<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Highlight Stories | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/highlight-stories/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Jun 2026 07:45:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Highlight Stories | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 07:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[AVEVA]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Grid 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[ซอฟต์แวร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44607</guid>

					<description><![CDATA[<p>AVEVA บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Electric ล่าสุด AVEVA กำลังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ผ่านยุทธศาสตร์ Smart Grid 2.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนพลังงานของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน Ann Moore ผู้ดำรงตำแหน่ง Industry Principal ด้าน Power and Utilities แห่ง AVEVA&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/">AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>AVEVA</strong> บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Electric ล่าสุด AVEVA กำลังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ผ่านยุทธศาสตร์ Smart Grid 2.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนพลังงานของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p><span id="more-44607"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44609" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02.jpg" alt="Ann Moore" width="600" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">Ann Moore</span> ผู้ดำรงตำแหน่ง Industry Principal ด้าน Power and Utilities แห่ง AVEVA </strong>มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคมากกว่า 20 ปี และเสริมว่าด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 60 ปีของ AVEVA ในเรื่อง Engineering Designs และ Construction ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า AVEVA มีโซลูชันครบทุก Lifecycle ของอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยงานได้ทุกอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค</p>
<p><strong>Ann Moore </strong>ได้ให้ทัศนะเชิงลึกว่า ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค มีข้อมูล (Data) เป็นรากฐานสำคัญ ยิ่งอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ข้อมูลยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นปริมาณมหาศาล ห่วงโซ่มูลค่าของข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่การผลิต ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงไปยังสถานีย่อยและการจ่ายไฟฟ้าไปยังผู้บริโภคเมื่อ 15-20 ปีที่แล้วจะพูดถึง Data Mining, Smart Metering และ SCADA เพื่อดูแลระบบส่งไฟฟ้ารูปแบบเก่า เป็นการส่งกำลังไฟฟ้าทางเดียวจากโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ไปยังผู้บริโภค การสื่อสารข้อมูลเป็นแบบรวมศูนย์ทางเดียว แต่ปัจจุบันนี้ โครงข่ายไฟฟ้าของไทยมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามากขึ้น การเติบโตทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ตัวอย่างเช่น โซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop ) หรือการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่บ้าน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้แค่ใช้พลังงานอย่างเดียว แต่เป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานและเป็นผู้บริโภคด้วย  ก่อเกิดการสื่อสารข้อมูลแบบสองทางหรือหลายทางมากยิ่งขึ้น จึงมีปริมาณข้อมูลจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีก การเก็บข้อมูลแบบไซโล (Silos) หรือข้อมูลแบบแยกส่วนกลายเป็นอุปสรรค หน่วยงานจึงต้องการแนวทางที่เป็นองค์รวม และจำเป็นต้องมีการมองเห็นข้อมูลแบบบูรณาการครบวงจร (Visibility) และเข้าถึงข้อมูลได้ โดยมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะจำนวนมากที่ราคาไม่แพง สามารถส่งคืนข้อมูลได้ทั้งหมดจาก Internet of Things (IoT) จากอุปกรณ์ภาคสนามเพื่อนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการตัดสินใจ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลอย่างเดียวนั้นไม่พอ หน่วยงานจะต้องบูรณาการข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก Solution AVEVA เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้  โดยเป็น Data Platform ที่บูรณาการแบบครบวงจร ในการดำเนินงานด้านการส่งไฟฟ้าหรือแม้แต่การผลิตสามารถใช้แพลตฟอร์มของ AVEVA เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือ (Reliability) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปฏิบัติการแบบเรียลไทม์ ทำให้ระบบการดำเนินงานเป็นอัจฉริยะ (Operational Intelligence)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44610" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="337" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>AVEVA มีโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการประสิทธิภาพของสินทรัพย์ (Asset Performance Management) เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้า หรือการส่งและจำหน่ายนั้นมีสินทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นมีราคาแพงมาก และคงไม่ต้องการให้ไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนไว้ AVEVA จะตรวจสอบสภาพสินทรัพย์ทั้งหมดและระยะเวลาใช้ในการใช้งานของอุปกรณ์ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของตารางการบำรุงรักษาได้  ซึ่งสามารถช่วยปกป้องสินทรัพย์และยืดอายุการใช้งานได้</p>
<p>ด้านวิศวกรรม AVEVA มีระบบ 3 มิติ (3D) ทั้งการออกแบบวิศวกรรมและการวาดภาพ ดังนั้นจึงมีภาพจำลองเสมือนจริงแบบ 3 มิติของสินทรัพย์ทางกายภาพ สิ่งที่เป็นที่นิยมมากขณะนี้คือ แบบจำลองเสมือนจริงของโรงงาน (Digital Twin) ที่ไม่ใช่แค่การทำให้สินทรัพย์เป็นดิจิทัล แต่ยังสร้างภาพจำลองเสมือนของสินทรัพย์จริงขึ้นมาด้วย ซึ่งมีข้อมูลแบบเรียลไทม์และข้อมูลย้อนหลัง และยังมีแบบจำลองความเชื่อมโยงอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44611" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="338" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-150x85.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-500x282.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>นอกจากนั้นโซลูชันของ AVEVA ยังเป็นระบบ Hybrid คือรูปแบบการทำงานของซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมที่ผสานการทำงานระหว่างระบบภายในองค์กร (On-Premises/Edge) กับระบบคลาวด์ (Cloud) เข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บ ประมวลผล และดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่โดยไม่ต้องละทิ้งระบบเดิมที่มีอยู่ และเป็นคลาวด์เนทีฟ (Cloud Native) ซึ่งช่วยเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมดในการคาดการณ์และพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยคลาวด์เนทีฟจะสร้างระบบนิเวศพลังงาน (Energy Ecosystem) ซึ่งจะมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันบนคลาวด์ ทำให้โซลูชันของ AVEVA ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44612" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="337" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>AVEVA ยังมีโซลูชันไปไกลกว่า Data-Driven โดยเป็น AI-Driven Analysis ที่เรียกว่า Industrial AI Assistant คือเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) สำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูล ถาม-ตอบปัญหาทางเทคนิค หรือสรุปข้อมูลการทำงานด้วยการพิมพ์หรือพูดภาษาธรรมชาติ ผ่านแชทอินเทอร์เฟซ โดยไม่ต้องตั้งค่าชุดคำสั่งหรือแดชบอร์ดที่ซับซ้อน</p>
<p>อีกหนึ่งความท้าทาย คือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) AVEVA มีโซลูชันที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ โดยสามารถตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานได้ เช่น การตรวจจับการบุกรุก สินทรัพย์ในระบบไฟฟ้า เช่น เซิร์ฟเวอร์ ไฟร์วอลล์ หรือระบบไอทีที่จะต้องตรวจสอบและส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีความผิดปกติ ซึ่งเป็นการตรวจสอบสินทรัพย์เชิงรุก นอกจากความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว ความปลอดภัยทางกายภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา เคยมีเหตุการณ์สถานีไฟฟ้าถูกบุกรุก ทำให้ไฟดับไปทั้งชุมชน พลังงานจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปกป้อง</p>
<p>“โซลูชันของ AVEVA สามารถตรวจสอบได้ ถ้ามีคนพยายามแฮกหรืออะไรก็ตาม จะตรวจจับได้เหมือนกับอุปกรณ์ของคุณ ถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป หรือความดันสูงเกินไป องค์กรที่ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนทันที ทุกอย่างคือเรื่องของข้อมูลและการนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ” Ann <strong>Moore</strong> กล่าว</p>
<p><strong>Ann Moore</strong> กล่าวว่า AVEVA มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบไฟฟ้าของไทยให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และ บีกริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) ซึ่งเป็นคู่ค้ามายาวนาน โดย AVEVA ได้ติดตั้งระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม (AVEVA PI System) ซึ่งเป็น Data Platform ระดับอุตสาหกรรม ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เครื่องจักร และระบบควบคุมในโรงงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นหัวใจสำคัญในการทำ Data Analytics ให้แก่ทั้งสองหน่วยงาน เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีข้อมูลสินทรัพย์ การดำเนินงาน และการบำรุงรักษามาก  อีกทั้งยังมีแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน จึงต้องบูรณาการข้อมูลเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานกำลังสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้แพลตฟอร์มข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวที่บูรณาการไว้แล้ว ทำให้ลูกค้าซึ่งใช้ AVEVA PI System ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก</p>
<p>สำหรับโครงการ Smart Grid 2.0 ของไทย ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มุ่งเน้นการรองรับพลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม) และรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ผู้ใช้&#8221; มาเป็น &#8220;ผู้ผลิตและขายไฟฟ้า&#8221; (Prosumer) ได้ <strong>Ann Moore </strong>ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าโครงการ Smart Grid 2.0 คือการทำให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เนื่องจากภูมิทัศน์ของพลังงานกำลังเปลี่ยนไป มีความเคลื่อนไหวและซับซ้อนมากขึ้น  ขณะนี้มีระบบที่เรียกว่า Behind the Meter (BTM)  ที่เกิดขึ้นในบ้าน มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งแอร์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์  และยังมีโซลาร์บนหลังคาที่ผลิตไฟเองด้วย ทำให้ระบบ BTM มีความซับซ้อนมากขึ้น</p>
<p>การจะบริหารจัดการดูแลระบบ Smart Grid 2.0 ที่ซับซ้อนต้องมีระบบ Data Platform อย่าง AVEVA ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ บูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียว รวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Data Silos) จากหลายระบบให้เป็นระเบียบ มองเห็นสินทรัพย์ในระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็นภาพจำลองเสมือน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายเวลาที่เครื่องจักรหรือสินทรัพย์ใดมีปัญหา ช่วยลดดาวน์ไทม์ และประหยัดพลังงาน และรองรับการทำงานแบบ Hybrid ทำงานร่วมกันได้ทั้งบนเซิร์ฟเวอร์ (Edge) และระบบคลาวด์ (Cloud) มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง และเป็นทั้ง Data-Driven และ AI-Driven Analysis</p>
<p><strong>Ann Moore</strong> กล่าวถึงโครงการ Smart Grid 2.0 จะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยุคดิจิทัล ที่กำลังมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ AI โดยที่ปัญหาสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์คือการส่งกำลังไฟฟ้าไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างไรให้เพียงพอ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งสิ้นเปลืองไฟฟ้ามหาศาล โครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแล้วจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย  ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้มีการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย แทนที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น เช่น การเพิ่มความจุของสายส่งเพื่อแก้ปัญหาความแออัด  ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายตัวและแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าได้</p>
