<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Highlight Stories | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/category/highlight-stories/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 13 Jul 2026 03:32:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>Highlight Stories | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การอบรมเชิงวิชาการ Workshop เรื่อง “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/workshop-pvsyst-homer-pro-082026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2026 03:32:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE PES-Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โปรแกรม Homer Pro]]></category>
		<category><![CDATA[โปรแกรม PVsyst]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45118</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) เตรียมจัด Workshop เพื่อการเรียนรู้ด้านพลังงานและการปฎิบัติจริง ในหัวข้อเรื่อง “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro” ในวันที่ 26 &#8211; 28 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/workshop-pvsyst-homer-pro-082026/">การอบรมเชิงวิชาการ Workshop เรื่อง “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) เตรียมจัด Workshop เพื่อการเรียนรู้ด้านพลังงานและการปฎิบัติจริง ในหัวข้อเรื่อง “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro” ในวันที่ 26 &#8211; 28 สิงหาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ</strong></p>
<p><span id="more-45118"></span></p>
<p>ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการ พึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar PV with Battery Energy Storage System &#8211; BESS) จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และคำนวณที่แม่นยำเพื่อให้ได้ขนาดระบบที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์</p>
<p>โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและสามารถใช้งานได้อิสระจากกันหรือใช้งานร่วม กัน โดย PVsyst ใช้สำหรับการวิเคราะห์สมรรถนะของระบบเซลล์แสงอาทิตย์อย่างละเอียด ทั้งในด้านการคำานวณพลังงานที่ผลิตได้ เงื่อนไขทางภูมิอากาศ ผลกระทบของเงาบัง และการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม ขณะที่ Homer Pro เหมาะสำหรับ การวิเคราะห์ระบบพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid Energy System) โดยคำนวณความเป็นไปได้ทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของระบบที่รวมแหล่งพลังงานต่างๆ เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และโหลดไฟฟ้า</p>
<p>สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดให้มีการอบรมเชิงวิชาการ “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงาน แสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยวิเคราะห์และพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-45120" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brochure_IEEE-PES-Pvsysy-2026.jpg" alt="การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro" width="424" height="600" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brochure_IEEE-PES-Pvsysy-2026.jpg 424w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brochure_IEEE-PES-Pvsysy-2026-212x300.jpg 212w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brochure_IEEE-PES-Pvsysy-2026-150x212.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/Brochure_IEEE-PES-Pvsysy-2026-353x500.jpg 353w" sizes="(max-width: 424px) 100vw, 424px" /></p>
<p><strong>ท่านจะได้ทดลองปฎิบัติโปรแกรมการออกแบบ</strong> ดังนี้</p>
<p>&#8211; การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โปรแกรม PVsyst<br />
&#8211; การติดตั้งโปรแกรมและการสำรวจอินเทอร์เฟซในเบื้องต้น<br />
&#8211; การออกแบบระบบรูปแบบ Grid Connected แบบ Solar Rooftop<br />
&#8211; การออกแบบ Solar Rooftop + BESS in Case Self-Consumption<br />
&#8211; การออกแบบระบบ Grid Connected แบบ Solar Farm<br />
&#8211; การวิเคราะห์การออกแบบ Solar Farm<br />
&#8211; การออกแบบระบบแบบ Stand Alone แบบ Solar Roof<br />
&#8211; การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ด้วยโปรแกรม Homer Pro<br />
&#8211; การติดตั้งโปรแกรมและการสำรวจอินเทอร์เฟซในเบื้องต้น<br />
&#8211; การออกแบบระบบรูปแบบ Grid Connected แบบ Solar Farm<br />
&#8211; การออกแบบ Solar farm in Case Self-Consumption with Zero Export<br />
&#8211; การออกแบบ Solar Rooftop + BESS และการเลือกใช้อุปกรณ์<br />
&#8211; การออกแบบระบบรูปแบบ Stand Alone แบบ Solar Farm<br />
&#8211; การออกแบบ Solar Rooftop + BESS<br />
&#8211; การออกแบบ Solar Rooftop + BESS + Other Sources (Hybrid)<br />
