<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Report | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/green-report/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Oct 2026 06:23:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Green Report | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไบเทค จับมือ กทม. ต่อยอดโครงการ “Sustainable Library” อัปไซเคิลวัสดุเหลือใช้จากการจัดงาน แปลงโฉมสู่พื้นที่เรียนรู้เพื่อชุมชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/bitec-bangkok-sustainable-library/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 06:23:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[BITEC]]></category>
		<category><![CDATA[Sustainable Library]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เรียนรู้เพื่อชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[อัปไซเคิลม วัสดุเหลือใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ไบเทค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46559</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) สานต่อโครงการ BITEC Sustainable Library ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน เป็นปีที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานครั้งแรกเมื่อปี 2568 ณ โรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง (ศีลาทิราษฎร์รังสฤษฏ์) สู่การพัฒนาบ้านหนังสือไพโรจน์ในย่านบางนาให้เป็นห้องสมุดเพื่อความยั่งยืนในปี 2569 นี้ โครงการดังกล่าวนำวัสดุเหลือใช้จากการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการภายในไบเทคกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำมาอัปไซเคิลเป็นเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สนามเด็กเล่นที่มีความแข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากการปรับปรุงห้องสมุดชุมชนด้วยเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลกที่ผลิตร่วมกับ SCGP แล้ว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bitec-bangkok-sustainable-library/">ไบเทค จับมือ กทม. ต่อยอดโครงการ “Sustainable Library” อัปไซเคิลวัสดุเหลือใช้จากการจัดงาน แปลงโฉมสู่พื้นที่เรียนรู้เพื่อชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ : <strong>ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) สานต่อโครงการ BITEC Sustainable Library ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน เป็นปีที่ 2 ต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานครั้งแรกเมื่อปี 2568 ณ โรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง (ศีลาทิราษฎร์รังสฤษฏ์) สู่การพัฒนาบ้านหนังสือไพโรจน์ในย่านบางนาให้เป็นห้องสมุดเพื่อความยั่งยืนในปี 2569 นี้</strong></p>
<p><span id="more-46559"></span></p>
<p>โครงการดังกล่าวนำวัสดุเหลือใช้จากการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการภายในไบเทคกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำมาอัปไซเคิลเป็นเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สนามเด็กเล่นที่มีความแข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากการปรับปรุงห้องสมุดชุมชนด้วยเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลกที่ผลิตร่วมกับ SCGP แล้ว โครงการในปีที่ 2 นี้ยังเพิ่มการสร้างสนามเด็กเล่นและพื้นที่นันทนาการจากวัสดุอัปไซเคิล โดยนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิด PCR Compound Rotational Molding มาผลิตเป็นอุปกรณ์สนามเด็กเล่น ด้วยกระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนเหวี่ยงไร้รอยต่อ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน ภายใต้ความร่วมมือของ GC ผ่าน GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วพร้อมทั้งจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนโดย SAMA Garden อีกด้วย โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้าน ESG ของไบเทค ในการเปลี่ยนแนวคิดความยั่งยืนให้เป็นการลงมือปฏิบัติที่ทำได้จริงและเปี่ยมด้วยความหมาย ผ่านการบูรณาการการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้ากับการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ เล่น และมีส่วนร่วมกับแนวคิดด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในระยะยาว ควบคู่ไปกับการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) แห่งสหประชาชาติ</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46561" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-2.jpg" alt="Sustainable Library" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-2.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-2-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-2-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-2-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3.jpg'><img decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="Sustainable Library" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-3.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4.jpg'><img decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="Sustainable Library" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-4.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="Sustainable Library" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Sustainability-Library-5.jpg 740w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>ในการดำเนินโครงการในปีที่ 2 วัสดุเหลือใช้จากการจัดงานรวมทั้งสิ้น 72,851 กิโลกรัม ซึ่งรวมถึงกระดาษจำนวน 63,485 กิโลกรัม และพลาสติกจำนวน 9,366 กิโลกรัม ได้เข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 396,981 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) พร้อมทั้งส่งมอบโต๊ะพร้อมเก้าอี้, ชั้นวางหนังสือ และเครื่องเล่นสำหรับสนามเด็กเล่นให้แก่เยาวชนและชุมชนในพื้นที่</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ศานนท์ หวังสร้างบุญ</strong> </span><strong>รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</strong> กล่าวว่า กทม.ยินดีที่ได้ร่วมมือกับไบเทคและพันธมิตรในการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนอย่างบ้านหนังสือไพโรจน์ การสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ยั่งยืน เข้าถึงง่าย และมีพื้นที่นันทนาการที่ปลอดภัย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของ กทม. ในการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการนำโครงการความยั่งยืนของภาคเอกชนมาสร้างประโยชน์และยกระดับสวัสดิการของชุมชนในกรุงเทพฯ โดยตรง”</p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>จารุภา ยินดีเหมาะ</strong></span> <strong>ผู้จัดการทั่วไป &#8211; Venue Management &amp; Services ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค</strong> กล่าวว่า โครงการ BITEC Sustainable Library ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงการนำวัสดุเหลือใช้จากการจัดงานกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือกับ กทม. และพันธมิตรอย่าง SCGP และ GC YOUเทิร์น เราสามารถเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากงานแสดงสินค้าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้และการเล่นที่สร้างแรงบันดาลใจ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกและส่งเสริมสุขภาวะของชุมชน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการร่วมพัฒนาเขตบางนาให้เป็นชุมชนที่ครบถ้วนรอบด้าน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย โดยผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี และการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พีรพงษ์ เทพวรินทร์</strong></span> <strong>Manager &#8211; Recycling Solutions บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>SCGP</strong> กล่าวว่า SCGP ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในโครงการนี้ โดย SCGP RECYCLE บริหารจัดการกระดาษใช้แล้วจากการจัดงานนิทรรศการอย่างถูกต้อง และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล พร้อมต่อยอดกระดาษส่วนหนึ่งด้วยการ Upcycle เป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก สำหรับจัดทำ “ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน” ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการคัดแยกกระดาษ และเห็นคุณค่าของกระดาษใช้แล้วที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับวัสดุใช้แล้ว และยังร่วมสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชุมชน สอดคล้องแนวทางการดำเนินงานของ SCGP ในการขับเคลื่อน Circular Economy ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ชยภัทร ด่านอำไพ</strong></span> <strong>ผู้จัดการฝ่าย หน่วยงาน Marketing Management สายงานตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>GC</strong> กล่าวว่า GC ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งนี้ โดย GC YOUเทิร์น จะเข้ามาช่วยรวบรวมและบริหารจัดการขวดพลาสติกใช้แล้ว ก่อนนำขวดพลาสติกขุ่นมาต่อยอดเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR Compound Rotational Molding เกรด InnoEco H1140NU ที่มีความแข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับผลิตเครื่องเล่นกลางแจ้ง และสิ่งที่เราดีใจที่สุด คือการได้เห็นพลาสติกใช้แล้วที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ กลับมามีคุณค่าอีกครั้งในรูปแบบของพื้นที่แห่งความสุข ที่เด็ก ๆ และครอบครัวสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นพเก้า อุทัยศรี</strong></span> <strong>ประธานชุมชนหมู่บ้านไพโรจน์ ตัวแทนบ้านหนังสือไพโรจน์</strong> กล่าวว่า การปรับปรุงบ้านหนังสือและการเพิ่มพื้นที่สนามเด็กเล่นที่มีชีวิตชีวาในครั้งนี้ ช่วยเติมพลังใหม่และสร้างความสดใสให้กับชุมชน ต้องขอขอบคุณไบเทค กทม. และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนได้มีสภาพแวดล้อมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมหนังสือใหม่ ๆ และพื้นที่สำหรับเรียนรู้ เล่น และเติบโตไปด้วยกัน”</p>
<p>บ้านหนังสือไพโรจน์พร้อมต้อนรับชาวชุมชนและประชาชนทั่วไปให้เข้ามาใช้บริการในพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่ที่มีบรรยากาศสดใสและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ไบเทคจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผ่านโครงการระยะยาวที่สามารถปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมสนับสนุนการเติบโตอย่างเข้มแข็งของชุมชน ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/bitec-bangkok-sustainable-library/">ไบเทค จับมือ กทม. ต่อยอดโครงการ “Sustainable Library” อัปไซเคิลวัสดุเหลือใช้จากการจัดงาน แปลงโฉมสู่พื้นที่เรียนรู้เพื่อชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>WWF หนุน ‘OECM&#8217; เชื่อมผืนป่ารักษาเสือโคร่งไทย กู้วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/wwf-oecm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 08:56:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[OECM]]></category>
		<category><![CDATA[WWF]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เสือโคร่งไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46548</guid>

					<description><![CDATA[<p>รายงาน Living Planet Report (LPR) 2026 ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ขนาดประชากรโดยเฉลี่ยของสัตว์ป่าทั่วโลกที่มีการติดตามลดลงถึง 73% ในช่วง 52 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรายงานยังพบว่า ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ หากสังคมร่วมกันสร้าง &#8220;จุดพลิกผันเชิงบวก&#8221; ในระบบพลังงาน อาหาร และการเงิน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะใกล้เคียงกับรายงานฉบับก่อนหน้า แต่การเพิ่มข้อมูลประชากรสัตว์และขยายช่วงเวลาการวิเคราะห์ยังคงตอกย้ำถึงแรงกดดันที่ธรรมชาติกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัย การใช้ทรัพยากรเกินขนาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมไม่ได้หมายความว่าสัตว์ป่าทุกชนิดกำลังลดจำนวนลงในอัตราเดียวกัน รายงานยังพบว่าประชากรสัตว์บางส่วนมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/wwf-oecm/">WWF หนุน ‘OECM’ เชื่อมผืนป่ารักษาเสือโคร่งไทย กู้วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รายงาน Living Planet Report (LPR) 2026 ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ขนาดประชากรโดยเฉลี่ยของสัตว์ป่าทั่วโลกที่มีการติดตามลดลงถึง 73% ในช่วง 52 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรายงานยังพบว่า ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ หากสังคมร่วมกันสร้าง &#8220;จุดพลิกผันเชิงบวก&#8221; ในระบบพลังงาน อาหาร และการเงิน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะใกล้เคียงกับรายงานฉบับก่อนหน้า แต่การเพิ่มข้อมูลประชากรสัตว์และขยายช่วงเวลาการวิเคราะห์ยังคงตอกย้ำถึงแรงกดดันที่ธรรมชาติกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัย การใช้ทรัพยากรเกินขนาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong></p>
<p><span id="more-46548"></span></p>
<p>อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมไม่ได้หมายความว่าสัตว์ป่าทุกชนิดกำลังลดจำนวนลงในอัตราเดียวกัน รายงานยังพบว่าประชากรสัตว์บางส่วนมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความพยายามอนุรักษ์ที่มีเป้าหมายชัดเจนและดำเนินการต่อเนื่องสามารถช่วยให้ธรรมชาติฟื้นตัวได้</p>
<p>สำหรับประเทศไทย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการฟื้นตัวของประชากรเสือโคร่ง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนสัตว์ผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพในการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ และความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ องค์กรอนุรักษ์ และชุมชนท้องถิ่น</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46549" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/forest.png" alt="ป่าไม้" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/forest.png 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/forest-300x169.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/forest-150x84.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/forest-500x281.png 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>สัตว์ป่าบางชนิดฟื้น แต่ความหลากหลายทางชีวภาพยังวิกฤต</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46552" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/WWF-Thailand.png" alt="รัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/WWF-Thailand.png 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/WWF-Thailand-300x200.png 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/WWF-Thailand-150x100.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/WWF-Thailand-500x333.png 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>รัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ</strong></span> <strong>รองผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ และผู้อำนวยการส่วนงานกลุ่มป่าไม้ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand)</strong> กล่าวว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าโดยรวมเริ่มทรงตัว แต่จำนวนสปีชีส์ในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าสัตว์บางชนิดมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือฟื้นตัวได้ดี เช่น ประชากรเสือโคร่งทั่วโลก เต่าหลังเขียว วาฬสีน้ำเงิน/ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน และพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล โดย 4 ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพทั่วโลกล้วนมาจาก ระบบการผลิตอาหาร การผลิตและการใช้พลังงาน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และกิจกรรมการสนับสนุนทางการเงินหรือการลงทุน</p>
