เหตุการณ์อุทกภัยครั้งรุนแรงในเนปาลที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สร้างความเสียหายต่อชีวิต ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของโลกที่ “วิกฤต” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่สามารถเชื่อมโยงและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ ความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
ภาพของวิกฤตดังกล่าวสอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ที่ถูกหยิบมาถอดรหัสในงาน ESGNIVERSE 2026: POLYCRISIS PULSE ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ‘ความยั่งยืน’ ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดย Brand Buffet ร่วมกับ SD Thailand ที่เปิดเวทีให้ภาคธุรกิจ ผู้นำองค์กร นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้สนใจด้าน ESG ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมค้นหากลยุทธ์รับมือกับโลกที่ความเสี่ยงกำลังเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่
ESG ต้องสร้างเป็น ‘Branded ESG’

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การดำเนินงานด้าน ESG ในมุมมองใหม่จะต้องก้าวข้ามการทำเพียงเพื่อเป็นกิจกรรมเสริม แต่ต้องพัฒนาไปสู่การเป็น “Branded ESG” ที่สามารถสร้างการรับรู้และส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงคือการมี “Strategic Mindset” หรือการคิดอย่างมีชั้นเชิงและมีจุดมุ่งหมาย มากกว่าการทำเพียงเพื่อให้จบไปตามหน้าที่
ประเทศไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการเป็นเพียงผู้บริโภคหรือฐานการผลิต ไปสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมและแบรนด์ที่มีศักยภาพระดับโลก ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของประเทศจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถสร้าง “Global Brand” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เนื่องจากปัจจุบันไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของการขายเพียงตัวสินค้าแต่กลับต้องซื้อแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง การสร้างการเติบโตใหม่จึงต้องอาศัยกระบวนการ ที่มีประสิทธิภาพในการปั้นทรัพยากรที่มีอยู่ให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกยอมรับ
เปลี่ยน Food Waste เป็น Surplus Food สร้างคุณค่าจากอาหารที่ไปต่อได้

ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ SOS Thailand กล่าวถึงประเด็นการจัดการขยะอาหารในประเทศไทยว่า สถานการณ์ขยะอาหารในประเทศไทยปัจจุบันถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยข้อมูลจากการศึกษาระบุว่าคนไทย 1 คน สร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ประมาณ 79 กิโลกรัมต่อปี ส่งผลให้ในแต่ละปีประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารพุ่งสูงถึง 12,000 ล้านกิโลกรัม
โดยปริมาณอาหาร 4,800 ล้านกิโลกรัม ยังเป็นอาหารที่สามารถบริโภคได้จริงแต่กลับถูกส่งต่อไปยังหลุมฝังกลบ และใช้เวลาในการย่อยสลายนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น กะหล่ำปลี 1 หัว อาจใช้เวลาถึง 7-20 ปีในการย่อยสลาย ซึ่งหมายถึงการปลดปล่อยก๊าซมีเทนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงทำให้สูญเสียทรัพยากรต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งแรงงาน พลังงานในการขนส่ง และต้นทุนการจัดการขยะของภาครัฐที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมที่เก็บจากประชาชนถึง 10 เท่า
มูลนิธิรักษ์อาหาร หรือ SOS ประเทศไทย จึงเริ่มต้นขึ้น ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนมุมมองจาก “ขยะอาหาร” (Food Waste) สู่ “อาหารส่วนเกิน” (Surplus Food) ซึ่งหมายถึงอาหารที่ยังมีคุณภาพดี ปลอดภัย และบริโภคได้ แต่หมดเวลาวางจำหน่ายตามมาตรฐานของธุรกิจ โดย SOS ทำหน้าที่เป็น “ธนาคารอาหาร” (Food Bank) หรือตัวกลางในการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่การควบคุมอุณหภูมิด้วยรถขนส่งห้องเย็นที่รองรับทั้งอาหารสดและแช่แข็ง การตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหารแบบ 100% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไปจนถึงการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการออกรายงานข้อมูลตัวเลขเพื่อนำไปใช้ในรายงานด้าน ESG Scope 3 สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อาณาจักรอาหาร iberry ร่วมขับเคลื่อน ESG

อัจฉรา บุรารักษ์ ผู้ก่อตั้ง iberry Group กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนของไอเบอร์รี่ กรุ๊ป คือการบูรณาการ 3 มิติหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรมนุษย์ และความมั่นคงทางธุรกิจ ให้ดำเนินไปพร้อมกันอย่างสมดุล โดยกลุ่มธุรกิจของเราให้ความสำคัญกับ Local Sourcing กว่า 90% ของวัตถุดิบในเมนูอาหารมาจากแหล่งผลิตภายในประเทศ มีการใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา และการสร้างมิตรภาพกับเกษตรกรโดยตรงมากกว่าการพิจารณาเพียงปัจจัยด้านราคา เช่น การคัดสรรน้ำตาลปี๊บออร์แกนิคจากเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี
ขณะที่ “การบริหารจัดการขยะและของเสีย” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ iberry ที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและดูแลสิ่งแวดล้อม โดยนำเศษเนื้อไก่จากการตัดแต่งในแบรนด์หนึ่งมาสร้างสรรค์เป็นเมนูหลักในแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวไก่มะละกา” เพื่อลดการทิ้งวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปยังวัสดุอื่น ๆ เช่น การนำจานชามที่แตกบิ่นมาบดเพื่อผลิตเป็นกระเบื้องเซรามิกปูพื้นร้านบ้านเก่าที่จังหวัดภูเก็ต หรือการนำเศษปูนจากการทุบตึกเก่ามาบดเป็นอิฐเพื่อสร้างออฟฟิศใหม่
ต้นทุนวิกฤตภูมิอากาศจ่อกระทบทุกภาคส่วน

ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วิกฤตภูมิอากาศในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ แม้ปัจจุบันจะมีการรณรงค์เรื่อง Net Zero หรือความยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงปริมาณการปล่อยก๊าซยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่มีการปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 12 ก่อนจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง จากนโยบายปัจจุบัน คาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 ถึง 2.9 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2100
“ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อประชากรรุ่นเด็กที่เกิดใหม่จนถึงอายุ 8 ปี เนื่องจากจะต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่ร้อนจัดต่อเนื่องไปอีกกว่า 80 ปี โดยไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ แม้จะหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในวันนี้ แต่ผลกระทบจากการสะสมของก๊าซจะยังคงดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ถึง 30 ปี” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว
วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ว่า รายได้ของเกษตรกรจะลดลง 9% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างหนักโดยเฉพาะตามหมู่เกาะต่าง ๆ ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วไปจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเฉลี่ย 12% จากการใช้เครื่องปรับอากาศที่หนักขึ้นตามอุณหภูมิ “ความรู้สึกร้อน” (Feel Like) ที่อาจพุ่งสูงถึง 51-53 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่
เวที ESGNIVERSE 2026 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อน ESG ในวันนี้จำเป็นต้องก้าวพ้นจากการทำเพื่อ “ให้ครบตามเกณฑ์” ไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่ทั้งในระดับองค์กร เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ การสร้างระบบจัดการทรัพยากรและอาหารส่วนเกิน การออกแบบธุรกิจบนฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปจนถึงการเตรียมรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศที่กำลังสร้างต้นทุนมหาศาลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต