจในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาโซลูชันการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้และพันธมิตรทางธุรกิจสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
<p>&#8220;ในระยะต่อไปอีโวลท์มีแผนขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทยในระยะยาว&#8221; <strong>พูนพัฒน์</strong> กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/evolt-station-hub/">อีโวลท์เปิดตัว “Evolt Station Hub” แห่งแรก บนถ.ลาดกระบัง ชูสถานีชาร์จ Ultra Fast รองรับทั้งรถส่วนบุคคล Fleet และ Taxi EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SiS ปักหมุด Hub พลังงานสะอาดแห่งแรกในภาคตะวันออกที่ระยอง เสริมเครือข่ายกระจายสินค้าครบ 10 จุดทั่วประเทศ รับการเติบโตพลังงานสะอาด</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sis-solar-hub/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 09:23:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[SiS]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Hub]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์กระจายสินค้าโซลาร์เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44828</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS ผู้นำด้านเทคโนโลยีและการจัดจำหน่ายโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด “ศูนย์กระจายสินค้าโซลาร์เซลล์ จังหวัดระยอง” อย่างเป็นทางการ นับเป็น Solar Hub แห่งที่ 9 ของบริษัท และเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออก สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายการกระจายสินค้าและการให้บริการแก่คู่ค้าทั่วประเทศ รองรับความต้องการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พลังงานสะอาดของ SiS เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Solar Energy ที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ได้รับการจัดเตรียมสต็อกสินค้าเพื่อรองรับการส่งมอบให้กับคู่ค้าและโครงการต่าง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sis-solar-hub/">SiS ปักหมุด Hub พลังงานสะอาดแห่งแรกในภาคตะวันออกที่ระยอง เสริมเครือข่ายกระจายสินค้าครบ 10 จุดทั่วประเทศ รับการเติบโตพลังงานสะอาด</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS </strong>ผู้นำด้านเทคโนโลยีและการจัดจำหน่ายโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด “<strong>ศูนย์กระจายสินค้าโซลาร์เซลล์ จังหวัดระยอง”</strong> อย่างเป็นทางการ นับเป็น Solar Hub แห่งที่ 9 ของบริษัท และเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออก สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายการกระจายสินค้าและการให้บริการแก่คู่ค้าทั่วประเทศ รองรับความต้องการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย</p>
<p><span id="more-44828"></span></p>
<p>การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พลังงานสะอาดของ SiS เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Solar Energy ที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ได้รับการจัดเตรียมสต็อกสินค้าเพื่อรองรับการส่งมอบให้กับคู่ค้าและโครงการต่าง ๆ ในภาคตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังรองรับสินค้ารวมกว่า หมื่นแผ่นต่อเดือน สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับเหมา ผู้พัฒนาโครงการ ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 68/23 หมู่ที่ 4 ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ครอบคลุมจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา อันเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี โลจิสติกส์ ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งล้วนมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของ SiS สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ และองค์กรขนาดใหญ่ที่เร่งลงทุนด้าน Solar Rooftop เพื่อลดต้นทุนพลังงานและบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ขณะที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065 ส่งผลให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของภาคธุรกิจในปัจจุบัน</p>
<p>นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเดินหน้าผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) โดยมุ่งเพิ่มบทบาทของพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพสูงและมีอัตราการเติบโตโดดเด่นจากความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความ</p>
<p>ต้องการลดต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ตลาด Solar Energy ของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว</p>
<p>ปัจจุบัน SiS มีเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วประเทศมากกว่า 1,500 ราย และมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ Solar Solutions มากกว่า 200% ในช่วงครึ่งปีเมื่อเทียบจากปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการด้านพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ ศูนย์กระจายสินค้า ภาคครัวเรือนและองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานและเป้าหมายด้าน ESG</p>
<p>เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว ศูนย์กระจายสินค้าโซลาร์เซลล์จังหวัดระยองจึงได้รับการจัดเตรียมสินค้าให้พร้อมรองรับความต้องการของตลาดในภาคตะวันออกอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสินค้าแผงโซลาร์ LONGi และ JA Solar ซึ่งได้รับความนิยมในโครงการเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน รองรับการใช้งานในระยะยาว และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน นอกจากนี้ยังมีสินค้าและโซลูชันด้านพลังงานแสงอาทิตย์หลากหลายรุ่นที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับเหมา ผู้พัฒนาโครงการ และพันธมิตรทางธุรกิจในทุกระดับ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44830" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sis-solar-hub-02.jpg" alt="สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ" width="600" height="316" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sis-solar-hub-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sis-solar-hub-02-300x158.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sis-solar-hub-02-150x79.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sis-solar-hub-02-500x263.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">สมชัย สิทธิชัยศรีชาติ</span> กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) </strong>กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่แนวโน้มของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลก องค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากคู่ค้าและตลาดโลก ส่งผลให้การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของภาคธุรกิจไทย</p>
