กรุงเทพฯ : นูออโว พลัส (Nuovo Plus) ชูโซลูชันแบตเตอรี่สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ควบคู่การเดินหน้าประกอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการร่วมลงทุนกับGotion High-tech Co., Ltd. ผู้ผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ขยายการใช้พลังงานสะอาด เสริมความมั่นคงทางไฟฟ้า พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบาย “30@30” ในภาคขนส่ง ซึ่งตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 เพื่อนำพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้ ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เกิดจากสภาวะสงคราม
ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับล่าสุด รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ได้ถึง 70% ของความต้องการทั้งหมด โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายตัวของโซลาร์ฟาร์ม พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานน้ำ รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ไว้ที่ขนาด 10 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้าจากรูปแบบเดิมที่รัฐเป็นผู้ผลิตรายเดียว (Enhanced Single Buyer) ไปสู่รูปแบบการกระจายตัวที่ผู้บริโภคสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและเกิดการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคตผ่านระบบ Wheeling Access

ดรุณพร กมลภุส กรรมการผู้จัดการ บริษัท นูออโว พลัส จำกัด (Nuovo Plus) กล่าวว่า องค์กรยุคใหม่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการบริหารจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ครอบคลุม ทั้งการเพิ่มเสถียรภาพในระบบโครงข่ายไฟฟ้าและการส่งเสริมระบบขนส่งสะอาด บริษัท นูออโว พลัส จำกัด ภายใต้กลุ่มปตท.จึงก่อตั้งขึ้นในปี 2022 เพื่อวางยุทธศาสตร์สำคัญในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานครบวงจร เน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ BESS เพื่อเปลี่ยนต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจสู่ความได้เปรียบ พร้อมสนับสนุน ระบบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเร่งการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง
นูออโว พลัส ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Battery at the Core” โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. โซลูชัน BESS สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ให้บริการบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์รูปแบบการใช้ไฟฟ้า การออกแบบติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ร่วมกับ Solar PV การบริหารจัดการช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Shaving) ผ่านระบบ Nuovo Plus Energy Management System (EMS) ควบคู่กับบริการ Energy-as-a-Service (EaaS) แบบ Zero Upfront Investment เพื่อช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และบรรลุเป้าหมาย ESG คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30%
และ2. การผลิตและประกอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ด้วยการร่วมลงทุนกับ Gotion High-tech Co., Ltd. ผู้ผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชั้นนำของโลก และผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับ 3 ของจีน จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เอ็นวี โกชัน (NV Gotion) ที่จังหวัดระยอง ภายใต้ชื่อ บริษัท เอ็นวี โกชั่น จำกัด (NV Gotion) เพื่อเป็นฐานการประกอบแบตเตอรี่คุณภาพสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รองรับตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลไฟฟ้าและยานยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น MG และขยายการบริการไปสู่ระบบ Power Train และงานบริการหลังการขายแบบครบวงจรคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 70%
ดรุณพร กล่าวต่อว่า สถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคครัวเรือนของประเทศไทยในปัจจุบัน มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาค่ำจากการใช้งานเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่การใช้เครื่องปรับอากาศจะเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางวัน ส่งผลให้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบช่วงเวลาการใช้ (Time of Use: TOU) มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของผู้บริโภค โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างอัตราค่าไฟฟ้าในช่วง On-peak ประมาณ 5 บาทต่อหน่วย และช่วง Off-peak หลัง 22:00 น. ที่ประมาณ 3 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งจูงใจให้ผู้รับเหมาและผู้บริโภคหันมาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ควบคู่กับแบตเตอรี่ (BESS) มากขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยต้องบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าที่มีปริมาณความต้องการสูงถึงประมาณ 230 kWh ต่อปี ซึ่งหากรวมการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งที่ปัจจุบันใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าอีก 230 kWh ต่อปี