<p>โครงการ Smart Grid 2.0 ยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องความยืดหยุ่น (Resilience) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ของการจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากสภาพอากาศที่รุนแรงด้วย เช่น พายุไต้ฝุ่นในสหรัฐอเมริกา มีไฟป่าจากสภาพอากาศที่แห้งจัด แม้แต่แคนาดาหรือชายฝั่งตะวันออกที่เคยชื้นก็ยังมีไฟป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกต้องเจอและเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จึงต้องการการพยากรณ์ที่ดีขึ้นโดยใช้ AI มาช่วยสร้างแบบจำลอง และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำนายภัยพิบัติเหล่านี้</p>
<p>อีกประเด็นที่มีความสำคัญ คือ ความสามารถในการจ่ายได้ของประชาชน  คือทำอย่างไรให้ไฟฟ้ามีราคาที่จ่ายได้สำหรับทุกคน และต้องมีความเท่าเทียมกันด้วย ในสหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับคำนี้มาก  เมื่อมีนโยบายจากรัฐ ผู้กำกับดูแล (Regulator) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟ และผู้ลงทุนอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) หรือ กูเกิล (Google) ให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และสนับสนุนการใช้ AI ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชนจะต้องสร้างระบบนิเวศร่วมกัน เพื่อปรับปรุงพื้นที่อื่นๆ ให้มีไฟฟ้าที่เสถียรต่อเนื่อง สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมงและมีความยืดหยุ่น  หากไฟดับแล้วต้องกู้กลับมาให้ได้อย่างรวดเร็ว และสุดท้ายคือเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน</p>
<p>ในมุมมองของความยั่งยืน <strong>Ann Moore</strong> มีการพูดถึงการลดการปล่อยคาร์บอนและลดมลพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีมลพิษ หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพง แม้กระทั่งการที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันใช้ AI เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ AI ใช้ไฟมหาศาล ดังนั้นในระยะยาวจะต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความยั่งยืน ความน่าเชื่อถือ และราคาที่ประชาชนจ่ายได้ ซึ่งในเรื่องนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญและเชื่อว่าเทคโนโลยีและโซลูชันของ AVEVA ซึ่งเป็น Data Platform ช่วยตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/">AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 01:31:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[News & Activities]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[The NOVA Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[การอัปเกรดอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการใช้พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด Re:Build]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44376</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ  “The NOVA Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “Re:Build – Upgrading Today for a Net-Zero Future” งานแสดงเทคโนโลยีอาคารที่ครบที่สุดแห่งปี คนในวงการอาคาร พลังงาน การออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง “ห้ามพลาด!” รวมเทคโนโลยีและโซลูชันที่ครบถ้วน ตอบโจทย์การพัฒนาอาคารยุคใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการลดคาร์บอน ระหว่างวันที่ 3–5&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/">เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ  <strong>“</strong><strong>The NOVA Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “Re:Build – Upgrading Today for a Net-Zero Future” งานแสดงเทคโนโลยีอาคารที่ครบที่สุดแห่งปี คนในวงการอาคาร พลังงาน การออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง “ห้ามพลาด!”</strong> รวมเทคโนโลยีและโซลูชันที่ครบถ้วน ตอบโจทย์การพัฒนาอาคารยุคใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการลดคาร์บอน <strong>ระหว่างวันที่ </strong><strong>3–5 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา</strong></p>
<p><span id="more-44376"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3485" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-03.jpg" alt="นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์" width="800" height="533" /></p>
<p><strong><span style="color: #1b2f9f;">นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์</span> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน</strong> <strong>ประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายกระทรวงพลังงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในอาคารเพื่อลดโลกร้อน”</strong> โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอาคาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3488" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-06.jpg" alt="ดร.เกชา ธีระโกเมน" width="800" height="533" /></p>
<p><strong><span style="color: #1b2f9f;">ดร.เกชา ธีระโกเมน</span> ประธานจัดงาน </strong><strong>The NOVA Expo 2026</strong> เผยงานในปีนี้ มุ่งเน้นแนวคิด <strong>“</strong><strong>Re:Build”</strong> หรือการเพิ่มศักยภาพอาคารเดิม ผ่านการอัปเกรดระบบวิศวกรรม เทคโนโลยีพลังงาน สุขภาวะภายในอาคาร และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero Carbon และเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต<strong>    </strong><strong>//ทั้งนี้ “Re:Build” ไม่ใช่เพียงการ Renovate อาคาร แต่คือการเพิ่มศักยภาพอาคารเดิมให้ตอบโจทย์อนาคต ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย และการลดคาร์บอน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาคารและประเทศ”</strong></p>
<p>งาน The NOVA Expo จัดโดย EEC Academy ภายใต้ EEC Engineering Network ซึ่งในปี 2569       ครบรอบ 50 ปี ของการดำเนินงานในวงการวิศวกรรมและการออกแบบอาคารของประเทศ <strong>พร้อมเปิดตัว “</strong><strong>Re:Build Handbook” คู่มือแนวทางปรับปรุงอาคารสู่ Net Zero แบบ “ทำได้จริง” เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับเจ้าของอาคาร วิศวกร และนักออกแบบ</strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีอาคารอายุมากกว่า 20 ปี มากกว่า 70% ของทั้งหมด และภาคอาคารและที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนการใช้พลังงานรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ<strong> การอัปเกรดอาคารจึงเป็นโอกาสสำคัญในการลดการใช้พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงถึง </strong><strong>50% และช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ</strong></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของแนวคิด <strong>Re:Build คือ อาคารเดิมจำนวนมากมี “จุดแข็งด้านทำเลและระบบขนส่ง”อยู่แล้ว การยกระดับอาคารจึงช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและศักยภาพการแข่งขันได้ทันที</strong> โดยใช้ต้นทุนคาร์บอนจากการก่อสร้าง (Embodied Carbon) ต่ำกว่าการรื้อสร้างอาคารใหม่</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>แนวโน้มด้านสุขภาวะและมาตรฐานคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (</strong><strong>IEQ) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “The Next International Hub”</strong> ทั้งในภาคธุรกิจ โรงพยาบาล โรงแรม อาคารสำนักงาน และ Data Center</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัยอัคคีภัย และการผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ยังส่งผลให้อาคารจำนวนมากต้องเร่งอัปเกรดระบบสำคัญ ทั้งระบบดับเพลิง ระบบปรับอากาศ ระบบกรองอากาศ และระบบประหยัดพลังงาน <strong>ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมมาจัดแสดงอย่างครบวงจรภายในงาน </strong><strong>The NOVA Expo 2026</strong></p>
<p>ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ <strong>“การอัปเกรดอาคารเพื่อรองรับเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยผู้อำนวยการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</strong> กล่าวถึงแนวโน้มการออกแบบและปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับสังคมสุขภาพ การยกระดับ IEQ และ มาตรฐานด้าน Wellness Building ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก</p>
<p>อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของงาน คือ <strong>ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และภาคเอกชน ในการผลักดันอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน </strong>อาทิ <strong>โครงการ </strong><strong>Advanced Innovation City โดย National Charter </strong>และ<strong>อาคารต้นแบบด้าน “สุขภาพและพลังงาน” จาก </strong><strong>MEA Energy Saving </strong>ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารที่ให้ความสำคัญทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><strong>ไฮไลต์ นวัตกรรมใหม่เปิดตัวภายในงาน ได้แก่</strong></p>
<ul>
<li><strong>TRUWATER เปิดตัว Cooling Tower รุ่นใหม่</strong> ประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน</li>
<li><strong>Fuji SMBE เปิดตัว Power Train Unit</strong> ห้องไฟฟ้าสำเร็จรูปที่ประกอบและทดสอบจากโรงงาน ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างและควบคุมคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น</li>
<li><strong>SCGC เปิดตัว CHILLOX นวัตกรรมแบตเตอรี่เก็บความเย็น (Thermal Energy Storage – TES)</strong> นวัตกรรมคนไทย เพื่อคนไทย สำหรับบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li><strong>TAC-M ผู้ผลิตท่อไทย นำเสนอ GRP Pipe</strong> ท่อพลาสติกขนาดใหญ่พิเศษ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีและสนิม เหมาะสำหรับงานระบบยุคใหม่</li>
</ul>
<p>อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ <strong>โซลูชันด้านการอนุรักษ์พลังงานจาก </strong><strong>Thai ESCO Association</strong> ที่นำเสนอแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานแบบลงทุนคุ้มค่า รวมถึง <strong>UNISUS Green Energy ที่นำเสนอโมเดลการปรับปรุงระบบทำความเย็นแบบ “ไม่ต้องลงทุน”</strong> เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าไฟฟ้าและลดคาร์บอนได้ทันที</p>
<p>ตลอด 3 วันของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมสัมมนาและเวที Main Stage เปิดให้เข้าฟังฟรี ครอบคลุมหัวข้อด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม Smart Building เทคโนโลยี AI การบริหารจัดการอาคาร และแนวทางลดพลังงาน-ลดคาร์บอนที่สามารถ “ทำได้จริง” <strong>โดยหลายโครงการสามารถคืนทุนได้ภายใน </strong><strong>2–3 ปี</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44378" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02.jpg" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" width="850" height="568" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>The NOVA Expo 2026 ยังได้รับการสนับสนุนจากสมาคมและองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน สะท้อน<strong>พลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคต </strong><strong>Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p><strong>The NOVA Expo 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่คนในวงการอาคาร พลังงาน วิศวกรรม และการก่อสร้าง     ไม่ควรพลาด! สำหรับการอัปเดตเทรนด์ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อยกระดับอาคารไทยสู่อนาคตที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม // ร่วมสัมผัสเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ที่จะเปลี่ยน “อาคารเก่า” ให้กลายเป็น “โอกาสใหม่” ของประเทศไทยและโลกอนาคตอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2569 ณ ไบเทค บางนา</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/">เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 08:21:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.อากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายอากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44135</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดในหลายมาตรา ทั้งเรื่องกองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียม มาตรการลงโทษ ไปจนถึงโครงสร้างคณะกรรมการระดับจังหวัดว่าอาจจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนไหวและเผชิญกับความยากลำบาก ท่ามกลางความกังขาว่ากฎหมายอากาศสะอาดจะเป็น “ภาระ” ต่อเศรษฐกิจหรือไม่  ล่าสุดเครือข่ายอากาศสะอาด ได้ยืนยันว่า หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การใช้ “ไม้เรียว” ลงโทษผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่คือการออกแบบกลไก “แครอทและไม้เรียว” ควบคู่กันไป ทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัว ลดมลพิษ และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ขณะเดียวกันก็วางบทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่ยังปล่อยมลพิษกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่า ต้นทุนจากอากาศเป็นพิษที่สังคมต้องแบกรับในวันนี้ อาจสูงกว่าต้นทุนการปฏิรูปทั้งระบบในวันหน้า สรุปใจความตามเนื้อหาดังนี้ 1) ประเด็นคำนิยาม&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/">เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดในหลายมาตรา ทั้งเรื่องกองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียม มาตรการลงโทษ ไปจนถึงโครงสร้างคณะกรรมการระดับจังหวัดว่าอาจจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนไหวและเผชิญกับความยากลำบาก</strong></p>
