<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Special Scoop | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/special-scoop/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 11 Feb 2026 09:53:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Special Scoop | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จับตารัฐบาลใหม่ เดินเกม “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” เร่งเครื่องพลังงานสะอาด โมเดลนี้ทำได้จริงแค่ไหน?</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/green-economy-plus/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 09:44:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางนโยบายของรัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคภูมิใจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[อนุทิน ชาญวีรกุล]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว พลัส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43165</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ส่งสัญญาณชัดว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังคว้าที่นั่ง สส. มากที่สุดในสภา รวม 194 คน แยกเป็น สส.เขต 175 คน และ สส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ทำให้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ถูกจับตาในฐานะตัวกำหนดหมุดหมายเศรษฐกิจและโครงสร้างการพัฒนาประเทศระยะต่อไป นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้อง เช่น โครงการลดภาระค่าครองชีพและการจัดการหนี้ครัวเรือน อีกหนึ่งแกนนโยบายที่ถูกวางเป็นยุทธศาสตร์หลักคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” ซึ่งถูกยกระดับเป็นนโยบายเรือธงด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และวางเป้าหมายพาไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตภูมิอากาศ เหตุอุทกภัย และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/green-economy-plus/">จับตารัฐบาลใหม่ เดินเกม “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” เร่งเครื่องพลังงานสะอาด โมเดลนี้ทำได้จริงแค่ไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ส่งสัญญาณชัดว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังคว้าที่นั่ง สส. มากที่สุดในสภา รวม 194 คน แยกเป็น สส.เขต 175 คน และ สส.บัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่ง ทำให้ทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ถูกจับตาในฐานะตัวกำหนดหมุดหมายเศรษฐกิจและโครงสร้างการพัฒนาประเทศระยะต่อไป</strong></p>
<p><span id="more-43165"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43169" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/green-economy-plus-02.jpg" alt="พรรคภูมิใจไทย" width="740" height="508" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/green-economy-plus-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/green-economy-plus-02-300x206.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/green-economy-plus-02-150x103.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/02/green-economy-plus-02-500x343.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้อง เช่น โครงการลดภาระค่าครองชีพและการจัดการหนี้ครัวเรือน อีกหนึ่งแกนนโยบายที่ถูกวางเป็นยุทธศาสตร์หลักคือ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” ซึ่งถูกยกระดับเป็นนโยบายเรือธงด้านการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และวางเป้าหมายพาไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</p>
<p>ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตภูมิอากาศ เหตุอุทกภัย และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่วาระรองอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว บทสรุปนโยบายด้านความยั่งยืนของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่จึงเป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม ว่าจะเปลี่ยนจากกรอบแนวคิดไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใดในช่วง 4 ปีข้างหน้า</p>
<h3>เดินหน้าไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตอบการค้าโลก</h3>
<p>พรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวทางสีเขียวแบบครบมิติ ทั้งการออกกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว การพัฒนาระบบการเงินสีเขียว (Green Finance) การจัดตั้งตลาดทุนสีเขียวและตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต ตลอดจนการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘รักษ์โลกคือทางรอดและทางรวย’ ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป และพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส</p>
<h3>เจาะ Direct PPA ลดภาระครัวเรือน</h3>
<p>ด้านพลังงานสะอาด นโยบายเน้นส่งเสริมโครงการโซลาร์เซลล์ชุมชนและโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) ผ่านระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อให้สามารถส่งไฟฟ้าเข้าครัวเรือนได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนกลางที่ก่อให้เกิดต้นทุนซ้ำซ้อน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น ตั้งเป้าค่าไฟฟ้าไม่เกินหน่วยละ 3 บาท สำหรับการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก โดยใช้งบประมาณประจำปีและรายได้จากพลังงานสะอาดเข้ามาช่วยลดต้นทุนบางส่วน</p>
<p>นโยบายพลังงานสีเขียวยังให้ความสำคัญกับโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน โดยเปิดให้ประชาชนสมัครเข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่หลังคาติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไฟได้ภายในบ้าน คิดเป็นมูลค่าการประหยัดไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน พร้อมเปิดทางให้นำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายคืนให้ภาครัฐผ่านระบบของการไฟฟ้า เพื่อเพิ่มรายได้และขยายฐานพลังงานสะอาดในระดับชุมชน</p>
<h3>ภาคสิ่งแวดล้อมห่วงตลาดคาร์บอน อาจเบี่ยงเป้าลดปล่อยจริงที่ต้นทาง</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม ภาคสิ่งแวดล้อมได้ตั้งข้อสังเกตต่อกลไกตลาดคาร์บอนที่อยู่ในชุดนโยบายสีเขียว โดยนักรณรงค์จากกรีนพีซ ประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การใช้ระบบซื้อ–ขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต ทั้งในตลาดสมัครใจและภาคบังคับ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการอ้างการลดการปล่อย แทนการลดที่ต้นทางจริง ทำให้ผู้ประกอบการหรือบางประเทศเลือกใช้วิธีซื้อเครดิตเพื่อชดเชย มากกว่าปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ซึ่งอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<h3>จัดการฝุ่น PM2.5 ที่ต้นทาง หนุนใช้รถไฟฟ้า</h3>
<p>ในส่วนคมนาคมสีเขียว เสนอสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนชำระเดือนละ 300 บาท ระยะเวลา 60 งวด ภายใต้กรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต มุ่งลดภาระค่าครองชีพ ลดการนำเข้าน้ำมัน ลดมลพิษฝุ่น PM2.5 และสร้างแรงส่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเติบโต</p>
<h3>เตรียมแผนตั้งรับภัยพิบัติ เยียวยาประชาชน</h3>
<p>ขณะเดียวกัน ยังมีแผนจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อยกระดับระบบรับมือและเยียวยาความเสียหาย โดยพัฒนาฐานข้อมูลและระบบพยากรณ์ภัยด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานแบบโปร่งใส พร้อมจัดทำผังความเสี่ยงรายตำบล และระบบแจ้งเตือนประชาชนอย่างแม่นยำรวดเร็ว</p>
<p>กองทุนดังกล่าวกำหนดให้เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกครัวเรือนทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน โดยรัฐสนับสนุนค่าเบี้ยประกันครัวเรือนละ 1,000 บาท วงเงินรวมเกือบ 30,000 ล้านบาท และเมื่อเกิดภัย เช่น น้ำท่วม ระบบจะประเมินข้อมูลและจ่ายเยียวยาได้ทันที ครัวเรือนละ 100,000 บาท พร้อมเปิดทางให้ประชาชนสามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ตามความสมัครใจ</p>
<p>อนาคตของนโยบาย “<strong>เศรษฐกิจสีเขียว พลัส</strong>” จะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด ยังไม่ใช่เรื่องของคำประกาศ แต่เป็นบททดสอบด้านการลงมือทำของพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถแปลงนโยบายหาเสียงให้เป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้หรือไม่ ทั้งด้านพลังงานสะอาด ค่าไฟ โครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว และระบบคุ้มครองภัยพิบัติ หากเดินหน้าได้จริง ไทยอาจขยับสู่เส้นทางประเทศคาร์บอนต่ำอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากสะดุด ก็อาจเป็นเพียงอีกชุดแนวคิดที่สวยงามบนกระดาษ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของประเทศ หรือจะเป็นแค่นโยบายที่น่าจดจำเฉพาะช่วงเลือกตั้งเท่านั้น?</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/green-economy-plus/">จับตารัฐบาลใหม่ เดินเกม “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” เร่งเครื่องพลังงานสะอาด โมเดลนี้ทำได้จริงแค่ไหน?</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 May 2024 09:25:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[TDRI]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดหาแหล่งพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33666</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)  ประเมินความเสี่ยงปมสหรัฐฯคว่ำบาตรทางการเงินบริษัทปิโตรเลียมเมียนมา ไขข้อสงสัยกระทบนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ชงข้อเสนอแนะหลัก เร่งเจรจามหาอำนาจขอยกเว้นพลังงานที่โยงไทย และเร่งปรับแผนพลังงานหนุนใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาต่างประเทศ ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่รุนแรงต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศแพงขึ้น ว่า มีประเด็นที่จะต้องจับตาหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตราการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยการคว่ำบาตรทางการเงินรัฐวิสาหกิจด้านปิโตรเลียมของรัฐบาลเมียนมา หรือ MOGE ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้บางส่วนอาจเกิดข้อสงสัยและมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงภาคพลังงานของไทยหรือไม่ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติจาก MOGE เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศซึ่งคิดเป็น &#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/">TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong><strong>(</strong><strong>ทีดีอาร์ไอ</strong><strong>) </strong><strong> ประเมินความเสี่ยงปมสหรัฐฯคว่ำบาตรทางการเงินบริษัทปิโตรเลียมเมียนมา ไขข้อสงสัยกระทบนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ชงข้อเสนอแ</strong><strong>นะหลัก เร่งเจรจามหาอำนาจขอยกเว้นพลังงานที่โยงไทย และเร่งปรับแผนพลังงานหนุนใช้พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาต่างประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-33666"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33668" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02.jpg" alt="ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศุภเกษม เกษมศรี ณ อยุธยา</span> นักวิจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย </strong><strong>(ทีดีอาร์ไอ</strong><strong>) </strong>กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาที่รุนแรงต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศแพงขึ้น ว่า มีประเด็นที่จะต้องจับตาหลังจากที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตราการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา ด้วยการคว่ำบาตรทางการเงินรัฐวิสาหกิจด้านปิโตรเลียมของรัฐบาลเมียนมา หรือ MOGE ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้บางส่วนอาจเกิดข้อสงสัยและมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบถึงภาคพลังงานของไทยหรือไม่ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติจาก MOGE เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศซึ่งคิดเป็น  8 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าทั้งปีของไทย</p>
<p>สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวอย่างของสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยผ่านความไม่แน่นอนในภาคพลังงาน เพราะไทยยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ อย่างไรก็ตามทีดีอาร์ไอได้ศึกษาผลกระทบและประเมินความเสี่ยงดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานไทย โดยสรุปได้เป็น 2 ฉากทัศน์ ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1  ไทยยังนำเข้าก๊าซเมียนมาได้ปกติ  ซึ่งฉากทัศน์นี้มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่มีแรงจูงใจใดที่จะระงับการส่งก๊าซให้ไทย แต่อุปสรรคสำคัญคือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลให้ ไทยไม่สามารถชำระค่าก๊าซเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้เหมือนอย่างเคย แต่หากไทยสามารถเจรจาเพื่อให้สามารถชำระค่าก๊าซด้วยเงินสกุลอื่น เช่น เงินบาท หรือผ่านช่องทางอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้ ก็ยังจะสามารถจัดหาก๊าซเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าราชบุรีได้  และหากสถานการณ์เป็นไปตามนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไทยจะมีน้อย เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะไม่เพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ</p>
<p>ส่วนฉากทัศน์ที่ 2  ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ คือ ไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซเมียนมาได้และต้องหาแหล่งอื่นทดแทนมาทดแทน และจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น แต่หากเกิดขึ้นจริงมีความจำเป็นที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหาแหล่งพลังงานจะต้องจัดหา LNG เพิ่มเติมจากตลาดที่มีการซื้อขายทันทีเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสัดส่วนก๊าซจากเมียนมา โดยทีดีอาร์ไอประเมินเบื้องต้นว่าจะต้องมีการนำเข้า LNG อีก 458 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งราคา LNG นำเข้าสูงกว่าราคาก๊าซเมียนมา คาดว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3,705 ล้านบาทต่อเดือน</p>