&#8211; วิเคราะห์การทำงานและผลของโปรแกรม PVsyst และ Homer Pro</p>
<p>***มีสิทธิ์รับหน่วยพัฒนาความรู้ (PDU) ตามที่สภาวิศวกรให้การรับรอง 18​ PDUs</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ <a href="https://www.greennetworkseminar.com/pvsyst/" target="_blank" rel="noopener">www.greennetworkseminar.com/pvsyst/</a></p>
<p><strong>สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่</strong><br />
โทรศัพท์ 0-2354-5333 ต่อ 500 / 503<br />
มือถือ 08-3069-6055<br />
e-mail : seminar@greennetworkseminar.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/workshop-pvsyst-homer-pro-082026/">การอบรมเชิงวิชาการ Workshop เรื่อง “การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยใช้โปรแกรม PVsyst และ Homer Pro”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Taiwan Excellence ชู 3 นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ตอบโจทย์แนวคิด “Building Sustainable Manufacturing with Taiwan’s Adaptive Soltions”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 06:23:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Special Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Manufacturing Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[MCM]]></category>
		<category><![CDATA[RHYMEBUS]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Manufacturing]]></category>
		<category><![CDATA[SWAN]]></category>
		<category><![CDATA[Taiwan Excellence]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบอัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=45044</guid>

					<description><![CDATA[<p>Taiwan Excellence  นำทัพเทคโนโลยีนวัตกรรมระบบอัตโนมัติและโซลูชันการผลิตอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน จาก 17 บริษัทชั้นนำของไต้หวันมาจัดแสดงภายในงาน Manufacturing Expo 2026  ชูแนวคิด “Building Sustainable Manufacturing with Taiwan’s Adaptive Solutions” หรือ “สร้างการผลิตที่ยั่งยืนด้วยโซลูชันอัจฉริยะที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว” สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในการช่วยภาคอุตสาหกรรม ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต สำหรับนวัตกรรมจาก 17 แบรนด์ชั้นนำของไต้หวันจัดแสดงภายใน Taiwan&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions/">Taiwan Excellence ชู 3 นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ตอบโจทย์แนวคิด “Building Sustainable Manufacturing with Taiwan’s Adaptive Soltions”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Taiwan Excellence</strong>  นำทัพเทคโนโลยีนวัตกรรมระบบอัตโนมัติและโซลูชันการผลิตอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน จาก 17 บริษัทชั้นนำของไต้หวันมาจัดแสดงภายในงาน Manufacturing Expo 2026  ชูแนวคิด “Building Sustainable Manufacturing with Taiwan’s Adaptive Solutions” หรือ “สร้างการผลิตที่ยั่งยืนด้วยโซลูชันอัจฉริยะที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว” สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีในการช่วยภาคอุตสาหกรรม ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจภายใต้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต</p>
<p><span id="more-45044"></span></p>
<p>สำหรับนวัตกรรมจาก 17 แบรนด์ชั้นนำของไต้หวันจัดแสดงภายใน Taiwan Excellence Pavilion ณ บูธ 8F11 ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา   ได้แก่ AAEON, APLEX, ASSOMA, CHIMEI MOTOR, FATEK, FENRI, GETAC, HCP, KSS, MCM, PLANET Technology, RHYMEBUS, SOLOMON, SYNTEC, TECHMAN ROBOT, TONG CHENG และ WALRUS PUMP</p>
<p>โดยมี 3 บริษัทที่โดดเด่นในการสนับสนุนการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ การจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลภายในโรงงานอย่างครบวงจร ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ยุค Industry 4.0 และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต</p>
<h3>MCM ผู้บุกเบิกน้ำมันตัดกลึงผลิตจากพืช เปิดตัว 2ผลิตภัณฑ์เรือธง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – พนักงาน</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45046" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02.jpg" alt="MCM จัดแสดงนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ในงาน Manufacturing Expo 2026" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02.jpg 811w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>MCM </strong></span>กลับมาพร้อมกับความสำเร็จ หลังจากที่ชนะรางวัล Taiwan Excellence ถึง 4 ครั้ง โดยปีนี้ MCM มุ่งเน้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมันตัดกลึงโลหะที่ผลิตจากพืช (Plant-based Oil) ร่วมกับจุลชีววิทยาเฉพาะทาง (Microbiological Technology)  รุ่น SUPERSOL และ G2 SUPERSYN ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อทดแทนน้ำมันหล่อเย็นจากน้ำมันแบบเดิมที่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน</p>