<p>SiS มองว่าบทบาทของ Distributor ในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายสินค้า แต่ต้องเป็นผู้เชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้พันธมิตรสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>“การเปิด Solar Hub จังหวัดระยองจึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ด้านพลังงานสะอาดของประเทศ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย เรายังคงเดินหน้าขยายเครือข่าย Solar Hub อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมด้านสินค้า โลจิสติกส์ และบริการให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” <strong>สมชัย</strong> กล่าว</p>
<p>ปัจจุบัน SiS มีเครือข่าย Solar Hub ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต หาดใหญ่ บางนา และระยอง รวมถึงคลังสินค้าหลัก (Main Warehouse) ในกรุงเทพมหานครอีก 1 แห่ง ส่งผลให้บริษัทมีเครือข่ายจุดกระจายสินค้าและคลังสินค้ารวมทั้งสิ้น 10 จุดทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้า ลดระยะเวลาการจัดส่ง และเพิ่มความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>การขยายเครือข่ายในครั้งนี้ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของการให้บริการในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ช่วยลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในภูมิภาคตะวันออกได้เมื่อเทียบกับการจัดส่งจากคลังสินค้าส่วนกลางเพียงแห่งเดียว อีกทั้งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารโครงการและการให้บริการแก่คู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>การขยายเครือข่าย Solar Hub ในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ SiS ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและการจัดจำหน่ายโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศ (Solar Ecosystem) ที่แข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาโครงการ และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วประเทศ ตั้งแต่การเข้าถึงสินค้า เทคโนโลยี การบริหารจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคและบริการหลังการขาย</p>
<p>SiS ยังมีแผนขยายเครือข่าย Solar Hub เพิ่มเติมในพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่นของประเทศในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตด้านพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sis-solar-hub/">SiS ปักหมุด Hub พลังงานสะอาดแห่งแรกในภาคตะวันออกที่ระยอง เสริมเครือข่ายกระจายสินค้าครบ 10 จุดทั่วประเทศ รับการเติบโตพลังงานสะอาด</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/eastwater-mou-062026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 04:15:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[อบจ.ระยอ]]></category>
		<category><![CDATA[อ่างเก็บน้ำดิบทับมา]]></category>
		<category><![CDATA[อีสท์ วอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เทศบาลตำบลทับมา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44694</guid>

					<description><![CDATA[<p>อีสท์ วอเตอร์ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมาเพื่อการออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มพื้นที่สาธารณะสีเขียว และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ร่วมกับ นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และนายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมาเพื่อการออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eastwater-mou-062026/">อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อีสท์ วอเตอร์ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (</strong><strong>MOU) โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมาเพื่อการออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มพื้นที่สาธารณะสีเขียว และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน</strong></p>
<p><span id="more-44694"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44695" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01.jpg" alt="อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน" width="850" height="512" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01-300x181.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01-768x463.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-01-500x301.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>นายบดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ร่วมกับ นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และนายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมาเพื่อการออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำดิบทับมาให้เป็นแหล่งออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างประโยชน์จากแหล่งน้ำให้เกิดคุณค่าต่อสังคมในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44698" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04.jpg" alt="นายบดินทร์ อุดล" width="850" height="566" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายบดินทร์ อุดล</strong></span> <strong>กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อีสท์ วอเตอร์</strong> กล่าวว่า อีสท์ วอเตอร์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับชุมชนโดยรอบแหล่งน้ำ การพัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมาในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะช่วยยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งพักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชน ควบคู่กับการรักษาบทบาทของอ่างเก็บน้ำในฐานะแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดระยอง</p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>นายปิยะ ปิตุเตชะ</strong></span> <strong>นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง</strong> กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพื้นที่สาธารณะคุณภาพให้กับประชาชนในจังหวัดระยอง ส่งเสริมสุขภาพและการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย</p>
<p>ขณะที่<span style="color: #6cb742;"><strong>นายสุทิน แก้วประถม</strong></span> <strong>นายกเทศมนตรีตำบลทับมา</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับพื้นที่อ่างเก็บน้ำดิบทับมาให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน สร้างพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการทำกิจกรรมร่วมกันของประชาชนในพื้นที่</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44699" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05.jpg" alt="อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน" width="850" height="564" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05-300x199.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05-768x510.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-05-500x332.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p>ในปี 2568 ที่ผ่านมา สระเก็บน้ำดิบทับมีประชาชนและผู้สนใจเข้ามาใช้บริการออกกกำลังกาย รวมทั้งสิ้น 70,014 คน ช่วงเวลาเย็นได้รับความนิยมสูงสุดในการใช้บริการ มากถึง 80% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและเอื้อต่อการออกกำลังกาย รวมถึงเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานที่ประชาชนสามารถเข้ามาพักผ่อนและดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวก เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มีจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดของปี โดยมีผู้เข้าใช้บริการรวม 11,657 คน สะท้อนถึงความนิยมในการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ตำบลทับมาและพื้นที่ใกล้เคียงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงกิจกรรมด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับชุมชน พร้อมเชิญชวนประชาชนที่สนใจมาใช้บริการและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสุขภาพดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44697" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03.jpg" alt="อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน" width="850" height="607" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03-300x214.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03-768x548.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03-150x107.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/eastwater-mou-062026-03-500x357.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/eastwater-mou-062026/">อีสท์ วอเตอร์ จับมือ อบจ.ระยอง และเทศบาลตำบลทับมา ลงนามความร่วมมือ พัฒนาอ่างเก็บน้ำดิบทับมา จ.ระยอง สู่พื้นที่ออกกำลังกายและพักผ่อนของชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 03:50:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Green Loan]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero 2050]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[แสนสิริ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44644</guid>

					<description><![CDATA[<p>พลวัตของโลกที่ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ทางเลือก&#8221; สู่ &#8220;รากฐานใหม่&#8221; ของขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนจาก &#8220;ความตั้งใจ&#8221; สู่ &#8220;การลงมือทำจริง&#8221; ที่มีมาตรฐานความโปร่งใสระดับสากลเป็นตัวกำกับ โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งหากไร้การขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/">แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พลวัตของโลกที่ความยั่งยืนได้เปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ทางเลือก&#8221; สู่ &#8220;รากฐานใหม่&#8221; ของขีดความสามารถในการแข่งขัน <strong>บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> ได้ประกาศปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านฟอรัมใหญ่แห่งปี <strong>“GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future”</strong> เพื่อส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนจาก &#8220;ความตั้งใจ&#8221; สู่ &#8220;การลงมือทำจริง&#8221; ที่มีมาตรฐานความโปร่งใสระดับสากลเป็นตัวกำกับ โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งหากไร้การขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศลดลงถึง 40% ภายในปี พ.ศ. 2591</p>
<h3>กลยุทธ์ ‘3 Green Framework’ ตัวเร่งสำคัญสู่ Green Finance</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44646" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02.jpg" alt="อุทัย อุทัยแสงสุข" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อุทัย อุทัยแสงสุข</span> กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ <strong>3 Green Framework</strong> (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture &amp; Design) ตลอด Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน  พร้อมกันนี้ได้นำกรอบ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์</p>
<p>ทั้งนี้ แสนสิริถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า <strong>Emission Intensity</strong> (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล ดัชนีดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งแสนสิริทำค่า Energy Intensity ได้ที่ 59.16 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อปี ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของภาครัฐที่กำหนดไว้ที่ 80 เรียบร้อยแล้ว</p>
<h3>นำร่อง Green Loan 4,000 ล้านบาท</h3>
<p>นอกจากนี้ แสนสิริยังได้รับความสนับสนุนด้าน Green Finance จากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรวมแล้ว 6 โครงการ โดยสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เช่น การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา</p>
<p>“แสนสิริตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 14% และตั้งเป้าหมายระยะกลางที่จะลดให้ได้ 20% ภายในปี พ.ศ. 2573” ส่วนบนของฟอร์ม<strong> อุทัย </strong>กล่าว ส่วนล่างของฟอร์ม</p>
<h3>SET เดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคาร์บอน เลี่ยง Climate Risk</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44647" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03.jpg" alt="อัสสเดช คงสิริ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อัสสเดช คงสิริ</span> กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)</strong> กล่าวว่า ในปัจจุบันค่านิยมของตลาดทุนโลกได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG อย่างเต็มตัว โดยแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างมูลค่าในระยะยาวที่มีกรอบเวลาการลงทุน ตั้งแต่ 5-8 ปี จนถึง 20-30 ปี  จากข้อมูลระบุว่านักลงทุนสถาบันต่างประเทศมีข้อกำหนดที่เข้มงวด โดยจะไม่เข้าลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผนงานหรือมาตรฐาน ESG ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นและความสามารถในการระดมทุน ขณะที่ในประเทศไทย รัฐบาลได้สนับสนุนผ่านกองทุน Thai ESG ที่มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) ของกองทุนประเภทนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.69% ของปริมาณการปล่อยทั้งโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งถูกจัดอยู่ใน 20 อันดับแรก (Top 20) ของโลกในด้านความเสี่ยงจากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) หากไม่มีการดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี พ.ศ. 2591 GDP ของไทยอาจลดลงถึง 40% โดยตัวเลขการเติบโตอาจติดลบถึง 4% เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลในกรุงเทพฯ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตรกรรม</p>
<p>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความรู้และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งได้พัฒนาเครื่องมืออย่าง SET Carbon Calculator ร่วมกับภาคธนาคารเพื่อช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สามารถวัดผลได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ตั้งเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรเองซึ่งได้รับการรับรองจาก SBTi ในยุโรป เพื่อนำองค์ความรู้มาส่งต่อให้แก่บริษัทจดทะเบียน</p>
<h3>ความยั่งยืน ≠ CSR</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44648" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04.jpg" alt="ขัตติยา อินทรวิชัย" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/sansiri-green-up-2026-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ขัตติยา อินทรวิชัย</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ร</strong>ะบุถึงบทบาทของภาคการเงินในการหนุนธุรกิจสีเขียวว่า ปัจจุบันแนวคิดเรื่องความยั่งยืน และ ESG ได้เปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมเพื่อสังคมไปสู่การเป็น &#8220;ระเบียบโลกใหม่&#8221; ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภาคธุรกิจที่สามารถปรับตัวตามกติกาใหม่นี้ได้สำเร็จ จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงิน ตลอดจนสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง</p>
<p>โดยตลาดตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่มีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนักลงทุนสถาบันระดับโลกอย่าง BlackRock และ Goldman Sachs ต่างเร่งขยายการลงทุนใน Sustainable Finance อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในผลตอบแทนระยะยาวจากบริษัทที่มีแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน</p>
<h3>Transition Enabler ดัน Green Finance หนุนธุรกิจไทยสู่ Net Zero</h3>
<p>สำหรับประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าตลาดที่เกี่ยวข้องในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินได้ปรับบทบาทสู่การเป็น &#8220;Transition Enabler&#8221; เพื่อสนับสนุนธุรกิจผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งการพิจารณาสินเชื่อจะอ้างอิงตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy เพื่อป้องกันการฟอกเขียวและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (Less Brown) ผ่านนวัตกรรมทางการเงิน อาทิ สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (SPT) และหุ้นกู้พ่วงคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sansiri-green-up-2026/">แสนสิริ ปักหมุดมาตรฐาน ‘Thailand Taxonomy’ นำร่อง Green Loan 4 พันล้านบาท ปลดล็อกทุนสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SENA Solar จับมือ Huawei ยกระดับ Green Lifestyle Ecosystem พร้อมต่อยอดโซลูชันครบวงจร</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sena-solar-x-huawei/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 07:23:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Industry News]]></category>
		<category><![CDATA[Green Lifestyle Ecosystem]]></category>
		<category><![CDATA[Huawei]]></category>