<p><span id="more-44135"></span></p>
<p>ท่ามกลางความกังขาว่ากฎหมายอากาศสะอาดจะเป็น “ภาระ” ต่อเศรษฐกิจหรือไม่  ล่าสุด<strong>เครือข่ายอากาศสะอาด </strong>ได้ยืนยันว่า หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การใช้ “ไม้เรียว” ลงโทษผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่คือการออกแบบกลไก “แครอทและไม้เรียว” ควบคู่กันไป ทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัว ลดมลพิษ และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ขณะเดียวกันก็วางบทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่ยังปล่อยมลพิษกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่า ต้นทุนจากอากาศเป็นพิษที่สังคมต้องแบกรับในวันนี้ อาจสูงกว่าต้นทุนการปฏิรูปทั้งระบบในวันหน้า สรุปใจความตามเนื้อหาดังนี้</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>1) ประเด็นคำนิยาม คำว่า &#8220;กลุ่มเปราะบาง&#8221;</strong></span> (ร่างมาตรา 4 เห็นว่า คำนิยามดังกล่าวรับรองและคุ้มครองครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แต่คำนิยามดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาระและความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพควรเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องดูแลและให้ความสำคัญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่การระบุถึงกลุ่มคนเปราะบางในกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นทั้งในทางนโยบายและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองคนกลุ่มนี้ เช่น การอำนวยความสะดวกในการรักษา การพิจารณากำหนดค่ามาตรฐาน การออกใบอนุญาตและควบคุมแหล่งกำเนิดที่เข้มงวดขึ้นหากจะมีผลต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ไม่ใช่มีแต่การเพิ่มเงินหรือเพิ่มภาระขึ้นของรัฐ แต่เป็นกรอบการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้ กรณีของกลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้ง เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด ก็จะเป็นองค์กรหลักที่ระบุขอบเขตของ &#8220;ผู้ทำงานกลางแจ้ง&#8221; ให้ชัดเจน โดยพิจารณาและบูรณาการกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงาน</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>2) ประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด </strong></span>(ร่างมาตรา 40) เห็นว่า การกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แผนงานหรือนโยบายจึงขึ้นอยู่กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละบุคคล ซึ่งอาจขาดความต่อเนื่อง</p>
<p>นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดอื่นๆ อีก เช่น คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ซึ่งการกำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุดอาจส่งผลต่อภาระด้านงบประมาณและไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้มีระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง<br />
</strong>1. ร่างพ.ร.บ.นี้ต้องการยกระดับ “หลักการกระจายอำนาจ” สู่ท้องถิ่น เป็นการแก้จุดปัญหาเดิมในโครงสร้างระบบราชการไทย โดยให้นายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นประธานคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการทำงาน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนี้อยู่ในลักษณะของการตัดสินใจแบบองค์กรกลุ่มที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน นายกอบจ.จึงไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามอำเภอใจได้ และการกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับจังหวัดย่อมไม่ได้มาจากตัวนายกอบจ.เพียงผู้เดียว แต่เป็นผลจากการจัดทำขององค์กรคณะกรรมการเป็นหลัก นอกจากนี้ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดด้วยว่าได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการหรือไม่อีกด้วย</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายพึงมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>3) ประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด </strong></span>(ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153) เห็นว่า ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษและเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารจัดการอากาศสะอาด แต่ยังขาดความชัดเจนและอาจมีความซ้ำซ้อนในการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">ในประเด็นการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียกเก็บเงินของกองทุนอื่น ๆ นั้น กล่าวได้ว่า ในปัจจุบัน “ไม่มี” กองทุนใดในปัจจุบันที่จัดเก็บเงินจากประชาชนมาเพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ แม้กระทั่งกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เรื่องบำบัดการปล่อยของโรงงานเท่านั้น นอกจากนั้น กองทุนที่อาจมีภารกิจเกี่ยวเนื่องกับด้านสิ่งแวดล้อม มีจำนวนน้อยมาก และไม่เคยมีการนำเงินมาใช้ในการจัดการอากาศเลยตามกฎหมายเดิม ดังนั้น ความซ้ำซ้อนที่ว่าจึงไม่จริง</p>
<p style="padding-left: 40px;">ส่วนการกำหนดรายละเอียดอัตรา ระยะเวลา และขั้นตอนการบังคับใช้ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะออกกฎหมายลำดับรองมารองรับ ซึ่งโดยหลักการปฏิบัติ ย่อมต้องคำนึงถึงความพร้อมและให้เวลาภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>4) ประเด็นกองทุนอากาศสะอาด </strong></span>(ร่างมาตรา 196) เห็นว่า การมีกองทุนเป็นการเฉพาะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด แต่กองทุนดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 อีกทั้งในขั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อสังเกตว่า ควรใช้ &#8220;กองทุนสิ่งแวดล้อม&#8221; ที่มีอยู่เดิม เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับหลักการจัดตั้งกองทุนเท่าที่จำเป็น และเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">1. กรณีการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดไม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนนั้น ชี้แจงว่า กฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน ใช้กับกรณีหน่วยงานของรัฐที่ขอจัดตั้งกองทุนเท่านั้น ส่วนการตราร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเป็นการดำเนินการจัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะซึ่งอยู่ในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่เสนอโดยภาคประชาชน (ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ร่างกฎหมายที่ผ่านการรับหลักการตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนราษฎร) ก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนอากาศไว้ด้วย</p>
<p style="padding-left: 40px;">นอกจากนี้ ด้วยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนหรือมีผลผูกพันงบประมาณ จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับภาคประชาชน ได้ผ่านคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะถูกยื่นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ให้คำรับรอง นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน การที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าได้ผ่านการกลั่นกรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทุนหมุนเวียนแล้ว</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. ไม่สามารถใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ทดแทน “กองทุนอากาศสะอาด” ได้ เพราะกลไกการจัดเก็บ การใช้เงิน วัตถุประสงค์ แตกต่างกันอย่างชัดเจน กองทุนสิ่งแวดล้อมให้ใช้ได้กับการบำบัดเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกัน และการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนั้น ยังต้องจัดสรรเงินกองทุนที่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักไปใช้กับมลพิษอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศเท่านั้น ซึ่งทำให้การการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ต่อเนื่อง ทันการณ์ และครอบคลุมเพียงพอ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>5) ประเด็นความรับผิดทางแพ่ง </strong></span>(ร่างมาตรา 207 ร่างมาตรา 210 และร่างมาตรา 211) เห็นว่า การนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายโดยขยายความรับผิดไปยังผู้สนับสนุน เช่น สถาบันการเงินผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมการติดตั้ง หรือผู้ติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากทุกภาคส่วน แต่การกำหนดให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงทางคดี</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">หลักการของประเด็นนี้ คือการขยายความรับผิดออกไปให้ครอบคลุมสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้สถาบันการเงินสร้างระบบการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศ และติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดที่กู้เงินไป หากมีระบบเหล่านี้ก็หลุดจากความรับผิด จึงไม่ได้มุ่งที่จะลงโทษเป็นประการหลัก แต่ต้องการกระตุ้นให้ธนาคารสร้างระบบความติดตามความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนั้น ยังเป็นการกำหนดความรับผิดเฉพาะกิจการในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศเท่านั้น (รวมถึงกรณีแหล่งกำเนิดข้ามแดน) ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ซึ่งถือว่าได้สัดส่วนและพอสมควรแก่เหตุ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>6) ประเด็นความรับผิดโทษทางอาญา </strong></span>(ร่างมาตรา 233) เห็นว่า การกำหนดโทษปรับในอัตราสูงถึง 50 &#8211; 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดในวงกว้าง แต่อัตราโทษดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามระหว่างประเทศ โทษที่รุนแรงเกินไปอาจบั่นทอนแรงจูงใจของนักลงทุน และส่งกระทบโดยตรงต่อการจ้างแรงงานที่ลดลง</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเรื่องความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน</p>
<p>อีกทั้ง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสงครามระหว่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การที่ร่างพระราชบัญญัติกล่าวกำหนดบทลงโทษที่มีอัตราสูง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การแข่งขันทางเศรษฐกิจรวมถึงการจ้างงานของประชาชนในประเทศ</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">1. การกำหนดโทษในกฎหมายฉบับนี้ มุ่งพิจารณาจากผลและระดับความรุนแรงของการกระทำ โดยเฉพาะความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และร่างกาย ซึ่งสมควรได้รับโทษทางอาญา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีทุกการกระทำจะเป็นโทษทางอาญา บางเรื่องเป็นความรับผิดทางแพ่ง หรือกระทั่งการปรับเป็นพินัยได้ ซึ่งกฎหมายได้คำนึงถึงการออกแบบสภาพบังคับทางกฎหมายให้มีความเหมาะกับแต่ละการกระทำแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างกฎหมายนี้มิได้มีเพียง “ไม้แข็ง” (Stick) หรือบทลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ออกแบบกลไก “มาตรการจูงใจ” (Carrot) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีพฤติกรรมที่ดี ดำเนินการตามมาตรฐาน และให้ความร่วมมือในการลดมลพิษทางอากาศ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากบทกำหนดโทษเหล่านี้เลย ในทางกลับกัน ยังจะได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐด้วย อัตราโทษที่สูงจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและยังคงสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมเท่านั้น</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการ “บูรณาการ” กฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายให้ทำงานเป็นระบบเดียว และไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เป็นการอุดช่องโหว่และบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีลักษณะกระจัดกระจาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต่างดำเนินงานแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างทำภายใต้กฎหมายของตน ทำให้ขาดการบูรณาการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังไม่เพียงพอและไม่ทันสมัยต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น เรื่องใดที่ยังใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ไม่ขัดกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ให้ใช้กฎหมายนั้นเช่นเดิม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อทดแทนกฎหมายเดิมทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดที่เข้ามาเป็นส่วนเสริมและบูรณาการการทำงานของกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ</p>