<p>“ภาพรวมสถานการณ์ป่าไม้ของไทยในปัจจุบัน พบพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยประเภทป่าไม้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่ระบบนิเวศทางทะเล น้ำจืด และแม่น้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำโขง กลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งในด้านคุณภาพน้ำและจำนวนชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่ลดลงอย่างสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก” รัฐพล กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46551" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Original_WW247465.jpg" alt="เสือโคร่งไทย" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Original_WW247465.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Original_WW247465-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Original_WW247465-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/10/Original_WW247465-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>เสือโคร่งไทยจาก 40 ตัว สู่กว่า 200 ตัว</h3>
<p>รัฐพล กล่าวว่า สถิติประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยบ่งบอกถึงความสำเร็จของการดำเนินงานอนุรักษ์ระยะยาวกว่า 10 ถึง 20 ปี โดยจากข้อมูลการจำแนกลวดลายเสือโคร่งผ่านกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trapping) พบว่า ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยมีประชากรเสือโคร่งระบุตัวตนได้ประมาณ 40 ตัว แต่ในปี พ.ศ. 2569 จำนวนเสือโคร่งได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 210 ถึง 253 ตัว</p>
<p>ความสำเร็จนี้เกิดจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่และชุมชน โดยในเชิงนิเวศวิทยา เสือโคร่งทำหน้าที่เป็นผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร (Top Predator) ที่คุมประชากรสัตว์กินพืชและผู้ล่าระดับรองอย่างหมาใน หากประชากรเสือโคร่งสมบูรณ์ จะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศพืชและสัตว์ทั้งหมด ไม่ให้สัตว์บางชนิดมีมากเกินไปจนทำลายโครงสร้างป่า</p>
<p>ทั้งนี้ เสือโคร่งแต่ละตัวต้องใช้พื้นที่ครอบครองหลายตารางกิโลเมตรและไม่สามารถอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกันได้ แม้ผืนป่าตะวันตกจะมีศักยภาพรองรับประชากรเสือโคร่งได้เพิ่มขึ้นจาก 200 ตัว เป็น 400 ตัว แต่การขยายประชากรยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และการกระจายตัวไปยังผืนป่าตอนบน</p>
<h3>ปัญหาไฟป่า – ล่าสัตว์ป่า ภัยคุกคามเสือโคร่ง</h3>
<p>เมื่อถามถึงปัจจัยคุกคามที่ขัดขวางการขยายประชากรของเสือโคร่งและสัตว์ป่า รัฐพล กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าในพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้งบริเวณรอยต่อผืนป่าตอนเหนือขึ้นไปจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไฟป่าที่เกิดขึ้นถี่ได้ทำลายแหล่งหาอาหารและส่งผลให้สัตว์ที่เป็นเหยื่อลดลง เสือโคร่งจึงต้องย้ายกลับลงมายังป่าตอนล่างและไม่สามารถขยายถิ่นที่อยู่ได้ รวมถึงภัยคุกคามจากการล่าสัตว์ป่าผิดกฎหมายและการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติเนื่องจากเสือโคร่งมีมูลค่าสูงนอกประเทศ</p>
<h3>กรณีศึกษาเสือโคร่ง &#8220;แกมม่า&#8221;</h3>
<p>ความสำคัญของแนวเชื่อมต่อทางนิเวศวิทยา (Ecological Corridor) ได้รับการยืนยันผ่านกรณีศึกษาของเสือโคร่งหนุ่มชื่อ &#8220;แกมม่า&#8221; ซึ่งกำเนิดที่อุทยานแห่งชาติคลองลานในปี พ.ศ. 2566 ต่อมาได้หายไปจากกล้องดักถ่าย และไปปรากฏตัวอีกครั้งที่น้ำตกพาเจริญ บริเวณกลุ่มป่าคอร์ริดอร์ ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามพื้นที่ป่าธรรมชาติ ป่าชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม รวมระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า สัตว์ป่าจำเป็นต้องมีเส้นทางเคลื่อนย้ายเพื่อขยายถิ่นฐานและป้องกันปัญหาพันธุกรรมเลือดชิด ดังนั้น การอนุรักษ์จึงไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงในเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการพื้นที่แนวเชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติคลองลาน อุ้มผาง แม่ปิง และอมก๋อย ให้มีความปลอดภัย มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และเหยื่อที่เพียงพอ</p>
<h3>ขับเคลื่อนพื้นที่นำร่อง 10 แห่งแรกในจังหวัดตาก ภายใต้ OECM</h3>
<p>เพื่อปิดช่องว่างการอนุรักษ์นอกเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ ประเทศไทยได้นำกรอบแนวคิด OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) ซึ่งเป็นกลไกสากลเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างองค์กรอนุรักษ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมป่าไม้ และชุมชนท้องถิ่น โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ พื้นที่นั้นต้องไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ดูแลโดยชุมชน ภาคเอกชน หรือป่าชุมชน เห็นได้ชัดจากการประกาศยกระดับพื้นที่นำร่อง OECM ชุดแรกจำนวน 10 แห่งในไทย ซึ่งเป็นป่าชุมชนในเขตจังหวัดตาก บริเวณผืนป่าแม่ปิง คอร์ริดอร์ และพื้นที่ใกล้เคียงเตรียมการอุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย โดยกรอบแนวคิดดังกล่าวช่วยให้งานอนุรักษ์ของชุมชนได้รับการยอมรับในระดับสากล และได้รับคะแนนนำในการเข้าถึงแหล่งทุนสิ่งแวดล้อม ทั้งจากกองทุนในประเทศ ภาคเอกชน และกองทุนระดับโลก</p>
<p>รัฐพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้นำกรอบ OECM ไปใช้ประเมินและจัดเกณฑ์ป่าชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้อย่างตรงจุด ในส่วนของเป้าหมายระดับโลกในปี 2573 สากลได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้ 30% ทั้งทางบกและทางทะเล สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทางบกคิดเป็น 25% ถึง 27% ซึ่งขาดอีกเพียง 3% ก็จะบรรลุเป้าหมาย 30%</p>
<p>“การขับเคลื่อนป่าชุมชนให้เป็น OECM จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย 30% ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องประกาศป่าอนุรักษ์ของรัฐเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานสูงและอาจสร้างความขัดแย้งกับชุมชน” รัฐพล กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/wwf-oecm/">WWF หนุน ‘OECM’ เชื่อมผืนป่ารักษาเสือโคร่งไทย กู้วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TFM ส่งเสริม ‘โปรตีนทางเลือก’ ควบคู่โครงการกุ้งลดคาร์บอน เสริมแกร่งซัพพลายเชนระดับโลก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tfm/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 09:04:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[TFM]]></category>
		<category><![CDATA[กุ้งลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอนในฟาร์มกุ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[โปรตีนทางเลือก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46267</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทุกวันนี้ปัญหา Climate Change กำลังกลายเป็นความเสี่ยงของ “วัตถุดิบ ต้นทุน และผลผลิต” ที่ส่งต่อถึงทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเล บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย จึงเชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการทำให้แหล่งวัตถุดิบมีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีความรับผิดชอบ พร้อมกระจายความเสี่ยงผ่านวัตถุดิบทางเลือกและการพัฒนาซัพพลายเชนให้แข็งแรงขึ้น ในงาน Responsible Seafood Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยโดย Global Seafood Alliance ผู้บริหาร&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tfm/">TFM ส่งเสริม ‘โปรตีนทางเลือก’ ควบคู่โครงการกุ้งลดคาร์บอน เสริมแกร่งซัพพลายเชนระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทุกวันนี้ปัญหา Climate Change กำลังกลายเป็นความเสี่ยงของ “วัตถุดิบ ต้นทุน และผลผลิต” ที่ส่งต่อถึงทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเล บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย จึงเชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการทำให้แหล่งวัตถุดิบมีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีความรับผิดชอบ พร้อมกระจายความเสี่ยงผ่านวัตถุดิบทางเลือกและการพัฒนาซัพพลายเชนให้แข็งแรงขึ้น</strong></p>
<p><span id="more-46267"></span></p>
<p>ในงาน Responsible Seafood Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยโดย Global Seafood Alliance ผู้บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ได้เปิดมุมมองถึงโจทย์ความยั่งยืนของ TFM ตั้งแต่การบริหารวัตถุดิบ การขยายตลาดต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานสากล ไปจนถึงโครงการลดคาร์บอนในฟาร์มกุ้ง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46269" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-02.jpg" alt="พีระศักดิ์ บุญมีโชติ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พีระศักดิ์ บุญมีโชติ</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM)</strong> กล่าวหลังจากเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานประชุม Responsible Seafood Summit 2026 ว่า แนวคิดสำคัญที่ TFM ให้ความสำคัญ คือการมองห่วงโซ่อุปทานแบบครอบคลุมทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งและปลาผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ โรงงานแปรรูป และระบบการขนส่งกระจายสินค้า ไปจนถึงมือผู้บริโภคขั้นสุดท้ายทั่วโลก ทุกสถานีในห่วงโซ่อุปทานต้องมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ</p>
<h3>โลกเดือดกระทบซัพพลายเชนอาหารสัตว์น้ำ</h3>
<p>เมื่อพูดถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ พีระศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหาโรคระบาดในสัตว์น้ำ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ตลอดจนภาวะโลกร้อน (Global Warming) และอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อปริมาณและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำในธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>สำหรับความเสี่ยงที่ TFM ให้ความสำคัญสูงสุด คงหนีไม่พ้นประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่วัตถุดิบและปริมาณผลผลิต รองลงมาคือ โรคระบาดในสัตว์น้ำ เช่น โรคล้มไวรัสในกุ้ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้บริษัทฯ ต้องเตรียมแผนบริหารจัดการและแผนสำรองเพื่อรับมือกับวิกฤตเหล่านี้อย่างเป็นระบบ</p>
<h3>วาง 3 เงื่อนไขวัตถุดิบทางเลือก “คุณภาพดี-ตรวจสอบได้-รับผิดชอบ”</h3>
<p>การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ TFM จึงเริ่มจากกระบวนจัดหาวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลาป่น และ ถั่วเหลือง โดยปลาป่นต้องมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ถูกต้อง ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น MarineTrust หรือ IFFO RS แม้ว่าโปรตีนจากปลาป่น (Marine Protein) จะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์น้ำ แต่หากเกิดภาวะขาดแคลน ซึ่งอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมหันไปใช้โปรตีนถั่วเหลืองจากอเมริกาใต้ เช่น ประเทศอาร์เจนตินา หรือบราซิล ส่งผลให้อุปสงค์พุ่งสูงจนราคาถั่วเหลืองแพงขึ้น</p>
<p>บริษัทฯจึงต้องเตรียมวัตถุดิบทางเลือก โดยตั้งอยู่บนหลักการ 3 ประการพร้อมกัน ได้แก่ การรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในระดับสูง การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ และ การจัดหาวัตถุดิบด้วยความรับผิดชอบ ขณะที่ถั่วเหลืองต้องมาจากพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ทำลายธรรมชาติ และไม่มีกระบวนการเผาไหม้ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ</p>
<p>“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คือคุณภาพ เพราะคุณภาพของอาหารต้องมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องอาหารไทยที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก อาจต้องมีโปรตีนทางเลือกหรือทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาช่วย แต่สิ่งสำคัญคือแหล่งที่มาต้องถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องมาจากแหล่งทรัพยากรที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญและเป็นแนวทางที่เราจะเดินต่อไป” <strong>พีระศักดิ์</strong> กล่าว</p>
<h3>กระจายพอร์ตสู่ตลาดโลก ชูโมเดล “เกษตรกรเติบโต บริษัทเติบโต”</h3>
<p><strong>พีระศักดิ์</strong> กล่าวว่า สัดส่วนการส่งออกอาหารสัตว์น้ำของกลุ่มไทยยูเนียนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากในอดีต ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5% ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ 10% แต่เป้าหมายของเราคือการขยายการส่งออกเพิ่มขึ้น 25 – 30% โดยบริษัทฯ พยายามบริหารจัดการและกระจายพอร์ตโฟลิโอไปยังต่างประเทศมากขึ้น ทั้งตลาดฮาวายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้แก่ฟาร์มกุ้งออร์แกนิกของเกษตรกรไทยในฮาวายที่มีโรงงานแปรรูป 8 แห่ง จำหน่ายผลผลิตให้แก่ห้าง Costco ที่มีปริมาณสั่งซื้ออาหารกุ้งสูงถึง 300-400 ตันต่อเดือน</p>
<p>นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเติบโตได้ดีในประเทศมาเลเซีย, ศรีลังกา, อินเดีย, บังกลาเทศ, สิงคโปร์, ตะวันออกกลาง, แอฟริกาใต้ รวมถึงการลงนามลงทุนตั้งโรงงานใหม่ที่ ประเทศเอกวาดอร์</p>
<p>การบุกตลาดต่างประเทศดังกล่าว บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์หลัก คือ การส่งทีมเทคนิค และทีมวิชาการด้านโรคสัตว์น้ำลงพื้นที่เพื่อช่วยเกษตรกรวางโปรแกรมควบคุมต้นทุน การป้องกันโรค และการจับคู่ตลาด (Market Match-making) สำหรับผลผลิต ภายใต้แนวคิด &#8220;เกษตรกรเติบโต บริษัทเติบโต&#8221; รวมทั้งช่วยยกระดับมาตรฐานฟาร์มกุ้งของเกษตรกรให้ได้รับมาตรฐานสากล เช่น GAP ของกรมประมง, BAP, หรือ ASC ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานแปรรูปชั้นนำ</p>
<h3>สร้างฐานวิจัยระดับโลก เดินหน้า Thai Union Academy</h3>
<p>เพื่อรองรับการเติบโตในระดับสากล กลุ่มไทยยูเนียนกำลังดำเนินการจัดตั้ง &#8220;Thai Union Academy&#8221; ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ด้านวิชาการ โดยบูรณาการทีมงานจากฐานการผลิตในประเทศอินโดนีเซีย และเตรียมขยายไปยังประเทศเอกวาดอร์ภายใน เดือนมกราคม 2570 ศูนย์แห่งนี้จะเน้นงานวิจัยด้านการพัฒนาสูตรอาหาร, การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง และการปรับสูตรให้เหมาะกับแต่ละประเทศ โดยใช้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญคนไทยเดินทางไปถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับล่ามในท้องถิ่น</p>