<p>“ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกส่งต่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ประเมินว่าค่า Ft  จะเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.24 เปอร์เซ็นต์ และจีดีพีหดตัวลง 0.04 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี  ส่วนกฟผ. จะปรับค่า Ft ขึ้นตามตามข้อสมมติข้างต้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายตรึงค่าไฟเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน และภาระหนี้สะสมของ กฟผ.”  <strong>ศุภเกษม </strong>กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33669" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03.jpg" alt="ธิปไตร แสละวงศ์" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/05/TDRI-Petroleum-Myanmar-03-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>ด้าน <strong><span style="color: #6cb742;">ธิปไตร แสละวงศ์</span> นักวิจัยอาวุโส ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทีดีอาร์ไอ</strong>  กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้เห็นว่าสภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศไทย ฝ่ายนโยบายของไทยจำเป็นต้องติดตามและเตรียมพร้อมปรับนโยบายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะภาคพลังงาน โดยทีดีอาร์ไอ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน ให้ดำเนินการมาตรการด้านการต่างประเทศเพื่อเจรจาต่อสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ให้ยกเว้นไม่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับธุรกิจด้านพลังงานของไทย  และในระยะยาว มีความจำเป็นที่ฝ่ายนโยบายด้านพลังงานของไทยต้องเร่งปรับแผนพลังงานโดยเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาและ LNG ที่มีการนำเข้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าไทย</p>
<p>“การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการขาดแคลนไฟฟ้าหากไม่สามารถนำเข้า LNG ได้ถ้าเกิดสถานการณ์ที่กระทบต่อการผลิตและขนส่ง LNG  นอกจากนี้ไทยมีแนวโน้มจะต้องพึ่งพา LNG นำเข้ามากขึ้นเนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงอีกหากยังไม่มีการสำรวจและขุดเจาะเพิ่มเติม ดังนั้นมีความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งยังทำให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศและกระแสการลงทุนการค้าใหม่ของโลกที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย” <strong>ธิปไตร </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/">TDRI ประเมินความเสี่ยงกรณีสหรัฐฯ คว่ำบาตรปิโตรเลียมเมียนมา ชี้ต้นทุนผลิตไฟอาจสูงขึ้น หากไทยไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/tdri-petroleum-myanmar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทย-เยอรมัน ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวลดโลกร้อน เร่งปรับตัวสู่วิถีเกษตรยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/thai-german-cooperation-boosts-rice-farming/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/thai-german-cooperation-boosts-rice-farming/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 30 Jan 2024 06:10:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกข้าวลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีเกษตรยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=31872</guid>

					<description><![CDATA[<p>อุบลราชธานี :   ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (H.E. Dr. Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และภริยาพร้อมคณะ เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนตารมย์ บ้านดอนหมู อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงเกษตรสาธิตขนาด 35 ไร่ ของโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscape: ISRL) โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ณัฐวัฒน์ กฤษณามระ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/thai-german-cooperation-boosts-rice-farming/">ไทย-เยอรมัน ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวลดโลกร้อน เร่งปรับตัวสู่วิถีเกษตรยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>อุบลราชธานี :   <span style="color: #6cb742;">ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์</span></strong> (H.E. Dr. Frank-Walter Steinmeier) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และภริยาพร้อมคณะ เดินทางเข้าเยี่ยมชมสวนตารมย์ บ้านดอนหมู อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงเกษตรสาธิตขนาด 35 ไร่ ของโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscape: ISRL) โดยมี<strong>ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย <strong>ณัฐวัฒน์ กฤษณามระ</strong> เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้แทนจากกระทรวงฯ และจังหวัดให้การต้อนรับ ตามกำหนดการเดินทางเยือนจังหวัดอุบลราชธานี อย่างเป็นทางการ</p>
<p><span id="more-31872"></span></p>
<figure id="attachment_31874" aria-describedby="caption-attachment-31874" style="width: 780px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-31874" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-02.jpg" alt="ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์" width="780" height="532" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-02-300x205.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-02-768x524.jpg 768w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /><figcaption id="caption-attachment-31874" class="wp-caption-text">ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์  (กลาง) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี</figcaption></figure>
<p>อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและมีพื้นที่สำหรับทำนาปลูกข้าวมากถึง 4.2 ล้านไร่ สำหรับกำหนดการเยี่ยมชมพื้นที่ครั้งนี้ ประธานาธิบดีและภริยาพร้อมคณะได้มีโอกาสพบปะกับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของโครงการ และผู้นำชุมชนเพื่อเรียนรู้แนวทางการทำงานผ่านฐานการเรียนรู้วิธีจัดการดินและน้ำ ประกอบด้วยการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักที่จะช่วยลดอัตราการสูญเสียปุ๋ยและทำให้ข้าวได้รับปุ๋ยสม่ำเสมอทั่วกันทั้งแปลงนา ลดการใช้น้ำและเชื้อเพลิงในการปลูกข้าว ด้วยวิธีจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การทำปุ๋ยจากมูลสัตว์เพื่อลดต้นทุนการเกษตร การจัดการฟางข้าวเพื่อนำมาเป็นอาหารสัตว์ ลดการเผาฟางและตอซัง ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ในพื้นที่เกษตร พร้อมเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริมของครัวเรือน และปลูกป่าไม้ยืนต้นบนคันนา ตามแนวทางวนเกษตร</p>
<p>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านข้าวของโลก โดยมีปริมาณการผลิตจำนวน 30 ล้านตัน และส่งออกข้าวจำนวน 10 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาโดยไม่มีแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนได้ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น นอกจานั้น การปลูกพืชเชิงเดี่ยว การรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้ ยังทำให้ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมโทรมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ป่าและแนวเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่คุ้มครองภายในภูมิประเทศ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31875" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-03.jpg" alt="GIZ" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-03.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-03-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>โครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) ผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme) โดยมีองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ เป็นผู้ดำเนินโครงการในพื้นที่นำร่องที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดเชียงราย เพื่อสนับสนุนประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน และบรรเทาผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ และเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง GIZ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัทโอแลมอกริ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีการจัดการระบบอาหาร ฟื้นฟูสภาพดิน และแนวทางการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เพื่อปลูกข้าวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะนำมาสู่การปฏิบัติที่สามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้อย่างมั่นคง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรของไทยอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่าเกษตรกรกว่า 45,000 คนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ นำมาสู่การพัฒนาพื้นที่กว่า 652,500 ไร่ ให้เป็นพื้นที่การปลูกข้าวยั่งยืนและสามารถฟื้นพื้นที่สำหรับการปลูกป่าและพืชหมุนเวียนได้มากกว่า 187,500 ไร่ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรไทยได้มากถึง 3.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดการใช้สารเคมีในกระบวนการเกษตรได้มากถึง 100 เมตริกตันภายในปีสิ้นสุดโครงการ พ.ศ. 2570</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31876" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-04.jpg" alt="โครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม" width="780" height="520" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-04.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/01/Thai-German-cooperation-boosts-rice-farming-04-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/thai-german-cooperation-boosts-rice-farming/">ไทย-เยอรมัน ส่งเสริมชาวนาปลูกข้าวลดโลกร้อน เร่งปรับตัวสู่วิถีเกษตรยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/thai-german-cooperation-boosts-rice-farming/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โคเวสโตรตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero1) ภายในปี ค.ศ. 2035</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/covestro-net-zero-2035-climate-neutral/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/covestro-net-zero-2035-climate-neutral/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 May 2022 03:58:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[Covestro]]></category>
		<category><![CDATA[การบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[โคเวสโตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=22218</guid>

					<description><![CDATA[<p>โคเวสโตร ได้กำหนดวิสัยทัศน์องค์กรเพื่อมุ่งสู่การหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทผู้ผลิตวัสดุโพลีเมอร์นี้ประสงค์ที่จะทำให้กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ออกวางจำหน่ายทั้งหมดเป็นไปตามแนวคิดการหมุนเวียนในระยะยาว ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญตามแนวทางนี้ คือความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อปี ค.ศ. 2021 โคเวสโตรได้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตต่อเมตริกตันลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2005 ซึ่งถือว่าสำเร็จเกินกว่าเป้าหมายความยั่งยืนที่กำหนดไว้สำหรับปี ค.ศ. 2025 ปัจจุบันโคเวสโตรได้กำหนดเป้าหมายที่สูงยิ่งกว่านั้น โดยกลุ่มบริษัทโคเวสโตรมุ่งที่จะมีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2035 สำหรับกิจกรรมใน Scope 1 และ Scope 2 ซึ่งในการบรรลุเป้าหมายนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากส่วนการผลิตของบริษัทฯ (Scope 1)&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/covestro-net-zero-2035-climate-neutral/">โคเวสโตรตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero<sup>1</sup>) ภายในปี ค.ศ. 2035</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #6cb742;">โคเวสโตร</span> ได้กำหนดวิสัยทัศน์องค์กรเพื่อมุ่งสู่การหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยบริษัทผู้ผลิตวัสดุโพลีเมอร์นี้ประสงค์ที่จะทำให้กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ออกวางจำหน่ายทั้งหมดเป็นไปตามแนวคิดการหมุนเวียนในระยะยาว ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญตามแนวทางนี้ คือความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อปี ค.ศ. 2021 โคเวสโตรได้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตต่อเมตริกตันลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2005 ซึ่งถือว่าสำเร็จเกินกว่าเป้าหมายความยั่งยืนที่กำหนดไว้สำหรับปี ค.ศ. 2025</strong><span id="more-22218"></span></p>
<p>ปัจจุบันโคเวสโตรได้กำหนดเป้าหมายที่สูงยิ่งกว่านั้น โดยกลุ่มบริษัทโคเวสโตรมุ่งที่จะมีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2035 สำหรับกิจกรรมใน Scope 1 และ Scope 2 ซึ่งในการบรรลุเป้าหมายนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากส่วนการผลิตของบริษัทฯ (Scope 1) และจากแหล่งพลังงานจากภายนอก (Scope 2) ร้อยละ 60<sup>2</sup> ลงไปที่ 2.2 ล้านเมตริกตัน ภายในปี ค.ศ. 2030 นอกจากนี้ จะลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมตลอดกระบวนการผลิต (Scope 3) โดยโคเวสโตรตั้งใจที่จะประกาศเป้าหมายการลดนี้ภายในปี ค.ศ. 2023</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22228" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01.jpg" alt="Covestro becomes climate neutral" width="780" height="433" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01-300x167.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01-768x426.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01-150x83.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-01-500x278.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></a></p>
<p>การบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์นี้ โคเวสโตรคาดว่าจะลงทุนในด้านนี้เป็นการเฉพาะ จากมูลค่า 250 ล้านยูโร เป็น 600 ล้านยูโร ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจาก 50 ล้านยูโรต่อปี เป็น 100 ล้านยูโรต่อปี เนื่องจากประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นบนเส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ โคเวสโตรคาดว่าจะมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อปีราวหลัก 100 ล้านยูโรต้นๆ โดยค่าใช้จ่ายนี้คำนวณจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าพลังงานฟอสซิลมีราคาที่ต่ำกว่าพลังงานทดแทน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22229" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02.jpg" alt="โคเวสโตร" width="780" height="550" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02-300x211.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02-768x541.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02-150x106.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-Climate-02-500x352.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></a></p>
<p>“<strong>ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้มุ่งทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อดำเนินตามวิสัยทัศน์การหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราได้บรรลุจุดหมายสำคัญๆ บนหนทางนี้ และยังคงตั้งเป้าหมายที่สูงยิ่งขึ้นต่อไป ด้วยแนวคิดนี้เราเป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมนี้และประสบความสำเร็จในหลายด้านแล้ว หมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเราคือ การตั้งเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่มุ่งมั่นชัดเจนยิ่งขึ้น</strong>” <span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.มาร์คุส สไตเลอแมน</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโคเวสโตร</strong> กล่าว</p>
<p>ในเศรษฐกิจหมุนเวียน เราสามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศธรรมชาติ และทรัพยากร เพื่อบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนที่เคารพขอบเขตและขีดจำกัดของโลก โคเวสโตรและอุตสาหกรรมเคมีเป็นส่วนหนึ่งของทางแก้ไขปัญหานี้ ความยั่งยืนไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยลำพัง และต้องอาศัยความพยายามที่มากขึ้นจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส โดยผู้กำหนดนโยบาย ธุรกิจ และสังคม จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศที่สูงส่งนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22226" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01.jpg" alt="โคเวสโตร" width="780" height="525" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01-300x202.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01-768x517.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01-150x101.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-01-500x336.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></a></p>
<p>ข้อกำหนดสำคัญของแผนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2035 คือการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส ซึ่งประชาคมโลกมุ่งที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส</p>
<h2>ปัจจัย 3 ประการที่มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ</h2>
<p>สำหรับปัจจัย 3 ประการที่มีผลต่อการบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ คือ <span style="color: #6cb742;"><strong>1. กระบวนการผลิตจะได้รับการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น</strong></span> จุดเน้นจุดหนึ่งคือ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งจะกระทำได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมตัวเร่งปฏิกิริยา นอกจากนี้ สามารถควบคุมโรงงานผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการเพิ่มระบบดิจิทัลในโรงงานและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ในขณะที่กระบวนการต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการใช้แบบจำลองดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยประมวลและติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้อีกด้วย <span style="color: #6cb742;"><strong>2. โรงงานผลิตของโคเวสโตรทั่วโลกจะค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทน ซึ่งรวมถึงการใช้พลังงานลมนอกชายฝั่ง</strong></span> โดยมีการสนับสนุนความร่วมมือ เช่น ผ่านความตกลงการซัพพลายพลังงานกับบริษัทจัดหาพลังงาน ørsted ซึ่งจะครอบคลุมความต้องการใช้พลังงานร้อยละ 10 ของโรงงานของบริษัทในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ. 2025 เป็นต้นไป พลังงานลมบนชายฝั่งก็จะมีการนำมาใช้เช่นกัน เช่น ภายใต้ความตกลงการซื้อพลังงานจาก ENGIE ที่ครอบคลุมความต้องการใช้พลังงานร้อยละ 45 ของโรงงานโคเวสโตรในเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม ทั้งนี้ ปัจจุบันพลังงานที่โคเวสโตรจำเป็นต้องใช้ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน ประมาณร้อยละ 10 มาจากโซลาร์ ปาร์ค ของบริษัท Datang Wuzhong New Energy โดยนอกจากโมเดลความร่วมมือกับบริษัทที่ซัพพลายพลังงานเหล่านี้แล้ว ยังมีแผนที่จะทำความตกลงอื่นๆ อีก เพื่อให้บรรลุปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สุทธิที่เป็นศูนย์ และ <span style="color: #6cb742;"><strong>3. ไอน้ำเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของกระบวนการผลิตทางเคมี</strong></span> การเปลี่ยนการผลิตไอน้ำจากแหล่งพลังงานฟอสซิลไปยังแหล่งพลังงานทดแทนถือเป็นความท้าทายที่โคเวสโตรมุ่งจะแก้ไขโดยหลากหลายวิธี ในการนี้บริษัทได้สำรวจช่องทางในการใช้ก๊าซชวี ภาพและก๊าซธรรมชาติเพื่อเปน็ แหลง่ พลังงานในการผลิตไอน้ำทดแทน ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งธรรมชาติก็สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนสำหรับการผลิตไอน้ำได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignleft wp-image-22242 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-logo.png" alt="Covestro" width="220" height="220" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-logo.png 220w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-logo-150x150.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-logo-50x50.png 50w" sizes="(max-width: 220px) 100vw, 220px" /></p>
<h2><strong>เกี่ยวกับโคเวสโตร</strong></h2>
<p>โคเวสโตรเป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัสดุโพลิเมอร์และส่วนประกอบทางโพลิเมอร์คุณภาพสูงชั้นนำของโลก ด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และวิธีการ บริษัทช่วยส่งเสริมความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตในหลายแง่มุม โคเวสโตรให้บริการลูกค้าทั่วโลกในอุตสาหกรรมหลัก เช่น การเดินทางและการขนส่ง อาคารและที่อยู่อาศัย ตลอดจนอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ โพลีเมอร์จากโคเวสโตรยังใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กีฬาและสันทนาการ เครื่องสำอางและสุขภาพ ตลอดจนในอุตสาหกรรมเคมีด้วย</p>
<p>โคเวสโตรสร้างยอดขายได้ประมาณ 15.9 พันล้านยูโร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 บริษัทมีโรงงานผลิต 50 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 17,900 คน (คำนวณจากจำนวนพนักงานประจำ) ณ สิ้นปี พ.ศ. 2564</p>
<p>โคเวสโตรอยู่ระหว่างการอัปเดตและขยายระบบการบริหารที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเริ่มจากปีงบประมาณ ค.ศ. 2021 กลุ่มบริษัทจะเพิ่มปัจจัยความยั่งยืนซึ่งวัดได้จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ 2) ในปี ค.ศ. 2022 โดยตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2021 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ในการกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-22227" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral.png" alt="Covestro 2035 Climate Neutral" width="780" height="479" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral.png 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral-300x184.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral-768x472.png 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral-150x92.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2022/05/Covestro-2035-Climate-Neutral-500x307.png 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></a></p>
<h2>โคเวสโตรพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในรูปแบบที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ</h2>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ลีเนตต์ ชุง</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความยั่งยืนที่โคเวสโตร</strong> กล่าวว่า เรามุ่งที่จะเปลี่ยนกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักการหมนุ เวยี นในระยะยาว และตัง้ ใจที่จะสนบั สนนุ การบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศของเราและลูกค้าของเราในเวลาเดียวกัน</p>
<p>“<strong>การหมุนเวียนและความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันสำหรับเรา ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศที่เรานำเสนอ ลูกค้าของเราคาดหวังให้เราบรรลุทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน เรามุ่งจะทำให้การตัดสินใจด้านความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ง่ายเท่าที่จะเป็นได้สำหรับลูกค้าของเรา</strong>” <strong>ลีเนตต์ ชุง</strong> กล่าว</p>
<p>โคเวสโตรได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายของเศรษฐศาสตร์มหภาคที่สำคัญถูกแก้ไขโดยการวางโซลูชันที่ยั่งยืนและไม่เหมือนใครในตลาดหลักๆ อุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับโซลูชันที่ยั่งยืนนั้นสืบเนื่องจากกระแสโลก ทั้งการขยายตัวของเมือง มีการเน้นการสร้างอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารเก่าให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ MDI ปริมาณมากถูกใช้เป็นวัตถุดิบทั่วโลกสำหรับทำโพลียูรีเทน (PU) โฟม ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับอาคารและตู้เย็น</p>
<p>ปัจจุบันโคเวสโตรได้เพิ่ม MDI ที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ<sup>3</sup> เข้าสู่สายผลิตภัณฑ์ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อน PU จะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ได้เทียบเท่ากับ 40 ล้านเมตริกตัน MDI ประเภทใหม่ที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำนี้ เป็นผลจากการใช้สารตั้งต้นจากของเสียที่เป็นสมดุลมวลสารชีวภาพและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ISCC PLUS</p>
<p><strong>อีกหนึ่งตัวอย่างของสินค้ายั่งยืนของโคเวสโตรที่เป็นนวัตกรรมใหม่ คือ โพลีคาร์บอเนตที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ<sup>4</sup> แบบแรกของโลก ที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบจากของเสียที่เป็นสมดุลมวลสารชีวภาพและวัสดุเหลือใช้ รวมถึงพลังงานทดแทน ด้วยกระแสที่กำลังเพิ่มขึ้นของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับการผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ ระบบชาร์จไฟฟ้าต้องมีการเพิ่มขยายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การใช้ตัวชาร์จ EV โพลีคาร์โบเนตที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ สามารถประหยัดพลังงานเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้มากถึง 450 กิโลตัน ภายในปี ค.ศ. 2030 โพลีคาร์โบเนตที่มีความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศของโคเวสโตรถูกส่งไปยังลูกค้าแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021</strong></p>
<hr />
<p><span style="color: #808080;"><sup>1</sup> การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ นิยามโดยการทำให้เกิดสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ (จากการดำเนินงานเองหรือการใช้พลังงาน) และการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><sup>2</sup> ค่าอ้างอิง : ฐานปี ค.ศ. 2020 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก5.6 ล้านเมตริกตัน</span></p>
<p><span style="color: #808080;"><sup>3, 4</sup> ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศเป็นผลจากการประเมินภายในของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์บางส่วน จากการแสวงหาแหล่งทรัพยากร (ต้นน้ำ) สู่ประตูโรงงาน ซึ่งมีการนิยามว่า การประเมินจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ (Cradle-to-Gate Assessment) วิธีในการศึกษาเพื่อกำหนดรอยเท้านิเวศ (Ecological Footprint) ของเราเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14040/ISO 14044 การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไบโอเจนิกถูกนำมาใช้ในการคำนวณโดยอาศัยข้อมูลขั้นต้นจากซัพพลายเชนโดยไม่ใช้มาตรการชดเชยอื่นใด</span></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/covestro-net-zero-2035-climate-neutral/">โคเวสโตรตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero<sup>1</sup>) ภายในปี ค.ศ. 2035</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/covestro-net-zero-2035-climate-neutral/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ&#8230; โรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c-kurokawa-solar-power-plant/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c-kurokawa-solar-power-plant/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Apr 2020 07:38:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านปู เพาเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สุธี สุขเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=13117</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นอีกหนึ่ง ของการอนุรักษ์ด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกมีจุดมุ่งหมายเพื่อร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และช่วยลดต้นทุนให้แก่องค์กร สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม และแม้แต่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่าย ไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คุโรคาวะ พร้อมปรับเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 5,300 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 โดยแบ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 4,500 เมกะวัตต์เทียบเท่า และพลังงานหมุนเวียน อีก 800 เมกะวัตต์&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c-kurokawa-solar-power-plant/">โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ… โรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ถือเป็นอีกหนึ่ง ของการอนุรักษ์ด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกมีจุดมุ่งหมายเพื่อร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และช่วยลดต้นทุนให้แก่องค์กร สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม และแม้แต่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน</strong><span id="more-13117"></span></p>
<p><strong>บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่าย ไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คุโรคาวะ พร้อมปรับเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 5,300 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 โดยแบ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 4,500 เมกะวัตต์เทียบเท่า และพลังงานหมุนเวียน อีก 800 เมกะวัตต์</p>
<p><strong>โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ</strong> ตั้งอยู่ที่จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น กำลังผลิต 18.9 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการสนับสนุน จากสถาบันการเงินท้องถิ่นในการพัฒนาโครงการฯ และมีราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (FIT) 36 เยนต่อกิโลวัตต์ จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันบ้านปู เพาเวอร์มีกำลังผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2,894 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมาจากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 2,189 เมกะวัตต์เทียบเท่า และอีก 705 เมกะวัตต์อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563 นี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นอีกจำนวน 4 แห่ง รวม 57 เมกะวัตต์</p>
<p>สำหรับเป้าหมายใหม่ที่<strong>บ้านปู เพาเวอร์</strong>ได้วางเป้าหมายไว้คือการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ในญี่ปุ่นให้ถึง 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 โดยในส่วนแรกเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป (Base-Load Power Plant) รวม 4,500 เมกะวัตต์เทียบเท่า ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าและโครงการโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ที่ใช้เทคโนโลยีระบบ Ultra-Super Critical (USC) ที่มีประสิทธิภาพ202099สูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions : HELE) ขณะเดียวกัน ส่วนที่สองนี้ เป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 800 เมกะวัตต์จากการถือหุ้นร้อยละ 50 ผ่าน บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (Banpu NEXT) ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ของกลุ่มบ้านปูที่จะเข้ามาบริหารจัดการธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงาน ที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่แล้ว 406.7 เมกะวัตต์ การเข้าถือหุ้นในบ้านปู เน็กซ์นั้น นอกจากจะเพิ่มการเติบโตของกำลังการผลิตแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าแนวนโยบายด้านพลังงานโดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดของกลุ่มบ้านปู สามารถเติบโตทางธุรกิจด้วยพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีด้านพลังงาน และระบบพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13118 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/Banpu-Power-Sutee.jpg" alt="สุธี สุขเรือน" width="514" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/Banpu-Power-Sutee.jpg 514w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/Banpu-Power-Sutee-257x300.jpg 257w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/Banpu-Power-Sutee-150x175.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/Banpu-Power-Sutee-428x500.jpg 428w" sizes="(max-width: 514px) 100vw, 514px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สุธี สุขเรือน</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “บ้านปู เพาเวอร์พร้อมเดินหน้าตามหลักความสมดุลด้านพลังงานของโลกและสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่ง ความสามารถในการบริหารพอร์ตลงทุนและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง ผนวกกับการผนึกพลัง ร่วมภายในและการปรับโครงสร้างใหม่ของกลุ่มบ้านปู ทำให้บ้านปู เพาเวอร์ มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและเทคโนโลยีด้านพลังงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์ ในปี 2568 ได้สำเร็จ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้มีส่วนได้เสียตามที่เรามุ่งมั่น มาโดยตลอด”</p>
<p><strong>แนวนโยบายของกลุ่มบ้านปู กำลังมองหาโอกาสในประเทศต่างๆ ต่อไป เช่น เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงโครงการ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย จึงเรียกได้ว่ากลุ่มบ้านปู ซึ่งถือเป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ที่ครอบคลุมประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะพัฒนาศักยภาพในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ Greener &amp; Smarter</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c-kurokawa-solar-power-plant/">โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุโรคาวะ… โรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แห่งใหม่ในญี่ปุ่น</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c-kurokawa-solar-power-plant/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชน ตั้งเป้า 700 MW อัตรารับซื้อ 3-5 บาทต่อหน่วย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-2563/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-2563/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Feb 2020 04:04:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ Quick Win]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=12389</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภายหลังการเห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) และราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ไปดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศการรับซื้อไฟฟ้าตามขั้นตอนต่อไป พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเพื่อบริหารจัดการ ตลอดจนกำกับดูแลให้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจึงเดินหน้าขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเป็นสัญญาประเภท Non-Firm ที่สามารถใช้ระบบกักเก็บพลังงานร่วมด้วยได้ ห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงเริ่มต้นเดินเครื่อง โดยในปีนี้จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการคือ โครงการ Quick&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-2563/">เกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชน ตั้งเป้า 700 MW อัตรารับซื้อ 3-5 บาทต่อหน่วย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ภายหลังการเห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) และราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ไปดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศการรับซื้อไฟฟ้าตามขั้นตอนต่อไป พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเพื่อบริหารจัดการ ตลอดจนกำกับดูแลให้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย</strong><span id="more-12389"></span></p>
<p>ดังนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจึงเดินหน้าขับเคลื่อน<strong>โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก</strong> โดยเป็นสัญญาประเภท Non-Firm ที่สามารถใช้ระบบกักเก็บพลังงานร่วมด้วยได้ ห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงเริ่มต้นเดินเครื่อง โดยในปีนี้จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 โครงการคือ โครงการ Quick Win เป็นโครงการที่ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2563 ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างแล้วเสร็จหรือใกล้จะแล้วเสร็จ เข้ามาร่วมโครงการ และโครงการทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการเป็นการทั่วไป และอนุญาตให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2564 เป็นต้นไป ซึ่งปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขายไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ใช้วิธีการคัดเลือกโดยกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าฯ จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และคัดเลือกเรียงตามลำดับจากโครงการที่เสนอให้ผลประโยชน์คืนสู่ชุมชนสูงสุดไปสู่ผลประโยชน์ต่ำสุด ทั้งนี้ จะพิจารณารับซื้อจากโครงการ Quick Win ก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงจะพิจารณารับซื้อจากโครงการทั่วไป</p>
<p>สำหรับ <span style="color: #6cb742;"><strong>รูปแบบการร่วมทุน</strong></span> ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้เสนอโครงการ (ภาคเอกชนอาจร่วมกับองค์กรของรัฐ) สัดส่วนประมาณร้อยละ 60-90 และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (มีสมาชิกไม่น้อยกว่า200 ครัวเรือน) สัดส่วนประมาณ ร้อยละ 10-40 (เป็นหุ้นบุริมสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และเปิดโอกาสให้ซื้อหุ้นเพิ่มได้อีก รวมแล้วไม่เกินร้อยละ 40) มีส่วนแบ่งจากรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายไฟฟ้าที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นให้กับกองทุนหมู่บ้านที่อยู่ใน “พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น” ของโรงไฟฟ้านั้นๆ โดยมีอัตราส่วนแบ่งรายได้สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ไม่ต่ำกว่า 25 สตางค์ต่อหน่วย และแบ่งรายได้สำหรับ<strong>โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Hybrid</strong> ไม่ต่ำกว่า 50 สตางค์ต่อหน่วย</p>
<p>ส่วน <span style="color: #6cb742;"><strong>พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น</strong></span> ครอบคลุมหมู่บ้านโดยรอบโรงไฟฟ้าที่อยู่ในรัศมีจากศูนย์กลางโรงไฟฟ้า เช่น 5 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเกิน 5,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี 3 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเกิน 100 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ไม่เกิน 5,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และ 1 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 100 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการทับซ้อนกันของเขตพื้นที่ ให้คำนึงถึงประโยชน์ต่อการพัฒนา “พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น” เป็นสำคัญ และชุมชนยังคงได้รับผลประโยชน์ตามระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามปกติขณะที่ การกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าตามสมมุติฐานทางการเงิน ดังนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ 2.90 บาท ชีวมวลที่กำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 MW 4.8482 บาท ส่วนที่เป็นชีวมวลกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 3 MW 4.2636 บาท นอกจากนี้ ถ้าเป็นก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) 3.76 บาท ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน 100%) 5.3725 บาท ก๊าซชีวภาพพืชพลังงานผสมน้ำเสีย/ของเสีย 4.7269 บาท รวมทั้งกำหนด Fit พรีเมี่ยมให้กับพื้นที่พิเศษที่อยู่ในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพิ่มอีก 0.50 บาทต่อหน่วยในทุกชนิดเชื้อเพลิง เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-12390 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/02/community-power-plant-2020.jpg" alt="โรงไฟฟ้าชุมชน" width="680" height="587" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/02/community-power-plant-2020.jpg 680w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/02/community-power-plant-2020-300x259.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/02/community-power-plant-2020-150x129.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/02/community-power-plant-2020-500x432.jpg 500w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></p>
<p>และ<span style="color: #6cb742;"><strong>หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน</strong></span>นั้น ในช่วงปี 2563-2567 ในวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท หรือปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะได้บริหารเงินกองทุนฯ ในการนำไปใช้ส่งเสริมสนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ก่อให้เกิดการใช้<strong>พลังงานทดแทน</strong>และ<strong>พลังงานทางเลือก</strong>เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมใหม่ การสร้างบุคลากร และการสร้างความตระหนักเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยเป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้เงินกองทุนฯ ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงาน การใช้พลังงานในภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรม อาคารธุรกิจขนาดใหญ่ อาคารธุรกิจขนาดเล็กและบ้านอยู่อาศัย และภาคการขนส่งลดลงร้อยละ 30 และเพิ่มสัดส่วนการใช้<strong>พลังงานทดแทน</strong>เป็นร้อยละ 30 ในปี 2579 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 ซึ่งการนำเงินกองทุนฯ เข้าไปช่วยสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือการผลิตและใช้<strong>พลังงานทดแทน</strong> จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ <span style="color: #6cb742;"><strong>แนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินการ</strong></span> อาทิ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ชีวมวล โดยมีการคำนวณระยะเวลาการปรับลด-เพิ่มอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ SPP ชีวมวล ให้สอดคล้องกับวันที่เริ่มใช้อัตรา FiT ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงการการปรับปรุงนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฉบับใหม่ พ.ศ. 2564-2568 ให้ กกพ. ใช้หลักเกณฑ์ตามนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2554-2558 ไปพลางก่อน และการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติระยะที่ 1 โดยได้รับทราบการดำเนินการเตรียมความพร้อม Shipper รายใหม่ ที่มีความต่างไปจากที่ กพช. ได้มีมติไว้เมื่อ 31 ก.ค. 60 ในส่วนที่จะให้ กฟผ. เป็น Shipper รายใหม่ นำเข้า LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจากสถานการณ์ LNG ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยการจัดหา LNG ในประเทศไม่ได้ลดลง ปริมาณความต้องการใช้ LNG ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามที่ได้ประมาณการไว้ มีความเสี่ยงที่การนำเข้า LNG ของ กฟผ. 1.5 ล้านตันต่อปี อาจเกิดภาระ Take or Pay และอาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้นประมาณ 2 สตางค์/หน่วย ขณะที่ราคา LNG มีแนวโน้มจะลดลง LNG Spot ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4 USD/MMBTU</p>
<p><strong>อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้ศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าและการจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้าระบบขนส่งสาธารณะ โดยคำนึงถึงต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ และได้เห็นชอบการแก้ไขสัญญาเพิ่มเติมสำหรับโครงการซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยังมาเลเซียผ่านระบบส่งไฟฟ้าของไทยระยะที่ 2 พร้อมทั้งมอบหมายให้ กฟผ. สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฯ ได้ทันที เพื่อให้สัญญา EPWA มีความต่อเนื่อง และมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาในประเด็นการขอยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับโครงการดังกล่าว</strong></p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 97 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-2563/">เกณฑ์โรงไฟฟ้าชุมชน ตั้งเป้า 700 MW อัตรารับซื้อ 3-5 บาทต่อหน่วย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-2563/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“SEED Symposium 2020” เพื่อผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/seed-symposium-2020-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/seed-symposium-2020-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jan 2020 07:53:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[SEED]]></category>