<p>นวัตกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคการผลิตโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระดับกระบวนการ ไปสู่การออกแบบวัสดุและสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง โดย SUPERSOL มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 5-10 ปี มากกว่าน้ำมันตัดกลึงทั่วไปหลายเท่าตัว ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณของเสีย และลดต้นทุนการจัดการของเสียในระยะยาว</p>
<p>ขณะที่ G2 SUPERSYN ซึ่งพัฒนาจากเทคโนโลยีเคมีขั้นสูง สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ถึง 90% และยังคงประสิทธิภาพสำหรับงานตัดกลึงความแม่นยำสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน และอิเล็กทรอนิกส์  โดยน้ำมันตัดกลึงจากพืชของ MCM มีจุดเด่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันแบบเดิม พร้อมลดความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ได้ราว 30-65% ซึ่งไม่เพียงช่วยให้โรงงานบรรลุเป้าหมายด้าน ESG และ Net Zero ได้ง่ายขึ้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอากาศและสุขภาวะของแรงงานในสถานประกอบการ</p>
<h3>RHYMEBUS ปลดล็อกพลังงานสะอาดเพื่อการจัดการน้ำ ด้วยระบบโซลาร์ปั๊มไร้แบตเตอรี่</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter wp-image-45047" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03.jpg" alt="RHYMEBUS จัดแสดงนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ในงาน Manufacturing Expo 2026" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03.jpg 811w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>บริษัท <span style="color: #6cb742;">RHYMEBUS </span></strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควบคุมมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์จากไต้หวัน นำเสนอ <strong>RM6F6-0713</strong> ระบบขับเคลื่อนปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์การใช้งานในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่เกษตรกรรม และระบบจัดการน้ำที่ต้องการความต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง  พร้อมชูจุดเด่นสำคัญภายใต้แนวคิด “พลังงานสะอาดโดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่”</p>
<p>ความโดดเด่นของ RM6F6-0713 คือความสามารถในการนำพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแผงโซลาร์เซลล์มาใช้งานได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่เหมือนโซลูชันแบบดั้งเดิม ช่วยลดต้นทุนการลงทุนและค่าบำรุงรักษาระยะยาว พร้อมลดปัญหาการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นเมื่อครบอายุการใช้งาน</p>
<p>หัวใจสำคัญของระบบอยู่ที่เทคโนโลยี Maximum Power Point Tracking (MPPT) ซึ่งช่วยดึงพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้ในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เช่น วันที่มีเมฆมากหรือแสงแดดไม่สม่ำเสมอ  มาพร้อมระบบ Auto-transfer Module ที่สามารถสลับไปใช้ไฟฟ้าจากระบบสายส่งได้โดยอัตโนมัติเมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ช่วยให้ระบบสูบน้ำสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด อีกทั้งยังมีระบบควบคุมอัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์สภาวะแสงและผลกระทบจากเงาบังชั่วคราว เพื่อลดการเปิด-ปิดเครื่องบ่อยครั้ง ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และเพิ่มเสถียรภาพในการทำงานจริงภาคสนาม</p>
<h3>SWAN  นำเทคโนโลยี Coaxial Drive  ยกระดับเครื่องอัดอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสู่ความยั่งยืน</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-45048" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04.jpg" alt="SWAN CORPORATION จัดแสดงนวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ในงาน Manufacturing Expo 2026" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04.jpg 811w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/07/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><strong>บริษัท <span style="color: #6cb742;">SWAN CORPORATION</span></strong> ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบอัดอากาศจากไต้หวัน ได้นำเสนอนวัตกรรมที่มุ่งตอบโจทย์ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดต้นทุนการดำเนินงาน และการสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวผ่าน<strong>นวัตกรรมเครื่องอัดอากาศรุ่น TMV Series (Twin Screw</strong>) ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยระบบ Coaxial Drive ที่ใช้มอเตอร์เพียงตัวเดียวในการขับเคลื่อนชุดสกรูคู่ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างการส่งกำลังจากเดิมประมาณ 3% เหลือต่ำกว่า 1%</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการนำมอเตอร์แม่เหล็กถาวรมาใช้แทนมอเตอร์แบบขดลวดทองแดงทั่วไป ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี ขณะที่มอเตอร์ทั่วไปมักมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 5-6 ปี สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพพลังงานและการลดการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์</p>