<p>ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเป็นผู้นำด้านการสร้างมาตรฐานรับรองสากล โดยเริ่มลงทุนทำมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) ตั้งแต่ปี 2023 ด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำรายแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p>นอกจากนี้ยังได้จัดทำมาตรฐานฮาลาล (Halal) เพื่อรองรับตลาดกลุ่มประเทศมุสลิม ตะวันออกกลาง และพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ &#8220;เตรียมใบรับรองสากลไว้ล่วงหน้าเพื่อพร้อมขยายตลาดทันที&#8221; โดยไม่ต้องเสียเวลารอขั้นตอนการอนุมัติเมื่อมีโอกาสทางธุรกิจ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46270" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03.jpg" alt="โครงการกุ้งลดคาร์บอน" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/tfm-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h3>ผลักดันโครงการกุ้งลดคาร์บอน</h3>
<p>สำหรับความคืบหน้าของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง (Shrimp Decarbonization Project) กลุ่มไทยยูเนียนได้ส่งเสริมให้ฟาร์มกุ้งในเครือข่ายติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) พร้อมใช้ระบบให้อาหารอัตโนมัติ (Auto-feed) และปรับปรุงการบริหารจัดการระบบเปิดน้ำเติมออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินความจำเป็น</p>
<p>โครงการนี้สามารถช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงของเกษตรกรลงได้ ไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญ เมื่อเทียบกับอัตรากำไรเฉลี่ยของการเลี้ยงกุ้งที่อยู่ที่ประมาณ 2% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม &#8211; สิงหาคม) มีการทำสัญญาซื้อขายกุ้งลดคาร์บอนล่วงหน้าในปริมาณ หลายพันตัน เช่น กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม และ 40 ตัวต่อกิโลกรัม นับเป็นโครงการความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมิติการลดคาร์บอนฟรุตพรินท์และยกระดับซัพพลายเชนให้ยั่งยืน</p>
<p>“สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความยั่งยืนก็คือผู้ซื้อสินค้า เพราะหากเรามีแหล่งจัดหาสินค้าที่มีความรับผิดชอบ ผู้บริโภคก็สามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าที่เลือกซื้อมีทั้งความปลอดภัย คุณภาพ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าการปล่อยให้มีการดำเนินงานโดยไม่มีการควบคุมหรือคำนึงถึงผลกระทบ สามารถสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก เราจึงต้องเป็นเด็กดี และทำให้เห็นว่าเราสามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบได้ ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นความแตกต่างและข้อได้เปรียบของเรา ทำให้ลูกค้าหันมามองเห็นว่า กลุ่มของเราทำจริงและมีความแตกต่าง” พีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tfm/">TFM ส่งเสริม ‘โปรตีนทางเลือก’ ควบคู่โครงการกุ้งลดคาร์บอน เสริมแกร่งซัพพลายเชนระดับโลก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/mhesi-x-mnre/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 04:00:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[รู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อมทางทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46253</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติ  เชิงบวก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทส. ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือดังกล่าว ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mhesi-x-mnre/">“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดพิธีลงนามแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติ  เชิงบวก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทส. ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงความร่วมมือดังกล่าว ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้จริง พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ นักวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูล และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องของทั้งสองกระทรวง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ </strong></p>
<p><span id="more-46253"></span></p>
<p>ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยได้น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงให้ความสำคัญและทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อรับมือกับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยมุ่งให้ทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาเป็น “ทุนชุมชน” ทั้งในฐานะแหล่งาหาร แหล่งประกอบอาชีพ และฐานการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46260" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p01.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" width="698" height="466" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p01.jpg 698w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p01-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 698px) 100vw, 698px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</span> รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.</strong> กล่าวว่า การผนึกกำลังในวันนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวง อว. และกระทรวง ทส. ร่วมกันน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาสู่การปฏิบัติจริงด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) โดยในทุกภารกิจ ทส. จะทำหน้าที่เป็นทัพหน้านำการขับเคลื่อน ขณะที่ อว. จะเป็น ‘กองหลังที่ดี’ คอยสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง</p>
<p>ที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันฟื้นฟูชายฝั่ง ต่อยอดโครงการธนาคารปูม้า และการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกับธนาคารโลก สำหรับก้าวต่อไปภายใน 1–2 เดือนนี้ จะเร่งนำเทคโนโลยีของ สวทช. เข้ามาฟื้นฟูสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาแพลงก์ตอนบลูม พร้อมวิจัยระบบคลื่นเตือนภัยเพื่อลดอัตราการตายของพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ ตลอดจนพัฒนาระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจัดระเบียบเรือท่องเที่ยวบริเวณเกาะราชาใหญ่</p>
<p>“นอกจากนี้ เรายังมุ่งขับเคลื่อนแนวคิด ‘ธรรมชาติเชิงบวก’ ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจาก GISTDA, NARIT รวมถึงการตรวจ eDNA มาประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงสู่กลไก ‘Nature Finance’ ที่เปลี่ยนการอนุรักษ์ป่าและลดการเผาให้กลายเป็นรายได้คาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน ควบคู่กับการเตรียมรับมือวิกฤตเร่งด่วน ทั้งปัญหา PM2.5 เศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการช้างป่า เพราะปัญหาของประเทศชาติรอไม่ได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ทำเพื่อกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย” <strong>รองนายกฯ และ รมว.อว.</strong> กล่าว</p>
<p>โดยความร่วมมือครั้งนี้ กระทรวง อว. จะเชื่อมโยงศักยภาพของหน่วยงานในระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้แก่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงาน</p>
<p>การวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมถึงสถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46261" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p02.jpg" alt="สุชาติ ชมกลิ่น" width="698" height="465" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p02.jpg 698w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-p02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 698px) 100vw, 698px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สุชาติ ชมกลิ่น</strong></span> <strong>รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส.</strong> กล่าวว่า การดำเนินงานร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทั้งสองกระทรวงจะน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะระบบนิเวศแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล มาสู่การขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ทั้งการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ พะยูน และเต่าทะเล ตลอดจนการหาแนวทางบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ รวมถึงการจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน</p>
<p>“ปัจจุบันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ โดยความร่วมมือของทั้งสองกระทรวงจะช่วยขับเคลื่อนทั้งการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัย ตลอดจนการพัฒนานักวิจัยและบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสม พร้อมสร้างเครือข่ายนักวิจัยที่เข้มแข็ง กระทรวง ทส. จะสนับสนุนข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เป็นนโยบาย แผนงาน และมาตรการในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป” สุชาติ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือด้าน ววน. เพื่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมุ่งสู่ธรรมชาติเชิงบวก มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงกลไกการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน ววน. เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย การวางแผน การบริหารจัดการ และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและการขยายผลในระดับประเทศ ตลอดจนพัฒนากำลังคน นักวิจัย สัตวแพทย์ และเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนและธรรมชาติ เชิงบวก หรือ Nature Positive</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46258" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-04.jpg" alt="“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive" width="698" height="465" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-04.jpg 698w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 698px) 100vw, 698px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-02.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-02-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-03-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/mhesi-x-mnre-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive" /></a>

<p>โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทางหรือมาตรการเชิงรุกเพื่อลดภัยคุกคามและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ อาทิ การอนุรักษ์พะยูน โลมาอิรวดี และการฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา 2. การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล อาทิ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยเพื่อรับมือปัญหายูโทรฟิเคชัน และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน และ 3. การลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวทางทะเลและการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลอย่างสมดุล โดยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแนวทาง เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ การจัดระเบียบและบริหารจัดการเรือท่องเที่ยว การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลที่คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/mhesi-x-mnre/">“อว.” ผนึกกำลัง “ทส.” เชื่อมวิจัยสู่การใช้จริง ดึงองค์ความรู้ฟื้นทรัพยากรทางทะเลไทย ปั้นพื้นที่ต้นแบบ สู่ Nature Positive</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตา &#8220;Branded ESG&#8221; มุมมองใหม่สร้างการรับรู้และส่งผลต่อความรู้สึกลูกค้า ผ่านเวที ‘ESGNIVERSE 2026’</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/branded-esg/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 08:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[Branded ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[ESGNIVERSE 2026]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=46090</guid>

					<description><![CDATA[<p>เหตุการณ์อุทกภัยครั้งรุนแรงในเนปาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สร้างความเสียหายต่อชีวิต ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของโลกที่ “วิกฤต” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่สามารถเชื่อมโยงและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ภาพของวิกฤตดังกล่าวสอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ที่ถูกหยิบมาถอดรหัสในงาน ESGNIVERSE 2026: POLYCRISIS PULSE ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ‘ความยั่งยืน’ ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดย Brand Buffet ร่วมกับ SD Thailand ที่เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/branded-esg/">จับตา “Branded ESG” มุมมองใหม่สร้างการรับรู้และส่งผลต่อความรู้สึกลูกค้า ผ่านเวที ‘ESGNIVERSE 2026’</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เหตุการณ์อุทกภัยครั้งรุนแรงในเนปาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สร้างความเสียหายต่อชีวิต ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของโลกที่ “วิกฤต” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่สามารถเชื่อมโยงและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม</strong></p>
<p><span id="more-46090"></span></p>
<p>ภาพของวิกฤตดังกล่าวสอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ที่ถูกหยิบมาถอดรหัสในงาน <strong>ESGNIVERSE 2026: POLYCRISIS PULSE ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ‘ความยั่งยืน’ ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ</strong> โดย <strong>Brand Buffet</strong> ร่วมกับ <strong>SD Thailand </strong>ที่เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจ ผู้นำองค์กร นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้สนใจด้าน ESG ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมค้นหากลยุทธ์รับมือกับโลกที่ความเสี่ยงกำลังเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่</p>
<h3>ESG ต้องสร้างเป็น ‘Branded ESG’</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46092" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-02.jpg" alt="ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-02.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</span> อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวว่า การดำเนินงานด้าน ESG ในมุมมองใหม่จะต้องก้าวข้ามการทำเพียงเพื่อเป็นกิจกรรมเสริม แต่ต้องพัฒนาไปสู่การเป็น &#8220;Branded ESG&#8221; ที่สามารถสร้างการรับรู้และส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงคือการมี &#8220;Strategic Mindset&#8221; หรือการคิดอย่างมีชั้นเชิงและมีจุดมุ่งหมาย มากกว่าการทำเพียงเพื่อให้จบไปตามหน้าที่</p>