<p style="padding-left: 40px;">3. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการจัดการมลพิษแบบเบ็ดเสร็จเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายและแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ โดยสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครองและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ หัวใจสำคัญคือการจัดการมลพิษครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดตลอดห่วงโซ่อุปทานตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ผ่านกลไก “แครอทและไม้เรียว” ที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับความรับผิดทางกฎหมายที่เด็ดขาด ซึ่งบทลงโทษและมาตรฐานที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่เป็นการปกป้องประเทศจากต้นทุนความเสียหายทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สูงมหาศาลกว่าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้ก้าวหน้าและสอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/">เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 08:00:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพประมง]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์บริดจ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการแลนด์บริดจ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44112</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดยอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “<strong>โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” </strong>กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดย<strong>อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี</strong>คนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ</p>
<p><span id="more-44112"></span></p>
<p>“<strong>โครงการแลนด์บริดจ์</strong>” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบัน<strong>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) </strong>อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)</p>
<p>โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ของภาคใต้ กำลังเผชิญคำถามสำคัญจากประชาชนและภาคสิ่งแวดล้อม หลังมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้การถมทะเลรวมกันนับหมื่นไร่ แบ่งเป็นฝั่งชุมพรประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองราว 6,975 ไร่ แม้ภาครัฐจะชูว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านและนักอนุรักษ์กลับตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนประมง ที่อาจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องแหล่งอาหาร ความสมบูรณ์ของทะเล ตลอดจนสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่อาจไม่สามารถย้อนคืนได้ง่ายนัก</p>
<h3>“ขุมทรัพย์ทะเลใต้” บนเส้นทางแลนด์บริดจ์ กับวิถีชุมชนที่อาจต้องแลก</h3>
<p>จากการรายงานของกลุ่ม Beach for Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ในหัวข้อ “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ระบุว่า ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ที่กำลังถูกก่อสร้างในโครงการแลนด์บริดจ์ ต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลและเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ โดยในฝั่งท่าเรือที่ระนองจะกินพื้นที่สำคัญทางทะเลมากมาย ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี ถึงปากคลองกะเปอร์ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน รวมถึงลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในเขตนี้ ทำอาชำประมงมายาวนาน และมีรายได้สูง ซึ่งอาจลดน้อยลงหลังจากโครงการได้ถูกสร้างขึ้น</p>
<p>อีกพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือพื้นที่ดอนตาแพ้ว และถูกขนานนามว่า “ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง” เนื่องจากมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่จำนวนมาก และมีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีหลายชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรบริเวณนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนชาติพันธุ์ ชาวไทยพลัดถิ่น และชาวมอแกนอีกกว่า 400 ชีวิต</p>
<p>ขณะที่พื้นที่ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ กลับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพิงทะเลในการดำรงชีวิตมายาวนาน โดยมีชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพสร้างรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละกว่า 29,450 บาทต่อเดือน และมีชุมชนมากกว่า 2,150 ครัวเรือนอยู่ในรัศมีที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ รวมถึงโรงเรียนและสถานพยาบาลอีก 16 แห่งในพื้นที่อ่อนไหว</p>
<h3>สั่นคลอนสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อาหารคนไทย</h3>
<p>ท่ามกลางความกังวลว่า การขุดลอกทะเลและถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ อาจไม่เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์ชายฝั่ง แต่ยังอาจทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งปลาทูไทย ปลาอินทรีย์ ปลาเก๋า ปลาหมึก ตลอดจนสิ่งมีชีวิตหายากอย่างฉลามวาฬ จั๊กจั่นทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงทั้งชุมชนและห่วงโซ่อาหารของทะเลอ่าวไทยตอนบน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44114" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg" alt="ระบบนิเวศทะเล" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>หากระบบนิเวศทะเลเปลี่ยนไป ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำลดลง แต่จะลุกลามเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ขณะเดียวกัน การถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ยังอาจทำให้กระแสน้ำและแนวชายฝั่งเปลี่ยนแปลงผิดไปจากธรรมชาติ เกิดการสะสมของตะกอนจนบางพื้นที่ตื้นเขิน เรือประมงเสี่ยงติดโคลนในช่วงน้ำลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางน้ำและมลพิษจากกิจกรรมท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันหรือของเสียจากเรือสินค้า ที่อาจตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว</p>
<h3>เส้นแบ่ง 5 กิโลเมตร เสี่ยงไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"> </span><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.อาภา หวังเกียรติ</span> จาก มหาวิทยาลัยรังสิต</strong> ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของไทย อาจไม่สามารถรับมือกับโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่างแลนด์บริดจ์ได้อย่างเพียงพอ โดยจากประสบการณ์ติดตามสถานการณ์ EIA มาหลายปี พบว่าระบบการประเมินยังคงยึดกรอบคิดเดิม ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การกำหนดขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบไว้เพียงรัศมี 5 กิโลเมตรจากตัวโครงการ ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชุมชนใกล้เคียง ระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรธรรมชาติที่แม้อยู่นอกพื้นที่กำหนด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านกระแสน้ำ ห่วงโซ่อาหาร และระบบนิเวศทางทะเล ทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบในรูปแบบ EIA เพียงอย่างเดียว จะเพียงพอหรือไม่สำหรับโครงการขนาดมหาศาลที่อาจสร้างผลกระทบข้ามพื้นที่และต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งทะเลภาคใต้</p>
<p>แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกวาดภาพให้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเจริญ” และประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ แต่สำหรับคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ความศิวิไลซ์ที่กำลังจะมาถึง อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเกิดคำถามต่ออนาคตการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรและระนอง ว่าสถานที่ธรรมชาติสำคัญอย่างหมู่เกาะกำ หาดบางเบน และ เกาะพยาม จะยังคงเสน่ห์ความงดงามทางธรรมชาติไว้ได้เพียงใด ท่ามกลางเงาของท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมที่อาจตามมาในอนาคต</p>
<hr />
<p>ที่มา : <a href="https://beachforlife.org/ebook/26" target="_blank" rel="noopener">Beach for Life</a>, <a href="https://www.greenpeace.org/thailand/story/54821/land-bridge-effect-review-local-resources/" target="_blank" rel="noopener">Greenpeace</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 09:52:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะหนองแขม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43974</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2 รองรับขยะมากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์</strong></p>
<p><span id="more-43974"></span></p>
<p>เมื่อรวมทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ทำให้กรุงเทพมหานครมีกำลังการกำจัดขยะรวมประมาณ 3,700 ตันต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 35% ของขยะทั้งหมดในเมือง และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ 40% จากปริมาณขยะที่ลดลงเหลือราว 9,000 ตันต่อวันตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นหนึ่งในคำตอบของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตของมหานครแห่งนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43976" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg" alt="เหอ หนิง" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เหอ หนิง</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด </strong>เปิดเผยความคืบหน้าโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 91% และเตรียมเปิดรับขยะเพื่อทดสอบระบบในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยโครงการดังกล่าวสามารถรองรับขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และสูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน พร้อมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 35 เมกะวัตต์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43977" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ชูเทคโนโลยีครบวงจร ควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม</h3>
<p>ด้านเทคโนโลยี โครงการใช้ระบบเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่ควบคุมอุณหภูมิการเผาไหม้ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส โดยนำความร้อนที่ได้ไปผลิตไอน้ำแรงดันสูงเพื่อขับเคลื่อนกังหันไอน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า ขยะจะถูกนำมาเก็บพักในอาคารระบบปิดเป็นเวลา 3–5 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดและการผลิตพลังงาน</p>
<p>โครงการยังให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบบ่อพักขยะเป็นระบบปิด (Closed System) รองรับขยะได้ถึงประมาณ 24,000 ตัน และใช้ระบบแรงดันลบ (Negative Pressure System) เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกลิ่น โดยอากาศภายในจะถูกดูดเข้าสู่เตาเผาและกำจัดไปพร้อมกระบวนการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังติดตั้งเทคโนโลยี E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เพื่อตรวจจับ วิเคราะห์ และควบคุมกลิ่นอย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์</p>
<p>ขณะเดียวกัน โครงการยังติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียงแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง หากระดับเสียงเกินมาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนทันที เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และยกระดับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43978" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ดันขยะเป็นพลังงานทางเลือก ลดต้นทุนระบบเมือง</h3>
<p><strong>เหอ หนิง กล่าวว่า </strong>ขยะเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นทุกวันตามการเติบโตของประชากรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมากกว่า 10 ล้านคนที่ผลิตขยะในช่วงกลางวัน  ทำให้มีขยะรวมหลายพันตันต่อวัน การนำขยะมาใช้ผลิตพลังงานจึงเป็นทางเลือกด้านพลังงานสีเขียวที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระการฝังกลบและการขนส่งขยะไปยังพื้นที่ปลายทาง เช่น นครปฐมและฉะเชิงเทรา ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวเกือบเท่าตัว</p>