		<category><![CDATA[SEED Symposium 2020]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=12025</guid>

					<description><![CDATA[<p>SEED งานประชุมเชิงวิชาการ “SEED Symposium 2020” ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมันในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว ให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี ดร.อเล็กซานเดอร์ เราโบลด์ ที่ปรึกษาทูต ฝ่ายเศรษฐกิจและการค้า กล่าวเปิดการประชุม โดย ดร.เลวิส อาเคนจิ ผู้อำนวยการบริหาร SEED กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ความก้าวหน้าของผู้ประกอบการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาในอาเซียน นอกจากการประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันแล้วยังมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่นำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลมาร่วมจัดแสดงด้วย รวมทั้งผู้ประกอบการไทยที่ได้รับรางวัล “SEED Award” ด้วย อาทิ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% จากผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าวโดยชุมชนท้องถิ่น จากผู้ประกอบการที่สมัครเข้าแข่งขันจำนวน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/seed-symposium-2020-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">“SEED Symposium 2020” เพื่อผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SEED งานประชุมเชิงวิชาการ “SEED Symposium 2020” ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมันในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว ให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี ดร.อเล็กซานเดอร์ เราโบลด์ ที่ปรึกษาทูต ฝ่ายเศรษฐกิจและการค้า กล่าวเปิดการประชุม โดย ดร.เลวิส อาเคนจิ ผู้อำนวยการบริหาร SEED กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ความก้าวหน้าของผู้ประกอบการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาในอาเซียน</strong><span id="more-12025"></span></p>
<p>นอกจากการประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันแล้วยังมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่นำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลมาร่วมจัดแสดงด้วย รวมทั้งผู้ประกอบการไทยที่ได้รับรางวัล “<strong>SEED Award</strong>” ด้วย อาทิ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% จากผลิตภัณฑ์กระดาษจากฟางข้าวโดยชุมชนท้องถิ่น จากผู้ประกอบการที่สมัครเข้าแข่งขันจำนวน 906 ราย ใน 9 ประเทศ โดยมีผู้เข้าแข่งขันแบ่งเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตร คิดเป็นร้อยละ 43% รองลงมา ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมรีไซเคิล คิดเป็นร้อยละ 21% ผู้ประกอบการด้านพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 16% และผู้ประกอบการอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 20% พร้อมผลักดันให้เข้าสู่การเป็น<strong>ผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว</strong></p>
<p><strong>SEED</strong> ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 ในฐานะโครงการความร่วมมือระดับโลกสำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน SEED นำเสนอโปรแกรมการพัฒนาธุรกิจ (ตั้งแต่การบ่มเพาะจนถึงระยะเติบโต) ที่ให้การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมที่ต้องการเติบโตโดยใช้กลไกตลาดในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในบริบท<strong>เศรษฐกิจสีเขียว</strong> ในขณะเดียวกัน <strong>SEED</strong> ได้ดำเนินกิจกรรมการสร้างระบบนิเวศเพื่อระดมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนภาครัฐและสังคมควบคู่ไปกับโครงการสนับสนุนที่มีต่อผู้ประกอบกิจการโดยตรง ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเป้าหมายและกลไกทางการเงินที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียวโดยรวม</p>
<figure id="attachment_12027" aria-describedby="caption-attachment-12027" style="width: 800px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12027 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01.jpg" alt="ดร.เลวิส อาเคนจิ" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-01-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a><figcaption id="caption-attachment-12027" class="wp-caption-text">ดร.เลวิส อาเคนจิ</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.เลวิส อาเคนจิ</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการบริหาร SEED กล่าวว่า SEED</strong> ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาของผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน เพื่อโดยสนับสนุนผู้ประกอบการและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมผลักดันให้เข้าสู่<strong>การดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจสีเขียว</strong> โดยในปี 2019 มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการ 906 ราย จาก 9 ประเทศ จากประเทศในทวีปแอฟฟริกา จำนวน 690 ราย และภูมิภาคเอเชีย จำนวน 216 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้สมัครจากประเทศไทย จำนวน 38 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตร คิดเป็นร้อยละ 43% รองลงมา ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมรีไซเคิล คิดเป็นร้อยละ 21% ผู้ประกอบการด้านพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 16% และผู้ประกอบการอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 20% ตามลำดับ</p>
<p>“ ในปีที่ผ่านมา <strong>ผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว</strong>มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมาตรการนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายให้มีการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพธุรกิจบริการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลอดจนสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ทำให้องค์กรขนาดเล็กที่กำลังเติบโตสามารถมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ประกอบ<strong>การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว</strong>เพิ่มมากขึ้น โดยการประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐ อาทิ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งได้นำเสนอโครงการพัฒนาเชิงบูรณาการที่หลากหลาย การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี และความร่วมมือกับกิจการขนาดเล็ก หรือ Tech Startup เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาภาคเกษตรและชุมชน” <strong>ดร.เลวิส</strong> กล่าว</p>
<figure id="attachment_12028" aria-describedby="caption-attachment-12028" style="width: 800px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-12028 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02.jpg" alt="จารุวรรณ คำเมือง" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/01/SEED-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a><figcaption id="caption-attachment-12028" class="wp-caption-text">จารุวรรณ คำเมือง</figcaption></figure>
<p>ด้าน <span style="color: #6cb742;"><strong>จารุวรรณ คำเมือง</strong></span> <strong>ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ หจก.ฟางไทย แฟตอรี่ ผู้รับรางวัลชนะเลิศบรรจุภัณฑ์ทำจากกระดาษฟางข้าวโดยชุมชนท้องถิ่น</strong> กล่าวว่า หลังจากที่เข้าร่วมโครงการกับ <strong>SEED</strong> ในการให้คำปรึกษาด้านแผนธุรกิจ การติดตามพัฒนาการและขยายผลการดำเนินการ ทำให้สามารถเข้าใจเกี่ยวกับหลักการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์ในการขยายตลาด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้าธุรกิจของตนมากขึ้น</p>
<p>“เนื่องจากเกษตรกรในชุมชนหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว มักจะใช้วิธีการเผาฟางข้าว ซึ่งก่อปัญหาการปล่อยควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เพื่อเปลี่นจากของเสียเป็นโอกาส เธอจึงตัดสินใจที่จะทำกระดาษย่อยสลายได้ 100% จากฟางข้าว อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร จึงกำเนิดเป็นบรรจุภัณฑ์ทำจากกระดาษฟางข้าว นำฟางข้าสที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตมาแปรรูปเป็นกระดาษ กล่อง บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบัน โดยทางฟางไทยหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนและมีส่วนร่วมในธุรกิจรักษาสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้” จารุวรรณ กล่าวเพิ่มเติม</p>
<p><strong>SEED</strong> ได้เห็นความสำคัญของรางวัล “<strong>SEED Award</strong>” เพราะมีกระบวนการทำงานร่วมกันแบบเป็นหุ้นส่วน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแบบมุ่งเน้นอนาคต เราเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ชนะรางวัลจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนด้วยวิธีแก้ปัญหาที่สามารถปรับใช้ได้จริง และสามารถต่อยอดเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกต่อไป</p>
<p><strong>รางวัล SEED Low Carbon Awards ประจำปี 2562 มีผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลมาจากประเทศกานา อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ไทยและยูกานดา ได้รับการสนับสนุนโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยนิวเคลียร์ของเยอรมัน (BMU) ภายใต้กรอบ International Climate Initiative (IKI) รางวัล SEED Africa Awards ประจำปี 2562 ในประเทศมาลาวี แซมเบีย ซิมบับเว และรางวัล SEED South Africa Climate Adaptation ประจำปี 2562 ในแอฟริกาใต้ ได้รับการสนับสนุนโดย Government of Flanders</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/seed-symposium-2020-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">“SEED Symposium 2020” เพื่อผู้ประกอบการเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/seed-symposium-2020-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%97-2019-ev/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%97-2019-ev/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Aug 2019 07:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[EV]]></category>
		<category><![CDATA[ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[พสุ โลหารชุน]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[สุทธิศักด์ วิลานันท์]]></category>
		<category><![CDATA[อดิศักดิ์ โรหิตะศุน]]></category>
		<category><![CDATA[ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์สันดาป]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์ไฮบริด]]></category>
		<category><![CDATA[แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2019]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=10041</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้ จากความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมกรรมด้านยานยนต์โดยเฉพาะต้นทุนของการผลิตแบตเตอรี่ และต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ลดลงจนผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนตและชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งเรียนรู้และปรับตัวที่ต้องก้าวให้ทันนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เนื่องจากประมาณการว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563 จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเกิดการตื่นตัวและเตรียมขับเคลื่อนแนวทางการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รองรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) นำมาสู่การจัดสัมมนา ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019 ในหัวข้อ Smart Mobility Driving ยานยนต์แห่งอนาคต ที่จัดขึ้นโดย สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%97-2019-ev/">“ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระแสเทคโนโลยีนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้นี้ จากความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมกรรมด้านยานยนต์โดยเฉพาะต้นทุนของการผลิตแบตเตอรี่ และต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ลดลงจนผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตรถยนตและชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งเรียนรู้และปรับตัวที่ต้องก้าวให้ทันนวัตกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เนื่องจากประมาณการว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563</strong><span id="more-10041"></span></p>
<p>จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเกิดการตื่นตัวและเตรียมขับเคลื่อนแนวทางการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รองรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) นำมาสู่การจัดสัมมนา <strong>ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019</strong> ในหัวข้อ <strong>Smart Mobility Driving ยานยนต์แห่งอนาคต</strong> ที่จัดขึ้นโดย สถาบันยานยนต์ ร่วมกับ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้นำไปพัฒนาสินค้าเพื่อสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม และลดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานลง</p>
<figure id="attachment_10043" aria-describedby="caption-attachment-10043" style="width: 234px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p3.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10043 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p3.jpg" alt="สุทธิศักด์ วิลานันท์" width="234" height="235" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p3.jpg 234w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p3-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 234px) 100vw, 234px" /></a><figcaption id="caption-attachment-10043" class="wp-caption-text">สุทธิศักด์ วิลานันท์</figcaption></figure>
<p>โดยมี <span style="color: #6cb742;"><strong>สุทธิศักด์ วิลานันท์</strong></span> <strong>รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด</strong> กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “เป็นการร่วมผลักดันยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่อนาคต เราได้รวมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลไว้ด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะเชื่อมโยงจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ”</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p2.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-10045 aligncenter" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p2.jpg" alt="ดร.พสุ โลหารชุน" width="234" height="235" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p2.jpg 234w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/automotive-summit-2019-p2-150x150.jpg 150w" sizes="(max-width: 234px) 100vw, 234px" /></a></p>