<p>จากประสิทธิภาพด้านพลังงานดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานการประหยัดพลังงานระดับ Class 1 ของไต้หวัน ซึ่งมอบให้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกันมากกว่า 5%  และเมื่อพิจารณาในมิติของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาจากโรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอพบว่า การเปลี่ยนมาใช้เครื่องอัดอากาศของ SWAN สามารถลดค่าไฟฟ้าได้สูงถึง 80,000 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 1 ล้านบาทต่อปี แม้ใช้กำลังไฟฟ้าในระดับใกล้เคียงกับเครื่องเดิม สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ขณะที่อายุการใช้งานของเครื่องจักรยาวนานถึง 10-20 ปี</p>
<p>นอกเหนือจากการประหยัดพลังงานแล้ว การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปฏิบัติงานยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เครื่องอัดอากาศของ <strong>SWAN</strong> ได้รับการออกแบบให้มีระดับเสียงเพียง 60-70 เดซิเบล แม้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดมลภาวะทางเสียงภายในโรงงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับพนักงาน โดยบริษัทฯ กำลังเดินหน้าสู่มาตรฐาน ISO 14000 เพื่อยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/taiwan-excellence-building-sustainable-manufacturing-with-taiwans-adaptive-soltions/">Taiwan Excellence ชู 3 นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน ตอบโจทย์แนวคิด “Building Sustainable Manufacturing with Taiwan’s Adaptive Soltions”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2026 02:36:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Scoop]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Heat Wave]]></category>
		<category><![CDATA[Omega Block]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[สภาพอากาศสุดขั้ว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44960</guid>

					<description><![CDATA[<p>ยุโรปกำลังเผชิญกับ &#8220;คลื่นความร้อน&#8221; (Heat Wave) ที่รุนแรงและยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่เคยมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดและใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องประชาชน ยุโรปเดือดเกินรับมือ ผู้เสียชีวิตพุ่ง หลายเมืองทำลายสถิติความร้อน เท็ดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วมากกว่า 1,300 ราย โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/">‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยุโรปกำลังเผชิญกับ &#8220;คลื่นความร้อน&#8221; (Heat Wave) ที่รุนแรงและยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติที่เคยมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศต้องประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดและใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปกป้องประชาชน</strong></p>
<p><span id="more-44960"></span></p>
<h3>ยุโรปเดือดเกินรับมือ ผู้เสียชีวิตพุ่ง หลายเมืองทำลายสถิติความร้อน</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เท็ดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส</span> ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO)</strong> เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแล้วมากกว่า 1,300 ราย โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งยังพบสถิติการเสียชีวิตภายในที่พักอาศัยเพิ่มสูงขึ้นถึง 40%</p>
<p>ปัจจุบันยุโรปกำลังกลายเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นที่เร็วที่สุดในโลก ประชาชนหลายล้านคนจึงต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนจัด ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวัน สถานศึกษาหลายแห่งจำเป็นต้องปิดการเรียนการสอน รวมถึงสถานที่ทำงานที่ต้องปิดชั่วคราว ทั้งยังส่งผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงมากขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้กระทบเป็นวงกว้างไปถึงสุขภาพกาย ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสมจากอากาศที่ร้อนจัด</p>