<h3>เสนอปรับขั้นตอนการพิจารณาให้เอื้อต่อการลงทุน</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการกำกับดูแลของภาครัฐที่ยังขาดเอกภาพ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการจัดการขยะ การผลิตไฟฟ้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ขั้นตอนการอนุมัติและพัฒนาโครงการใช้เวลานาน ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับชุมชน แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสะท้อนต้นทุนโครงการที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยหน้างาน เช่น การก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าเอง การวางโครงสร้างใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลให้งบลงทุนขยับจากราว 5,000 ล้านบาท เป็นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อโครงการ แม้เผชิญข้อจำกัดดังกล่าว โครงการยังสามารถดำเนินงานได้เร็วกว่ากำหนดในสัญญา สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพในการดำเนินโครงการที่มีประสิทธิภาพ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221;</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 06:00:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE PES-Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Nova Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับปรุงอาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43699</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221; เป็นแนวทางสำคัญในภาวะที่โลกประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาคารใหม่และอาคารเก่า มีวิธีปรับปรุงสู่อาคารเขียว (Green Building) แนวคิดการออกแบบ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 &#8211; 16.30 น ณ ห้อง MR224 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ (BITEC) ✍ลงทะเบียนออนไลน์ ⬇️ดาวน์โหลดเอกสาร หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “อาคารที่มุ่งสู่ Green Building”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221; เป็นแนวทางสำคัญในภาวะที่โลกประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาคารใหม่และอาคารเก่า มีวิธีปรับปรุงสู่อาคารเขียว (Green Building) แนวคิดการออกแบบ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 &#8211; 16.30 น ณ ห้อง MR224 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ (BITEC)</strong></p>
<p><span id="more-43699"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://drive.google.com/file/d/12GUyoSXUgpWkgp7hlavSkEglb9fh1T8s/view" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43904 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026.png" alt="สัมมนาเรื่อง อาคารที่มุ่งสู่ Green Building" width="552" height="780" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026.png 552w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-212x300.png 212w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-150x212.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-354x500.png 354w" sizes="(max-width: 552px) 100vw, 552px" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<div class="custom-btn-group"><a class="custom-btn btn-green-dark" href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdMUSnbjOsauhEErKcIpjNh3aWnI_yaVId7OLVq3zQGRHvQ0A/viewform" target="_blank"><br />
<strong>✍</strong>ลงทะเบียนออนไลน์<br />
</a><br />
<a class="custom-btn btn-green-light" href="https://drive.google.com/file/d/12GUyoSXUgpWkgp7hlavSkEglb9fh1T8s/view" target="_blank"><br />
<strong>⬇️</strong>ดาวน์โหลดเอกสาร<br />
</a></div>
</p>
<h3>หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ</h3>
<ul>
<li>Green Building สิ่งที่โลกต้องการในภาวะวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม</li>
<li>สารพันปัญหาอาคาร….แก้ไขได้ ประสบการณ์จริงในการแก้ปํญหาอาคาร</li>
<li>Building Upgrade Technology</li>
<li>Green Loan…ส่วนสนับสนุนสำคัญที่ทำให้โลกเขียวได้จริง การบริหารอาคารอย่างมืออาชีพ</li>
<li>ประสบการณ์ Green Building และการบริหารในต่างประเทศ</li>
<li>ชมเทคโนโลยีใช้งานจริง The Nova Expo 2026</li>
</ul>
<h3>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</h3>
<p><strong>บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด</strong><br />
โทร. 0-2354-5333 ext. 500, 503 หรือ 08-3096-6055<br />
อีเมล์ seminar@greennetworkseminar.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “อาคารที่มุ่งสู่ Green Building”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 08:34:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43709</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก” มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว</strong></p>
<p><span id="more-43709"></span></p>
<p>บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง</p>
<ol>
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก</strong></li>
</ol>
<p>เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43711" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg" alt="พลังงาน" width="500" height="750" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3>มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า:</strong> ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย</li>
<li><strong>ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส:</strong> กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน</li>
<li><strong>สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส:</strong> เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: </strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง</li>
<li><strong>จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management):</strong> ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต</li>
<li><strong>จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): </strong>จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43712" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg" alt="ภาคขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="420" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-500x280.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์</h3>
<ul>
<li><strong>สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management):</strong> สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง:</strong> เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า</li>
<li><strong>อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก:</strong> อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ</li>
<li><strong>ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ &#8220;คนละครึ่ง&#8221;:</strong> นำมาตรการ &#8220;คนละครึ่ง&#8221; มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร</li>
<li><strong>ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH):</strong> ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6</li>
</ul>
<ol start="2">
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน</strong></li>
</ol>
<p>ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<h3>การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel):</strong> ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green Building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>บูรณาการแผนพลังงาน:</strong> เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ</li>
<li><strong>ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): </strong>สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม Solar Rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า</li>
<li><strong>เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform):</strong> เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)<strong>  </strong></li>
<li><strong>ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น:</strong> สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด จากปัจจุบันที่กลุ่ม ปตท. ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต</li>
<li><strong>สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR):</strong> สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์</li>
<li><strong>แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: </strong>เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม</li>
</ul>
<h3>การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์</h3>
<ul>
<li><strong>อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6:</strong> ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี</li>
<li><strong>อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร:</strong> สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์</li>
<li><strong>ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า:</strong> ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า</li>
<li><strong>สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport):</strong> วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ:</strong> กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์</li>
</ul>
<h3>บทสรุป</h3>
<p>ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ &#8220;ตรึงราคา&#8221; ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก <strong> </strong></p>
<p>ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม</p>
<hr />
<p>โดย <strong>ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์</strong> นักวิชาการนโยบายพลังงาน <strong>ดร.สุเมธ องกิตติกุล</strong> ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และ<strong>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์</strong> ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 01:58:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[JGSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบพลังงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43679</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย” ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “สัญญาณเตือนที่สำคัญ” ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม “วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ<strong> “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย”</strong> ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง</p>
<p><span id="more-43679"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43681" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg" alt="ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์" width="480" height="720" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg 480w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์</span> ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong> มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น <strong>“สัญญาณเตือนที่สำคัญ”</strong> ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43682" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg" alt="พลังงาน" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังไม่ได้เอาบทเรียนจากอดีตมาปรับใช้จริงจังเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นโจทย์ของไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่รอรับมือว่า วิกฤตจะมาเร็วหรือมาช้า แต่คือทำอย่างไรให้ประเทศมีระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล</strong> ย้ำว่า <strong>ไทยยังไม่ใช่ประเทศที่ไร้ทางเลือกด้านพลังงาน เพราะเรามีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งมีชีวมวลเป็นจำนวนมาก</strong> ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งพลังงานหมุนเวียน พลังงานจากชีวมวล ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้ระบบพลังงานไทยในระยะยาว</p>