<p>ทั้งนี้ การสัมมนาดังกล่าวได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย <span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.พสุ โลหารชุน</strong></span> <strong>ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม</strong> เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ สู่การพัฒนาระบบสัญจรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” พร้อมด้วย <span style="color: #6cb742;"><strong>อดิศักดิ์ โรหิตะศุน</strong></span> <strong>กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์</strong> ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อดังกล่าวด้วย</p>
<p><strong>ดร.พสุ</strong> กล่าวว่า “ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตนั้น หน่วยงานภาครัฐได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ ตอบรับนโยบายรัฐบาลที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีหรือชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบเซ็นเซอร์และระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) แม้ในประเทศไทยจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ภาครัฐจะสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตเพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV โดยขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมือกันผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดผลดีในแง่เศรษฐกิจระดับชาติได้ทุกมิติ”</p>
<p><strong>อดิศักดิ์</strong> กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่การใช้เครื่องยนต์ไฮบริดและเครื่องยนต์ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ ผู้ประกอบการไทยต่างมีการปรับตัวด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า อีกทั้ง<strong>อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า</strong>ยังเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรม S-curve ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุปกรณ์ยานยนต์สมัยใหม่ให้มีมาตรฐานระดับโลก และภาครัฐได้ส่งเสริมให้มีการสร้างศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของอาเซียนที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2563 ดังนั้น ในส่วนของ<strong>สถาบันยานยนต์</strong> เล็งเห็นถึงความสำคัญที่ต้องปรับตัวด้านเทคโนโลยี และการออกแบบนวัตกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต ที่ผู้บริโภคจะเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น”</p>
<p><strong>การจัดงานแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2019 และ ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019 ดังกล่าวนี้ ยังได้มีการจัดแสดงสินค้าในส่วนของอุตสาหกรรมด้านการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงอุตสาหกรรมด้านการผลิตแม่พิมพ์และการขึ้นรูปอีกทั้งผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติและการประกอบ และเทคโนโลยี การเตรียมพื้นผิว การชุบ และเคลือบผิวชิ้นส่วนอุตสาหกรรมมากกว่า 46 ประเทศทั่วโลก นับเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้เกิดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท ที่น่าจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น</strong></p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 94 กรกฎาคม-สิงหาคม 2562 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%97-2019-ev/">“ออโตโมทีฟ ซัมมิท 2019” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%9f-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%97-2019-ev/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ราชบุรีโฮลดิ้ง เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” มุ่งสู่บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%9b/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%9b/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Jul 2019 08:34:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH]]></category>
		<category><![CDATA[RATCH Group]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ราช กรุ๊ป]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรีโฮลดิ้ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=10148</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” (ชื่อภาษาอังกฤษ RATCH Group Public Company Limited) ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ “RATCH” ยังคงใช้เป็นชื่อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังเดิม&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%9b/">ราชบุรีโฮลดิ้ง เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” มุ่งสู่บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” (ชื่อภาษาอังกฤษ RATCH Group Public Company Limited) ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ “RATCH” ยังคงใช้เป็นชื่อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังเดิม</strong></p>
<p><span id="more-10148"></span></p>
<figure id="attachment_10150" aria-describedby="caption-attachment-10150" style="width: 380px" class="wp-caption alignleft"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/RATCH-Group-Kitcha.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-10150 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/RATCH-Group-Kitcha.jpg" alt="กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ" width="380" height="380" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/RATCH-Group-Kitcha.jpg 380w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/RATCH-Group-Kitcha-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/10/RATCH-Group-Kitcha-300x300.jpg 300w" sizes="(max-width: 380px) 100vw, 380px" /></a><figcaption id="caption-attachment-10150" class="wp-caption-text">กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>กิจจา ศรีพัฑฒางกุระ</strong></span> <strong>กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)</strong> เปิดเผยว่า การเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นการแสดงให้เห็นความชัดเจนในเป้าหมายการเติบโตของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายฐานธุรกิจสู่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจที่เกี่ยว เนื่องกับพลังงานและไฟฟ้า นอกเหนือจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายสร้างมูลค่ากิจการให้เติบโตถึง 200,000 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2566 โดยการลงทุนในโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในประเทศและต่างประเทศจะขับเคลื่อนเป้าหมายนี้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p>“บริษัทฯ คาดหมายว่า การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะเติบโตขึ้นและมีสัดส่วนประมาณ 25% ของการลงทุนรวมทั้งหมดในปี พ.ศ. 2566 ด้วยชื่อใหม่ “<strong>ราช กรุ๊ป</strong>” ที่จดจำง่ายขึ้น จะช่วยให้การวางตำแหน่งของบริษัทฯ ในธุรกิจอื่นนอกธุรกิจผลิตไฟฟ้ามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนชื่อใหม่ครั้งนี้เป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกของบริษทั ฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยมุ่งหวังจะยกระดับความเป็นสากลขององค์กร เพื่อตอบสนองเป้าหมายการขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น และก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จรรโลงประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติด้วย” <strong>กิจจา</strong> กล่าว</p>
<p>ชื่อ “<strong>ราช กรุ๊ป</strong>” ได้ยึดคำว่า “<strong>ราช</strong> หรือ <strong>RATCH</strong>” ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้มีส่วนได้เสียรู้จักและจดจำมาใช้เป็นชื่อใหม่ และยังมีความหมายที่ดี สื่อถึงความยิ่งใหญ่ความเจริญรุ่งเรือง และการผสานพลังของกลุ่มบริษัทฯ สำหรับตราสัญลักษณ์ สื่อถึงพลังของการเคลื่อนไหวของ “ราช กรุ๊ป” ที่จะเติบโตเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดี และเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในอนาคต</p>
<table style="border-left: 10px solid #6cb742; background-color: #f9f9f9;" width="100%">
<tbody>
<tr valign="middle">
<td style="vertical-align: middle; padding: 10px;"><span style="color: #6cb742;"><strong>บมจ. ราช กรุ๊ป</strong></span> [เดิมชื่อ <strong>บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน</strong>)] ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2543 มีทุนจดทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 14,500 ล้านบาท มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 45% บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในลักษณะของบริษัทโฮลดิ้ง โดยลงทุนถือหุ้น ผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนมุ่งเน้นธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ต่อมาได้ขยายการลงทุนสู่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฟฟ้าและพลังงาน ปัจจุบันบริษัทฯ มีการลงทุนโครงการต่างๆ ใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย จีน และอินโดนีเซีย ประเทศไทยถือเป็นฐานประกอบธุรกิจหลัก</p>
<p style="text-align: right;">สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ratch.co.th</p>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 93 พฤษภาคม-มิถุนายน 2562 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%9b/">ราชบุรีโฮลดิ้ง เปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” มุ่งสู่บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ถ่านมีชีวิต” แก้ปัญหาน้ำเสีย ผลงานเยาวชน PTTEP Teenergy</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Apr 2019 07:21:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดน้ำเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าย PTTEP Teenergy]]></category>
		<category><![CDATA[คูเมืองเชียงใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่านมีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[นิพัทธา กาพย์ตุ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหามลพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศของน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ปัญหาน้ำเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[แบคทีเรียสายพันธุ์บาซิลัส]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ PTTEP Teenergy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=6438</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังไม่หมดไปและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เว็บไซต์ AirVisual ซึ่งจัดอันดับค่าดัชนีคุณภาพอากาศทั่วโลก (World AQI Ranking) เคยรายงานตัวเลขที่ระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ในบางช่วงสูงกว่าระดับ 100 แสดงถึงความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐาน และคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน นอกจากปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว เชียงใหม่ยังต้องเผชิญกับมลพิษทางน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันอีกด้วย สาเหตุมาจากการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่มีสาหร่ายสีเขียวขึ้นเต็มไปหมด จนน้ำขาดออกซิเจน ส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก ระบบนิเวศของน้ำบริเวณรอบคูเมืองเสียหาย เยาวชนในท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งมองเห็นปัญหาดังกล่าวและไม่นิ่งดูดาย อยากเข้ามาช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น จนเกิดเป็นโครงการ “ถ่านมีชีวิต” เพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน โดย นิพัทธา&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2/">“ถ่านมีชีวิต” แก้ปัญหาน้ำเสีย ผลงานเยาวชน PTTEP Teenergy</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือเป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังไม่หมดไปและมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เว็บไซต์ AirVisual ซึ่งจัดอันดับค่าดัชนีคุณภาพอากาศทั่วโลก (World AQI Ranking) เคยรายงานตัวเลขที่ระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ในบางช่วงสูงกว่าระดับ 100 แสดงถึงความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐาน และคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน</strong><span id="more-6438"></span></p>
<p>นอกจากปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว เชียงใหม่ยังต้องเผชิญกับมลพิษทางน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันอีกด้วย สาเหตุมาจากการทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่มีสาหร่ายสีเขียวขึ้นเต็มไปหมด จนน้ำขาดออกซิเจน ส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก ระบบนิเวศของน้ำบริเวณรอบคูเมืองเสียหาย</p>
<p><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-6444 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-01.jpg" alt="“ถ่านมีชีวิต”" width="650" height="434" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-01.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-01-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></a></p>
<p>เยาวชนในท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งมองเห็นปัญหาดังกล่าวและไม่นิ่งดูดาย อยากเข้ามาช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น จนเกิดเป็น<strong>โครงการ “<span style="color: #6cb742;">ถ่านมีชีวิต</span>”</strong> เพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน โดย <span style="color: #6cb742;"><strong>นิพัทธา กาพย์ตุ้ม</strong></span> หรือน้องปิ่นไพร โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า</p>
<p>“หนูอยู่ที่นี่ เกิดที่นี่ ได้เห็นปัญหามลพิษในเชียงใหม่มานานแล้ว ปัญหาน้ำเน่าในคูเมืองเกิดขึ้นทุกปี หนูจึงอยากให้เมืองของหนูมีมลพิษน้อยลงและน่าอยู่มากขึ้น หลังจากที่หนูและเพื่อนได้มีโอกาสเข้า<strong>ค่ายโครงการ <span style="color: #6cb742;">PTTEP Teenergy</span></strong> ของ ปตท. สผ. และเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปภายใต้แนวคิดเปลี่ยนเพื่อโลก (Change for Climate) หนูได้คิดและนำเสนอโครงการ“<strong>ถ่านมีชีวิต</strong>” ร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งโครงการนี้เป็น 1 ใน 10 โครงการที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนสนับสนุนจาก <strong>ค่าย PTTEP Teenergy</strong> หลังจากที่ได้รับทุน หนูและทีมก็ได้ค้นคว้าศึกษางานวิจัยต่างๆ จนพบว่าที่ภาคเหนือมีการปลูกข้าวโพดจำนวนมาก แต่ซังข้าวโพดที่เหลือจากการสีเมล็ดข้าวโพดออกไปกลับถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ หนูจึงเกิดความคิดนำซังข้าวโพดมาแปรรูปเป็นถ่านด้วยวิธีการทางเคมี โดยการเผาแบบกึ่งอับอากาศหรือสภาวะไร้อากาศ (Pyrolysis) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยได้รับการสนับสนุนการเผาและการศึกษาวิจัยจาก<strong>คณะวิศวกรรมอุตสาหกรรมการเกษตร</strong> <strong>มหาวิทยาลัยแม่โจ้</strong>”</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-02.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-6443 size-full aligncenter" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-02.jpg" alt="“ถ่านมีชีวิต” บำบัดน้ำเสีย" width="650" height="434" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-02.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-02-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></a></p>
