<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>โลกร้อน | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 20 Jan 2026 02:26:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.4</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>โลกร้อน | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ส่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 9 พรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้ง 2569</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/political-parties-and-environmental-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Jan 2026 02:01:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Environment]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[พรรคการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=42895</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใกล้เข้ามา คำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือพรรคการเมืองใดมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่พร้อมรับมือวิกฤตฝุ่นพิษ ภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี ท่ามกลางบริบทที่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยยังคงให้น้ำหนักกับนโยบายปากท้องเป็นลำดับแรก ขณะที่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องรอง กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว จนทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่อาจถูกมองเป็นเพียงนโยบายเฉพาะด้านอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ “TEI: Thai Envi Next ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” จึงถูกจัดขึ้น ภายใต้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Thai&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/political-parties-and-environmental-policy/">ส่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 9 พรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้ง 2569</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใกล้เข้ามา คำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือพรรคการเมืองใดมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่พร้อมรับมือวิกฤตฝุ่นพิษ ภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี ท่ามกลางบริบทที่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยยังคงให้น้ำหนักกับนโยบายปากท้องเป็นลำดับแรก ขณะที่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องรอง กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว จนทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่อาจถูกมองเป็นเพียงนโยบายเฉพาะด้านอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศหลังการเลือกตั้งครั้งนี้</strong></p>
<p><span id="more-42895"></span></p>
<p><strong>“TEI: Thai Envi Next ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569”</strong> จึงถูกจัดขึ้น ภายใต้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Thai SCP) และไทยพีบีเอส เพื่อเปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมือง ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 โดยสะท้อนชัดว่า “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาอนาคตประเทศ</p>
<p>หลังผลสำรวจพบว่า 88% ของคนไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดย TEI เรียกร้องให้ยกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ผ่าน 3 แกนหลัก คือ กฎหมายอากาศสะอาด การจัดการน้ำทั้งระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการขยะครบวงจร เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42900" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02.jpg" alt="ดร.วิจารย์ สิมาฉายา" width="858" height="502" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02.jpg 858w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02-300x176.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02-768x449.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02-150x88.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-02-500x293.jpg 500w" sizes="(max-width: 858px) 100vw, 858px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.วิจารย์ สิมาฉายา</span> ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย</strong> เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดน้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรงสลับกัน วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เช่น ปลาหมอคางดำ และวิกฤตมลพิษ ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 หมอกควันข้ามพรมแดน ไปจนถึงขยะและไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง</p>
<p>ผลสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จากประชาชนกว่าพันคนทั่วประเทศ ชี้ว่า ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22% และปัญหาขยะและของเสีย 15% ขณะที่นโยบายที่ประชาชนต้องการให้พรรคการเมืองเร่งผลักดัน ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และการจัดการขยะครบวงจรหรือ Zero Waste ซึ่งตอกย้ำว่าสิ่งแวดล้อมคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความอยู่รอด” ที่รัฐไม่อาจละเลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-42901" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03.jpg" alt="9 พรรคการเมือง นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อม" width="858" height="502" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03.jpg 858w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03-300x176.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03-768x449.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03-150x88.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/01/political-parties-and-environmental-policy-03-500x293.jpg 500w" sizes="(max-width: 858px) 100vw, 858px" /></p>
<p>ภายในงาน พรรคการเมือง 9 พรรคได้นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมผ่านคลิปวิดีโอ สะท้อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหา Climate change ที่ได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายของการพัฒนาประเทศ ดังนี้</p>
<p><strong>พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6) โดย นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3</strong> นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง มุ่งจัดการปัญหาที่ต้นตอ โดยประกาศยุติการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ พร้อมผลักดันกฎหมายด้าน Climate Change และภาษีคาร์บอน ควบคู่การจัดการมลพิษในเขตเมืองผ่านแนวคิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) เดินหน้าคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับบทบาทซาเล้ง และเปิดทาง “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน</p>
<p><strong>พรรคพลวัต (เบอร์ 7) โดย กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี</strong>ชูนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ “สิทธิมนุษยชน” โดยมองว่าการเข้าถึงอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เสนอการทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนจากต้นทาง พร้อมผลักดันกติกาการค้าโลกผ่านแนวคิด Business &amp; Human Rights โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรสินค้าและบริษัทที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับนานาชาติ</p>
<p><strong>พรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9) โดย ศ.ดร.ยศชนันท์ วงษ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 </strong>ประกาศวิสัยทัศน์มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร 11 ด้าน โดยเน้นการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อคืนลมหายใจบริสุทธิ์ให้ประชาชน ควบคู่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสร้างเศรษฐกิจใหม่จากสินค้าและบริการ Green Premium</p>
<p><strong>พรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 27) โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค (ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3</strong> เสนอนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ฉลากคาร์บอนและระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย สนับสนุนพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอากาศสะอาด การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ</p>
<p><strong>พรรคภูมิใจไทย (เบอร์ 37) โดย วราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ</strong> ชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus) มุ่งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนผ่านโครงการโซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟฟ้าใช้เอง พร้อมปรับวิถีเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แทนนโยบายการแจกเงิน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจัดการขยะทะเลและการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป</p>
<p><strong>พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44) โดย จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี</strong> ประกาศนโยบาย “Green No Grey” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจเขียว โปร่งใส และประเทศไทยที่ยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถแข่งขันได้จริงในเวทีโลก ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน</p>
<p><strong>พรรคประชาชน (เบอร์ 46) โดย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตและรองหัวหน้าพรรคประชาชน</strong> เสนอยุทธศาสตร์รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบครบวงจร ตั้งเป้าบรรลุ Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาด ผ่านศูนย์บัญชาการมลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ควบคู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ปรับระบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ</p>
<p><strong>พรรคไทยสร้างไทย (เบอร์ 48) โดย ปริเยศ อังกรูกิตติ โฆษกของพรรคไทยสร้างชาติ</strong>เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับปากท้องของเกษตรกร เสนอการเยียวยาและแก้ปัญหาฝุ่นพิษทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เอาผิดผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง และปฏิรูประบบจัดการขยะพิษผ่านหลักการ EPR เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานราก</p>
<p><strong>พรรคไทยก้าวใหม่ (เบอร์ 49) โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี</strong> ประกาศให้การจัดการภัยพิบัติและการขจัดฝุ่นพิษเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐ พร้อมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เสนอการสร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง การป้องกันชายฝั่งและน้ำทะเลหนุน ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนอากาศสะอาดและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมให้ประชาชน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่แต่ละพรรคได้นำเสนอ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ถูกยกระดับเข้าสู่เวทีนโยบายระดับประเทศอย่างชัดเจน แม้แนวทาง กลไก และระดับความเข้มข้นในการดำเนินการจะแตกต่างกัน แต่ภาพรวมชี้ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของสังคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องแปลงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/political-parties-and-environmental-policy/">ส่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 9 พรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้ง 2569</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ม.เกษตรฯ ไบโอเทค สวทช. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว หวังเป็นเวทีส่งเสริมความยั่งยืนการผลิตข้าวไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/international-conference-workshop-on-rice-climate-mitigation-and-adaptation/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/international-conference-workshop-on-rice-climate-mitigation-and-adaptation/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Mar 2024 06:18:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[การประชุมนานาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับตัวของข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานคณะกรรมวิจัยแห่งชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ไบโอเทค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=33019</guid>

					<description><![CDATA[<p>(25 มี.ค. 67) ณ ห้องรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ &#8211; ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “การประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง International Conference/Workshop on Rice Climate Mitigation and&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/international-conference-workshop-on-rice-climate-mitigation-and-adaptation/">ม.เกษตรฯ ไบโอเทค สวทช. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว หวังเป็นเวทีส่งเสริมความยั่งยืนการผลิตข้าวไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>(25 มี.ค. 67) <strong>ณ ห้องรวงข้าว อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ &#8211; ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน “การประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง International Conference/Workshop on Rice Climate Mitigation and Adaptation” หรือการบรรเทาและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศของข้าว ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Thailand Rice Science Research Hub of Knowledge) ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัยด้านข้าวจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หน่วยงานให้ทุน สถานทูต สถาบันการศึกษา เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ส่งออกข้าวไทย ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ มุ่งส่งเสริมความยั่งยืนของการผลิตข้าวไทย โดยมีการบรรยายของนักวิจัยระดับโลก ที่ทำงานวิจัยด้านข้าวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองแก้ปัญหาด้านข้าวในหลากหลายมุมมอง โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ลดการใช้น้ำ พร้อมเทคนิคที่สามารถทำได้ในเวลาอันใกล้และแนวทางในอนาคต โดยมี ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเปิดงานกับ รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน และ ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการไบโอเทค</strong></p>
<p><span id="more-33019"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33023" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-04.jpg" alt="การประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">รศ.น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์</span></strong> <strong>รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์</strong> กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ ได้รับทุนจาก วช. ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง การพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย (Thailand Rice Science Research Hub of Knowledge) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและต่างประเทศ พร้อมนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสู่การใช้ประโยชน์ รวมถึงเชื่อมโยงกลุ่มนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ จากภายในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวด้วยกัน ซึ่งการจัดงานประชุม International Conference/Workshop on Rice Climate Mitigation and Adaptation ครั้งนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ ไบโอเทค สวทช. และ วช. พร้อมหน่วยงานพันธมิตร ร่วมจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีรวบรวมความคิดเห็นนักวิชาการ นักวิจัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สู่แนวคิดและแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อข้าวในมุมมองที่กว้างขึ้น</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ</strong></span> <strong>สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)</strong> กล่าวว่า วช. เป็นผู้ให้ทุนและจัดตั้ง “การพัฒนาศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัยข้าวของประเทศไทย” ซึ่งโครงการได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้นำโครงการ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยด้านข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาของข้าวไทย พร้อมการระดมสมองเพื่อเสนอวิธีการแก้ไขและพัฒนางานวิจัยของไทยให้เกิดประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิจัย ฝ่ายการผลิต และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านข้าวครั้งนี้ ทางโครงการได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศมาร่วมบรรยาย มีเนื้อหาหลักในการนำเสนอเรื่องข้าวในด้านสรีรวิทยา สิ่งแวดล้อม และการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือสภาวะโลกรวน ซึ่งเป็นหัวข้อที่สำคัญมากในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่ในระดับนานาชาติด้วย</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.วรรณพ วิเศษสงวน</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช.</strong> กล่าวว่า ไบโอเทค ตระหนักถึงปัญหาด้านสภาวะแวดล้อมมาโดยตลอด รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยเช่นกัน ซึ่งทางไบโอเทคได้มีการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจ BCG เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อแก้ปัญหาโลกรวน โดยการวิจัยข้าวในไบโอเทคจะเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลจีโนมเพื่อศึกษาลักษณะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำนาข้าวลักษณะที่สำคัญต่อการทำนาข้าว ได้แก่ ความต้านทานต่อโรค แมลงศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้เนื้อหาการจัดงานจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการนำไปปรับใช้กับงานวิจัยต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33021" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-02.jpg" alt="การประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-33022" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-03.jpg" alt="การประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/03/International-Conference-Workshop-on-Rice-Climate-Mitigation-and-Adaptation-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ทั้งนี้ ภายในงานมีการบรรยายโดยนักวิจัยระดับโลก ที่ทำงานวิจัยด้านข้าวเพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย หัวข้อการจัดการปากใบเพื่อเพิ่มความทนทานต่อความเครียดของข้าว (Manipulating stomata to enhance rice stress tolerance) โดย Prof. Dr. Julie Gray มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ อังกฤษ / หัวข้อการจำแนกยีนและศึกษากลไกของยีนทนเค็มในข้าว (Identification of Salt Tolerant Genes in Rice and Their Mechanisms) โดย ศ.ดร.ศุภจิตรา ชัชวาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / หัวข้อการจัดการน้ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาข้าวเขตอบอุ่น (Water management and greenhouse gas emissions in temperate rice paddies) โดย Prof. Dr. Kosuke Noborio มหาวิทยาลัยเมจิ ญี่ปุ่น / หัวข้อการลดก๊าซเรือนกระจกในข้าว: ชิ้นส่วนของการแก้ปัญหาแบบครบวงจร (GHG mitigation in rice: Pieces of a comprehensive solution) โดย Dr. Bjoern Ole Sander สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) / หัวข้อ เมื่อน้อยคือมาก: เส้นทางสู่ข้าวที่มีประสิทธิผลดีแม้น้ำมีจำกัด (Where Less is More: A Path Towards More Water Productive Rice) โดย ศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหัวข้อพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับการทำนาหว่าน (Breeding rice varieties suitable for direct seeding) โดย Dr. Shalabh Dixit สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ตลอดจนมีการอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมสมองในการแก้ไขปัญหาทางด้านข้าวในหลากหลายมุมมอง ได้แก่ ด้าน สรีรวิทยา (Physiology) สิ่งแวดล้อม (Environment) และการปรับปรุงพันธุ์ (Breeding)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/international-conference-workshop-on-rice-climate-mitigation-and-adaptation/">ม.เกษตรฯ ไบโอเทค สวทช. และ วช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดประชุมนานาชาติเรื่องโลกร้อนกับการปรับตัวของข้าว หวังเป็นเวทีส่งเสริมความยั่งยืนการผลิตข้าวไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/international-conference-workshop-on-rice-climate-mitigation-and-adaptation/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาธุรกิจแนวทาง ESG ผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ช่วยลดโลกร้อน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/cpf-4/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/cpf-4/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rachanon M.]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2023 08:00:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[CPF]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[net zero]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนฟุตพริ้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=28234</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถของคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน ตามมาตรฐานอาหารซีพีเอฟ (CPF Food Standard) โดยสนับสนุนให้บุคลากรของซีพีเอฟ และคู่ค้าธุรกิจมีศักยภาพในการผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ที่ช่วยลดโลกร้อนผ่านการดำเนินโครงการ “Partner to Grow..เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมมือกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ส่งเสริมและร่วมพัฒนาคู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟตามแนวทาง ESG มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/cpf-4/">ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาธุรกิจแนวทาง ESG ผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ช่วยลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถของคู่ค้าธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน ตามมาตรฐานอาหารซีพีเอฟ (CPF Food Standard)</strong></p>
<p><span id="more-28234"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28236" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02.jpg" alt="สินค้าคาร์บอนต่ำ" width="750" height="425" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02-300x170.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02-768x435.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02-150x85.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-02-500x284.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>โดยสนับสนุนให้บุคลากรของซีพีเอฟ และคู่ค้าธุรกิจมีศักยภาพในการผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ที่ช่วยลดโลกร้อนผ่านการดำเนินโครงการ “Partner to Grow..เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมมือกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ส่งเสริมและร่วมพัฒนาคู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟตามแนวทาง ESG มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเติบโตด้วยกัน</p>
<p>ซีพีเอฟ และอบก. ร่วมจัดสัมมนาออนไลน์ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์..เครื่องมือผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ&#8230;สู่ Net Zero” เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่คู่ค้าธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs จำนวนกว่า 300 คน ให้มีความพร้อมในการบริหารจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ซึ่งได้รับเกียรติจากนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ อบก. เป็นประธานเปิดการสัมมนา และแนะนำความจำเป็นของภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการห่วงโซ่การผลิตอาหาร</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28237" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01.jpg" alt="สินค้าคาร์บอนต่ำ" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-01-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุด ด้านจัดซื้อกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นสนับสนุนและร่วมพัฒนาผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟ ยกระดับการดำเนินงานทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การร่วมมือกับ อบก. จัดสัมมนาในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ดำเนินการภายใต้โครงการ “Partner to Grow…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าธุรกิจซีพีเอฟ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้มองเห็นโอกาสของการลงทุนที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามหลักการ ESG (Environment, Social, Governance) ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และก้าวสู่เป้าหมาย Net-Zero</p>
<p>“ความร่วมมือกับ อบก.จัดสัมมนาครั้งนี้ มุ่งให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการคู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟเข้าใจคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ นำไปสู่การมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่การผลิต เป็นการช่วยสร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างโอกาสเติบโตไปด้วยกัน” นางสาวธิดารัตน์กล่าว</p>
<p>ในการสัมมนา ผู้เชี่ยวชาญจากอบก. ถ่ายทอดความรู้ผู้ประกอบการได้เข้าใจและประยุกต์ใช้กลไกและเครื่องมือเพื่อประ เมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การบริโภค จนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์ นำไปสู่ความร่วมมือกันกำหนดแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถูกจุดและมีประสิทธิภาพ และพัฒนา “ผลิตภัณฑ์อาหารคาร์บอนต่ำ&#8221; ตอบรับความต้องการสินค้าใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28238" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03.jpg" alt="สินค้าคาร์บอนต่ำ" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/ซีพีเอฟ-ร่วมมือกับ-อบก.-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ซีพีเอฟ ได้ริเริ่มโครงการ Partner to Grow เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนคู่ค้าธุรกิจยกระดับการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง ลดค่าใช้จ่าย มีความรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมหนุนการเติบโตในระยะยาว ผ่านการจัดกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของคู่ค้าธุรกิจ โดยการดำเนินโครงการในช่วงแรกจะให้ความสำคัญกับคู่ค้าธุรกิจในกลุ่ม SMEs ตั้งแต่ โครงการ “เอส เอ็ม อี เอ็กซ์ ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก” เสริมสร้างความรู้ให้คู่ค้า SMEs ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนตามแนวทาง Lean Six Sigma และ โครงการ Partnership Enhancement Program เป็นการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าที่มีความพร้อม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ของ CPF เพื่อร่วมกับคู่ค้าในการพัฒนาขีดความสามารถใน 4 ด้าน อาทิ ด้านต้นทุนการผลิต (Cost Effectiveness) ด้านปรับปรุงกระบวนการผลิตและนวัตกรรม (Process improvement /Innovation) ด้านความยั่งยืนเน้นแนวปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน และแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ด้านการกำกับกิจการที่ดี นอกจากนี้ บริษัทฯ จะมีโครงการอื่นๆ เพื่อช่วยคู่ค้ามีแต้มต่อในการทำธุรกิจกับซีพีเอฟ ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น</p>
