นครหลวงคอนกรีต เดินหน้าธุรกิจเหมืองหินในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ผ่านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตชุมชนใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

ล่าสุดบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นกล้าไม้ฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ โรงโม่หินชลบุรี อินทรี อะกรีเกต และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โรงเรียนบ้านมาบคล้า อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยคณะผู้บริหารและพนักงานอาสาจากกลุ่มบริษัทฯ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กรพันธมิตร ลูกค้า และชุมชนมาบคล้า ได้ร่วมกันปลูกต้นสะเดา จำนวน 600 ต้น ในพื้นที่ Buffer Zone เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ ลดผลกระทบจากการดำเนินงาน รวมถึงจัดกิจกรรมสันทนาการและให้ความรู้ในเรื่องความปลอดภัย และเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านมาบคล้าที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

มนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 เป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
แนวทางสำคัญครอบคลุมการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและน้ำ การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทางเลือก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและชุมชน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เหมืองโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ด้านอมฤต มณีเสาวนพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอะกรีเกต บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือ อินทรี อะกรีเกต กล่าวว่า เหมืองหินชลบุรี อินทรี อะกรีเกตเป็นเหมืองเปิดพื้นที่ 780 ไร่ ในอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีอายุสัมปทาน 23 ปี เริ่มก่อสร้างในปี 2568 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1.2 ล้านตันต่อปี โดยเริ่มกำลังการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1.2 ล้านตันต่อปีในระยะต่อไป
ทั้งนี้ บริษัท ฯได้ตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันวัสดุมวลรวมคุณภาพสูงและยั่งยืน มีแนวทางใช้ทรัพยากรหินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ STONETEC ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หินทดแทนจากวัสดุพลอยได้ในกระบวนการผลิต (By-product) และ SANDTEC หรือทรายประดิษฐฺ์ (Manufacture Sand) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากใช้ทดแทนทรายธรรมชาติได้ 100% เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อดททำการสื่อสารถึงการใช้งาน
“ในส่วนของราคา STONETEC และ SANDTEC อาจจะสูงกว่าหินและทรายธรรมชาติ แต่มีคุณค่าเศรษฐศาสตร์ทางธุรกิจ กล่าวคือ ถ้าลูกค้าใช้แล้ว ต้นทุนจะไม่แพงหรือสูงกว่าทรายธรรมชาติแบบเดิม เพราะสามารถไปลดวัสดุประเภทอื่นได้ ด้วยคุณสมบัติที่คงที่ของ STONETEC และ SANDTEC ทำให้ควบคุมคุณภาพในการผลิตได้ ที่สำคัญมีทีมเทคนิคที่เข้ามาช่วยสอน คาดว่า STONETEC และ SANDTEC จะเป็นทางเลือกใหม่ของวัสดุก่อสร้างในอนาคต” อมฤต กล่าว

การบริหารจัดการเหมืองดำเนินภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความปลอดภัย” ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านฝุ่น อาทิ ระบบพ่นละอองน้ำทำงานตลอดการทำเหมือง 10 ชั่วโมง และมีรถพ่นละอองน้ำฉีดลดฝุ่น ด้านเสียง และแรงสั่นสะเทือนได้มีการแจ้งชุมชนและโรงเรียนข้างเคียง หากได้รับผลกระทบให้แจ้งทางบริษัทฯ ได้ทันทีหรือติดต่อผ่านทางผู้ใหญ่บ้าน ด้านการบริหารจัดการน้ำ มีใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง อีกทั้งยังวางแผนที่จะใช้รถตักแบบ Hybrid เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิลอีกด้วย
“โรงโม่หินมี 2 ส่วนสำคัญหลักๆ คือ หน้าเหมือง เช่น การระเบิดหน้าเหมือง มีเสียง เน้นความปลอดภัย และส่วนของโรงโม่ ซึ่งจะมีอาคารคลุม เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมทั้งฝุ่น และเสียง มีการติดตั้ง Dust Collector เพื่อดักจับฝุ่น ไม่ให้ฝุ่นกระจาย” อมฤต กล่าว

นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อม อินทรี อะกรีเกต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนโรงเรียนบ้านมาบคล้า ทั้งการปรับปรุงอาคารเรียน ทาสีรั้ว จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมสันทนาการและการเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชน รวมทั้งชุมชนมาบคล้า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เหมืองด้วย อีกทั้งบริษัทฯ ยังสนับสนุนการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ ประเพณีวิ่งควาย ลอยกระทง งานกฐินและงานทอดผ้าป่า รวมถึงเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

อมฤต กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ได้วางแผนฟื้นฟูเหมืองหินชลบุรีของ อินทรี อะกรีเกต จำนวน 4 ระยะ ประกอบด้วย การวางแผนก่อนทำเหมือง การฟื้นฟูระหว่างทำเหมือง การปิดเหมืองและฟื้นฟูขั้นสุดท้าย และการติดตามผลหลังปิดเหมือง เพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัย สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และคงคุณค่าต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สำหรับแผนการฟื้นฟูดำเนินการตามมาตรการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA (Environmental Impact Assessment) คือ การปลูกต้นไม้ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 82.6% ของพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด พร้อมพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ ขณะที่บ่อน้ำอีก 17.4% จะใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชนโดยรอบ

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ “Buffer Zone” เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชน
ทางธรรมชาติ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัทฯ เลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทนทาน เจริญเติบโตได้ดี และดูแลรักษาง่าย อย่างต้นสะเดา ประดู่ป่า พะยูง ตะแบก กระถินเทพา มะค่าโมง และยางนา