<p>ประกอบกับเมื่อเห็นสภาพน้ำในคูเมืองเชียงใหม่เน่าเสีย จึงพยายามหาวิธีการที่จะแก้ปัญหา ซึ่งน้องๆ สังเกตเห็นว่า ในขณะที่ในน้ำบริเวณคูเมืองเชียงใหม่เต็มไปด้วยสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน จึงได้นำตะกอนดังกล่าวเข้าไปศึกษาในห้องทดลอง และพบว่าในดินดังกล่าวมีแบคทีเรียสายพันธุ์บาซิลลัส (Bacillus.spp) อยู่จำนวนมาก และแบคทีเรียสายพันธุ์บาซิลัสนี้ สามารถกำจัดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินโดยนอกจากจะเป็นสาหร่ายที่ทำให้เกิดน้ำเสียแล้ว ยังเป็นสาหร่ายที่ผลิตสารพิษไมโครซิสติน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดตับอักเสบและเร่งการเกิดมะเร็งของตับ นอกจากจะมีผลกับคนแล้ว พิษของสาหร่ายชนิดนี้ยังมีผลโดยตรงต่อสัตว์น้ำหรือสัตว์บกที่ไปบริโภคน้ำที่มีสาหร่ายชนิดนี้ด้วย</p>
<p>เมื่อทดลองพบว่าแบคทีเรียสายพันธุ์บาซิลลัสเติบโตได้ดีในถ่านที่ผลิตจากซังข้าวโพด และสามารถนำไปกำจัดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้อย่างแน่นอนแล้ว จึงทำการทดลองเพิ่มเติมให้แน่ใจ โดยนำถ่านที่เพาะเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งน้องๆ เรียกมันว่า “<strong>ถ่านมีชีวิต</strong>” เพราะมีแบคทีเรียซึ่งจัดเป็นสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเติบโตอยู่ในนั้น น้องๆ ได้ทดลองนำถ่านมีชีวิตบรรจุในขวดพลาสติกเหลือใช้ แล้วนำไปจุ่มแช่ในน้ำตัวอย่างที่นำมาจากบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ในห้องทดลองพบว่า การวางทิ้งไว้ 5 วัน แบคทีเรียสายพันธุ์บาซิลลัส สามารถกำจัดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้หมด ไม่เกิดน้ำเน่าเสีย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-07.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-6440 size-full aligncenter" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-07.jpg" alt="บำบัดน้ำเสีย" width="650" height="433" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-07.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-07-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></a></p>
<p>ภายหลังจากการใช้ “<strong>ถ่านมีชีวิต</strong>” ดังกล่าวบำบัดน้ำเสียเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถนำไปบดทำเป็นปุ๋ยสำหรับปลูกพืชต่อไปได้อีกด้วย และจากการทดลองปลูกพืชก็พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ พืชเจริญเติบโตได้ดีเพราะถ่านซังข้าวโพดอุดมไปด้วยแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อพืช</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-04.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-6442 size-full aligncenter" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-04.jpg" alt="ปุ๋ยจากถ่านมีชีวิต" width="650" height="434" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-04.jpg 650w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/04/charcoal-waste-water-treatment-04-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></a></p>
<p><strong>ในอนาคตทีมของน้องๆ คิดจะต่อยอดโครงการ โดยนำถ่านมีชีวิตที่ผลิตได้ไปทดลองใช้จริงสำหรับการบำบัดน้ำบริเวณรอบคูเมืองเชียงใหม่ และจะนำผลการทดลองไปเผยแพร่ในชุมชนใกล้เคียงหรือชุมชนในบริเวณที่มีปัญหาน้ำเน่าเสีย โดยหากได้รับความร่วมมือจากชุมชนที่สนใจ เชื่อว่าโครงการถ่านมีชีวิตนี้จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถช่วยแก้ปัญหามลพิษในเมืองเชียงใหม่ได้ต่อไป</strong></p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 92 มีนาคม-เมษายน 2562 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2/">“ถ่านมีชีวิต” แก้ปัญหาน้ำเสีย ผลงานเยาวชน PTTEP Teenergy</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถึงเวลา&#8230; ประหยัดพลังงานในบ้าน อย่างจริงจัง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Mar 2019 06:31:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=5529</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราพูดกันถึงเรื่องการประหยัดพลังงานมาเนิ่นนานกว่า 10 ปี ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน แต่ในทางปฏิบัตินั้นที่ผ่านๆ มา ไม่มีกฎเกณฑ์และมาตรการที่จริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะในภาคครัวเรือน จะเห็นความเคลื่อนไหวได้น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงร่วมกันพัฒนามาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยขึ้นเป็นครั้งแรก และสร้างต้นแบบบ้านประหยัดพลังงานเพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการจัดการพลังงานบ้านอยู่อาศัย ภายใต้ “โครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย” ประจำปี พ.ศ. 2561 โดยเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ ปี พ.ศ. 2562-2564 พบว่า บ้านเดี่ยวควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 25&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/">ถึงเวลา… ประหยัดพลังงานในบ้าน อย่างจริงจัง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เราพูดกันถึงเรื่องการประหยัดพลังงานมาเนิ่นนานกว่า 10 ปี ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน แต่ในทางปฏิบัตินั้นที่ผ่านๆ มา ไม่มีกฎเกณฑ์และมาตรการที่จริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะในภาคครัวเรือน จะเห็นความเคลื่อนไหวได้น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม</strong><span id="more-5529"></span></p>
<p>ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงร่วมกันพัฒนามาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยขึ้นเป็นครั้งแรก และสร้างต้นแบบบ้านประหยัดพลังงานเพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการจัดการพลังงานบ้านอยู่อาศัย ภายใต้ “<span style="color: #6cb742;"><strong>โครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย</strong></span>” ประจำปี พ.ศ. 2561</p>
<p>โดยเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ ปี พ.ศ. 2562-2564 พบว่า บ้านเดี่ยวควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 25 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปีและสำหรับห้องแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 44 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี สำหรับพลังงานไฟฟ้าในระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่าง ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ข้อบังคับที่ศึกษาได้นี้จะบังคับใช้ได้จริงในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะบังคับใช้บ้านอยู่อาศัยที่ก่อสร้างใหม่ ที่ยื่นขออนุญาตในปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป</p>
<figure id="attachment_5540" aria-describedby="caption-attachment-5540" style="width: 380px" class="wp-caption alignright"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/sarat.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-5540" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/sarat.jpg" alt="สาร์รัฐ ประกอบชาติ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน" width="380" height="530" data-id="5540" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/sarat.jpg 450w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/sarat-215x300.jpg 215w" sizes="(max-width: 380px) 100vw, 380px" /></a><figcaption id="caption-attachment-5540" class="wp-caption-text">สาร์รัฐ ประกอบชาติ</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สาร์รัฐ ประกอบชาติ</strong> </span><strong>ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน</strong> กล่าวว่า สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศกำลังเพิ่มขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด หนึ่งในสัดส่วนสำคัญมาจากการใช้พลังงานบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยปีละ 500,000 หลังต่อปี ทำให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นและเกินความจำเป็นโดยมีสัดส่วนจำนวนบ้านอยู่อาศัยที่มีการใช้ไฟเกินทั่วประเทศเฉลี่ยราว 40% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท จากการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศเกินความจำเป็น สอดคล้องกับข้อมูลของ พพ.ที่พบว่าปัจจุบันความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของครัวเรือนที่อยู่อาศัยในแต่ละปีพุ่งสูงขึ้นมาอยูที่ประมาณ 20% เป็นรองแค่ภาคอุตสาหกรรม (30-37%) และอันดับ 1 คือ ภาคการคมนาคมขนส่ง (40%)</p>
<p>เพื่อให้ให้เป็นไปตามแผนการลดใช้พลังงานไฟฟ้าของบ้านอยู่อาศัย พพ. จึงได้ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในบ้านอยู่อาศัยขึ้นเป็นครั้งแรก และสร้างต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน เพื่อเป็นแนวทางส่งเสริมการจัดการพลังงานที่อยู่อาศัย ภายใต้ “โครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อ าศัย” ประจำปีพ.ศ. 2561 ซึ่งได้รับงบประมาณในการดำเนินการศึกษาจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจำนวน 10 ล้านบาท และจะทำการศึกษาวิจัยค่ามาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานใหม่ทุกๆ 5 ปี เพื่อเป็นมาตรฐานในการออกแบบทางพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย อันจะก่อให้เกิดผลในวงกว้าง เช่นเดียวกับมาตรฐานด้านพลังงานในอาคารขนาดใหญ่ และเกิดการประหยัดพลังงานของประเทศได้ตามเป้าหมายในภาคครัวเรือนที่อยู่อาศัยที่ พพ.วางเอาไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2579 จะต้องลดใช้พลังงานในภาคครัวเรือนที่อยู่อาศัยให้ได้ 13,633 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และจะนำผลการศึกษาในโครงการนี้ไปให้ความรู้ ชี้แนะเพื่อสร้างความเข้าใจสร้างความมั่นใจในการหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนรวมทั้งสร้างความมั่นใจในแบบบ้านประหยัดพลังงานที่ทางคณะผู้วิจัยได้นำเสนอต่อประชาชนที่สนใจนำไปก่อสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัยในอนาคต หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัยเดิมเจาะเฉพาะพื้นที่ใช้วัสดุฉนวนกันแสงแดด หรือจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กักเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ไว้ใช้ยามคํ่าคืน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้ ทั้งนี้คาดว่าจะบังคับใช้ได้จริงในอีก 5 ปีข้างหน้า</p>
<h3><span style="color: #6cb742;">ผลการศึกษาจาก “โครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย” ปี พ.ศ. 2561</span></h3>
<figure id="attachment_5539" aria-describedby="caption-attachment-5539" style="width: 380px" class="wp-caption alignright"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/rungroth.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-5539" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/rungroth.jpg" alt="ผศ.รุ่งโรจน์ วงศ์มหาศิริ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)" width="380" height="486" data-id="5539" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/rungroth.jpg 450w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/rungroth-234x300.jpg 234w" sizes="(max-width: 380px) 100vw, 380px" /></a><figcaption id="caption-attachment-5539" class="wp-caption-text">ผศ.รุ่งโรจน์ วงศ์มหาศิริ</figcaption></figure>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ผศ.รุ่งโรจน์ วงศ์มหาศิริ</strong></span> <strong>อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หัวหน้าโครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย</strong> กล่าวว่าในระยะแรกเป็นการเก็บข้อมูลพื้นฐานของที่พักอาศัยการใช้ไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 2,654 หลัง เป็นบ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 120 ตารางเมตร มีความสูง 1-2 ชั้นประมาณ 2.9 เมตร เป็นหลังคาจั่วมุม 30 องศา เป็นส่วนใหญ่ มีอัตราส่วนช่องเปิดประมาณ 20% ของพื้นที่ผนังในแต่ละด้าน มีสัดส่วนพื้นที่ปรับอากาศต่อพื้นที่ใช้สอย ประมาณ 20% ความยาวชายคาประมาณ 1 เมตร รวมใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 35 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี และห้องแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 100 ตารางเมตร ความสูง 1-2 ชั้น ประมาณ 3 เมตร เป็นหลังคาจั่วมุม 30 องศา โดยลาดมาด้านหน้าและหลังเป็นส่วนใหญ่ มีอัตราส่วนช่องเปิดประมาณ 20% ของพื้นที่ผนังในแต่ละด้านมีสัดส่วนพื้นที่ปรับอากาศต่อพื้นที่ใช้สอย ประมาณ 20% ความยาวชายคาประมาณ 1 เมตร รวมใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 54 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี</p>
<p>และเมื่อคณะผู้ทำการศึกษานำมาคำนวณค่ามาตรฐานที่บ้านอยู่อาศัยควรจะมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2564 พบว่า บ้านเดี่ยวควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 25 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี และสำหรับห้องแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด ควรมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 44 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี สำหรับพลังงานไฟฟ้าในระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่าง โดยขึ้นอยู่กับวัสดุเปลือกอาคารวัสดุก่อสร้างมีฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ระบบไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศและระบบไฟฟ้าและแสงสว่างควรมีมาตรฐานฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 กำกับ คาดว่าจะมีบ้านใหม่สูงถึง 70-80% ที่ต้องก่อสร้างให้ตรงกับเกณฑ์มาตรฐานนี้หากประกาศใช้</p>
