<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การประชุมคณะรัฐมนตรี | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 29 Jul 2022 06:39:22 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>การประชุมคณะรัฐมนตรี | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ครม. รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของ กกพ. และ สำนักงาน กกพ.</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/erc-3/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/erc-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 Jul 2022 06:39:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมคณะรัฐมนตรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=22880</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2565 ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดย ครม. รับทราบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ รายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/erc-3/">ครม. รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของ กกพ. และ สำนักงาน กกพ.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2565 ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดย ครม. รับทราบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ รายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) [เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 46 ที่บัญญัติให้ กกพ. จัดทำรายงานประจำปี เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาทุกสิ้นปีงบประมาณและเปิดเผยต่อสาธารณชน] โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้</strong></p>
<p><span id="more-22880"></span></p>
<p><strong>1.ผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563</strong><br />
1.1 กำกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนผ่านมาตรการจูงใจด้านราคารับซื้อไฟฟ้าและส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย<br />
1.2 กำกับกิจการไฟฟ้า โดยออกมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า บรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่น อุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาสใช้ฟรี ให้บริการไฟฟ้าฟรีสำหรับบ้านอยู่อาศัย (ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีมิเตอร์ 5 แอมป์ แต่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย) ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2563 รวม 9,795 ล้านบาท ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั่วไป ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ.2563 รวม 11,663 ล้านบาท ลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เหลือเฉลี่ย 3.63 บาท/หน่วย ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2563 และลดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสุทธิ 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท รวมทั้งมีการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดย กกพ. ได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าและการจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า ราคา 2.64 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา 2 ปี<br />
1.3 กำกับกิจการก๊าซธรรมชาติ โดย กกพ. ได้ปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าชธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจีแก่บุคคลที่สาม เพื่อเปิดโอกาสให้มีผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นและให้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซรวมทั้งหมด 5 ราย (เดิมมีเพียง 1 ราย คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมอีก 4 ราย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด) นอกจากนี้มีการกำกับอัตราค่าบริการขนส่งก๊าชธรรมชาติทางท่อผ่านระบบส่งก๊าชธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เช่น ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ระยอง มีส่วนต้นทุนคงที่ 8.59 บาทต่อล้านบีทียู และที่ขนอม มีส่วนต้นทุนคงที่ 14.22 บาทต่อล้านบีทียู เพื่อให้สะท้อนต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม<br />
1.4 ส่งเสริมการประกอบกิจการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการออกระเบียบ กกพ. ว่าด้วยมาตรการป้องกัน และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง รวมถึงการสนับสนุนศึกษา วิจัย สาธิตการปรับปรุงเทคโนโลยีการประกอบกิจการไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เช่น โครงการเทคโนโลยีการแปลงขยะอินทรีย์จากตลาดสดเป็นชีวมวลประสิทธิภาพสูง<br />
1.5 พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ โดยทบทวนแนวทางการสร้างเครือข่ายกระบวนการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้ใช้พลังงานและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย ด้านหลักธรรมมาภิบาล ด้านพลังงาน ด้านการเจรจาต่อรอง และด้านการมีส่วนร่วม</p>