<p>ในช่วงวิกฤตพลังงานขณะนี้ ไทยอาจใช้ถ่านหินเป็นทางออกชั่วคราวเพื่อช่วยกดต้นทุนค่าไฟและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นคำตอบระยะยาว เพราะถ่านหินมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงและต้องเผชิญแรงกดดันจากกติกาด้านปริมาณคาร์บอนของโลกมากขึ้น ขณะที่ทางออกที่เหมาะสมกว่าในระยะต่อไป คือการใช้ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพา LNG ลงในระยะกลางและระยะยาว ระบบพลังงานของไทยในอนาคตจึงไม่ใช่การใช้พลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบให้ทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุด</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล </strong>ระบุว่า <strong>วิกฤตพลังงานรอบนี้ จะเป็นได้ทั้งอุปสรรคและตัวเร่งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเลือกรับมืออย่างไร </strong>หากมองเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า วิกฤตนี้ก็อาจเป็นเพียงภาระที่เพิ่มขึ้นอีกระลอก แต่หากใช้โอกาสนี้<strong>ทบทวนจุดอ่อน</strong>สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป พร้อมเร่งผลักดันพลังงานสะอาด พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็น<strong>จุดเปลี่ยนสำคัญ</strong>ของไทยในระยะยาว</p>
<p>ขณะเดียวกัน “ไบโอดีเซล” ยังเป็นตัวอย่างที่สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายได้ชัด เพราะแม้จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่หากขาดการสนับสนุนด้านราคาและนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทางเลือกนี้ก็อาจถูกใช้แค่ในยามวิกฤต โดยไม่สามารถเติบโตเป็นฐานพลังงานหลักที่มั่นคงของประเทศได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43683" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg" alt="ขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“ภาคขนส่งและโลจิสติกส์เป็นจุดที่เห็นผลกระทบชัดที่สุด เพราะยังใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งต่อไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ทางออกจึงไม่ใช่แค่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการขนส่งในเมือง การเพิ่มบทบาทของการขนส่งระบบราง การใช้ไบโอดีเซลในระบบขนส่งระยะไกล รวมไปจนถึงเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพสำหรับภาคการบิน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ<strong>แนวคิดกรีนโลจิสติกส์</strong> ที่จะช่วยลดทั้งต้นทุน ความเสี่ยง และการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p>เมื่อมองไปข้างหน้า นวัตกรรมพลังงานใหม่จะเป็นอีกทางเลือกสำคัญของไทยในการลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นกรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data ที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งใช้ทุกเทคโนโลยีพร้อมกัน แต่ควรเลือกให้เหมาะกับศักยภาพของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อไทยเร่งลงทุนพัฒนาคนและองค์ความรู้ควบคู่กันไป</p>
<p><strong>“บทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่คือการทำให้ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่อาจฝากอนาคตพลังงานของประเทศไว้กับความผันผวนจากภายนอกได้อีกต่อไป</strong> ดังนั้น ทางออกในระยะยาวจึงไม่ใช่แค่การมองหาพลังงานที่ถูกที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องเร่งสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พึ่งพาทรัพยากรในประเทศให้ได้มากขึ้น ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับบริบทของไทย เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าวสรุป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เคทีซีสนับสนุน Solar Rooftop ครัวเรือน รับมาตรการลดหย่อนภาษี บรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ktc-solar-rooftop/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 01:41:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Review]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop ครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบโซลาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[เคทีซี]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์รูฟท็อป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43667</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้ง “เกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน” และ “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่” ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม เปิดเงื่อนไขลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ktc-solar-rooftop/">เคทีซีสนับสนุน Solar Rooftop ครัวเรือน รับมาตรการลดหย่อนภาษี บรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้ง “เกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน” และ “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่” ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม</strong></p>
<p><span id="more-43667"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43669" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-02.jpg" alt="จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>เปิดเงื่อนไขลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์</span> นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กระทรวงพลังงาน</strong> เปิดเผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ถูกออกแบบมาเพื่อให้ “เจ้าของบ้าน” ได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งในมิติของการลดภาระค่าไฟฟ้าระยะยาว และการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครัวเรือน โดยผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ตามมาตรา 40 (1)–(8) เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า และติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid บนที่อยู่อาศัยจริง มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 kWp</p>
<p>นอกจากนี้ ยังต้องซื้ออุปกรณ์จากผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้แล้วเสร็จภายในปีภาษีที่ยื่นขอใช้สิทธิ ทั้งนี้ มาตรการกำหนดให้ “หนึ่งหลังต่อหนึ่งสิทธิ์” และใช้ได้เพียงครั้งเดียวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43670" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-03.jpg" alt="ติดตั้งระบบโซลาร์" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ติดตั้งระบบ 5 กิโลวัตต์ สร้างผลกระทบหลักหมื่นล้านบาท</h3>
<p>ในเชิงความคุ้มค่า การติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดที่ได้รับความนิยมในภาคครัวเรือน สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ราว 2,000–2,500 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 90,000 ครัวเรือน</p>
<p>“มาตรการลดหย่อนภาษีในครั้งนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ราว 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า LNG ประมาณ 94,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 0.28 ล้านตันต่อปี พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานในระบบกว่า 450 ตำแหน่ง” จารุวรรณ กล่าว</p>
<h3>กระแสโซลาร์เติบโต รอเปิดโควตาใหม่แผน PDP</h3>
<p>จารุวรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกใช้ภายในครัวเรือนเป็นหลัก และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้ภาครัฐได้ในอัตราประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วย ภายใต้สัญญา 10 ปี ที่ผ่านมาโครงการได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 5 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโควตาการรับซื้อไฟฟ้า 90 เมกะวัตต์เต็มลง และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดโควตาใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)</p>
<p>ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ยังสะท้อนว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้ไฟฟ้าเองมีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 800–1,000 เมกะวัตต์ สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐย้ำว่าประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43671" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-04.jpg" alt="เอกภัทร ปัญญาแก้ว" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-04-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-04-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-04-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>โมเดลพลังงานบ้านใหม่เร่งตลาดโซลาร์</h3>
<p>ด้าน <span style="color: #6cb742;"><strong>เอกภัทร ปัญญาแก้ว</strong></span> <strong>ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด</strong> กล่าวว่า หลังจากที่ภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยยอดติดตั้งเติบโตราว 30–40% ปัจจัยสนับสนุนไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงพีคของการใช้ไฟฟ้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ทำให้เกิดภาพการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในครัวเรือน คือ “ผลิตไฟใช้เอง–ชาร์จรถเอง–ลดค่าใช้จ่ายได้จริง</p>
<p>A Solar ของเรามีความพร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินหน้างาน การคำนวณความคุ้มค่า การอธิบายมาตรฐานการติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลเอกสาร เช่น e-Tax Invoice และการขออนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครบถ้วน โดยระบบที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทยยังคงเป็นแบบ On-grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ซึ่งสามารถรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้ไฟในช่วงเวลากลางวัน เช่น เครื่องปรับอากาศ และยังสามารถต่อยอดไปสู่ระบบ Smart Home หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43672" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-05.jpg" alt="โซลาร์รูฟท็อป" width="740" height="416" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>“โซลาร์รูฟท็อปขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ยังคงเป็นขนาดยอดนิยม สำหรับบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากสมดุลทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายติดตั้งเฉลี่ยตั้งแต่หลักแสนต้นถึงแสนกลาง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละบ้าน เช่น โครงสร้างหลังคาและข้อจำกัดของพื้นที่ติดตั้ง สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ระบบขนาดดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าไฟในช่วงกลางวันได้ราว 2,000 บาทขึ้นไป และหากติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) เพิ่มเติม ก็จะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปใช้ในช่วงเย็นหรือกลางคืนได้” เอกภัทร กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43673" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-06.jpg" alt="ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-06.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-06-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-06-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/ktc-solar-rooftop-06-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ยอดใช้จ่าย บัตรเครดิต “เคทีซี” โต 110% หลังรัฐออกมาตรการสนับสนุน Solar Rooftop</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู</strong></span> <strong>ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong> กล่าวว่า ข้อมูลจากการใช้จ่ายของสมาชิก พบว่าแนวโน้มความสนใจใน Solar Rooftop เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังการประกาศมาตรการ ในช่วงสองเดือนแรกของปี (มกราคม–กุมภาพันธ์) ค่าใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวด Solar Rooftop เพิ่มขึ้นถึง 110% ขณะที่จำนวนธุรกรรมเติบโต 40% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะ “เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว” มากขึ้น</p>
<h3>ขยายพาร์ทเนอร์โซลาร์ หนุนพลังงานสะอาดภาคครัวเรือน</h3>
<p>ในบทบาทของ Financial Enabler เคทีซีจึงพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น ผ่านการผ่อนชำระรายเดือนและสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการโซลาร์กว่า 21 รายทั่วประเทศ และมีแผนขยายเครือข่ายเป็นมากกว่า 35 รายภายในปี 2569 ผ่านการคัดเลือกเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานเทคโนโลยีและคุณภาพการติดตั้ง</p>
<p>“บริษัทฯ คาดว่าจากแรงหนุนของมาตรการดังกล่าว จะช่วยผลักดันการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop ได้ราว 15% ภายในปีนี้ สะท้อนบทบาทของภาคการเงินในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น” ณัฐสิทธิ์ กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ktc-solar-rooftop/">เคทีซีสนับสนุน Solar Rooftop ครัวเรือน รับมาตรการลดหย่อนภาษี บรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ &#8220;หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์&#8221; หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 02:34:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Technology & Innovation]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[BLCP]]></category>