		<category><![CDATA[SENA Solar]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44633</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในวันที่ต้นทุนพลังงานกลายเป็นภาระสำคัญของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โซลาร์เซลล์จึงไม่ได้เป็นเพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต ขณะเดียวกัน การเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญและความมั่นคงเพียงพอที่จะดูแลระบบได้ตลอดอายุการใช้งาน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เจ้าของบ้านและภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กลุ่มบริษัทเสนา โดย บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด (SENA Solar Energy) ผู้บุกเบิกธุรกิจโซลาร์ของประเทศไทยที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดมากกว่า 17 ปี มุ่งมั่นพัฒนาและคัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบโซลูชัน พลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งภาคที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ ในการลดต้นทุนพลังงานและก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ล่าสุดจับมือกับ Huawei Digital Power ผู้นำเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก เพื่อนำโซลูชันพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และเชื่อถือได้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sena-solar-x-huawei/">SENA Solar จับมือ Huawei ยกระดับ Green Lifestyle Ecosystem พร้อมต่อยอดโซลูชันครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในวันที่ต้นทุนพลังงานกลายเป็นภาระสำคัญของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โซลาร์เซลล์จึงไม่ได้เป็นเพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต ขณะเดียวกัน การเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญและความมั่นคงเพียงพอที่จะดูแลระบบได้ตลอดอายุการใช้งาน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เจ้าของบ้านและภาคธุรกิจให้ความสำคัญ</strong></p>
<p><span id="more-44633"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44634" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2.jpg" alt="SENA Solar จับมือ Huawei ยกระดับ Green Lifestyle Ecosystem พร้อมต่อยอดโซลูชันครบวงจร" width="850" height="566" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/SENA-Solar-Partners-with-Huawei-2-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>
<p><strong>กลุ่มบริษัทเสนา โดย บริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด</strong> (SENA Solar Energy) ผู้บุกเบิกธุรกิจโซลาร์ของประเทศไทยที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดมากกว่า 17 ปี มุ่งมั่นพัฒนาและคัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบโซลูชัน พลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งภาคที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ ในการลดต้นทุนพลังงานและก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ล่าสุดจับมือกับ Huawei Digital Power ผู้นำเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก เพื่อนำโซลูชันพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และเชื่อถือได้ มาต่อยอดการพัฒนา Green Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมบ้าน พลังงาน และการเดินทาง</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด</strong> กล่าวว่า จากประสบการณ์กว่า 45 ปีด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของกลุ่มเสนากับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดกว่า 17 ปี เราเชื่อว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ดี ไม่ใช่เพียงการเลือกอุปกรณ์ที่ดีที่สุด แต่ต้องออกแบบระบบพลังงานให้เหมาะกับโครงสร้าง ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตของลูกค้า ทีมวิศวกรของเราดูแลใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์โครงสร้าง ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เพียงทางเลือกในการลดค่าไฟ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ลูกค้าทั้งในภาคที่อยู่อาศัย รวมถึงลูกค้าองค์กรและภาคธุรกิจ ไว้วางใจให้ SENA Solar Energy ดูแลด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่ได้เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญเรื่องโซลาร์ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านที่เข้าใจพลังงานด้วย”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>แจ็ค เจิ้ง</strong></span> <strong>กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัล (Digital Power) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวว่า Huawei Digital Power มุ่งมั่นผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีพลังงานที่มีมาตรฐานระดับโลก ความร่วมมือกับ SENA Solar Energy ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดโซลาร์และโซลูชันระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) จากภายในโครงการที่อยู่อาศัย สู่ลูกค้าทั่วไป เพื่อให้ทุกครัวเรือนได้เข้าถึงโซลูชัน Huawei FusionSolar ที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย เชื่อถือได้ และสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างชาญฉลาด”</p>
<p>ปัจจุบัน<strong> SENA Solar Energy</strong> ให้บริการแบบ One-Stop Service ตั้งแต่การสำรวจ ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงดูแลหลังการขาย โดยนำมาตรฐานการดูแลลูกค้าแบบ Developer มาต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงาน พร้อมคัดสรรเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก เช่น Huawei เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบโซลาร์เซลล์ เพราะโซลาร์เซลล์ไม่ใช่แค่การติดตั้งครั้งเดียว แต่เป็นการลงทุนระยะยาว ลูกค้าจึงต้องการทั้งเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและผู้ให้บริการที่มีความมั่นคง พร้อมดูแลระบบอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน โดย SENA Solar Energy มีบริการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบ (O&amp;M) ปีละ 2 ครั้ง รับประกันงานติดตั้ง 2 ปี พร้อมทีม Service และ Customer Care ที่ดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าระบบจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในระยะยาว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sena-solar-x-huawei/">SENA Solar จับมือ Huawei ยกระดับ Green Lifestyle Ecosystem พร้อมต่อยอดโซลูชันครบวงจร</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