<p><strong>2. ผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้า</strong><br />
2.1 ชดเชยและอุดหนุนผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ซึ่งให้บริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาสหรือเพื่อให้บริการไฟฟ้าอย่างทั่วถึงโดยชดเชยรายได้ระหว่างการไฟฟ้า (เก็บเงินจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้านครหลวงเพื่อชดเชยรายได้ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) รวม 16,917 ล้านบาท และอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่มีมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมแปร์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน จำนวน 2,079 ล้านบาท<br />
2.2 จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นรอบโรงไฟฟ้าในด้านสาธารณสุข การศึกษา และการพัฒนาอาชีพ รวม 4,040 ล้านบาท<br />
2.3 ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปิดรับข้อเสนอโครงการและอนุมัติ 13 โครงการ วงเงิน 137.67 ล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนสำหรับอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของประเทศไทย โครงการนำร่องพัฒนา Use Case การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านไฟฟ้าในการวิเคราะห์เชิงนโยบายและการกำกับดูแลกิจการพลังงาน<br />
2.4 ส่งเสริมสังคมและประชาชนให้มีความรู้ ความตระหนักและมีส่วนร่วมทางด้านไฟฟ้า รวม 476.47 ล้านบาท เช่น โครงการสนับสนุนภารกิจตามนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและโครงการคิด (KIDS) เพื่อพลังงานแห่งอนาคต</p>
<p><strong>3. งบการเงินของสำนักงาน กกพ. และกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2563</strong><br />
3.1 งบแสดงฐานะการเงิน ประกอบด้วย สินทรัพย์รวม 25,320.53 ล้านบาท หนี้สินรวม 3,910.48 ล้านบาท ส่งผลให้รวมสินทรัพย์สุทธิ/ส่วนทุน 21,410.05 ล้านบาท<br />
3.2 งบแสดงผลการดำเนินงานทางการเงิน ประกอบด้วย รายได้จากการดำเนินงาน 20,559.52 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน 20,663.01 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 70.49 ล้านบาท</p>
<p><strong>2. แผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564</strong><br />
2.1 สำนักงาน กกพ. มีแผนการดำเนินงานมุ่งเน้นพัฒนากลไกการกำกับอัตราค่าไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ พัฒนากฎระเบียบในการกำกับกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าชธรรมชาติรองรับนโยบายการส่งเสริมการแข่งขันและรองรับธุรกิจพลังงาน เช่น การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้ระบบการกักเก็บพลังงาน รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการตรวจติดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง การสร้างกลไก การมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนางานกำกับกิจการพลังงาน และการบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล<br />
2.2 กองทุนพัฒนาไฟฟ้า มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนพัฒนาไฟฟ้าและการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยนำผลสำเร็จของการจัดประกวดกองทุนพัฒนาไฟฟ้าและโครงการในพื้นที่ประกาศ รวมทั้งโครงการชุมชนต้นแบบ มาปรับปรุงการบริหารจัดการและการดำเนินโครงการของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า รวมถึงปรับปรุงระเบียบ คู่มือและหลักเกณฑ์เพื่อให้การจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์มากขึ้น นอกจากนี้ มุ่งเน้นพัฒนาระบบสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อรองรับการดำเนินงานตามภารกิจของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ในแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับการรับรู้และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า รวมทั้ง การขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้าและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/erc-3/">ครม. รับทราบรายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของ กกพ. และ สำนักงาน กกพ.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/erc-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ของ กฟผ.</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 May 2022 04:45:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News Update]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมคณะรัฐมนตรี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=22314</guid>

					<description><![CDATA[<p>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2565 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดย ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอดังนี้ 1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 &#8211; 9 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/">ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ของ กฟผ.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2565 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดย ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอดังนี้</strong></p>