<h3><span style="color: #6cb742;">ปัญหาการใช้พลังงานที่พบจากการสำรวจและแนวทางแก้ปัญหา</span></h3>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.ชญาณิน จิตรานุเคราะห์</strong></span> <strong>อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)</strong> กล่าวว่า ลักษณะบ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ใส่ฉนวนเหนือฝ้าเพดาน บริเวณใต้หลังคา ไม่มีชายคาและการกันแดดบริเวณช่องเปิดในพื้นที่ปรับอากาศที่เหมาะสมมีช่องเปิดแบบบานเกล็ดในพื้นที่ปรับอากาศ เปิดห้องนํ้าเข้าสู่ห้องนอนที่ใช้เครื่องปรับอากาศโดยตรง อีกทั้งใช้เครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพตํ่าหลายๆ บ้านยังเป็นรุ่นดั้งเดิมที่เข้ามาจำหน่ายในระยะแรกๆ สำหรับในเมืองไทย ไม่มีการปรับเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหม้อหุงข้าวตู้เย็น โทรทัศน์ พัดลม และอื่นๆ เป็น ระยะเวลานานกว่า 10 ปี ทำให้เกิดการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ใช้หลอดไฟที่ไม่มีโคมสะท้อนแสง แสงสว่างไม่เพียงพอในพื้นที่ ทำให้มีการติดหลอดไฟมากเกินความจำเป็น ที่สำคัญมีพฤติกรรมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเปิดแล้วไม่ยอมปิด เปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น จึงจำเป็นที่ภาครัฐควรลงพื้นที่ให้ข้อมูลเกณฑ์มาตรฐานที่ศึกษาได้เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และพร้อมปรับตัวดูแลควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ ตามที่ภาครัฐกำหนดเพื่อให้การดำเนินงานได้รับการยอมรับ การร่วมมืออันดีจากประชาชนผู้อยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่ พร้อมกันนี้ควรมีการอบรมประชาชนที่จะก่อสร้างบ้านสมัยใหม่ให้มีความเข้าใจในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมาใช้ให้มากขึ้น รวมทั้งมีการหาแหล่งเงินกู้ที่ไม่สูงมากนักให้กับประชาชนหรือผู้ประกอบการที่สร้างบ้าน มอบส่วนลดภาษีให้กับประชาชน ผู้ประกอบการที่ปรับเปลี่ยนเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และสอนวิธีคำนวณการใช้วัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านอย่างง่ายให้ประชาชนเพื่อจะได้นำไปคำนวณค่าพลังงานที่ใช้ให้ไม่สูง ช่วยลดพลังงานในบ้านอาศัยและประหยัดเงินชำระค่าไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-green-save-energy.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-5537 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-green-save-energy.jpg" alt="โครงการศึกษาเพื่อจัดทำเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย” ประจำปี พ.ศ. 2561" width="900" height="598" data-id="5537" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-green-save-energy.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-green-save-energy-300x199.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-green-save-energy-768x510.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<h3><span style="color: #6cb742;">ทิศทางการประหยัดพลังงานในบ้านยุคใหม่</span></h3>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>บวรพงษ์ สุนิภาษา</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการอนุรักษพ์ ลังงานภาคประชาชนและธุรกิจ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน</strong> กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ที่ได้จากการศึกษาในโครงการนี้ ช่วงแรกๆ จะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจก่อน แล้วจะค่อยๆ ขยับเป็นมาตรการบังคับใช้เพื่อให้สอดรับกับแผนการประหยัดพลังงานภาครัฐและรูปแบบการก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย อาคารสิ่งก่อสร้างเพื่ออยู่อาศัยในอนาคต ได้มีแนวทางในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเรื่องประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ พพ.ได้ออกแบบบ้านที่อยู่อาศัยเพื่ออนุรักษ์พลังงานในหลากหลายรูปแบบแจกจ่ายประชาชนมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ง่ายๆ ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ www.dede.go.th สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน โทรศัพท์ 0-2223-0021 หรือเข้าไปที่ www.dede.go.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/dedeofthailand</p>
<p><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-energy-saving.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-5535 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-energy-saving.jpg" alt="บ้านประหยัดพลังงาน" width="900" height="533" data-id="5535" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-energy-saving.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-energy-saving-300x178.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-energy-saving-768x455.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>รศ. ดร.พันธุดา พุฒิไพโรจน์</strong></span> <strong>อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร</strong> กล่าวว่า หากจะให้ทิศทางบ้านยุคใหม่หันมาประหยัดพลังงานให้มากขึ้นนั้น ต้องมีการสร้างความเข้าใจการก่อสร้างออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน Smart Energy และการออกแบบผังเมือง ควรมีบทบาทเข้ามาควบคุมด้วยเพื่อให้เป็นพื้นที่โซน Smart City ยืดหยุ่นการใช้งานได้ต ามความเหมาะสม มีความปลอดภัยคำนึงถึงผู้พักอาศัยทุกๆ ช่วงอายุ ยิ่งในยุคเข้าสู่สังคมสูงวัยสำหรับประเทศไทยด้วยแล้วควรมีการออกแบบบ้าน ออกแบบพื้นที่ให้รองรับผู้สูงอายุด้วย อาจจะติดตั้งตัวระบบควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้านหากเกินความจำเป็นมีสัญญาณเตือนให้คนในบ้านทราบและหาทางปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิดอุปกรณ์ในพื้นที่ที่ไม่มีคนใช้งาน เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยประหยัดพลังงานของบ้านแต่ละหลังได้</p>
<p><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-save-energy.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-5538 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-save-energy.jpg" alt="บ้านประหยัดพลังงาน" width="900" height="600" data-id="5538" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-save-energy.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-save-energy-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/home-save-energy-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พันธุเทพ ทานชิติกุล</strong></span> <strong>นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมคเคอร์โฮม จำกัด</strong> กล่าวว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมผู้บริโภคในการมองหาที่อยู่อาศัยเริ่มเปลี่ยนไป เทรนด์การอนุรักษ์พลังงานเริ่มเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้น เพราะการมีบ้านที่ประหยัดพลังงานอยู่อาศัยเท่ากับว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่จะต้องชำระค่าไฟฟ้าก็จะลดลงด้วย ดังนั้นผูป้ ระกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันจึงพยายามนำเสนอรูปแบบการก่อสร้างบ้านที่ตอบโจทย์ตรงนี้ เช่น ใช้วัสดุทนความร้อน ระบายความร้อนภายในบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพงจนเกินไปและได้มาตรฐานตามข้อกำหนด การปรับเปลี่ยนหลังคาบ้านให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับเก็บพลังงาน ติดกระจกที่มีแผงโซลาร์เซลล์ด้านที่โดนแดด ปูแผ่นพลาสติกเพื่อป้องกันความชื้นที่สามารถระเหยขึ้นมาจากผิวดิน ที่สำคัญทีมออกแบบบ้านในโครงการจะมุ่งเน้นการถ่ายเทความร้อนออกจากตัวบ้าน เพราะประเทศไทยจะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้เป็นเวลานานถึง 8-9 เดือน วางผังบ้าน ช่องประตูและช่องหน้าต่างคำนึงถึงทิศทางกระแสลม แต่หากพื้นที่ทางเข้า-ออกของบ้านกับถนนจำเป็นต้องสร้างบ้านที่รับแดดในทิศทางดังกล่าว ก็มีทางแก้โดยการติดตั้งกันสาดหรือปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมก็ได้ ที่สำคัญควรสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นภายในบ้านเพื่อให้เรามีพลังงานใช้อย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 91 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย เปมิกา สมพงษ์</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/">ถึงเวลา… ประหยัดพลังงานในบ้าน อย่างจริงจัง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าย “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ”  กิจกรรมดี ๆ จากราชบุรีโฮลดิ้ง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2-ratch/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 04 Mar 2019 10:09:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Special Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรมค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรมเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกฝังจิตสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ราชบุรีโฮลดิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?post_type=news&#038;p=5484</guid>

					<description><![CDATA[<p>กิจกรรมค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม ภาคเหนือ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2562 มุ่งปลูกฝังจิตสาธารณะให้แก่เยาวชน ด้วยการน้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” มาเป็นแก่นของกิจกรรม ภายใต้หัวข้อ “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ” โดยจะจุดประกายเยาวชนให้ตระหนักถึงการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม สร้างสรรค์คุณค่าให้ชุมชนและสังคม ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง บุญทิวา ด่านศมสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราทราบกันดีว่าโครงการจิตอาสา&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2-ratch/">ค่าย “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ”  กิจกรรมดี ๆ จากราชบุรีโฮลดิ้ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กิจกรรมค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม ภาคเหนือ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2562 มุ่งปลูกฝังจิตสาธารณะให้แก่เยาวชน ด้วยการน้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” มาเป็นแก่นของกิจกรรม ภายใต้หัวข้อ “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ” โดยจะจุดประกายเยาวชนให้ตระหนักถึงการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม สร้างสรรค์คุณค่าให้ชุมชนและสังคม ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง</strong><span id="more-5484"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>บุญทิวา ด่านศมสถิต</strong></span> <strong>ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า “เราทราบกันดีว่าโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” พระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้แผ่ขยายและสร้างจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ไปทุกพื้นที่ในประเทศ ในส่วนบริษัทฯ เองก็เชื่อมั่นในแนวคิดของ “จิตอาสา” มาโดยตลอด ดังนั้น บริษัทฯ จึงน้อมนำพระราชดำริของพระองค์มาสานต่อกับกิจกรรมค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม ด้วยเชื่อว่าการทำจิตอาสานั้นเริ่มต้นได้จากทุกคน ไม่จำกัดเพศหรือวัย”</p>
<figure id="attachment_5485" aria-describedby="caption-attachment-5485" style="width: 680px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-5485" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-01.jpg" alt="บุญทิวา ด่านศมสถิต" width="680" height="453" data-id="5485" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-01.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-01-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></a><figcaption id="caption-attachment-5485" class="wp-caption-text">บุญทิวา ด่านศมสถิต</figcaption></figure>
<p>กิจกรรมค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม ภาคเหนือ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 1 ได้นำนักเรียนใน 6 จังหวัดภาคเหนือจำนวน 55 คน มาร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน เยาวชนจะได้เรียนรู้ถึงหลักการและแนวคิดของจิตอาสาจากวิทยากรที่อุทิศตนเป็นจิตอาสามาอย่างยาวนาน และจะได้ลงมือปฏิบัติโดยการสร้างฝาย 6 แห่ง และปลูกต้นไม้ 1,000 ต้น โดยจัดขึ้นที่ป่าชุมชนบ้านภูเขาแก้ว ต.เชียงเคี่ยน อ.เทิง จ.เชียงราย เป็นป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลป่าชุมชนชนะเลิศดีเด่นด้าน &#8220;การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&#8221; ในการประกวดป่าชุมชนดีเด่นระดับประเทศโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2561</p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-02.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-02-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="ค่าย “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ” กิจกรรมดี ๆ จากราชบุรีโฮลดิ้ง" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-03-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-04-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="" /></a>

<p>ป่าชุมชนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพื้นที่ต้นน้ำหลายสาย อีกทั้งยังมีภูมิหลังเรื่องความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกัน และเสียสละตนของคนในชุมชนช่วยกันฟื้นฟูผืนป่าอันเสื่อมโทรมจากการสัมปทานไม้ในอดีต ปัจจุบันป้าแห่งนี้กลายเป็นต้นแบบการศึกษาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ภาคเหนือ ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 ใน 4 แห่งของประเทศไทยอีกด้วย</p>
<figure id="attachment_5489" aria-describedby="caption-attachment-5489" style="width: 680px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-05.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-5489" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-05.jpg" alt="น้องพรินซ์กับน้องยิว" width="680" height="510" data-id="5489" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-05.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/03/ratch-volunteer-work-05-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></a><figcaption id="caption-attachment-5489" class="wp-caption-text">น้องพรินซ์กับน้องยิว</figcaption></figure>
<p>ไชยนันทน์ (น้องยิว) แก้วโน นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียวังหวายวิทยาคม จ.ตาก และ พิชามญชุ์ (น้องพรินซ์) บัวดี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้เห็นว่า ป่าไม้มีประโยชน์มาก ทำให้ชุมชนมีแหล่งอาหาร ชุมชนมีความสามัคคี ถึงแม้ในชุมชนตนเองจะไม่มีป่าชุมชนเช่นนี้แต่หากมีโอกาสก็ยินดีเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาในโครงการอื่น นอกจากนั้นยังได้รับความรู้จากวิทยากรที่มาบอกเล่าถึงการทำงานจิตอาสาที่เป็นแรงบันดาลใจที่จะทำงานจิตอาสาต่อไปอีกด้วย</p>
<hr />
<p>Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 92 มีนาคม-เมษายน 2562 คอลัมน์ SPECIAL Scoop โดย กองบรรณาธิการ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2-ratch/">ค่าย “เยาวชนจิตอาสา สร้างป่า รักษ์น้ำ”  กิจกรรมดี ๆ จากราชบุรีโฮลดิ้ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