<p>ซีพีเอฟมุ่งมั่นร่วมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคู่ค้าธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตไปพร้อมกับบริษัทฯ ด้วยการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต ตามมาตรฐานอาหารซีพีเอฟและแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG (CPF Supply Chain ESG Management Approach) ควบคู่กับนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า นอกจาก โครงการ “Partner to Grow..เติบโต เคียงข้างอย่างยั่งยืน” ซีพีเอฟยังร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ ดำเนินโครงการ “CPF x BBL เสริมสภาพคล่อง&#8230;เคียงข้างคู่ค้า” ช่วยสนับสนุนคู่ค้าสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อหมุนเวียนที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการบริหารจัดการธุรกิจของคู่ค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงให้ผู้บริโภคได้ต่อเนื่อง</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/cpf-4/">ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาธุรกิจแนวทาง ESG ผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำ ช่วยลดโลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/cpf-4/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2023 04:49:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Economy]]></category>
		<category><![CDATA[SME]]></category>
		<category><![CDATA[การฟื้นฟูเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนธุรกิจพลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เนชั่นทีวี ช่อง 22]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งพลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[โพสต์ทูเดย์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=25488</guid>

					<description><![CDATA[<p>ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” จัดขึ้นโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 ซึ่งมีการนำเสนอแนวทางการรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้ดังนี้ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่โลกได้เรียนรู้มากมาย มีวิกฤติการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินปี 1997 ปัญหา Y2K ช่วงก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีค.ศ. 2000&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/">สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก” จัดขึ้นโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 ซึ่งมีการนำเสนอแนวทางการรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นและการฟื้นฟูเศรษฐกิจไว้ดังนี้</strong><span id="more-25488"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://img.youtube.com/vi/VAp2y_jDelo/maxres1.jpg" width="780" /></p>
<p>ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่โลกได้เรียนรู้มากมาย มีวิกฤติการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินปี 1997 ปัญหา Y2K ช่วงก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ปีค.ศ. 2000  ที่เกิดจากการลงทุนมากเกินไปในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง รวมถึง The Great Recession 2008 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ในสหรัฐฯ จากการเปิดตลาดเสรีแบบที่ไม่มีขอบเขตที่นำไปสู่วิกฤติ Subprime crisis ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก</p>
<p>10 ปีหลังจากนั้น ขณะที่เรากำลังจะฟื้นตัวได้  ก็กลับมาเจอปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะย้อนกลับมาอีกในยุคนี้ นั่นก็คือการระบาดของ โคโรน่า ไวรัส หรือ โควิด-19 ในปี 2020 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกือบล่มสลาย วิกฤตการณ์ครั้งนี้ มันทำให้เรามองเห็นทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดีของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ข้อดีคือ เรื่องที่เราสามารถค้าขายกันได้ทั่วโลก เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างง่ายดาย ส่วนข้อเสีย ก็อย่างที่เราเห็นว่า เมื่อมันเกิดโรคระบาดแล้ว กระบวนการที่เราสามารถเชื่อมโยงกันได้ มันทำให้เราไปบังคับแก้ไขปัญหานี้เกือบจะไม่ได้</p>
<p>จากเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละครั้ง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เองก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า แต่ละปีจะเกิดปัญหาหรือวิฤตเศรษฐกิจใดบ้าง เช่นเดียวกับ กรณีสงครามรัสเซียและยูเครน แม้จะมีการคาดการณ์ในเบื้องต้นไว้บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้ และยิ่งระยะหลัง เริ่มมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดถี่ขึ้น ทำให้หลายคนเชื่อว่าปีนี้ จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกจะต้องล่มสลายอีกแน่นอน เพราะว่าเหตุการณ์ทั้งหลายรุมเร้า ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวไม่ฟื้น สงครามก็ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น ปัญหาการเมือง ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ปัญหาทางด้านโรคระบาด ปัญหาทางด้านสังคม ปัญหาทางด้านสุขภาพ ที่ส่อแววว่าจะเลวร้ายลงไปทุกปี ทำให้เกิดคำว่า Polycrisis หรือภาวะหลายวิกฤติ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาหลายด้าน</p>
<p>ยิ่งในปีที่เกิดวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งเห็นได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์โลก (MSCI) ที่ลดลงถึง 20% โดยเฉพาะกลุ่มเมกะเทค จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ต้องมองกลับมาว่า แล้วจะสตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลกได้ ซึ่งในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี 2023 มีการพูดถึง polycrisis ค่อนข้างมาก มันไม่ใช่เรื่องของเศรษฐศาสตร์โดยตรง แต่ในเมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดลง เราต้องรีบลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนให้ได้เร็วที่สุด และยังมีการพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งเรื่องคน สิ่งแวดล้อม การค้า ที่ต้องพัฒนาให้ยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งคนทั่วโลกกว่า 7,000 ล้านคน ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>ทั้งนี้ ยังมีหลายคนที่มองว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่เลวร้ายมากนัก โดยมองจาก 3 เรื่อง</p>
<p><strong>1.จีนเปิดประเทศแล้ว</strong> หลังจากที่ใช้นโยบายซีโรโควิดมาหลายปี ซึ่งเศรษฐกิจของจีนใหญ่ ถึง 19% ของเศรษฐกิจโลก และเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายอะไรก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกและภายในประเทศไทยแน่นอน</p>
<p><strong>2.เรื่องพลังงาน </strong>สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อไม่ใช่เพราะธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น 0.25% แต่เป็นเพราะเรื่องพลังงาน ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่บาร์เรลละ 78 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาแก๊สลดลงจากเดิมอยู่ที่ 80% แต่พบว่าทางยุโรปมีการกดราคาน้ำมันน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ไม่เกินบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ ทำให้ราคาพลังงานลดลงมา ถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ความตึงเครียดด้านพลังงานลดลงไป</p>
<p><strong>3.นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกกฎหมายที่ชื่อว่า Inflation Reduction Act เพื่อปรับลดเงินเฟ้อ </strong>เพื่อต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนโดยจะเน้นขึ้นภาษี รวมถึงลงทุนพลังงานสะอาด แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะอุดหนุนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งแตกต่างกับยุโรปที่เก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดน</p>
<p>ทั้ง 3 เรื่องนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งในส่วนของเอเชียเมื่อเทียบกับยุโรปปัญหาด้านเศรษฐกิจน้อยกว่า แต่มีสิ่งที่ ดร. ศุภชัยได้แนะให้เราต้องเตรียมตัวรับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ ดังนี้</p>