<p>ประเทศไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการเป็นเพียงผู้บริโภคหรือฐานการผลิต ไปสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมและแบรนด์ที่มีศักยภาพระดับโลก ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถสร้าง &#8220;Global Brand&#8221; ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เนื่องจากปัจจุบันไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของการขายเพียงตัวสินค้าแต่กลับต้องซื้อแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง การสร้างการเติบโตใหม่จึงต้องอาศัยกระบวนการ ที่มีประสิทธิภาพในการปั้นทรัพยากรที่มีอยู่ให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกยอมรับ</p>
<h3>เปลี่ยน Food Waste เป็น Surplus Food สร้างคุณค่าจากอาหารที่ไปต่อได้</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46093" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-03.jpg" alt="ทวี อิ่มพูลทรัพย์" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-03.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ทวี อิ่มพูลทรัพย์</span> ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ SOS Thailand </strong>กล่าวถึงประเด็นการจัดการขยะอาหารในประเทศไทยว่า สถานการณ์ขยะอาหารในประเทศไทยปัจจุบันถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลจากการศึกษาระบุว่าคนไทย 1 คน สร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ประมาณ 79 กิโลกรัมต่อปี ส่งผลให้ในแต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารพุ่งสูงถึง 12,000 ล้านกิโลกรัม</p>
<p>โดยปริมาณอาหาร 4,800 ล้านกิโลกรัม ยังเป็นอาหารที่สามารถบริโภคได้จริงแต่กลับถูกส่งต่อไปยังหลุมฝังกลบ และใช้เวลาในการย่อยสลายนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น กะหล่ำปลี 1 หัว อาจใช้เวลาถึง 7-20 ปีในการย่อยสลาย ซึ่งหมายถึงการปลดปล่อยก๊าซมีเทนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงทำให้สูญเสียทรัพยากรต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งแรงงาน พลังงานในการขนส่ง และต้นทุนการจัดการขยะของภาครัฐที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนถึง 10 เท่า</p>
<p>มูลนิธิรักษ์อาหาร หรือ SOS ประเทศไทย จึงเริ่มต้นขึ้น ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนมุมมองจาก &#8220;ขยะอาหาร&#8221; (Food Waste) สู่ &#8220;อาหารส่วนเกิน&#8221; (Surplus Food) ซึ่งหมายถึงอาหารที่ยังมีคุณภาพดี ปลอดภัย และบริโภคได้ แต่หมดเวลาวางจำหน่ายตามมาตรฐานของธุรกิจ โดย SOS ทำหน้าที่เป็น &#8220;ธนาคารอาหาร&#8221; (Food Bank) หรือตัวกลางในการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิด้วยรถขนส่งห้องเย็นที่รองรับทั้งอาหารสดและแช่แข็ง การตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารแบบ 100% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการออกรายงานข้อมูลตัวเลขเพื่อนำไปใช้ในรายงานด้าน ESG Scope 3 สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย</p>
<h3>อาณาจักรอาหาร iberry ร่วมขับเคลื่อน ESG</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46094" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-04.jpg" alt="อัจฉรา บุรารักษ์" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-04.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อัจฉรา บุรารักษ์</span> ผู้ก่อตั้ง iberry Group </strong>กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนของไอเบอร์รี่ กรุ๊ป คือการบูรณาการ 3 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรมนุษย์ และความมั่นคงทางธุรกิจ ให้ดำเนินไปพร้อมกันอย่างสมดุล โดยกลุ่มธุรกิจของเราให้ความสำคัญกับ Local Sourcing กว่า 90% ของวัตถุดิบในเมนูอาหารมาจากแหล่งผลิตภายในประเทศ มีการใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา และการสร้างมิตรภาพกับเกษตรกรโดยตรงมากกว่าการพิจารณาเพียงปัจจัยด้านราคา เช่น การคัดสรรน้ำตาลปี๊บออร์แกนิคจากเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>ขณะที่ “การบริหารจัดการขยะและของเสีย” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ iberry ที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยนำเศษเนื้อไก่จากการตัดแต่งในแบรนด์หนึ่งมาสร้างสรรค์เป็นเมนูหลักในแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ &#8220;ก๋วยเตี๋ยวไก่มะละกา&#8221; เพื่อลดการทิ้งวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปยังวัสดุอื่น ๆ เช่น การนำจานชามที่แตกบิ่นมาบดเพื่อผลิตเป็นกระเบื้องเซรามิกปูพื้นร้านบ้านเก่าที่จังหวัดภูเก็ต หรือการนำเศษปูนจากการทุบตึกเก่ามาบดเป็นอิฐเพื่อสร้างออฟฟิศใหม่</p>
<h3>ต้นทุนวิกฤตภูมิอากาศจ่อกระทบทุกภาคส่วน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-46095" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-05.jpg" alt="ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" width="576" height="384" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-05.jpg 576w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/09/ESGNIVERSE-2026-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></p>
<p>ด้าน <strong><span style="color: #6cb742;">ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</span> นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</strong> กล่าวว่า วิกฤตภูมิอากาศในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ แม้ปัจจุบันจะมีการรณรงค์เรื่อง Net Zero หรือความยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงปริมาณการปล่อยก๊าซยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่มีการปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 12 ก่อนจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง จากนโยบายปัจจุบัน คาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 ถึง 2.9 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2100</p>
<p>“ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อประชากรรุ่นเด็กที่เกิดใหม่จนถึงอายุ 8 ปี เนื่องจากจะต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่ร้อนจัดต่อเนื่องไปอีกกว่า 80 ปี โดยไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ แม้จะหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในวันนี้ แต่ผลกระทบจากการสะสมของก๊าซจะยังคงดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ถึง 30 ปี” <strong>ผศ.ดร.ธรณ์ </strong>กล่าว</p>
<p>วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่า รายได้ของเกษตรกรจะลดลง 9% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างหนักโดยเฉพาะตามหมู่เกาะต่าง ๆ ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วไปจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเฉลี่ย 12% จากการใช้เครื่องปรับอากาศที่หนักขึ้นตามอุณหภูมิ &#8220;ความรู้สึกร้อน&#8221; (Feel Like) ที่อาจพุ่งสูงถึง 51-53 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่</p>
<p><strong>เวที ESGNIVERSE 2026 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อน ESG ในวันนี้จำเป็นต้องก้าวพ้นจากการทำเพื่อ “ให้ครบตามเกณฑ์” ไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่ทั้งในระดับองค์กร เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ การสร้างระบบจัดการทรัพยากรและอาหารส่วนเกิน การออกแบบธุรกิจบนฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปจนถึงการเตรียมรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังสร้างต้นทุนมหาศาลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/branded-esg/">จับตา “Branded ESG” มุมมองใหม่สร้างการรับรู้และส่งผลต่อความรู้สึกลูกค้า ผ่านเวที ‘ESGNIVERSE 2026’</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SCGC ถอดบทเรียนวิกฤตน้ำเขายายดา เชื่อมป่าต้นน้ำสู่เกษตรปลายน้ำ สร้างระบบจัดการน้ำที่ชุมชนพึ่งพาตัวเอง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/scgc-water-resilience/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 02:43:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[SCGC]]></category>
		<category><![CDATA[Water Resilience]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ถอดบทเรียนวิกฤตน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบจัดการทรัพยากรน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เขายายดา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45848</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทเรียนจากตำบลแกลง จังหวัดระยอง สะท้อนให้เห็นแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม หลังชุมชนเคยเผชิญวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่เขายายดาเมื่อปี 2550 จนส่งผลกระทบทั้งวิถีชีวิตและอาชีพเกษตรกรรม นำไปสู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ก่อนพัฒนาต่อยอดเป็น “โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” ที่มุ่งสร้างทั้งคนและกติกา ควบคู่กับการเก็บน้ำและเก็บข้อมูล วันนี้บทเรียนดังกล่าวกำลังขยายจากพื้นที่ต้นน้ำสู่พื้นที่เกษตรปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ชุมชนตำบลแกลง และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำด้วยแนวทาง “Water Resilience” ให้ชุมชนไม่ได้เพียงมีน้ำใช้ แต่มีความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนของน้ำ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scgc-water-resilience/">SCGC ถอดบทเรียนวิกฤตน้ำเขายายดา เชื่อมป่าต้นน้ำสู่เกษตรปลายน้ำ สร้างระบบจัดการน้ำที่ชุมชนพึ่งพาตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บทเรียนจากตำบลแกลง จังหวัดระยอง สะท้อนให้เห็นแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม หลังชุมชนเคยเผชิญวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่เขายายดาเมื่อปี 2550 จนส่งผลกระทบทั้งวิถีชีวิตและอาชีพเกษตรกรรม นำไปสู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ก่อนพัฒนาต่อยอดเป็น “โมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ : เก็บน้ำดี มีน้ำใช้” ที่มุ่งสร้างทั้งคนและกติกา ควบคู่กับการเก็บน้ำและเก็บข้อมูล</strong></p>
<p><span id="more-45848"></span></p>
<p>วันนี้บทเรียนดังกล่าวกำลังขยายจากพื้นที่ต้นน้ำสู่พื้นที่เกษตรปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด <strong>(</strong>มหาชน<strong>) หรือ </strong><strong>SCGC</strong> <strong>ชุมชนตำบลแกลง และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.</strong> เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำด้วยแนวทาง “Water Resilience” ให้ชุมชนไม่ได้เพียงมีน้ำใช้ แต่มีความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนของน้ำ และร่วมกันออกแบบระบบจัดการทรัพยากรน้ำที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
<h3>เปลี่ยนบทเรียนวิกฤตน้ำเขายายดา สร้างชุมชนรู้ต้นทุนน้ำ วางแผน และรับความเสี่ยง</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45850" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-02.jpg" alt="น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ" width="352" height="528" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-02.jpg 352w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 352px) 100vw, 352px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>น้ำทิพย์ สำเภาประเสริฐ</strong></span><strong> ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ และคณะกรรมการสังคมและสิทธิมนุษยชน บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) </strong>หรือ <strong>SCGC </strong>กล่าวว่า การสร้างให้ชุมชนในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคาดการณ์ถึงปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา คือหัวใจสำคัญของการแก้วิกฤตน้ำ SCGC จึงได้ถอดบทเรียนร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เกิดเป็น โมเดล ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ ได้แก่ สร้างคน ให้ชุมชนมีความรู้และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ สร้างกติกา เพื่อให้มีข้อตกลงการใช้น้ำร่วมกันอย่างเหมาะสม เก็บน้ำ ให้สามารถกักเก็บและกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ เก็บข้อมูล เพื่อให้รู้ต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ สามารถนำข้อมูลมาวางแผนและตัดสินใจได้</p>
<p>ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา SCGC ได้ก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำในพื้นที่เขายายดาประมาณ 7,600 ฝาย ซึ่งเป็นฝายลักษณะธรรมชาติที่ใช้วัสดุในพื้นที่ เช่น หิน ไม้ และเศษใบไม้ เพื่อให้ทำหน้าที่ชะลอน้ำและเพิ่มการดูดซึมน้ำลงสู่ใต้ดิน นอกจากการสร้างฝายแล้ว ยังมีการปลูกต้นไม้เสริมเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของพืชคลุมดินไปแล้วรวมกว่า 40,000 ต้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45851" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-03.jpg" alt="ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>สสน<strong>. </strong>ชูข้อมูลและการสร้างคน “รู้ก่อน วางแผนก่อน รับมือก่อน”</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45852" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-04.jpg" alt="ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ" width="352" height="528" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-04.jpg 352w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-04-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-04-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-04-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 352px) 100vw, 352px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) </strong>หรือ สสน<strong>.</strong> กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความผันผวนของสถานการณ์น้ำรุนแรงขึ้น ทั้งน้ำมากเกินไปจนเกิดอุทกภัย และน้ำน้อยเกินไปจนเกิดภัยแล้ง ทำให้การบริหารจัดการน้ำไม่สามารถรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤตได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนสู่การ “รู้ก่อน วางแผนก่อน และรับมือก่อน” โดยมี 3 หัวใจสำคัญ คือ ข้อมูลที่ครบและทันสถานการณ์ การนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และการสร้างคนให้เข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริง</p>
<p>ปัจจุบัน สสน. เชื่อมโยงข้อมูลด้านน้ำจาก 56 หน่วยงาน 13 กระทรวง และ 1 องค์กรอิสระ ผ่านระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแพลตฟอร์ม ThaiWater พร้อมพัฒนาเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้ม และวางแผนจัดการน้ำให้เหมาะกับบริบทของตนเอง</p>
<p>“เป้าหมายไม่ใช่แค่การมีข้อมูล แต่คือการทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้จริง ตั้งแต่การประเมินต้นทุนน้ำและความต้องการใช้น้ำ การจัดทำผังน้ำชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเปลี่ยนจากการ ‘รอรับมือ’ เป็นการ ‘วางแผนล่วงหน้า’ และสร้างความพร้อมให้ชุมชนสามารถจัดการความเสี่ยงด้านน้ำได้ด้วยตัวเอง” ดร<strong>.</strong>รอยบุญ กล่าว</p>