<p><span id="more-22314"></span></p>
<p>1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 &#8211; 9 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ พร้อมระบบส่งไฟฟ้า ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 47,470 ล้านบาท</p>
<p>2. อนุมัติงบประมาณประจำปี พ.ศ.2565 ตามแผนประมาณการเบิกจ่ายสำหรับโครงการโรงโฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 &#8211; 9 (โครงการฯ) จำนวนเงินทั้งสิ้น 3,795 ล้านบาท</p>
<p><strong>สาระสำคัญของเรื่อง</strong><br />
<strong>พน. รายงานว่า</strong><br />
1. ภาคเหนือมีอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยร้อยละ 3.3 และมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ณ วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เท่ากับ 3,521.4 เมกะวัตต์ และคาดว่าในปี 2580 จะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 6,033 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันภาคเหนือมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 5,561.6 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ พฤศจิกายน พ.ศ. 2564) ซึ่งกำลังผลิตไฟฟ้าหลักมาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะและรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (กำลังผลิตไฟฟ้าหลักของภาคเหนือมาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 – 13 และโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4 – 7 กำลังผลิตตามสัญญารวม 2,220 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์ เครื่องที่ 1 – 3 กำลังผลิต 1,473 เมกะวัตต์)</p>
<p>2. โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 8 &#8211; 9 มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา รวม 600 เมกะวัตต์ (2&#215;300 เมกะวัตต์) และใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิง โดยเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และ พ.ศ. 2533 ตามลำดับ โดยปัจจุบัน โรงไฟฟ้าดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี (อายุการใช้งานตามสัญญา 33 ปี และ 32 ปี) จึงมีประสิทธิภาพลดลง ประกอบกับถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะมีค่าแคลเซียมออกไซด์ในขี้เถ้าเฉลี่ยสูง ทำให้โรงไฟฟ้าแมเมาะที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ ประกอบกับแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (ตามข้อ 2.2) ได้กำหนดให้ปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ครบอายุการใช้งานออกจากระบบรวมทั้งสิ้น 1,620 เมกะวัตต์ ครอบคลุมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 8 ซึ่งมีกำหนดปลดในปี พ.ศ. 2565 และ เครื่องที่ 9 ในปี พ.ศ. 2568 ส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าของภาคเหนือที่เหลืออยู่ไม่สามารถรองรับเหตุสุดวิสัย ในกรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน (N-1) ได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่โดยการดำเนินโครงการฯ และได้พิจารณาระยะเวลาเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าทดแทนให้สอดคล้องตามปริมาณลิกไนต์สำรองที่มีอยู่ในเหมืองแม่เมาะ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า</p>
<p>3.รายละเอียดและรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ</p>
<p>3.1 รายละเอียดทั่วไป<br />
วัตถุประสงค์ : เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ ลดการพึ่งพากำลังผลิตไฟฟ้าผ่านสายส่งจากภูมิภาคอื่น รวมถึงรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศไทย และเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในด้านการใช้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>
<p>สำหรับสถานที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ทางด้านทิศใต้ของโรงไฟฟ้าปัจจุบัน ถัดจากพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4 – 7 ใช้พื้นที่ก่อสร้างเฉพาะส่วนผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบส่งประมาณ 145 ไร่ ซึ่งอยู่ในขอบเขตพื้นที่ของ กฟผ.ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ (ถึงวันที่ 31 พ.ศ.มกราคม 2593)<br />
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนประเภทผลิตพลังงานไฟฟ้าฐานโดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และใช้เทคโนโลยีแบบ Pulverized Coal (PC) ซึ่งเป็นวิธีการเผาไหม้ถ่านหินที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ ประสิทธิภาพ (New and Clean) ประมาณ 37.88% ประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดอายุการเดินเครื่อง 25 ปี ประมาณ 37.14% และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2569</p>
<p>ในส่วนของเชื้อเพลิงและความต้องการใช้เชื้อเพลิง มีอัตราความต้องการในการใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะของโครงการฯ สูงสุด ประมาณ 10,418 ตันต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณ 3.23 ล้านตันต่อปี โดยคำนวณที่ค่าความร้อน (HHV) ของถ่านหินลิกไนต์ 3,200 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม และอัตราเดินเครื่องสูงสุด 85% ซึ่งคิดเป็น 21.53% ของความต้องการรวมของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (ประมาณ 15 ล้านตันต่อปี) ความต้องการใช้เชื้อเพลิงรวมประมาณ 81 ล้านตัน ตลอดอายุการเดินเครื่อง 25 ปี โดยเหมืองแม่เมาะมีปริมาณสำรองถ่านลิกไนต์ (Reserve) ประมาณ 237 ล้านตัน (มกราคม พ.ศ. 2562) ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ [เครื่องที่ 8 &#8211; 13 (ทยอยปลดตามอายุการใช้งาน)] รวมทั้งโรงไฟฟ้าทดแทนเครื่องที่ 4 &#8211; 7 และเครื่องที่ 8 &#8211; 9 ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2593 คิดเป็นประมาณ 234 ล้านตัน</p>
<p>สำหรับแหล่งน้ำและความต้องการใช้น้ำ จะใช้แหล่งน้ำเดียวกันกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะปัจจุบัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่ขาม และแม่จาง มีความต้องการใช้น้ำทั้งสิ้นประมาณ 44,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ได้แก่</p>
<p>1.กิจกรรมภายในโรงไฟฟ้า 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 2.ระบบหล่อเย็น 36,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 3.ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และ 4.ขั้นตอนการเตรียมน้ำมันดิบ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในส่วนของปริมาณน้ำทิ้งออกสู่ระบบบำบัดน้ำทิ้งสูงสุดประมาณ 10,251 ลูกบาศก์เมตรต่อวันโดยจะถูกหมุนเวียนกลับไปใช้ในระบบต่าง ๆ และนำไปผ่านกระบวนการบำบัดน้ำทิ้งให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนระบายลงสู่แม่น้ำจางในอัตราสูงสุดประมาณ 7,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน</p>
<p>โรงไฟฟ้าแม่เมาะจ่ายไฟเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของ กฟผ. ผ่านสถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 3 ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งอื่น ๆ เพื่อส่งไฟฟ้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ ด้วยสายส่งไฟฟ้าที่ระดับแรงดัน 115 230 และ 500 กิโลโวลต์ โดยโครงการฯ จะเชื่อมโยงเข้ากับระบบไฟฟ้าหลักที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงแม่เมาะ 3 ซึ่งจะต้องก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าเพิ่มและปรับปรุงสถานีไฟฟ้าโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 18 เดือน หรือจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม พ.ศ.2568 ดังนี้</p>
<p>1) งานก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ จากลานไกไฟฟ้า ( (Switchyard) ทำหน้าที่ตัดต่อวงจงไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้า) ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 &#8211; 9 ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ แม่เมาะ 3 ระยะทางประมาณ 1,000 เมตร</p>
<p>2) งานขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230/115 กิโลโวลต์ แม่เมาะ 3</p>
<p>3) งานระบบสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ<br />
สำหรับแผนการดำเนินงาน กฟผ. จะออกหนังสือสนองรับราคาซื้ออุปกรณ์โรงไฟฟ้า (Letter of Intent;, LOI) ให้ผู้ชนะการประกวดราคา เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 48 เดือน โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ.2569</p>
<p>ส่วนแผนการนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า (กองทุนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุนให้มีการให้บริการไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น พัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย โดยคำนึงถึงความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า) : โครงการฯ จัดอยู่ในกองทุนฯ ประเภท ก ตามระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เนื่องจากใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และมีปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 5,000 ล้านกิโลวัตต์ &#8211; ชั่วโมงต่อปี หรือมีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป จึงต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตลอดอายุการเดินเครื่อง ดังนี้</p>
<p>ระยะการก่อสร้าง : นำส่งเงินในอัตรา 50,000 บาทต่อเมกะวัตต์ติดตั้งต่อปี หรือไม่น้อยกว่า 50,000 บาทต่อปี ประมาณ 132 ล้านบาท (ระยะเวลา 48 เดือน)<br />
ระยะการผลิตไฟฟ้า : นำส่งเงินตามปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟ้าในแต่ละเดือนในอัตรา 2 สตางค์ต่อหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบตลอดอายุโรงไฟฟ้า ประมาณ 89.35 ล้านบาท ต่อปี (25 ปี) เฉลี่ยเดือนละประมาณ 7.45 ล้านบาท<br />