<p><strong><em>ด้านโยบายทางการเงินของไทย</em></strong> เห็นด้วยกับการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูงตามธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน  เรามีความจำเป็นมากกว่าที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ แทนที่จะเอานโยบายการเงินไปกดดันเศรษฐกิจ ให้มันยิ่งตึงขึ้นไปกว่าเดิม การที่เรามีนโยบายการเงินที่ช่วยปัญหาNPL โดยเฉพาะSME ซึ่งช่วยให้ SME ไทยฟื้นตัวได้ใหม่ แม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อจะเป็นเรื่องไม่ดี แต่ปัญหาความยากจนและปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวคือปัญหาที่หนักกว่า ดังนั้นนโยบายการเงินต้องรับมือด้วยส่งเสริมการลงทุน โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ของไทยค่อนข้างฝืดมาก เราเคยมีการลงทุนถึง 30-35% ของ GDP แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 15% ของ GDP ถือว่าน้อย โดยจะต้องเร่งลงทุนขึ้นไปถึง 20% ขณะที่เศรษฐกิจโลกในอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง เราต้องมาดูความสมดุลทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก ยังเป็นตัวขับเคลื่อนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย</p>
<p>ประเทศไทยเข้าสู่ Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยขณะนี้ไทยและจีนมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรแล้ว ขณะที่ประชากรวัยแรงงานของเราลดลงต่อเนื่อง แต่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้คนวัยทำงานต้งแบกภาระผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างการกระตุ้นในภาคแรงงานให้มากขึ้น ให้ความสำคัญในการ upskill และ reskill เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ได้มากที่สุด ส่วนผู้สูงอายุ เราต้องดูแลให้เขามีสุขภาพดีที่สุด เพื่อที่จะให้เขาทำงานยืดอายุการเกษียณออกไปให้ได้ เป็นต้น เราต้องสร้างการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจภายใน ด้วยการส่งเสริม เราต้องสนับสนุน Creative Economy อย่างเต็มที่ รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ เนื่องจากส่วนใหญ่การระดมเงินจากต่างประเทศราว 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีการลงทุนที่EEC</p>
<p><strong>นอกจากนี้ ไทยควรพร้อมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ฉุกเฉินใน 4 ด้าน</strong></p>
<p>1.สร้างความพร้อมด้านพลังงาน หาแหล่งพลังงานทดแทนมากขึ้น</p>
<p>2.สร้างความพร้อมด้านอาหาร รักษาตำแหน่งแหล่งอาหารโลก หลังจากที่ไทยถูกลดอันดับไป 13 อันดับกลายเป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียนในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเมื่อรวมค่าเฉลี่ยแล้วไทยต่ำกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม ทั้งนี้ควรเร่งแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้สามารถกลับมาอยู่ในอันดับต้นได้</p>
<p>3.ด้านสุขภาพที่ไทยถือว่าแข็งแกร่งมาก โดยปัจจุบันไทยสามารถนำ Compulsory Licensing มาผลิตยาที่สำคัญ (Essential Medicines)ในประเทศได้ ซึ่งปัจจุบัน WTO อยู่ระหว่างการเจรจาในเรื่องนี้ โดยอยากให้ลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น</p>
<p>4.ต้องพยายามต่อสู้บนเวทีโลกให้มากขึ้น ถ้าโดดเดี่ยวไทยจะไม่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมานายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้มีการประชุมในไทย โดยมีการนำเสนอความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ร่วมกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เราต้องปรับตัวให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจโลก และอยากทำให้ไทยเป็นผู้นำ องค์กร FAO เพื่อเป็นผู้นำโลกด้านอาหาร</p>
<p>เรื่องของเศรษฐศาสตร์นั้น ห้องทดลองก็คือโลก ที่เราต้องเรียนรู้จากสิ่งที่มันเกิดขึ้น เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำถูก ทำผิด แล้วก็กลับมาปรับปรุงแก้ไขปัญหา ร่วมมือกับคนอื่นทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องพยายามเดินไปด้วยกัน แน่นอนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยนั้น เราไม่สามารถต่อสู้ในเวทีโลกได้อย่างโดดเดี่ยว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับมือกับประเทศในภาคีและประเทศมหาอำนาจ ในการพัฒนาพื้นที่ หรือการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่จะก่อให้เกิดมูลค่าและโอกาส  เพราะความร่วมมือหมายถึงการเปิดโอกาสให้ประเทศไทย สามารถพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมทั้งยังมีโอกาสในการที่จะก้าวไปอยู่ในแถวหน้าของประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจโลกได้” ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย</p>
<hr />
<p>ที่มา: งานสัมมนาหัวข้อ &#8220;อนาคตประเทศไทย Economic Drives เศรษฐกิจไทย..สตาร์ทอย่างไรให้ก้าวนำโลก”<br />
จัดโดย โพสต์ทูเดย์ และ เนชั่นทีวี ช่อง 22 <a href="https://www.youtube.com/watch?v=VAp2y_jDelo" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/watch?v=VAp2y_jDelo</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/">สตาร์ทเศรษฐกิจไทย… ก้าวไปยืนบนเวทีโลก ส่งเสริมการลงทุน ดัน SME เตรียมพร้อมรับมือ เงินเฟ้อ-โลกร้อน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/economic-drives/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรกฎาคม 2021 เดือนที่อุณหภูมิร้อนที่สุดของโลก ทุบสถิติร้อนสุดในรอบ 142 ปี</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2021-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2021-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Aug 2021 07:37:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[World News]]></category>
		<category><![CDATA[Climate Change]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศโลก]]></category>
		<category><![CDATA[อุณหภูมิร้อนที่สุด]]></category>
		<category><![CDATA[เดือนที่ร้อนที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=18571</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงานจากศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เผยให้เห็นถึงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโลกในเดือนกรกฎาคม ของปี 2021 พบเดือนที่ร้อนที่สุดในโลก ยังคงเป็นเดือนกรกฎาคม และปีนี้ทุบสถิติอุณหภูมิร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาในรอบ 142 ปี โดยจากข้อมูลซึ่งเก็บมาตลอด 142 ปี ของ NOAA เดือนที่ร้อนที่สุดของโลกในทุกๆ ปี คือ เดือนกรกฎาคม และสำหรับในปี 2021 พบว่าเดือนกรกฎาคมยังคงเป็นเดือนที่มีอุณภูมิที่ร้อนที่สุดของปี และร้อนที่สุดนับแต่มีการเก็บสถิติมา โดยพบว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้น 0.93 องศาสเซลเซียส&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2021-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/">กรกฎาคม 2021 เดือนที่อุณหภูมิร้อนที่สุดของโลก ทุบสถิติร้อนสุดในรอบ 142 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รายงานจากศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เผยให้เห็นถึงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโลกในเดือนกรกฎาคม ของปี 2021 พบเดือนที่ร้อนที่สุดในโลก ยังคงเป็นเดือนกรกฎาคม และปีนี้ทุบสถิติอุณหภูมิร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาในรอบ 142 ปี</strong><span id="more-18571"></span></p>
<p>โดยจากข้อมูลซึ่งเก็บมาตลอด 142 ปี ของ NOAA เดือนที่ร้อนที่สุดของโลกในทุกๆ ปี คือ เดือนกรกฎาคม และสำหรับในปี 2021 พบว่าเดือนกรกฎาคมยังคงเป็นเดือนที่มีอุณภูมิที่ร้อนที่สุดของปี และร้อนที่สุดนับแต่มีการเก็บสถิติมา โดยพบว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้น 0.93 องศาสเซลเซียส (1.67 องศาฟาเรนไฮต์) สูงกว่าค่าเฉลี่ยในศตวรรษที่ 20 ที่อยู่ที่ 15.8 องศาสเซลเซียส (60.4 องศาฟาเรนไฮต์) และทำลายสถิติสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2016, 2019 และปี 2020 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากัน</p>
<p>ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า เดือนกรกฏาคมของปีนี้ เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของเอเชีย และร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของยุโรปรองจากเดือนกรกฎาคม ปี 2018</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-18577" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph.jpg" alt="กรกฎาคม 2021 เดือนที่อุณหภูมิร้อนที่สุดของโลก ทุบสถิติร้อนสุดในรอบ 142 ปี" width="620" height="638" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph.jpg 620w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph-292x300.jpg 292w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph-50x50.jpg 50w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph-150x154.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/08/Global_July2021-tempanom_map_graph-486x500.jpg 486w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></a></p>