“ดังนั้นระบบไฟฟ้าทั้งประเทศจึงจำเป็นต้องรองรับพลังงานมหาศาล ทำให้ระบบกักเก็บพลังงานเป็นกุญแจสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายและมีความน่าเชื่อถือสูงเมื่อเทียบกับวิธีอื่น เมื่อต้องการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียวเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ประเทศไทยอาจต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ในขนาดที่ใหญ่กว่าความต้องการเฉลี่ยถึง 6 เท่า เพื่อใช้พลังงานโดยตรง 1 ส่วนและกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีก 5 ส่วน ซึ่งอาจต้องใช้พื้นที่ติดตั้งรวมเทียบเท่ากับพื้นที่ของจังหวัดสระบุรีทั้งจังหวัด” ดรุณพร กล่าว
สำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและพาณิชย์ (C&I) ถือเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวในการใช้ระบบ BESS สูงที่สุด เนื่องจากต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้เกินขีดจำกัดเดิมที่ 30% ไปสู่ระดับ 50-100% และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับระบบการผลิต
ด้านสุทธิภูมิ พุ่มหิรัญ ผู้อำนวยการ – กลยุทธ์และธุรกิจองค์กร บริษัท นูออโว พลัส จำกัด กล่าวว่า ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ถือเป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยเทคโนโลยีนี้จะทำหน้าที่เป็น “Buffer” ช่วยลดความผันผวนและเปลี่ยนพลังงานที่ไม่เสถียรให้เป็นพลังงานที่สามารถสั่งจ่ายได้ตามความต้องการ ดังนั้นการนำ BESS มาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบสายส่งและลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม แต่ยังช่วยจัดการปรากฏการณ์ Duck Curve ที่เกิดจากปริมาณไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ล้นระบบในช่วงกลางวันจนกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยหากสามารถบริหารจัดการการกักเก็บและจ่ายไฟฟ้าให้เส้นกราฟการผลิตมีความราบเรียบที่สุด จะช่วยให้โรงไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้งานได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ศักยภาพของตลาดแบตเตอรี่ในประเทศไทยถือว่ามีโอกาสเติบโตสูงมากเมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคพลังงานที่ 230,000 ล้านหน่วยต่อปี และการใช้น้ำมันในภาคขนส่งที่สูงถึง 222,000 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน การที่รัฐบาลไทยได้ขับเคลื่อนนโยบาย “30@30” โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมทั้งออกมาตรการสนับสนุนอย่าง EV 3.0 และ 3.5 ที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตในรูปแบบเงินอุดหนุนตั้งแต่ 100,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน ช่วยดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากยอดจดทะเบียนเพียงประมาณ 20,000 คันในปี 2022 พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 100,000 คันในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องสู่ระดับเกือบ 150,000 คันภายในช่วงปี 2024-2025
สุทธิภูมิ กล่าวต่อว่า จากสถิติในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นี้พบว่ามียอดการเติบโตที่เกือบจะเท่ากับยอดรวมของปีก่อนหน้าทั้งปีแล้ว สอดคล้องกับข้อมูลจากผู้ผลิตในเชิงธุรกิจและการผลิต ระบุว่ายอดการส่งมอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในปีปัจจุบันเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นูออโว พลัสได้ส่งมอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 10,000 แพ็คต่อ 1 คัน และคาดการณ์ว่าเมื่อจบปีจะมียอดรวมประมาณ 16,000 ถึง 17,000 แพ็ค ซึ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากปีที่ผ่านมาที่มีปริมาณเพียง 3,000-4,000 แพ็ค นอกจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแล้ว นูออโว พลัสยังผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถบัสไฟฟ้าโดยตั้งเป้าหมายปีนี้ที่ 500 คัน ซึ่งรถบัส 1 คันจะใช้จำนวนแพ็คแบตเตอรี่เทียบเท่ากับรถยนต์นั่งถึง 8-10 คัน
ปัจจุบันราคาของแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามีปัจจัยความผันผวนของราคาลิเทียมและนโยบายภาษีส่งออกของประเทศจีนที่เป็นความท้าทายด้านต้นทุน ซึ่งผู้ผลิตในไทยกำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการมีสัดส่วนมูลค่าในประเทศ (Local Content) ที่ 40% เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการส่งออก
“นูออโว พลัส เดินหน้ายกระดับการบริการครบวงจรที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ (Battery Life-Cycle Services) ตั้งแต่การดูแลบำรุงรักษา การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ซ้ำ (Second-Life Battery) ไปจนถึงการศึกษากระบวนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างยั่งยืน” สุทธิภูมิ กล่าว