		<category><![CDATA[Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[จัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บีแอลซีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ผลิตปุ๋ยอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ลดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[หนอนแม่โจ้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43650</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนของภาคเกษตรอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับสูงขึ้น ทางรอดของเกษตรกรจึงต้องปรับตัวและหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น ทั้งการวางแผนการเพาะปลูก การเดินหน้าสู่แนวทางความยั่งยืนอย่างการผลิตปุ๋ยจากวัตถุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างเศษซากพืชและมูลสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม กากอ้อย ใบไม้กิ่งไม้ หรือมูลสัตว์ แม้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จะดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ แต่อีกบทบาทสำคัญที่เดินควบคู่กัน คือ แนวทางการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” จึงได้จัดทำโครงการนำร่องต่างๆ ในด้านการกำจัดขยะและแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/">โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ “หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์” หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนของภาคเกษตรอย่างรุนแรงโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับสูงขึ้น ทางรอดของเกษตรกรจึงต้องปรับตัวและหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น ทั้งการวางแผนการเพาะปลูก การเดินหน้าสู่แนวทางความยั่งยืนอย่างการผลิตปุ๋ยจากวัตถุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตร อย่างเศษซากพืชและมูลสัตว์ที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด ทะลายปาล์ม กากอ้อย ใบไม้กิ่งไม้ หรือมูลสัตว์ แม้โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จะดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ แต่อีกบทบาทสำคัญที่เดินควบคู่กัน คือ แนวทางการดำเนินงานที่ตอบโจทย์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ด้วยแนวคิด “แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” จึงได้จัดทำโครงการนำร่องต่างๆ ในด้านการกำจัดขยะและแปลงของเสียเป็นมูลค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้มีความเข้มแข็งด้วยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง พร้อมเผยแพร่องค์ความรู้ของโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่าง &#8220;นวัตกรรมดินพร้อมปลูกและโปรตีนทางเลือก&#8221; ที่ไม่เพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังต่อยอดให้เป็นทางรอดแก่เกษตรกรไทยได้</strong></p>
<p><span id="more-43650"></span></p>
<h3>จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในการจัดการของเสียอย่างครบวงจร</h3>
<p><strong>โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี</strong> เริ่มต้นจัดการของเสียและขยะเหลือใช้ตั้งแต่ต้นทางด้วยการคัดแยกขยะ โดยแบ่งของเสียและสิ่งเหลือใช้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และสิ่งเหลือใช้ที่เกิดขึ้นจากการผลิต อย่างเถ้าลอยและเถ้าหนัก ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้วยการขายส่งต่อไปเป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และ การทำกระถางต้นไม้ รวมแล้วกว่า 600,000 ตันต่อปี ส่วนน้ำที่เหลือใช้จากกระบวนการผลิตจะผ่านระบบบำบัดที่เข้มงวด และนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้บริเวณโรงไฟฟ้าและฉีดพรมกองถ่านหินเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายอย่าง 100% โดยไม่ปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ</p>
<h3>ต่อยอด &#8220;ศาสตร์พระราชา&#8221; สู่ &#8220;โครงการหนอนแม่โจ้&#8221;</h3>
<p>จากพื้นที่สีเขียวภายในโรงไฟฟ้าฯ กว่า 120 ไร่ ทำให้มีขยะใบไม้มากถึง 3-4 ตันต่อเดือน โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี จึงริเริ่มโครงการปุ๋ยใบไม้ขึ้นในปี 2565 โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือ &#8220;ศาสตร์พระราชา&#8221; มาประยุกต์ใช้ร่วมกับชุมชน ทำให้ร่นระยะเวลาการหมักใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ยได้ในระยะเวลา 45 วัน พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และวิธีการแก่หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชน จนประสบความสำเร็จในการช่วยลดการเผาและการแปลงสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นดินพร้อมปลูกที่นำกลับมาใช้ได้ ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนไปได้อย่างมากและยังปลอดภัยแก่ตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ล่าสุดเทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายของ โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ได้คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 &#8220;เทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืน&#8221; ระดับประเทศ ประจำปี 2568 จากการนำองค์ความรู้จากโครงการการจัดการขยะใบไม้มาใช้ในการเปลี่ยนขยะใบไม้ในพื้นที่ได้มากขึ้น 35.49 ตัน ในระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายทั้งหมดอยู่ที่ 360 ตัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43653" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03.jpg" alt="มะลิ สงขวัญ และอดิศร วังมูล" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ความสำเร็จของโครงการการจัดการขยะใบไม้ ได้ถูกนำมาต่อยอดอีกครั้งในปี 2567 ภายใต้แนวคิดการจัดการขยะอินทรีย์จากเศษอาหารของโรงอาหารภายในโรงไฟฟ้า ด้วยโครงการหนอนแม่โจ้ หรือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly &#8211; BSF) โดยได้รับการสนับสนุนจาก <span style="color: #6cb742;"><strong>นายอดิศร วังมูล</strong></span> <strong>ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร</strong> ดำเนินงานโครงการฯ โดย <span style="color: #6cb742;"><strong>นางมะลิ สงขวัญ</strong></span> <strong>เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงาน บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด</strong> ซึ่งจากการวิจัยพบว่าหนอนแม่โจ้มีประสิทธิภาพในการกินอาหารเร็วกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้มากถึง 3 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 1 วัน และสามารถย่อยสลายเบื้องต้นได้ถึง 70% ของขยะอินทรีย์ทั้งหมดภายใน 12 ชั่วโมง โดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดโรค</p>
<h3>ผลสัมฤทธิ์เชิงโครงการฯ ลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์</h3>
<p>การดำเนินการทั้ง 2 โครงการควบคู่กัน ส่งผลให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี กำจัดขยะใบไม้และขยะอินทรีย์ภายในโรงไฟฟ้าได้ 100% โดยไม่มีของเสียเหลือทิ้ง ซึ่งโครงการปุ๋ยใบไม้ ช่วยลดขยะใบไม้ได้กว่า 130 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 111.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2eq) นับตั้งแต่ปี 2565 ส่วนโครงการหนอนแม่โจ้ สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบได้ถึง 20 ตันต่อปี และ ตัวหนอนแม่โจ้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโครงการฯ ยังนำมาเป็นอาหารสัตว์อย่าง ไก่ ปลา กบ ฯลฯ และ แปรรูปเป็นขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง (ไขมัน 30%, โปรตีน 40%) มีโอเมก้า 3, 6, 9 และกรดลอริกที่ช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43652" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02.jpg" alt="มะลิ สงขวัญ" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/blcp-zero-waste-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ทางรอดเกษตรกรไทยยุคปุ๋ยแพง เปลี่ยน &#8220;มูลหนอน&#8221; เป็น &#8220;ปุ๋ยอินทรีย์&#8221;</h3>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจและสอดรับกับสถานการณ์โลกวันนี้ คือ การนำมูลของหนอนแม่โจ้มาใช้บำรุงดิน มูลของหนอนแม่โจ้ ที่ไม่ใช่แค่ปุ๋ยอินทรีย์ แต่คือดินที่มีชีวิต (Living Soil) ที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อการย่อยสลายธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย มีสารอาหารที่จำเป็นต่อพืชครบถ้วน ช่วยบำรุงพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับให้เจริญเติบโตได้ดี ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ป้องกันดินแน่นแข็ง ที่สำคัญคือมีความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เหมาะสำหรับการทำเกษตรแบบพึ่งตัวเอง ในภาวะวิกฤตความขัดแย้งและการสู้รบที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยเคมีทำให้ราคาสูงขึ้นการส่งเสริมให้เกษตรกรและชุมชนหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากโครงการหนอนแม่โจ้และปุ๋ยใบไม้ จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ในการทดแทนปุ๋ยเคมีด้วยปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดิน ป้องกันสารเคมีตกค้าง ยกระดับ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระยะยาว ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ประโยชน์ต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังขยายผลและส่งต่อองค์ความรู้จากโครงการเหล่านี้สู่หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p>
<p>โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ <a href="https://www.blcp.co.th/web/index" target="_blank" rel="noopener">https://www.blcp.co.th/web/index</a> หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี &#8211; BLCP Power Limited</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/blcp-zero-waste/">โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ชูโมเดลจัดการขยะ Zero Waste ปั้นโครงการ “หนอนแม่โจ้ ลดขยะ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์” หนุนเกษตรกรลดต้นทุน กู้วิกฤตปุ๋ยแพง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3&#8221;</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-green-energy-052026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Mar 2026 07:43:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกอบรม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมนา]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมนาเชิงวิชาการ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43525</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3 (Power Development Plan and Green Energy for Sustainability and Third Party Access) ในระหว่างวันที่ 18 &#8211; 20 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ หลักการและเหตุผล ปัจจุบันความต้องการพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-green-energy-052026/">สัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3 (Power Development Plan and Green Energy for Sustainability and Third Party Access) ในระหว่างวันที่ 18 &#8211; 20 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ</strong></p>
<p><span id="more-43525"></span></p>
<h3>หลักการและเหตุผล</h3>
<p>ปัจจุบันความต้องการพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) และแผนปฏิบัติการพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2024) เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีมาตรการเสริม เช่น การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA), อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UTG) และการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรนี้ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาพลังงานในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงแผนการผลิตไฟฟ้า การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ข้อกำหนดการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม และแนวทางการใช้พลังงานสีเขียว</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.greennetworkseminar.com/greenenergy/" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43527 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ieee-pes-green-energy-05-2026.png" alt="แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3" width="595" height="842" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ieee-pes-green-energy-05-2026.png 595w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ieee-pes-green-energy-05-2026-212x300.png 212w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ieee-pes-green-energy-05-2026-150x212.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/ieee-pes-green-energy-05-2026-353x500.png 353w" sizes="(max-width: 595px) 100vw, 595px" /></a></p>