<p>อุณภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกาตะวันตกและแคนาดา ยุโรปเหนือและตะวันออก รวมถึงในจีนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือและญี่ปุ่น โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่มีพื้นที่อย่างน้อย 2-3 แห่งที่อากาศเย็นลงกว่าปกติ รวมทั้ง สหรัฐอเมริกาตะวันออกเฉียงใต้ แคนาดาทางเหนือของอ่าวฮัดสัน แอฟริกาใต้ และรัสเซียตอนกลางตอนเหนือ</p>
<p>นอกจากนี้ จากข้อมูลจาก Climate at a Glance Tool ของ NCEI เผยให้เห็นแนวโน้มภาวะโลกร้อนในระยะยาวในเดือนกรกฎาคมขณะนี้อยู่ที่ 0.74 องศา เซลเซียสต่อศตวรรษ (1.33 องศาฟาเรนไฮต์) นั่นหมายความว่าวันนี้โลกอุ่นขึ้นประมาณ 1.05 องศาเซลเซียส (1.89 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับตอนที่บันทึกอุณหภูมิเป็นครั้งแรกในปี 1880</p>
<p><strong>ตัวเลขจากรายงานที่ทำลายสถิติในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องน่ายินดี แต่กลับสร้างความกังวล และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่กำลังเพิ่มขึ้นต่อวิกฤตปัญหา Climate change หรือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการละลายของธารน้ำแข็ง การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ที่อุ่นขึ้น ปะการังที่กำลังตาย ระดับน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ระบบนิเวศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ภัยแล้งและพายุที่รุนแรงขึ้น และคลื่นความร้อน ซึ่งส่งผลต่อทุกชีวิตและระบบนิเวศของโลกได้ในอนาคต</strong></p>
<hr />
<p>ที่มา: Earth&#8217;s hottest month was record hot in 2021<br />
www.climate.gov/news-features/understanding-climate/earths-hottest-month-was-record-hot-2021</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2021-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/">กรกฎาคม 2021 เดือนที่อุณหภูมิร้อนที่สุดของโลก ทุบสถิติร้อนสุดในรอบ 142 ปี</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1-2021-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวพส. โชว์ผลงานวิจัย “โลกร้อน&#8230;กับเกษตรบนดอย” ปรับตัวและแก้ไขอย่างไร กับสภาพอากาศที่แปรปรวน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Apr 2020 02:23:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[การวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโครงการหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[สาวอัจฉรา ภาวศุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรบนดอย]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=13209</guid>

					<description><![CDATA[<p>นักวิจัย สวพส. เผยผลงานวิจัย “โลกร้อน&#8230;กับเกษตรบนดอย” หวังเป็นแนวทางในการสร้างกลยุทธการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง ที่พบกับการผันแปรของสภาพอากาศระหว่างปีค่อนข้างสูง โดยบูรณาการจากภาครัฐเอกชน และเกษตรกร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว การวิจัยศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศและการวิจัยพืช เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการสร้างการรับรู้ของสถานการณ์ ศึกษาวิธีการ และกลยุทธ์การปรับตัวของเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้ นางสาวอัจฉรา ภาวศุทธิ์ นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือ สวพส. เปิดเผยว่า ปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) มีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 พันล้านคน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">สวพส. โชว์ผลงานวิจัย “โลกร้อน…กับเกษตรบนดอย” ปรับตัวและแก้ไขอย่างไร กับสภาพอากาศที่แปรปรวน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นักวิจัย สวพส. เผยผลงานวิจัย “โลกร้อน&#8230;กับเกษตรบนดอย” หวังเป็นแนวทางในการสร้างกลยุทธการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง ที่พบกับการผันแปรของสภาพอากาศระหว่างปีค่อนข้างสูง โดยบูรณาการจากภาครัฐเอกชน และเกษตรกร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาว การวิจัยศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศและการวิจัยพืช เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการสร้างการรับรู้ของสถานการณ์ ศึกษาวิธีการ และกลยุทธ์การปรับตัวของเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้</strong><span id="more-13209"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นางสาวอัจฉรา ภาวศุทธิ์</strong></span> <strong>นักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง</strong> หรือ <strong>สวพส.</strong> เปิดเผยว่า ปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) มีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 พันล้านคน อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียสจากสภาวะโลกร้อน (Global warming) ขณะที่พื้นที่ที่ใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อย ๆ ส่งผลต่อพืชอาหารที่จะเลี้ยงประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง คือ สภาวะจากสิ่งไม่มีชีวิต (Abiotic stress) เช่น สภาพความร้อน ความเย็น ความแห้งแล้ง ความเค็มของดิน โลหะหนัก ที่ทำให้ผลผลิตเสียหายถึง 50-80% และสภาวะจากสิ่งไม่มีชีวิต (Biotic stress) เช่น โรคพืช แมลง วัชพืช มนุษย์จากการใช้สารเคมีเกษตร ซึ่งทำให้ผลผลิตเสียหาย 5-20%</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13211 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming.jpg" alt="World Population" width="1000" height="342" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming.jpg 1000w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-300x103.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-768x263.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-150x51.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-500x171.jpg 500w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></a></p>
<p><strong>ภาวะโลกร้อน</strong> คืออะไร… <strong>ภาวะโลกร้อนคือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรโดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</strong> และพบว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา คือ พ.ศ.2448-2548 อุณหภูมิเฉลี่ยใกล้ผิวดินทั่วโลกมีค่าสูงขึ้น 0.74 องศาเซลเซียส สภาพอากาศที่ร้อนจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นทำให้เกิดภัยธรรมชาติ ทั้งสภาวะแห้งแล้งที่รุนแรง ยาวนาน ปริมาณฝนที่ลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นอย่างผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ความต้องการใช้น้ำของพืช ความชื้นในดิน คุณภาพของดินที่ใช้เพาะปลูก รวมถึงการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีพของมนุษย์</p>
<p>สำหรับประเทศไทย มีอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 1 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลผลิตการเกษตรโดยตรงเนื่องจาก ร้อยละ 75 เป็นการทำการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ สำหรับพื้นที่สูงของไทย มีรายงานการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสในอีก 50 ปีข้างหน้า โดยค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มลดลง ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดมีแนวโน้มสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนรวมต่อปีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวงพบการผันแปรของสภาพอากาศระหว่างปีค่อนข้างสูง และกระทบต่อพัฒนาการ การให้ผลผลิตของพืช โดยเฉพาะไม้ผลและพืชผักเขตหนาว ปัจจัยซึ่งได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน จำนวนวันที่มีฝนตก สมบัติของดินทางกายภาพ เคมี ความชื้นในดินในแต่ละช่วงของปี รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา แต่ละพื้นที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของผลผลิตที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางแผนกลยุทธการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรทั้งโดยภาครัฐเอกชน และเกษตรกร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศทั้งระยะสั้นและระยะยาวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีแนวทางดังนี้</p>
<p>1) <strong>การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืช</strong> สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายที่ทำให้เกิดการวิจัยในการหาพันธุ์พืชให้เหมาะสมและสามารถปรับสภาพตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น พันธุ์ที่ทนโรค แมลงศัตรูพืช พันธุ์ที่ทนร้อนทนแล้งได้มากขึ้น ทนดินเค็ม น้ำเค็ม ทนน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับพืช การปรับปรุงพันธุ์หรือคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ หรือให้มีช่วงการเก็บเกี่ยวที่ต่างกัน รวมไปถึงการอนุรักษ์ คัดเลือกพันธุ์ท้องถิ่น เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ทนโรค และเติบโตได้ดีในพื้นที่</p>
<p>2) <strong>การพัฒนาการผลิตพืชที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อม</strong> เช่น การปลูกพืชในโรงเรือน การทำเกษตรแบบ Smart farming โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีต่าง ๆ</p>