<h3>บ้านหัวทุ่งต่อยอด “<strong>2 </strong>สร้าง <strong>2 </strong>เก็บ” เชื่อมข้อมูล<strong>&#8211;</strong>คน<strong>&#8211;</strong>กลไก</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45853" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-05.jpg" alt="บุญเลิศ อนันตภูมิ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-05.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/SCGC-Water-Resilience-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>บุญเลิศ อนันตภูมิ</strong></span> <strong>นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแกลง</strong> กล่าวว่า บ้านหัวทุ่งเดิมทีเป็นพื้นที่เกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจึงทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำเพียงพอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว จึงนำแนวทาง ‘2 สร้าง 2 เก็บ’ มาปรับใช้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สสน. ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ ซ่อมบำรุงฝายและทำนบ ขุดลอกแก้มลิง รวมถึงจัดทำผังน้ำและเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน</p>
<p>“ปัจจุบันมีน้ำเพียงพอสำหรับพื้นที่นาปรังประมาณ 60 ไร่ สนับสนุนพื้นที่เกษตรรวมประมาณ 300 ไร่ และมีผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำกว่า 90 ครัวเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูก มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ต้องรอฝน จนวันนี้เราสามารถวางแผนน้ำได้” บุญเลิศ กล่าว</p>
<p>ขณะที่ภาคท้องถิ่นกำลังต่อยอดจากการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนไปสู่การสร้างระบบในระดับตำบล ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลน้ำในพื้นที่ พัฒนาแผนน้ำตำบล 3 ปี และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการน้ำตำบลแกลง เพื่อให้ชุมชนมีทั้งข้อมูล คน และกลไกในการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถนำข้อมูลและแผนงานไปต่อยอดในอนาคต</p>
<h3>หนุนผลผลิตเกษตรกว่า <strong>79 </strong>ล้านกิโลกรัมต่อปี ต่อยอดแปรรูป<strong>&#8211;</strong>ท่องเที่ยวเชิงเกษตร</h3>
<p>การดำเนินงานผ่านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเขายายดา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 28,000 ไร่ โดยดำเนินโครงการร่วมกับชุมชน หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมและสร้างฝายชะลอน้ำ สามารถช่วยชะลอการไหลของน้ำ เพิ่มการซึมลงสู่ดิน และรักษาความชุ่มชื้นในพื้นที่ โดยผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องทำให้ป่าต้นน้ำเขายายดาสามารถมีผลผลิตน้ำท่าในลำธารกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาต่อเนื่องพบพรรณไม้ 120 ชนิด และสัตว์ป่า 123 ชนิด</p>
<p>นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ จากการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าการมีน้ำใช้ ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรรอบเขายายดา โดยมีผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 79 ล้านกิโลกรัมต่อปี พร้อมต่อยอดสู่การแปรรูปสินค้า วิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/scgc-water-resilience/">SCGC ถอดบทเรียนวิกฤตน้ำเขายายดา เชื่อมป่าต้นน้ำสู่เกษตรปลายน้ำ สร้างระบบจัดการน้ำที่ชุมชนพึ่งพาตัวเอง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวทช.ชูแนวคิด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนความยั่งยืนทุกมิติ</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/food-surplus-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 02:38:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[ESG]]></category>
		<category><![CDATA[Food Surplus Credit]]></category>
		<category><![CDATA[Food Waste]]></category>
		<category><![CDATA[NSTDA]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ความยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[สวทช.]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารส่วนเกิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45663</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษถึงสถานการณ์ขยะอาหาร (Food Waste) ในประเทศไทย พบว่า ในปี 2567ไทยมีปริมาณสูงถึงเกือบ 10 ล้านตัน ที่น่าตกใจคือหนึ่งใน 4 ล้านตัน เป็น “อาหารส่วนเกิน” ที่สามารถนำไปบริโภคได้ แต่ต้องทิ้งไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นจะถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี และมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในมิติของความสามารถในการเข้าถึงอาหารในเขตเมืองที่ไม่มีแหล่งผลิตอาหารเอง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-surplus-credit/">สวทช.ชูแนวคิด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนความยั่งยืนทุกมิติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษถึงสถานการณ์ขยะอาหาร (Food Waste) ในประเทศไทย พบว่า ในปี 2567ไทยมีปริมาณสูงถึงเกือบ 10 ล้านตัน ที่น่าตกใจคือหนึ่งใน 4 ล้านตัน เป็น<strong> “อาหารส่วนเกิน” </strong>ที่สามารถนำไปบริโภคได้ แต่ต้องทิ้งไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นจะถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี และมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในมิติของความสามารถในการเข้าถึงอาหารในเขตเมืองที่ไม่มีแหล่งผลิตอาหารเอง และมิติทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อสุขภาวะของกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ</p>
<p><span id="more-45663"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-02.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>จับตาโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank หัวข้อ “The Food Surplus Credit เปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัย</h3>
<p><strong>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) </strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงจัด<strong>กิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand&#8217;s Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ” </strong>เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน โดยชูระเบียบวิธี T-VER เพื่อเปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยและบริจาคฟรีตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล สามารถวัดผล “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” โดยไม่ต้องนำขยะอาหารไปฝังกลบ ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-03.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<h3>สวทช.จัดตั้งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank ชูแนวคิด Food Surplus Credit สร้างกลไกจัดการอาหารส่วนเกิน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-04.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์</span> หัวหน้าโครงการ Thailand&#8217;s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) </strong>กล่าวว่า ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สวทช.จึงจัดตั้งโครงการ Thailand&#8217;s Food Bankเมื่อปี 2567  เพื่อมุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-05.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p>“กลไก “ธนาคารอาหาร” ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางเสมือน “พนักงานธนาคาร” ในการบริหารจัดการและเชื่อมโยงระหว่าง “ผู้ให้” ที่มีอาหารส่วนเกินแต่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ทันจนต้องทิ้งลงถังขยะ กับ “ผู้รับ” ที่ขาดแคลนอาหาร โดยกลุ่มผู้ให้ประกอบด้วยผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร ตัวอย่างเช่น KFC มีนโยบายปลดระวางไก่ทอดที่วางขายเกิน 4 ชั่วโมง เพื่อรักษามาตรฐานความสดใหม่ ซึ่งในอดีตอาหารดังกล่าวต้องถูกทิ้งเป็นขยะจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันถูกนำมาแช่แข็งเพื่อส่งต่อให้โรงเรียนหรือชุมชน ขณะที่ฝั่งผู้รับปัจจุบันครอบคลุมกว่า 6,000 ชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงศาสนสถานและสถานสงเคราะห์ โดยมีการจัดการที่คำนึงถึงความเชื่อทางศาสนา เช่น การคัดแยกอาหารฮาลาลสำหรับชุมชนมุสลิม” <strong>ดร.ปัทมาพร </strong>กล่าว</p>
<h3>ใช้ชุดเครื่องมือทางวทน.3 ด้านหลัก ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หนุุนจัดการอาหารให้ปลอดภัย</h3>
<p>สวทช.ได้ใช้ชุดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก  ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG  (<strong>Bio-Circular-Green Economy)</strong> เพื่อสนับสนุุนการบริหารจัดการอาหารให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย  ได้แก่</p>
<p><strong>1.</strong><strong>ด้านความปลอดภัย (Food Safety)</strong> ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ร่วมกับ อย. และกรมอนามัย จัดทำแนวปฏิบัติการส่งต่ออาหารบริจาค เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารส่วนเกินนั้นมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p>
<p><strong>2.</strong><strong>ด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI </strong> ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พัฒนาระบบจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้ให้และผู้รับ พร้อมบริหารจัดการเส้นทางขนส่งของอาสาสมัครให้สั้นที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนและเวลา</p>
<p><strong>3.</strong><strong>ด้านสิ่งแวดล้อมและแรงจูงใจ</strong> ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนและวิธีการคำนวณคาร์บอนเครดิต (T-VER) จากการลดขยะอาหาร เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริจาค</p>
<p>ด้านการจัดการอาหารส่วนเกินในประเทศไทย  มีมูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance) ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของแหล่งที่มาของอาหารบริจาคอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าสัดส่วนอาหารส่วนเกินจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและควบคุมปริมาณขยะอาหารอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนรูปแบบการบริการจากบุฟเฟต์ดั้งเดิมสู่โมเดลที่เรียกว่า “Alaminute” หรือการสั่งตามปริมาณการบริโภคจริง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารประเภทเนื้อสัตว์และเนื้อสัน เพื่อลดการเหลือทิ้ง ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนอาหารส่วนเกินส่วนใหญ่ขยับไปอยู่ที่กลุ่มร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณการหมุนเวียนสินค้าที่สูงในภาคการค้าปลีก</p>
<h3>นำผลผลิตที่เหลือจากความต้องการของตลาด มาสร้างกลไกส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ</h3>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร</strong> กล่าวว่า แม้ว่าผู้ประกอบการไทยจะนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้เพื่อพยากรณ์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านการติดตามข้อมูลการซื้อในแอปพลิเคชันเพื่อปรับปริมาณการผลิตให้สอดรับกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา แต่ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผลิตกับสิ่งที่ผู้บริโภคซื้อก็ยังเป็นโจทย์สำคัญของระบบอาหาร เพราะต่อให้ผลิตได้แม่นยำขึ้นเพียงใด ก็ยังคงมีส่วนต่างอาหารส่วนเกินหลุดรอดมา 5–20%  สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพยายามทำให้อาหารส่วนเกินหายไป แต่คือการมองเห็นคุณค่าของอาหารที่เหลือ และหาวิธีนำทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด</p>
<p>“เป้าหมายหลักของนักจัดการข้อมูลและผู้ปฏิบัติงานคือการลบภาพจำว่าการเกิดอาหารส่วนเกินคือความตั้งใจทิ้ง แต่เป็นผลผลิตที่เหลือจากการพยายามตอบสนองความต้องการของตลาด การทำความเข้าใจในมิตินี้จะช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการสร้างกลไกส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนอาหารที่อาจกลายเป็นขยะให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อสังคมในระยะยาว” <strong>ดร.ปัทมาพร</strong> กล่าว</p>
<h3>ขยายผลไปแล้วกว่า 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค โชว์ผลสำเร็จที่นครสวรรค์ภายใต้การนำของผวจ.</h3>
<p>ปัจจุบันโครงการฯ ได้ขยายผลไปแล้วกว่า 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ นนทบุรี  ชลบุรี  นครสวรรค์  สุราษฎร์ธานี ปทุมธานี  ลำปาง ขอนแก่น  ลำพูน พังงา และอุดรธานี โดยผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในกรุงเทพมหานครผ่านโครงการ “BKK Food Bank” และในจังหวัดนครสวรรค์ที่มีการขยายผลครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอภายใต้การนำของภาคผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะมีการจัดพิธีแถลงความสำเร็จ Nakhon Sawan Foodbank และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อขยายผลการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมเปิดมุมมองการทำงานร่วมกันของ 3 หน่วยงานในการสร้างระบบจัดการอาหารส่วนเกินที่สามารถขยายผลสู่ชุมชนและพื้นที่อื่นต่อไป ในวันที่ 1 กันยายน 2569  ณ ห้อง The Sun โรงแรมโฟร์ทูซี (42C) เดอะชิคโฮเต็ลอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์  สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบสามารถแก้ไขปัญหาขยะอาหารควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน</p>
<h3>จับตาโครงการ “BKK Food Bank” เตรียมขยายผลครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกทม.ในก.ย.นี้</h3>
<p>สำหรับโครงการ “BKK Food Bank” ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการจัดการอาหารในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ผ่านการผนึกกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับมูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance) และมูลนิธิวีวี แชร์ ซึ่งถือเป็นสองหน่วยงานหลักในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้  มีการดำเนินงานภายใต้การผลักดันของทีมผู้บริหาร กทม. นำโดยพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ได้เปลี่ยนผ่านจากการใช้ระบบจัดการข้อมูลพื้นฐานอย่าง Google Form ไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เป็นระบบมากขึ้น โดย NECTEC ภายใต้ สวทช. ได้เข้ามาวางระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานครภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลการรับ-ส่งอาหารส่วนเกินมีความแม่นยำและเป็นมืออาชีพสูงสุด</p>
<p>ขณะเดียวกัน กลไกการบริหารจัดการขยะอาหารในระดับครัวเรือนกำลังถูกยกระดับผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า “ถังขยะรักษ์โลก” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยภายในบ้าน โดยมีกระบวนการสำคัญคือการจัดเก็บข้อมูลน้ำหนักของขยะก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่นเดียวกับโครงการนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปางหรือเชียงใหม่ ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกระบวนการนี้ ปัจจุบันแนวทางดังกล่าวถูกนำมาบูรณาการร่วมกับงานของหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเสริมพลังให้กับการจัดการอาหารส่วนเกิน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเชื่อมโยงการลดขยะอาหารเข้ากับระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจและมูลค่าเพิ่มให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในวงกว้าง</p>
<h3>อบก.ประกาศใช้ระเบียบ T-VER คำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับอาหารส่วนเกิน ช่วยให้ภาคธุรกิจใช้รายงานผล ESG ได้</h3>