<p>หลักสูตรอบรมนี้ยังรวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับแผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน (AEDP 2024) และอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2024) ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อให้เกิดการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานสะอาด การลดการปล่อย CO₂ รวมถึงบทบาทของ Smart Grid ในการสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และการเตรียมพร้อมต่อมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอนาคต หลักสูตรนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางพัฒนาพลังงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและสากล เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<h3>วัตถุประสงค์</h3>
<ol>
<li>เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมเข้าใจถึงแนวทางและเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ของประเทศไทย รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน (AEDP 2024) และการอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2024) เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</li>
<li>เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการใช้อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UTG) ตลอดจนการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) ในการรับรองพลังงานสะอาดที่ใช้ในองค์กร</li>
<li>เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อและใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเชื่อมโยงการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม</li>
<li>เพื่อสร้างความตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยี Smart Grid ในการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับผลกระทบของมาตรการ CBAM ที่อาจมีผลต่อการส่งออกของไทยในอนาคต</li>
</ol>
<h3>กลุ่มเป้าหมาย</h3>
<ol>
<li>ผู้บริหาร วิศวกร และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน กิจการไฟฟ้าและพลังงาน</li>
<li>ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่กำหนดนโยบาย กิจการไฟฟ้าและพลังงาน</li>
<li>ผู้ผลิตและผู้ให้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริด และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง</li>
<li>ที่ปรึกษา ผู้ประกอบการ อาจารย์ และนักลงทุน ในกิจการไฟฟ้าและพลังงาน และผู้ที่สนใจทั่วไป</li>
</ol>
<p><strong>ดูรายละเอียดและลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่</strong> <a href="https://www.greennetworkseminar.com/greenenergy/" target="_blank" rel="noopener">www.greennetworkseminar.com/greenenergy/</a></p>
<p><strong>สอบถามข้อมูลติดต่อได้ที่</strong><br />
โทรศัพท์ 0-2354-5333 ต่อ 500 / 503<br />
e-mail : seminar@greennetworkseminar.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-green-energy-052026/">สัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าและพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืน และการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช โชว์บ่อระบบปิดใหญ่สุดในไทย กำจัดขยะไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน ก่อนเริ่มทดสอบรับขยะ 20 มี.ค.นี้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 09:09:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[รงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43486</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางปัญหาขยะล้นเมืองและความพยายามของกรุงเทพมหานครในการผลักดันแนวทาง “เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน” โครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงการพัฒนาโครงการที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “กลิ่น” และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบยังคงเป็นข้อกังวลหลักที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทดสอบระบบ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เตรียมเปิด “บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด” ซึ่งถูกระบุว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อนเริ่มรับขยะเข้าทดสอบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยมุ่งแสดงให้เห็นการทำงานจริงของระบบจัดการขยะและเทคโนโลยีควบคุมกลิ่น เพื่อยืนยันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และลดข้อกังวลของชุมชนที่มีต่อโครงการ “บ่อขยะระบบปิด” กำลังรองรับ 24,000 ตัน เหอ หนิง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant/">โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช โชว์บ่อระบบปิดใหญ่สุดในไทย กำจัดขยะไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน ก่อนเริ่มทดสอบรับขยะ 20 มี.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ท่ามกลางปัญหาขยะล้นเมืองและความพยายามของกรุงเทพมหานครในการผลักดันแนวทาง “เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน” โครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงการพัฒนาโครงการที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “กลิ่น” และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบยังคงเป็นข้อกังวลหลักที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง</strong></p>
<p><span id="more-43486"></span></p>
<p>ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทดสอบระบบ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เตรียมเปิด “บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด” ซึ่งถูกระบุว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อนเริ่มรับขยะเข้าทดสอบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โดยมุ่งแสดงให้เห็นการทำงานจริงของระบบจัดการขยะและเทคโนโลยีควบคุมกลิ่น เพื่อยืนยันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และลดข้อกังวลของชุมชนที่มีต่อโครงการ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43488" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-02.jpg" alt="โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช โชว์บ่อระบบปิดใหญ่สุดในไทย" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>“บ่อขยะระบบปิด” กำลังรองรับ 24,000 ตัน</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>เหอ หนิง</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด</strong> เปิดเผยว่า โครงการมีความคืบหน้าแล้ว 86.89% และอยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบระบบ (Commissioning) โดยบ่อรับขยะซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ถูกออกแบบให้เป็นระบบปิด (Closed System) รองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน และทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่พักและปรับสภาพขยะ โดยขยะจะถูกพักไว้ 3–5 วัน เพื่อลดความชื้นจากเฉลี่ยราว 55% เหลือประมาณ 30–35% ก่อนถูกลำเลียงเข้าสู่เตาเผา</p>
<p>ในเชิงเทคโนโลยี โครงการใช้เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่เหมาะกับขยะชุมชนหลากหลายประเภท ควบคุมอุณหภูมิการเผาไหม้อยู่ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส พร้อมระบบอุ่นอากาศล่วงหน้าที่ 250 องศา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ พลังงานความร้อนที่ได้จะถูกนำไปผลิตไอน้ำแรงดันสูงเพื่อหมุนกังหันและผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ จำหน่ายเข้าระบบในอัตรา 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43489" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-03.jpg" alt="เหอ หนิง" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-03-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-03-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-03-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>ระบบความดันลบ + รีไซเคิลกลิ่น แก้ปัญหากลิ่นตั้งแต่ต้นทาง</h3>
<p>ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมถูกออกแบบให้ทำงานแบบบูรณาการ โดยใช้ “ระบบความดันลบ” ภายในอาคารบ่อขยะ เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นและอากาศรั่วไหลออกสู่ภายนอก พร้อมนำอากาศและก๊าซที่เกิดขึ้นกลับมาใช้เป็นอากาศในกระบวนการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังติดตั้งเครื่องตรวจวัดกลิ่นแบบ E-nose จำนวน 4 เครื่อง ซึ่งใช้เซนเซอร์ตรวจจับสารระเหยและวิเคราะห์ด้วย AI ในรูปแบบ Odor Fingerprint เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมกลิ่นได้แบบเรียลไทม์</p>
<p>ในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน โครงการมีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ รวม 93 ชุมชน โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ในซอยอ่อนนุช 86 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มูลค่าการลงทุนราว 6,000 ล้านบาท ดำเนินงานในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) และคาดว่าจะมีรถขนขยะเข้าสู่พื้นที่วันละ 300–400 คัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43490" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-04.jpg" alt="โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช" width="740" height="496" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-04-300x201.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-04-150x101.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-04-500x335.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>เจาะระบบบำบัดไอเสียโรงไฟฟ้าขยะ ดักฝุ่นเล็กกว่า PM2.5</h3>
<p><strong>เหอ หนิง</strong> กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ขั้นตอนการเผาไหม้จะทำให้เกิดก๊าซไอเสียตามธรรมชาติ โรงงานจึงติดตั้งระบบบำบัดหลายชั้น เริ่มจาก “หอปฏิกิริยา” สำหรับกำจัดก๊าซกรดและสารอันตราย ตามด้วยการฉีดสารดูดซับ เช่น ผงถ่านกัมมันต์และปูนขาว เพื่อดักจับสารพิษ ก่อนเข้าสู่ระบบถุงกรองฝุ่น (Bag Filter) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก</p>
<p>ระบบดังกล่าวสามารถดักจับฝุ่นได้มากกว่า 86% และเพิ่มประสิทธิภาพเป็นกว่า 90% เมื่อใช้สารเคลือบช่วย โดยสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กถึงระดับ 0.1 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่า PM2.5 ขณะที่ฝุ่นจากกระบวนการเผาไหม้ทั่วไปมักอยู่ในช่วง PM10 หรือใหญ่กว่า ส่งผลให้ค่าการปล่อยมลพิษของโรงงานต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน โดยค่ามาตรฐานอยู่ที่ 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่โรงงานสามารถควบคุมได้เพียงประมาณ 3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สะท้อนถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่นำมาใช้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43491" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-05.jpg" alt="โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช" width="740" height="555" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-05.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-05-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-05-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/03/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant-05-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<h3>โจทย์ใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นควบคู่การแก้ปัญหาขยะเมือง</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะนำเสนอเทคโนโลยีควบคุมกลิ่นและมลพิษในระดับสูง แต่ “การยอมรับของชุมชน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้พัฒนาโครงการระบุว่าจะเดินหน้าสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านมาได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนรวมกว่า 3,000 คน เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ในระยะยาว</p>
<p>โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ 2567 และมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 1,000 วัน โดยถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “พลังงาน” ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการจัดการขยะของเมืองในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นของสังคม</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-on-nut-waste-to-energy-power-plant/">โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช โชว์บ่อระบบปิดใหญ่สุดในไทย กำจัดขยะไม่ต่ำกว่า 1,000 ตันต่อวัน ก่อนเริ่มทดสอบรับขยะ 20 มี.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