<p>3) <strong>Biotic interaction</strong> คือ การใช้สิ่งมีชีวิต เช่น จุลินทรีย์ต่างๆ ในการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช หรือป้องกันกำจัดโรคพืชแมลงศัตรูพืช ได้แก่ การใช้จุลินทรีย์ Bacillus subtilis Trichiderma sp., Streptomyces sp.ในการควบคุมโรคพืช</p>
<p>4) <strong>การใช้สารบางชนิด</strong> เช่น ABA, Ethylene, Salicylic acid, GA3 เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้นพืช เพิ่มคุณภาพผลผลิต หรือลดการสูญเสียผลผลิตจากสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น ความหนาวเย็น ดินเค็ม ความแห้งแล้ง หรือทนต่อแสงแดดที่รุนแรง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13212 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01.jpg" alt=";านวิจัยการเกษตร" width="800" height="427" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01-300x160.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01-768x410.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01-150x80.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-01-500x267.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-13213 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-02.jpg" alt="งานวิจัยการเกษตร" width="665" height="445" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-02.jpg 665w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-02-300x201.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2020/04/HRDI_Global-warming-02-500x335.jpg 500w" sizes="(max-width: 665px) 100vw, 665px" /></p>
<p>5) <strong>การปรับปรุงแนวทางการทำเกษตรของเกษตรกรให้หลากหลาย</strong> หรือการปลูกพืชที่หลากหลายที่เหมาะสมกับพื้นที่ การพัฒนาระบบการผลิตกล้าพืชที่แข็งแรงและปลอดโรค การจัดการแบบผสมผสานในระบบเกษตรอินทรีย์ ระบบการเตือนภัยจากแมลงศัตรูพืช เป็นต้น</p>
<p><strong>ดังนั้น การวิจัยศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศและการวิจัยพืช เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการสร้างการรับรู้ของสถานการณ์ และศึกษาวิธีการ กลยุทธ์การปรับตัวของเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้ เราต้องเริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศในพื้นที่แต่ละแห่งให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และต่อเนื่อง มีฐานข้อมูลพืชบนพื้นที่สูง เลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมกับพืชให้กับเกษตรกร และใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพืช พื้นที่ และความพร้อมของเกษตรกร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานในภาคเกษตรทั้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมและเกษตรกร และนำไปสู่การตัดสินใจของเกษตรกรในการเลือกปลูกพืชบนพื้นที่สูงได้</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">สวพส. โชว์ผลงานวิจัย “โลกร้อน…กับเกษตรบนดอย” ปรับตัวและแก้ไขอย่างไร กับสภาพอากาศที่แปรปรวน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Aug 2019 06:20:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Green Economy]]></category>
		<category><![CDATA[จิระศักดิ์ ชูความดี]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมเศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=8294</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความเสี่ยงจากสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศโลก Global Climate Risk Index 2018 ขององค์กร Germ Watch ในระหว่างปี พ.ศ.2540-2559 ได้ระบุว่าในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยได้ถูกตัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยจะส่งผลกระทบต่อต่อการดำรงชีวิตของคน สัตว์และพืช อันเนื่องมาจากสถานการณ์ภัยทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ภัยแห้งแล้ง และวาตภัยที่เกิดรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้นเพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และท้องถิ่นในการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่ยั่งยืน โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติให้ร้อยละ 55&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ความเสี่ยงจากสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศโลก Global Climate Risk Index 2018 ขององค์กร Germ Watch ในระหว่างปี พ.ศ.2540-2559 ได้ระบุว่าในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยได้ถูกตัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยจะส่งผลกระทบต่อต่อการดำรงชีวิตของคน สัตว์และพืช อันเนื่องมาจากสถานการณ์ภัยทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ภัยแห้งแล้ง และวาตภัยที่เกิดรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น<span id="more-8294"></span></strong></p>
<p>ดังนั้นเพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และท้องถิ่นในการสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงและผลของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อนที่ยั่งยืน โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติให้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2579 นั้นเอง ซึ่งการจัดเสวนาในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ทุกฝ่ายเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาล่วงหน้าให้ทันเหตุการณ์</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-01.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8298 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-01.jpg" alt="วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว" width="900" height="508" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-01.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-01-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-01-768x433.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>จิระศักดิ์ ชูความดี</strong></span> <strong>รองอธิบดีกรมป่าไม้</strong> ได้กล่าวในงานเสวนา &#8220;<strong>วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว</strong>&#8221; ว่า ประเด็นของปัญหาวิกฤติของโลกร้อนที่เป็นเรื่องที่สำคัญมีผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลก ซึ่งในเวทีการประชุมระดับโลก เช่น การประชุมสหประชาชาติ (UN) และ การประชุมองค์กรเศรษฐกิจระดับโลก (World Economic Forum : WEF) ในช่วงระยะที่ผ่านมาก็ได้สะท้อนถึงความห่วงใยในประเด็นความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของมวลมนุษยชาติในโลกที่จะต้องเผชิญกับการเสี่ยงภัยจากภัยธรรมชาติ อุทกภัย ภัยแล้ง และวาตภัยซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรง และเกิดบ่อยครั้งในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก</p>
<p>เมื่อเร็วๆนี้ (17 พ.ค. 2562) สำนักหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ได้เปลี่ยนภาษาที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจาก คำว่า &#8220;การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &#8221; หรือ &#8220;Climate Change&#8221; เป็นคำว่า &#8220;ภาวะคับขันของสภาพภูมิอากาศ&#8221; หรือ &#8220;Climate Emergency&#8221; และเปลี่ยนจากคำว่า &#8220;โลกร้อน&#8221; หรือ &#8220;Global Warming&#8221; มาเป็นคำว่า &#8220;วิกฤตโลกร้อน หรือ &#8220;Global Heating&#8221; เพื่อย้ำเตือน และสื่อสารให้เห็นถึงความรุนแรงของโลกร้อนที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติ</p>
<p><strong>จิระศักดิ์</strong> กล่าวต่อว่า ในการเสวนาในครั้งนี้คณะผู้จัดการเสวนาต้องการให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับรู้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลกร้อน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวิกฤตของสถานการณ์ของโลกร้อนที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันตามที่ท่านทั้งหลายอาจจะประสบ เช่น การที่อุณหภูมิของอากาศร้อนสูงขึ้นในบางวันหรือบางพื้นที่กว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาอาจจะไม่รู้สึกว่าอากาศร้อนเช่นนี้ และในหลายประเทศที่มีอุณหภูมิของอากาศร้อนสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส เช่น ประเทศอินเดีย และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง</p>
<p>นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนในทั่วทุกภูมิภาค เช่น ฝนตก ฝนแล้ง น้ำท่วมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยครั้งก็เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมป่าไม้ ซึ่งได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นกรอบแนวคิดในการเสวนา คือ</p>
<p>1) <strong>ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4.1</strong> สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ข้อ 4.1.4 รักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง และชุมชน การส่งเสริมปลูกป่าเศรษฐกิจ</p>