<p><strong>ดร.ปัทมาพร</strong> กล่าวว่า อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการคำนวณคาร์บอนเครดิตสำหรับอาหารส่วนเกินจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) ผ่านระเบียบ T-VER ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการบริจาคอาหารมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาคำนวณเป็น “คาร์บอนเครดิต” ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้รายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต</p>
<p>การขยายผลดังกล่าวจึงไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่ถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-06.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">จันทิมา สำเนียงงาม</span> หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)  </strong><strong>ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)</strong><strong>  </strong>กล่าวว่า  TIIS  ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-07.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p>สวทช. ชูระเบียบวิธี <strong>T-VER (T-VER-S-METH-09-09)</strong> หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธินำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคิดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ โดยหลักการคำนวณจะคิดจาก “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย “คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร การขนส่งเพื่อส่งต่ออาหาร การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-08.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p>ทั้งนี้อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรีตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่มและอาหารที่มี VAT โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้  ซึ่งสามารถช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน  ในมิติของสังคม ในปีงบประมาณ 2569 สามารถช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาหารราว 7 แสนคน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-09.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p>“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ เพราะจากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่าย พบว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากเราสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินนี้ให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร”  <strong>จันทิมา </strong> กล่าว</p>
<h3>สวทช.ดันโมเดล Thailand&#8217;s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ชูเป็นต้นแบบจัดการอาหารส่วนเกิน เชื่อมโยงคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาค</h3>
<p>ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS จาก MTECได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45666" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/08/food-surplus-credit-10.jpg" alt="Food Surplus Credit" width="600" height="450" /></p>
<p>“สวทช. พร้อมผลักดันโมเดล Thailand&#8217;s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” <strong>จันทิมา </strong> กล่าว</p>
<p><strong>ทั้งนี้ </strong><strong>โครงการฯ กำลังเตรียมดำเนินการในลักษณะ “บริษัทนำร่อง” 3-5 บริษัท เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการทดลองใช้ระบบและพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ของการเปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็นเครดิตทางสิ่งแวดล้อม</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/food-surplus-credit/">สวทช.ชูแนวคิด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนความยั่งยืนทุกมิติ</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>TCMA ผนึกกำลัง GIZ สนับสนุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ขับเคลื่อนปูนไทยสู่ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-giz-net-zero-2050/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jul 2026 07:58:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero 2050]]></category>
		<category><![CDATA[TCMA]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีลดคาร์บอน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45436</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ยกระดับความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) เร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านเวที TCMA x GIZ at TCMA Technical Conference 2026 ตอกย้ำทิศทางการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “#MadeInGermany: Cement Decarbonization in Practice – Insights for Thailand” นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–เยอรมนี&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-giz-net-zero-2050/">TCMA ผนึกกำลัง GIZ สนับสนุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ขับเคลื่อนปูนไทยสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (</strong><strong>TCMA) </strong><strong>ยกระดับความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (</strong><strong>GIZ) </strong><strong>เร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่เป้าหมาย </strong><strong>Net Zero 2050 </strong><strong>ผ่านเวที</strong><strong> TCMA x GIZ at TCMA Technical Conference 2026 </strong><strong>ตอกย้ำทิศทางการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด</strong><strong> “#MadeInGermany: Cement Decarbonization in Practice – Insights for Thailand”</strong> นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย–เยอรมนี ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากประเทศ Global North สู่การประยุกต์ใช้ในบริบทของไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ Global South</p>
<p><span id="more-45436"></span></p>
<h3>จาก “แผน” สู่ “การลงมือทำจริง”</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45438" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-02.jpg" alt="นภดล รมยะรูป" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นภดล รมยะรูป</strong></span> <strong>อุปนายก</strong> <strong>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) </strong> กล่าวว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้ก้าวข้ามช่วงของการประกาศเจตนารมณ์ และเข้าสู่ระยะของการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ผลิตปูนซีเมนต์สมาชิก TCMA ได้ร่วมกันขับเคลื่อน Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทน (AFR) และพลังงานหมุนเวียน</p>
<p>ขณะเดียวกัน TCMA ยังมีบทบาทสำคัญใน “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ โดยร่วมกับ GIZ ภายใต้โครงการ Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate (TGC EMC) เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านนโยบาย เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา</p>
<p>“วันนี้เราไม่ได้มีเพียงเป้าหมาย แต่มีผลลัพธ์และทิศทางที่ชัดเจน ความท้าทายคือ การเร่งขยายผลในวงกว้าง ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก” <strong>นภดล </strong>กล่าว</p>
<h3>เชื่อม Global North สู่ Global South</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45439" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-03.jpg" alt="เอ็บบา ชอลล์" width="610" height="407" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-03.jpg 610w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/tcma-x-giz-net-zero-2050-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 610px) 100vw, 610px" /></p>
<p>ด้าน<strong>เอ็บบา ชอลล์</strong> <strong>อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย</strong> กล่าวว่า เยอรมนีให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม นโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ</p>
<p>“สำหรับเยอรมนี #MadeInGermany ไม่ได้หมายถึงแหล่งผลิต แต่สะท้อนมาตรฐานของนวัตกรรม คุณภาพ และแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้ว เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย” <strong>เอ็บบา ชอลล์</strong>  กล่าว</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และการยกระดับความพร้อมของภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต” <strong>เอ็บบา ชอลล์</strong>  กล่าว</p>
<h3>ภาครัฐเร่งกลไกสนับสนุนเปิดทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</h3>
<p><strong>ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์</strong> <strong>ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลง-</strong><strong>สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการผสานพลังของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ ในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ</p>
<p>ภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งพัฒนากรอบกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนสีเขียว และเครื่องมือทางการเงิน เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว</p>
<p>“ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างรูปแบบการลงทุนใหม่ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของไทย”<strong>ดร.กิตติศักดิ์</strong> กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ภาคเอกชนควรเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยี<br />
การบริหารจัดการข้อมูล และการปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับทิศทางกฎหมายและนโยบายที่จะเกิดขึ้น</p>
<p>“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว โดยภาครัฐพร้อมสนับสนุนผ่านมาตรการและกลไกทางการเงิน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” <strong>ดร.กิตติศักดิ์</strong> กล่าว</p>
<h3>ชู 3 เทคโนโลยีหลักขับเคลื่อน Net Zero</h3>
<p>การประชุมวิชาการครั้งนี้ เน้น 3 เทคโนโลยีสำคัญที่เป็นหัวใจของการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ได้แก่</p>
<ul>
<li>LC<sup>3</sup> (Calcined Clay Cement) ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การวิจัยพัฒนาวัสดุทดแทนปูนเม็ดซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลัก เหมาะสำหรับการลดคาร์บอนในระยะสั้น</li>
<li>CCUS เทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน สำหรับจัดการการปล่อยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก</li>
<li>Industrial AI ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ</li>
</ul>
<h3>จาก “ความร่วมมือ” สู่ “การเปลี่ยนผ่านจริง”</h3>
<p><strong>นภดล </strong>กล่าวย้ำว่า การบรรลุ Net Zero ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ</p>
<p>ความร่วมมือระหว่าง TCMA และ GIZ จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงแนวคิดสู่การปฏิบัติ และขยายผลในระดับอุตสาหกรรม ท้ายที่สุด ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากเป้าหมายที่ประกาศไว้ แต่จะวัดจากความสามารถในการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก และก้าวสู่การเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในอาเซียน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-x-giz-net-zero-2050/">TCMA ผนึกกำลัง GIZ สนับสนุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ขับเคลื่อนปูนไทยสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทช. ผนึกกำลัง S&#038;J ระดมนักดำน้ำ ฟื้นฟูปะการัง &#8211; ซ่อมทุ่นผูกเรือ – เก็บขยะทะเล มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวทะเลไทยอย่างยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/save-coral-sustain-the-sea/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 02:40:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[S&J]]></category>
		<category><![CDATA[SAVE CORAL]]></category>
		<category><![CDATA[SUSTAIN THE SEA]]></category>
		<category><![CDATA[กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ซ่อมทุ่นผูกเรือ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟื้นฟูปะการัง]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บขยะทะเล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45380</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ S&#38;J และเครือข่ายพันธมิตร จัดโครงการ &#8220;เอสแอนด์เจร่วมใจอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง&#8221; ภายใต้กิจกรรมซ่อมแซมทุ่นผูกเรือและดำน้ำเก็บขยะบริเวณแนวปะการัง SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA โดยมีอุกกฤต สดภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และธีระศักดิ์ วิกิตเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส แอนด์&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/save-coral-sustain-the-sea/">ทช. ผนึกกำลัง S&J ระดมนักดำน้ำ ฟื้นฟูปะการัง – ซ่อมทุ่นผูกเรือ – เก็บขยะทะเล มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวทะเลไทยอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ S&amp;J และเครือข่ายพันธมิตร จัดโครงการ &#8220;เอสแอนด์เจร่วมใจอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง&#8221; ภายใต้กิจกรรมซ่อมแซมทุ่นผูกเรือและดำน้ำเก็บขยะบริเวณแนวปะการัง SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA โดยมีอุกกฤต สดภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และธีระศักดิ์ วิกิตเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดกิจกรรมและกล่าวถึงความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยมีจตุรเทพ โควินทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 (ชลบุรี) ศรีสุดา เงินรุ่งเรือง ผู้อำนวยการส่วนบริหารทั่วไป ผู้แทนกองอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และเจ้าหน้าที่กรมฯ ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชน ประชาสังคม เครือข่ายจิตอาสานักดำน้ำ เข้าร่วมโครงการ ณ ท่าเรือแสมสารมารีน่า จังหวัดชลบุรี</strong></p>
<p><span id="more-45380"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45382" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02.jpg" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" width="850" height="567" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-03-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-04-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-06-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/save-coral-sustain-the-sea-07-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="SAVE CORAL, SUSTAIN THE SEA" /></a>

<p>โอกาสนี้ รองอธิบดีฯ ได้มอบอุปกรณ์เก็บขยะทะเล ทุ่นลอย และเชือก ให้แก่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 (ชลบุรี) และเครือข่ายอาสาสมัครนักดำน้ำ พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าร่วมกิจกรรม ก่อนปล่อยทีมเจ้าหน้าที่กรมฯ และอาสาสมัครลงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมทุ่นผูกเรือจำนวน 3 จุด บริเวณเกาะขาม และดำน้ำเก็บขยะ ฟื้นฟูแนวปะการังบริเวณเกาะจาน เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความปลอดภัยให้กับแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำ</p>
