จำนวนรถไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ส่งผลให้สถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานีชาร์จสะสมถึง 5,000 จุดในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นเป็นของ ZEEKR ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อความต้องการ “Fast Charge” เนื่องจากพฤติกรรมผู้ใช้รถ EV ในยุคนี้ ไม่มีใครอยากนั่งรอการชาร์จนาน ๆ อีกต่อไป แต่ทุกคนต้องการความเร็วจากการชาร์จเพียง 15-20 นาที
การติดตั้ง “สถานีอัดประจุไฟฟ้า TPM 960 Ultra-Fast Charging” จาก ZEEKR ที่เพิ่งเปิดตัว จึงตอบสนองต่อพฤติกรรมความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยใช้ความเร็วในการชาร์จจาก 0 ถึง 100% เพียง 18 นาทีเท่านั้น ภายใต้ความร่วมมือจาก TPM Automotive, ZEEKR Intelligent Technology, กรุงเทพมหานคร, Sinexcel และพันธมิตร

อเล็ก เป่า จ้วงเฟย (Mr. Alex Bao Zhuangfei) Head of Southeast Asia Region, ZEEKR Intelligent Technology กล่าวว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่แบรนด์เลือกเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคนี้ เราได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในปี 2567 เพื่อก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียม ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยมีสถานีชาร์จสะสมมากกว่า 5,000 จุด ในปัจจุบัน ZEEKR มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัยผ่านมาตรฐานโรงงานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการลงนามสัญญาเพื่อจัดตั้งสาขาแล้วกว่า 20 แห่ง และมีการเปิดดำเนินการไปแล้วประมาณ 15 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการและสนับสนุนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในไทย
ด้านยุทธนา ฤทัยวัฒนา ประธานกลุ่มบริษัท ทีพีเอ็ม ออโตโมทีฟ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ยุทธศาสตร์หลักไม่ใช่เพียงแค่การจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่คือการสร้าง “EV Ecosystem” ที่ครบวงจร ซึ่งรวมถึงการบริการหลังการขายและการลงทุนสร้างสถานีชาร์จเพื่อรองรับการใช้งานจริง ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมจากรัฐบาลในเรื่องการประหยัดพลังงานและคาร์บอนเครดิตที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญอย่างมาก
ภายในระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์
นฤดล ธนสุทธิพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ TPM Group กล่าวว่า สถานีชาร์จ TPM 960 Ultra Fast Charging ออกแบบมาเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง โดยเทคโนโลยีนี้มีความโดดเด่นที่ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟปกติได้ถึง 500 แอมป์ และสามารถ Boost ได้สูงสุดถึง 700 แอมป์ เพื่อรองรับระบบ Ultra-charge ที่ช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จ สำหรับสถานีแห่งนี้มีการติดตั้งหัวชาร์จรวมทั้งสิ้น 8 หัว รองรับค่าเฉลี่ยประมาณ 8 ครั้งต่อ 1 หัวชาร์จ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถรองรับการใช้บริการของผู้บริโภคได้มากกว่า 20,000 ยูนิตต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขีดความสามารถในการรองรับการขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในเขตเมือง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมาสู่ระบบขนส่งที่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างการบริการสาธารณะและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองสีเขียวระดับสากล

ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ตัวแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้เริ่มจัดทำแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งครอบคลุมทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและการกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายระดับประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 19% จากกรณีปกติ ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 10.15 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ก่อนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ซึ่งมากกว่า 90% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 จะมาจากมาตรการในภาคพลังงานและการขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

การเปิดสถานี Ultra-Fast Charging ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน