รายงาน Living Planet Report (LPR) 2026 ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ขนาดประชากรโดยเฉลี่ยของสัตว์ป่าทั่วโลกที่มีการติดตามลดลงถึง 73% ในช่วง 52 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรายงานยังพบว่า ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ หากสังคมร่วมกันสร้าง “จุดพลิกผันเชิงบวก” ในระบบพลังงาน อาหาร และการเงิน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะใกล้เคียงกับรายงานฉบับก่อนหน้า แต่การเพิ่มข้อมูลประชากรสัตว์และขยายช่วงเวลาการวิเคราะห์ยังคงตอกย้ำถึงแรงกดดันที่ธรรมชาติกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัย การใช้ทรัพยากรเกินขนาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมไม่ได้หมายความว่าสัตว์ป่าทุกชนิดกำลังลดจำนวนลงในอัตราเดียวกัน รายงานยังพบว่าประชากรสัตว์บางส่วนมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าความพยายามอนุรักษ์ที่มีเป้าหมายชัดเจนและดำเนินการต่อเนื่องสามารถช่วยให้ธรรมชาติฟื้นตัวได้
สำหรับประเทศไทย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการฟื้นตัวของประชากรเสือโคร่ง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนสัตว์ผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพในการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ และความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ องค์กรอนุรักษ์ และชุมชนท้องถิ่น

สัตว์ป่าบางชนิดฟื้น แต่ความหลากหลายทางชีวภาพยังวิกฤต

รัฐพล พิทักษ์เทพสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ และผู้อำนวยการส่วนงานกลุ่มป่าไม้ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) กล่าวว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรสัตว์ป่าโดยรวมเริ่มทรงตัว แต่จำนวนสปีชีส์ในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าสัตว์บางชนิดมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือฟื้นตัวได้ดี เช่น ประชากรเสือโคร่งทั่วโลก เต่าหลังเขียว วาฬสีน้ำเงิน/ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน และพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล โดย 4 ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพทั่วโลกล้วนมาจาก ระบบการผลิตอาหาร การผลิตและการใช้พลังงาน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และกิจกรรมการสนับสนุนทางการเงินหรือการลงทุน
“ภาพรวมสถานการณ์ป่าไม้ของไทยในปัจจุบัน พบพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยประเภทป่าไม้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่พื้นที่ระบบนิเวศทางทะเล น้ำจืด และแม่น้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำโขง กลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งในด้านคุณภาพน้ำและจำนวนชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่ลดลงอย่างสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก” รัฐพล กล่าว

เสือโคร่งไทยจาก 40 ตัว สู่กว่า 200 ตัว
รัฐพล กล่าวว่า สถิติประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยบ่งบอกถึงความสำเร็จของการดำเนินงานอนุรักษ์ระยะยาวกว่า 10 ถึง 20 ปี โดยจากข้อมูลการจำแนกลวดลายเสือโคร่งผ่านกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trapping) พบว่า ในปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยมีประชากรเสือโคร่งระบุตัวตนได้ประมาณ 40 ตัว แต่ในปี พ.ศ. 2569 จำนวนเสือโคร่งได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 210 ถึง 253 ตัว
ความสำเร็จนี้เกิดจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่และชุมชน โดยในเชิงนิเวศวิทยา เสือโคร่งทำหน้าที่เป็นผู้ล่าสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร (Top Predator) ที่คุมประชากรสัตว์กินพืชและผู้ล่าระดับรองอย่างหมาใน หากประชากรเสือโคร่งสมบูรณ์ จะช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศพืชและสัตว์ทั้งหมด ไม่ให้สัตว์บางชนิดมีมากเกินไปจนทำลายโครงสร้างป่า
ทั้งนี้ เสือโคร่งแต่ละตัวต้องใช้พื้นที่ครอบครองหลายตารางกิโลเมตรและไม่สามารถอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกันได้ แม้ผืนป่าตะวันตกจะมีศักยภาพรองรับประชากรเสือโคร่งได้เพิ่มขึ้นจาก 200 ตัว เป็น 400 ตัว แต่การขยายประชากรยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่และการกระจายตัวไปยังผืนป่าตอนบน
ปัญหาไฟป่า – ล่าสัตว์ป่า ภัยคุกคามเสือโคร่ง
เมื่อถามถึงปัจจัยคุกคามที่ขัดขวางการขยายประชากรของเสือโคร่งและสัตว์ป่า รัฐพล กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าในพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้งบริเวณรอยต่อผืนป่าตอนเหนือขึ้นไปจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไฟป่าที่เกิดขึ้นถี่ได้ทำลายแหล่งหาอาหารและส่งผลให้สัตว์ที่เป็นเหยื่อลดลง เสือโคร่งจึงต้องย้ายกลับลงมายังป่าตอนล่างและไม่สามารถขยายถิ่นที่อยู่ได้ รวมถึงภัยคุกคามจากการล่าสัตว์ป่าผิดกฎหมายและการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติเนื่องจากเสือโคร่งมีมูลค่าสูงนอกประเทศ
กรณีศึกษาเสือโคร่ง “แกมม่า”
ความสำคัญของแนวเชื่อมต่อทางนิเวศวิทยา (Ecological Corridor) ได้รับการยืนยันผ่านกรณีศึกษาของเสือโคร่งหนุ่มชื่อ “แกมม่า” ซึ่งกำเนิดที่อุทยานแห่งชาติคลองลานในปี พ.ศ. 2566 ต่อมาได้หายไปจากกล้องดักถ่าย และไปปรากฏตัวอีกครั้งที่น้ำตกพาเจริญ บริเวณกลุ่มป่าคอร์ริดอร์ ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามพื้นที่ป่าธรรมชาติ ป่าชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรม รวมระยะทางกว่า 120 กิโลเมตร ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า สัตว์ป่าจำเป็นต้องมีเส้นทางเคลื่อนย้ายเพื่อขยายถิ่นฐานและป้องกันปัญหาพันธุกรรมเลือดชิด ดังนั้น การอนุรักษ์จึงไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงในเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการพื้นที่แนวเชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติคลองลาน อุ้มผาง แม่ปิง และอมก๋อย ให้มีความปลอดภัย มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และเหยื่อที่เพียงพอ
ขับเคลื่อนพื้นที่นำร่อง 10 แห่งแรกในจังหวัดตาก ภายใต้ OECM
เพื่อปิดช่องว่างการอนุรักษ์นอกเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ ประเทศไทยได้นำกรอบแนวคิด OECM (Other Effective Area-based Conservation Measures) ซึ่งเป็นกลไกสากลเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างองค์กรอนุรักษ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมป่าไม้ และชุมชนท้องถิ่น โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ พื้นที่นั้นต้องไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ดูแลโดยชุมชน ภาคเอกชน หรือป่าชุมชน เห็นได้ชัดจากการประกาศยกระดับพื้นที่นำร่อง OECM ชุดแรกจำนวน 10 แห่งในไทย ซึ่งเป็นป่าชุมชนในเขตจังหวัดตาก บริเวณผืนป่าแม่ปิง คอร์ริดอร์ และพื้นที่ใกล้เคียงเตรียมการอุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย โดยกรอบแนวคิดดังกล่าวช่วยให้งานอนุรักษ์ของชุมชนได้รับการยอมรับในระดับสากล และได้รับคะแนนนำในการเข้าถึงแหล่งทุนสิ่งแวดล้อม ทั้งจากกองทุนในประเทศ ภาคเอกชน และกองทุนระดับโลก
รัฐพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้นำกรอบ OECM ไปใช้ประเมินและจัดเกณฑ์ป่าชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณสนับสนุนได้อย่างตรงจุด ในส่วนของเป้าหมายระดับโลกในปี 2573 สากลได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้ 30% ทั้งทางบกและทางทะเล สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทางบกคิดเป็น 25% ถึง 27% ซึ่งขาดอีกเพียง 3% ก็จะบรรลุเป้าหมาย 30%
“การขับเคลื่อนป่าชุมชนให้เป็น OECM จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย 30% ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องประกาศป่าอนุรักษ์ของรัฐเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานสูงและอาจสร้างความขัดแย้งกับชุมชน” รัฐพล กล่าว