<p>2) <strong>ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4.3</strong> สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศซึ่งมุ่งเน้นการปล่อยก๊าชเรือนกระจก และสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือ และปรับตัวเพื่อลดความสูญเสีย และเสียหายจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ประเด็น เป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมป่าไม้โดยตรงที่จะต้องมาเผยแพร่ความรู้ สื่อสารข่าวสารข้อมูล ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ ผมก็ต้องขอขอบคุณคณะผู้จัดงานที่ได้หยิบยกประเด็นนี้มาขยายผลได้ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการริเริ่มโครงการ &#8220;คนไทยร่วมใจปลูกต้นไม้ลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน&#8221; &#8220;Sustainable Green Growth Cooperation Declaration :SGGC&#8221; ให้เป็น &#8220;วาระแห่งชาติ&#8221; ของภาคประชาชน เพื่อจุดกระแส และขับเคลื่อนวาระการปลูกต้นไม้ให้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปลูกต้นไม้ในทุกวาระ ทุกโอกาสของวันสำคัญ ๆ ของประเทศ</p>
<p>“ในฐานะตัวแทนของหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมป่าไม้ ใคร่ขอชื่นชมในความริเริ่มจัดทำคำประกาศเจตนารมณ์การเพิ่มพื้นที่สีเขียว (Sustainable Green Growth Cooperation Declaration: SGGC) ให้เป็นวาระแห่งชาติของคนไทยทุกคนในการสร้างพลังของคนไทยให้มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ &#8220;ความยั่งยืน&#8221; ไว้ ณ เวทีการเสวนาแห่งนี้” จิระศักดิ์ กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-03.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-8300 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-03.jpg" alt="วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว" width="900" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-03.jpg 900w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2019/08/Green-Economy-03-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p>สำหรับในประเด็นหัวข้อเรื่อง &#8220;<strong>การปลูกต้นไม้เป็นทุนหมุนเวียน และเป็นเงินออมเพื่อเกษียณอายุ</strong>&#8221; เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งให้แก่ผู้ที่มีที่ดินปล่อยไว้ว่างเปล่าหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่คุ้มค่า ซึ่งอาจจะต้องถูกจัดเก็บภาษีที่ดินหากปล่อยทิ้งที่ดินไว้ว่างเปล่าในอัตราที่สูงขึ้นตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ให้หันมาปลูกไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ไม้ยางนา พะยูง ชิงชัน ประดู่ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้กรมป่าไม้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7 ให้ไม้มีค่าตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป (พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562</p>
<p>ซึ่งขณะนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ผู้ปลูกไม้มีค่าสามารถตัดได้ ขายคล่องเพียงแต่ต้องสำแดงแหล่งที่มาของไม้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนที่หันมาปลูกต้นไม้มีค่าทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น ทั้งเพื่อประโยชน์ใช้สอยส่วนตัว หรือเพื่อปลูกไว้เป็นแหล่งรายได้หรือเก็บเป็นทรัพย์สินเพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน นอกจากจะทำให้ประเทศได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาคป่าไม้สามารถเป็นแหล่งดูดซับก๊าชเรือนกระจกที่ชดเชยการปล่อยก๊าชเรือนกระจก (CO2) ในภาคการผลิต เช่น ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม ได้ในอีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p><strong>จิระศักดิ์</strong> ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการสร้างกระแสการตื่นตัวเรื่องการปลูกต้นไม้ว่า เพื่อสร้างแหล่งทุนหมุนเวียนเป็นเงินออมให้ผู้ที่สนใจปลูกไม้มีค่าเพื่อเป็นแหล่งรายได้ และส่งมอบให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจากผลการวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเงินเก็บเพื่อการเกษียณอายุไม่เพียงพอต่อการครองชีพในอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า</p>
<p>จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องมีการวางแผนการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตในอนาคต ซึ่งจะต้องยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือจะต้องให้มีความสมดุลทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดย &#8220;มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน&#8221; ซึ่งเป็นหลักการของความยั่งยืน ดังนั้น จึงใคร่ขอให้ทุกท่านน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สุขในส่วนตน และส่วนรวมของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป</p>
<p><strong>มนุษยชาติไม่เคยถูกกดดันให้ยื้อยุดกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่หนักหน่วงเช่นนี้มาก่อน ถ้าเราไม่ลงมือทำอย่างเร่งด่วน และทันทีเพื่อหยุดภาวะโลกร้อน อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/">วิกฤตโลกร้อนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คลื่นความร้อนถล่มยุโรปตะวันตก คาดร้อนสุดเป็นสถิติในรอบ 16 ปี อุณหภูมิอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Jun 2019 02:46:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[World News]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรปตะวันตก]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=7694</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำนักอุตุนิยมวิทยาจากหลายประเทศในยุโรป ออกประกาศเตือนประชาชนรับมือคลื่นความร้อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าปกคลุมพื้นที่ทวีปยุโรปฝั่งตะวันตก อาทิ เยอรมันนี ฝรั่งเศส สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ และอิตาลี ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบต่อหลายเมืองในยุโรปต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งอาจมีอุณหภูมิสูงที่สุด โดยอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส โดยคลื่นความร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าว คาดว่าจะมีความรุนแรงที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ในปี 2003 ซึ่งเคยมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 44.1 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนในครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อผู้คนในฝรั่งเศส&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b/">คลื่นความร้อนถล่มยุโรปตะวันตก คาดร้อนสุดเป็นสถิติในรอบ 16 ปี อุณหภูมิอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สำนักอุตุนิยมวิทยาจากหลายประเทศในยุโรป ออกประกาศเตือนประชาชนรับมือคลื่นความร้อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าปกคลุมพื้นที่ทวีปยุโรปฝั่งตะวันตก อาทิ เยอรมันนี ฝรั่งเศส สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม อังกฤษ และอิตาลี ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบต่อหลายเมืองในยุโรปต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกรุงปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งอาจมีอุณหภูมิสูงที่สุด โดยอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส</strong><span id="more-7694"></span></p>
<p>โดยคลื่นความร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าว คาดว่าจะมีความรุนแรงที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ในปี 2003 ซึ่งเคยมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 44.1 องศาเซลเซียส คลื่นความร้อนในครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อผู้คนในฝรั่งเศส และคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 15,000 คน ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ</p>
<p>สำหรับคลื่นความร้อนที่คลื่นเข้าสู่ยุโรปตะวันตกในครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ประเทศฝรั่งเศลมีอุณภูมิสูง 39 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงปารีส อาจมีอุณหภูมิสูงที่สุด โดยอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเบอร์ลิน เยอรมันนีอาจมีอุณสูงสูงสุด 39 องศาเซลเซียส ส่วนสเปนอาจมีอุณหภูมิอย่างน้อย 36 องศาเซลเซียส สูงสุด 38 องศาเซลเซียส สวิตเซอร์แลนด์คาดอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส และอาจสูงถึง 37 องศาเซลเซียส โปแลนด์คาดอุณหภูมิ 35-40 องศาเซลเซียส ประเทศโปรตุเกสอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และอาจสูงสุดได้ถึง 40 องศาเซลเซียส</p>
<p><strong>สำหรับปรากฏการคลื่นความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน จากการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการเผาไหม้ของ ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ และสถานะการณ์คลื่นความร้อนเช่นนี้ จะยังคงทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หากประเทศต่างๆ ไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong></p>
<hr />
<p>Source: https://www.businessinsider.my/europe-heatwave-france-germany-spain-dangerous-temperature-2019-6/<br />
ภาพ อุณหภูมิผิดปกติทั่วยุโรป &#8211; TropicalTidbits.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b/">คลื่นความร้อนถล่มยุโรปตะวันตก คาดร้อนสุดเป็นสถิติในรอบ 16 ปี อุณหภูมิอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