<p>ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กับบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ในการสำรวจและวิจัยสารที่เป็นอันตรายต่อปะการังในผลิตภัณฑ์กันแดด พร้อมผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารเคมีต้องห้าม 4 ชนิด ได้แก่ ออกซิเบนโซน (Oxybenzone หรือ Benzophenone-3 (BP-3)) ออกทินอกเซต (Octinoxate หรือ Ethylhexyl Methoxycinnamate) 4-เมทิลเบนซิลิดีนการบูร (4-Methylbenzylidene Camphor; 4-MBC) และ บิวทิลพาราเบน (Butylparaben) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเล</p>
<p>อีกทั้งสนับสนุนมาตรการคุ้มครองแนวปะการังของประเทศไทย ซึ่งโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และเครือข่ายนักดำน้ำอาสาสมัคร ในการลดขยะทะเล ฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทยคงความอุดมสมบูรณ์ สวยงาม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/save-coral-sustain-the-sea/">ทช. ผนึกกำลัง S&J ระดมนักดำน้ำ ฟื้นฟูปะการัง – ซ่อมทุ่นผูกเรือ – เก็บขยะทะเล มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวทะเลไทยอย่างยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/hrdi-royal-project-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 04:52:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านหนองเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45151</guid>

					<description><![CDATA[<p>สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้จากโครงการหลวงสู่การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นโซ้ข้อกลาง ขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าในพื้นที่บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ภายใต้แนวคิด &#8220;แก้ที่ปาก ได้ที่ป่า&#8221; จนสามารถยกระดับชุมชนที่เคยประสบปัญหารายได้ไม่มั่นคงและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม สู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่สูงของจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ้านหนองเขียวเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่จังหวัดผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ สวพส. ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทั้งด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบการผลิต และการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hrdi-royal-project-2026/">สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้จากโครงการหลวงสู่การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นโซ้ข้อกลาง ขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมุ่งเป้าในพื้นที่บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ภายใต้แนวคิด &#8220;แก้ที่ปาก ได้ที่ป่า&#8221; จนสามารถยกระดับชุมชนที่เคยประสบปัญหารายได้ไม่มั่นคงและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม สู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่สูงของจังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong></p>
<p><span id="more-45151"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45160" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1.jpg" alt="วิบูรณ์ แววบัณฑิต" width="320" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1-683x1024.jpg 683w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1-768x1152.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p1-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 320px) 100vw, 320px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>วิบูรณ์ แววบัณฑิต</strong></span> <strong>ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน</strong> กล่าวว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ้านหนองเขียวเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่จังหวัดผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ สวพส. ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทั้งด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบการผลิต และการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่ ช่วยให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงขึ้น พร้อมกับดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน</p>
<p>บ้านหนองเขียวเป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบนพื้นที่สูงของตำบลห้วยโป่ง ก่อนเริ่มโครงการ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่และทำไร่หมุนเวียน มีรายได้ไม่เพียงพอ ขาดอาชีพทางเลือก และยังไม่มีการวางแผนใช้พื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน แม้ชุมชนจะมีต้นทุนน้ำที่ดี แต่ยังขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในบางช่วงของปี</p>
<p>ในปี 2566 สวพส. และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลครัวเรือนและจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำแผนชุมชนและ Master Plan ร่วมกับชุมชน อบต.ห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบพัฒนาพื้นที่ในทิศทางเดียวกัน โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้จากการทำงานบนพื้นที่สูงของ สวพส. เป็นฐานในการออกแบบแนวทางพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45161" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2.jpg" alt="เดชธพล กล่อมจอหอ" width="320" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2-683x1024.jpg 683w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2-768x1152.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p2-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 320px) 100vw, 320px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>เดชธพล กล่อมจอหอ</strong></span> <strong>นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.)</strong> กล่าวว่า สวพส. ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการหลวงมาขยายผลในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบเกษตร การส่งเสริมพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง การผลิตพืชคุณภาพที่มีตลาดรองรับ ตลอดจนการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอาชีพและดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน</p>
<p>จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เกิดจากการส่งเกษตรกรบ้านหนองเขียว 2 คน เข้าร่วมกิจกรรมนักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน (นพส.) รุ่นที่ 2 ของ สวพส. เพื่อเรียนรู้แนวทางพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวง ก่อนนำความรู้กลับมาปรับใช้และถ่ายทอดต่อในชุมชน จนเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สวพส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งการสนับสนุนระบบน้ำ ปรับพื้นที่การเกษตร สนับสนุนโรงเรือนปลูกผัก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชผัก ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเตรียมสหกรณ์ จากจุดเริ่มต้นเพียง 2 คน ปัจจุบันการขยายผลครอบคลุม 6 กลุ่มบ้าน จำนวน 138 ครอบครัว ที่ร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ลดการเผา และใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p>ผลผลิตสำคัญของชุมชนในปัจจุบัน ได้แก่ ผักอินทรีย์ อะโวคาโด เสาวรสหวาน ถั่วลายเสือ มะม่วง กาแฟ และฟักทองญี่ปุ่น ขณะเดียวกันชุมชนยังพัฒนากลไกการรวมกลุ่มผ่าน &#8220;กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว&#8221; ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 57 ราย ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการออมของสมาชิก การพัฒนาคนทุกช่วงวัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45162" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3.jpg" alt="พัลลภ ปัญญา" width="320" height="480" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3-683x1024.jpg 683w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3-768x1152.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p3-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 320px) 100vw, 320px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>พัลลภ ปัญญา</strong></span> <strong>หัวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเฉพาะพื้นที่บ้านหนองเขียวและกลุ่มบ้านบริวาร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.)</strong> กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งเดิมทีมีอาชีพทำไร่หมุนเวียนและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยทางโครงการได้เข้าไปเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นโรงเรือนปลูกผักอินทรีย์ พร้อมประสานความร่วมมือกับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอนในการเข้าแก้ไขปัญหาดินเป็นกรดรุนแรง (ค่า pH 4.0 &#8211; 4.7) จนปัจจุบันสามารถส่งเสริมเกษตรกรได้แล้ว 15 ครัวเรือน รวม 30 โรงเรือน ควบคู่ไปกับการนำองค์ความรู้แบบโครงการหลวงมาถ่ายทอดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบ &#8220;กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว&#8221; เพื่อบริหารจัดการระบบตลาดที่แน่นอน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เสริมที่มั่นคงและสามารถพึ่งพาตนเอง และการพัฒนาคนทุกช่วงวัยได้อย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45152" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4.jpg" alt="รวีวรรณ ชลธารเสาวรส" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-p4-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>รวีวรรณ ชลธารเสาวรส</strong></span> <strong>เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว</strong> กล่าวว่า นอกจากการมีพืชทางเลือกและรายได้ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการได้รวมตัวกันผ่านกลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว ทำให้ชาวบ้านเริ่มวางแผนการผลิตร่วมกันมากขึ้น จากเดิมที่ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ปัจจุบันมีการรวบรวมผลผลิตและคัดคุณภาพร่วมกัน ช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตเป็นระบบมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพบนพื้นที่ของตนเอง</p>
<p>จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บ้านหนองเขียวสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 2.4 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากไม้ผลและกาแฟที่ส่งเสริมไว้เริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันบ้านหนองเขียวกลายเป็นแหล่งผลิตผักอินทรีย์รายใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจังหวัด</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45154" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02.jpg" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-03-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-04-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-05-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-06-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="150" height="150" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/hrdi-royal-project-2026-07-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail size-thumbnail" alt="สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง" /></a>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/hrdi-royal-project-2026/">สวพส. ขยายผลองค์ความรู้โครงการหลวง พลิกบ้านหนองเขียวสู่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่บนพื้นที่สูง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GIZ ส่งต่อ4  ปี โครงการ “MA-RE-DESIGN” นำร่อง 2 พื้นที่ เปลี่ยน ‘ขยะพลาสติก’ เป็นทรัพยากรที่มีค่า ปูทางเศรษฐกิจหมุนเวียน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/giz-ma-re-design/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 04:04:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[GIZ]]></category>
		<category><![CDATA[MA-RE-DESIGN]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันขยะทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบอย่างยั่งยืน]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44864</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนากลไกทางกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ. บรรจุภัณฑ์ และมาตรการ (Extended Producer Responsibility : EPR)  เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและลดปริมาณขยะอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยข้อมูลสถิติในแต่ละปีคาดว่ามีพลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทรถึง 11 ล้านตัน และอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี พ.ศ. 2583 ขณะที่ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยในชุมชนมากกว่า 27 ล้านตัน โดยคิดเป็นขยะพลาสติกราว 18 % MA-RE-DESIGN ทะเลไม่ใช่ปลายทางของขยะ โครงการ &#8220;การป้องกันขยะทะเลด้วยการลดการใช้ การออกแบบอย่างยั่งยืน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/giz-ma-re-design/">GIZ ส่งต่อ4  ปี โครงการ “MA-RE-DESIGN” นำร่อง 2 พื้นที่ เปลี่ยน ‘ขยะพลาสติก’ เป็นทรัพยากรที่มีค่า ปูทางเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนากลไกทางกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ. บรรจุภัณฑ์ และมาตรการ (Extended Producer Responsibility : EPR)  เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและลดปริมาณขยะอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยข้อมูลสถิติในแต่ละปีคาดว่ามีพลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทรถึง 11 ล้านตัน และอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในปี พ.ศ. 2583 ขณะที่ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยในชุมชนมากกว่า 27 ล้านตัน โดยคิดเป็นขยะพลาสติกราว 18 %</strong></p>
<p><span id="more-44864"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44866" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-02.jpg" alt="การป้องกันขยะทะเลด้วยการลดการใช้ การออกแบบอย่างยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก" width="600" height="624" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-02-288x300.jpg 288w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-02-150x156.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-02-481x500.jpg 481w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<h3>MA-RE-DESIGN ทะเลไม่ใช่ปลายทางของขยะ</h3>
<p>โครงการ &#8220;<strong>การป้องกันขยะทะเลด้วยการลดการใช้ การออกแบบอย่างยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติก&#8221; หรือโครงการ “MA-RE-DESIGN”</strong> จึงถูกริเริ่มขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ<strong> องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) </strong>ร่วมมือกับ<strong>กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)</strong> โดยได้รับงบโดยประมาณสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (BMUKN) เพื่อดำเนินงานในปี พ.ศ. 2565 – 2569</p>