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 47,470 ล้านบาท ดังนี้</p>
<p>1)โรงไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ ประมาณ 25,530 ล้านบาท (740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและการก่อสร้างประมาณ 21,470 ยอดรวมประมาณ 47,000 ล้านบาท</p>
<p>2)ระบบส่งไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ ประมาณ 265 ล้านบาท(7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและการก่อสร้างประมาณ 205 ล้านบาท ยอดรวมประมาณ 470 ล้านบาท</p>
<p>ด้านการรับฟังความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการฯ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (รับฟังความคิดเห็นฯ) โครงการฯ ซึ่งได้ดำเนินกระบวนการทั้งในรูปแบบการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ในพื้นที่และช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้</p>
<p>1) ผู้เข้าร่วม รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,969 คน ได้แก่<br />
&#8211; ประเภท : (1) ประชาชนในพื้นที่รอบโครงการ 1,593 ราย (53.7%)</p>
<p>(2) ประชาชนทั่วไปที่สนใจ 773 ราย (26.2%)</p>
<p>(3)หน่วยงานราชการในระดับต่าง ๆ42 ราย (1.4%)<br />
&#8211; พื้นที่ (ตำบล) : แม่เมาะ 671 ราย (22.6%) สบป้าด 369 ราย (12.4%) นาสัก 295 ราย (9.9%) จางเหนือ 164 ราย (5.5%) และบ้านดง 94 (3.3%)</p>
<p>(2) ความคิดเห็นฯ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ<br />
ประชาชนส่วนใหญ่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นกับเทคโนโลยีของโครงการฯ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่ถูกจัดทำขึ้นตามรายงาน EHIA สามารถครอบคลุมและตอบปัญหาที่ประชาชนห่วงกังวล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นที่ประชาชนยังให้ความห่วงใยเป็นพิเศษ เช่น</p>
<p>&#8211; กฟผ. ควรหาเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บหรือเปลี่ยนให้เป็นเคมีภัณฑ์ชนิดอื่นหรือทำการปลูกป่าเพื่อส่งเสริมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่เป็นศูนย์ (Net Zero)</p>
<p>&#8211; กกพ. ควรให้ กฟผ. จัดทำแผนบูรณาการทางด้านน้ำอย่างเป็นรูปธรรมครอบคลุมระยะเวลาของอายุโรงไฟฟ้า โดยควรมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามปริมาณการใช้น้ำและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งการจัดการปัญหาทางด้านกลิ่นจากแหล่งน้ำตามฤดูกาลด้วย</p>
<p>&#8211; กฟผ. อาจพิจารณานำระบบวงจรตัดเสียงรบกวน (Noise Cancellation) มาติดตั้งตามบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาเสียงรบกวนในยามวิกาล</p>
<p>&#8211; มาตรการด้านการจราจรยังมีความไม่สมบูรณ์ เช่น ระบบสัญญาณไฟจราจรที่ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเป็นระยะ ดังนั้น กฟผ. ควรร่วมมือกับกรมทางหลวงสำรวจและทำการแก้ไขจุดบกพร่อง โดยระหว่างก่อสร้างควรกำกับให้รถที่เข้าออกโครงการติดป้ายให้ชัดเจนบริเวณกระจกรถด้านข้างทั้ง 2 ข้าง และด้านท้าย ระบุชื่อโครงการ หน่วยงาน และเบอร์ติดต่อ</p>
<p>&#8211; ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID- 19 ที่อาจมีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น กฟผ. ควรจัดทำแผนฉุกเฉินเพิ่มเติมเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID- โดยยึดหลักป้องกันเป็นพื้นฐานสำคัญ</p>
<p>&#8211; ควรคำนึงถึงมาตรการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศต่าง ๆ ในสภาวะภูมิอากาศทั่วไปไม่อำนวย เช่น ท้องฟ้าปิดในฤดูหนาวที่จะส่งผลให้เกิดหมอกควัน โดยควรดำเนินการเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และช่วยเหลือประชาชนให้สวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างทั่วถึง</p>
<p>&#8211; ควรเปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชน ตัวแทนภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินงานติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมทุกครั้ง และในการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า กองทุนสนับสนุนจาก กฟผ. หรือกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ควรเน้นสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และยกมาตรฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกทางสังคมเป็นหลัก</p>
<p>สำหรับด้านเศรษฐศาสตร์ และการเงิน พบว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนและให้ผลตอบแทนการลงทุน โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) 6.99% และคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิทางด้านเศรษฐศาสตร์ จำนวน 5,928 ล้านบาท โดยราคาขายไฟฟ้าของโครงการฯ ไม่สูงกว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/">ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 – 9 ของ กฟผ.</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/egat-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