<p>โครงการดังกล่าว ได้จัดตั้งขึ้นในปี 2566 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านหลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Eco-design) ให้กับภาคเอกชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสถาบันการศึกษา เพื่อนำหลักการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: D4R) และการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) มาใช้ในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ จึงได้ผลลัพธ์เป็นคู่มือ D4R ฉบับปรับปรุงใหม่, ข้อเสนอแนะทางกฎหมายเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน, การแลกเปลี่ยนความรู้ระดับนานาชาติร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี  รวมถึงสนับสนุนบริษัท 3 แห่งในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่ายขึ้นและใช้ประโยชน์จากวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรางวัลนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ประจำปี (Packaging Innovation Award) ยังกระตุ้นนักนวัตกรรมรุ่นใหม่และ SME ให้เห็นว่าการออกแบบที่ยั่งยืนสามารถส่งเสริมการแข่งขันทางธุรกิจได้</p>
<p>นอกจากนี้ โครงการฯ ยังร่วมให้ข้อมูลสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการใช้ระบบ EPR โดยจัดทำคู่มือการคำนวณค่าธรรมเนียม EPR, ข้อเสนอการจัดตั้งองค์กรความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organisation: PRO) ที่สอดคล้องกับบริบทของไทย และข้อเสนอแนะทางกฎหมายที่สอดรับกับมาตรฐานสากล เพื่อพัฒนารากฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษในการพัฒนานโยบายและข้อบังคับที่จำเป็นต่อการบังคับใช้ระบบ EPR ในอนาคต</p>
<h3>ความสำเร็จในพื้นที่สู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44867" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-03.jpg" alt="อัลวาโร่ ซูริต้า" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">อัลวาโร่ ซูริต้า</span> ผู้อำนวยการโครงการ MA-RE-DESIGNจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</strong>  กล่าวว่า โครงการ “MA-RE-DESIGN” ได้บรรลุผลการดำเนินงานที่สำคัญภายหลังจากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการสะท้อนผ่านการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ เ<strong>ทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง และเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี </strong>ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศทางทะเลสำคัญและเผชิญความเสี่ยงสูงหากขาดการจัดการขยะที่เหมาะสม โดยนำมาตรการจัดการขยะที่ชัดเจนมาใช้เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกเกิดขึ้นจริงภายในพื้นที่</p>
<p>นอกจากนี้ โครงการฯ  ยังได้ขยายผลสู่ระดับภูมิภาคผ่านความร่วมมือกับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)  ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ร่วมกับประเทศอื่นๆ อีก 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจและ WWF Thailand ในการลดการรั่วไหลของพลาสติกสู่ธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำแนวปฏิบัติที่ดีจากนานาชาติมาปรับใช้และแบ่งปันความสำเร็จของตนเองในเวทีระดับสากลได้</p>
<p>“แม้ว่าโครงการจะเสร็จสิ้นลง แต่การจัดการขยะพลาสติกถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องดำเนินต่อไปเสมือนฟันเฟืองในเครื่องยนต์ ซึ่งความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการจัดทำกรอบระเบียบและข้อบังคับทางกฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นรากฐานในการบังคับใช้นโยบายตามที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว” <strong>อัลวาโร่ </strong>กล่าว</p>
<h3>เปลี่ยนขยะกลับเข้าสู่ระบบไม่ใช่หลุดสู่ทะเล</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44868" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-04.jpg" alt="เอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เอกนฤน อริยวงศ์วิวัฒน์</span> ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้จัดการโครงการ WWF ประเทศไทย </strong>กล่าวว่า การดำเนินงานของ WWF ได้สร้างการเชื่อมโยงส่วนที่ขาดหายไปแทนการตั้งคำถามเรื่องปริมาณการเก็บขยะ เพื่อให้วัสดุมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบ โดยกระบวนการทำงานในภาคสนามเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ผ่านเส้นทางการจัดการขยะ เพื่อระบุจุดที่ต้องได้รับการยกระดับและเชื่อมต่อให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ โดยข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาแปลงเป็นแผนปฏิบัติการที่กำหนดลำดับความสำคัญร่วมกับเทศบาลและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงมากกว่าเพียงแค่การทำรายงานข้อเสนอแนะ</p>
<p>ภายใต้โครงการ “MA-RE-DESIGN” WWF เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อการขนส่งวัสดุจากเกาะกลับเข้าสู่ฝั่งเพื่อส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิล ในพื้นที่เทศบาลนครตรัง  จังหวัดตรัง และพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมถึงการจัดตั้งระบบมัดจำคืนเงิน (Deposit Return System: DRS) การขยายจุดเติมน้ำเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การสร้างระบบขนส่งย้อนกลับสำหรับขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ และการจัดตั้งธนาคารขยะชุมชน จนปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่าได้กลายมาเป็นผู้นำในการจัดการขยะบนเกาะได้สำเร็จ</p>
<p>นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นยังถูกส่งต่อสู่ระดับภูมิภาคผ่านเครือข่ายของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และหน่วยงานประสานงานทางทะเลเอเชียตะวันออก (COBSEA) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกับประเทศภาคีสมาชิกอื่นๆ ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการขยะพลาสติกในระดับสากลต่อไป</p>
<h3>พื้นที่นำร่อง “ขยะมีค่าเกาะเต่า” เปลี่ยน “วิกฤตขยะ” สู่การเป็น “Living Lab” ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44869" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-05.jpg" alt="ศรายุทธ ธนะโสธร" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-05.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-05-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศรายุทธ ธนะโสธร</span> ประธานวิสาหกิจชุมชน ขยะมีค่าเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี</strong> กล่าวว่า เกาะเต่ามีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตร แต่ต้องแบกรับจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 700,000 คนต่อปี และปริมาณขยะอีกกว่า 30 ตันต่อวัน ภายใต้การสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จากโครงการ ชุมชนได้เปลี่ยนผ่านจากการรับมือกับ “วิกฤตขยะ” สู่การเป็น “Living Lab” ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพลิกมุมมองจากการเห็นขยะเป็นภาระ มาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ผ่านการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การพัฒนาระบบภาชนะหมุนเวียน (Reusable Packaging) และการรักษามูลค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งผลให้เกาะเต่าสามารถสร้างโมเดลการจัดการทรัพยากรที่ก้าวข้ามการแก้ปัญหาปลายทางไปสู่การออกแบบทั้งระบบ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44870" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-06.jpg" alt="วิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่า" width="600" height="498" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-06.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-06-300x249.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-06-150x125.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/giz-ma-re-design-06-500x415.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “วิสาหกิจชุมชนขยะมีค่าเกาะเต่า” และธนาคารขยะที่สามารถจัดการขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำที่เป็นปัญหาสะสมของพื้นที่มาอย่างยาวนานให้กลับเข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ปัจจุบันหลายประเทศกำลังร่วมสร้างกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษจากพลาสติกผ่านคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (INC) ในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังขับเคลื่อนกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) รวมถึงกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดภาระสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและผู้ผลิตชาวไทยโดยตรง</p>
<p><strong>ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ MA-RE-DESIGN มาตลอด 4 ปีจะช่วยขับเคลื่อนไทยในการบริหารจัดการพลาสติกในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/giz-ma-re-design/">GIZ ส่งต่อ4  ปี โครงการ “MA-RE-DESIGN” นำร่อง 2 พื้นที่ เปลี่ยน ‘ขยะพลาสติก’ เป็นทรัพยากรที่มีค่า ปูทางเศรษฐกิจหมุนเวียน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>UNDP จับมือกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ktb-undp-sgp-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:18:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[SGP]]></category>
		<category><![CDATA[UNDP]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ความหลากหลายทางชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44637</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย : โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ktb-undp-sgp-2026/">UNDP จับมือกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย :<strong> โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) </strong>ร่วมกับ<strong>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong> เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย</p>
<p><span id="more-44637"></span></p>
<p>การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม</p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p>ข้อมูลจากโครงการ Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) ของ UNDP ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 70% ของประเทศไทยพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 10% ของโลก รวมถึงพืชกว่า 15,000 ชนิด ความมั่งคั่งทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจหลัก เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ และการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อธรรมชาติยังคงไม่เพียงพอ โดยประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านการเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ความร่วมมือระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทย ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดช่องว่างดังกล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44639" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-02.jpg" alt="ประเสริฐ ศิรินภาพร" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ประเสริฐ ศิรินภาพร</strong></span>  <strong>รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม </strong>กล่าวว่า ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินนโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ชุมชนคือพันธมิตรสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การลงทุนในผู้นำท้องถิ่น นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยเปลี่ยนแผนงานระดับชาติให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับผู้คน ธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44640" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-03.jpg" alt="นีฟ คอลิเออร์-สมิธ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>นีฟ คอลิเออร์-สมิธ</strong></span> <strong>ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย </strong>กล่าวว่า บทต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ในโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งช่วยปกป้องธรรมชาติ เสริมสร้างรายได้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กของ UNDP-GEF เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ภาคการเงินและภาคเอกชนสามารถกลับมาลงทุนในชุมชนทั่วประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และเราขอเชิญชวนพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้</p>
<p>ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทยในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ</p>
<p>ความร่วมมือดังกล่าวจะผสานประสบการณ์ของ UNDP ในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เข้ากับบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sustainability Partner) เพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของตนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกในระยะยาว</p>
<p>หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กในการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนในพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) สูงถึง 2.46 เท่าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44641" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-04.jpg" alt="กฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ" width="600" height="400" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/ktb-undp-sgp-2026-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>กฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ</strong></span> <strong>ผู้บริหารสายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย </strong>กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อชุมชนได้รับโอกาส การสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือภายใต้แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นการร่วมสร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ”</p>
<p>ภายในงานเปิดตัวความร่วมมือ ผู้แทนจากชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีและครอบครัวเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำพุงตอนบน จังหวัดเลย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่าการสนับสนุนจาก SGP ช่วยต่อยอดความคิดริเริ่มในชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อผู้คนและโลกได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และโอกาสในการขยายผลรูปแบบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นภายใต้การดำเนินงานระยะใหม่ของแผนงาน</p>
<p>แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและดำเนินงานมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนมากกว่า 30,000 โครงการในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ktb-undp-sgp-2026/">UNDP จับมือกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