<h3>ฝรั่งเศสวิกฤติหลายเมือง ประกาศเตือนภัยสีแดง 54 พื้นที่</h3>
<p>หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนนี้มากที่สุดอย่างประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเมืองปัวตีเยที่ทุบสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1947 ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 41.2 องศาเซลเซียส เมืองเลส์ แอร์บิเยร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส เช่นเดียวกับเมืองปิสโซส์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่วัดอุณหภูมิสูงสุดของวันได้ 44.3 องศาเซลเซียส และกรุงปารีสมีโอกาสแตะ 40 องศาเซลเซียส ภายในสัปดาห์นี้ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายเมืองของฝรั่งเศส ส่งผลให้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงกว่า 54 พื้นที่ทั่วประเทศ</p>
<h3>“Omega Block” ตัวเร่งอุณหภูมิความร้อน</h3>
<p>คลื่นความร้อนครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ &#8220;โดมความร้อน&#8221; (Heat Dome) หรือที่เรียกว่า “Omega Block” ซึ่งเป็นบริเวณความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน ทำหน้าที่เสมือนฝาหม้อกักเก็บความร้อนไม่ให้ระบายออก แม้โดมความร้อนจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป แต่อุณหภูมิที่สูงผิดปกติในครั้งนี้ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ทุกคลื่นความร้อนรุนแรงกว่าเดิม</p>
<p>ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญก็กำลังเริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งโดยปกติจะเพิ่มโอกาสเกิดคลื่นความร้อนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มองว่า เอลนีโญในขณะนี้ยังมีอิทธิพลต่อคลื่นความร้อนครั้งนี้น้อยมาก แต่มีแนวโน้มจะทำให้ฤดูร้อนปีหน้ารุนแรงยิ่งขึ้น</p>
<h3>เบื้องหลังคลื่นความร้อน เมื่อหลายปัจจัยเร่งให้ยุโรปเดือด</h3>
<p>เบื้องหลังคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงในยุโรป ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์อากาศสุดขั้วชั่วคราว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันภายใต้ภาวะโลกร้อน หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ยุโรปมีพื้นที่บางส่วนเชื่อมต่อกับเขตอาร์กติก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก เมื่อหิมะและน้ำแข็งละลาย พื้นผิวสีเข้มที่อยู่ด้านล่างจะดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็ง ส่งผลให้โลกกักเก็บความร้อนเพิ่มขึ้น และเร่งให้การละลายของน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการลดมลพิษทางอากาศของยุโรปจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน แต่การที่อนุภาคฝุ่นขนาดเล็กในชั้นบรรยากาศลดลง ก็ทำให้ &#8220;เกราะสะท้อน&#8221; พลังงานแสงอาทิตย์ตามธรรมชาติลดลงไปด้วย ส่งผลให้พื้นผิวโลกดูดซับความร้อนได้มากกว่าเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศ ทำให้ปรากฏการณ์ &#8220;โดมความร้อน&#8221; (Heat Dome) เกิดบ่อยขึ้นและปกคลุมพื้นที่ได้นานกว่าในอดีต จนคลื่นความร้อนกลายเป็นภัยที่รุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ยุโรปมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า</p>
<h3>“ยุโรป” ทวีปที่ไม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทนร้อน</h3>
<p>สาเหตุที่ยุโรปได้รับผลกระทบหนักเกิดจากอาคาร บ้านเรือน โรงเรียน และสำนักงานจำนวนมากถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคที่สภาพอากาศเย็นกว่าปัจจุบันในสหราชอาณาจักร อาคารจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ภายในอาคารกลับสะสมความร้อนและระบายออกได้ยาก</p>
<p>ขณะที่เครื่องปรับอากาศอาจไม่ใช่คำตอบที่แก้ปัญหาได้ทันที เพราะในฝรั่งเศส การติดตั้งเครื่องปรับอากาศยังเป็นประเด็นถกเถียงด้านนโยบาย ส่วนในสหราชอาณาจักร ค่าไฟฟ้าที่สูงทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างแพร่หลาย แม้แต่ในเมืองแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในอดีตนิยมออกแบบบ้านให้รับมืออากาศร้อนด้วยลานกลางบ้าน บานเกล็ดไม้ และผนังหินสีอ่อน แต่สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่จำนวนไม่น้อยกลับใช้รูปแบบการก่อสร้างที่กักเก็บความร้อนมากขึ้น</p>
<p>หากความร้อนเช่นนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย ทุกคนคงเปิดแอร์เพื่อระบายความร้อนอย่างง่ายดาย แต่ในยุโรปกลับพบว่ามีบ้านเรือนเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากในอดีต ยุโรปแทบไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปเหนือที่บ้านส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ทำให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อน ความร้อนจะสะสมอยู่ภายในอาคารและระบายออกได้ยาก</p>
<p>เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง &#8220;อากาศร้อนผิดปกติ&#8221; แต่เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ที่ทุกประเทศต้องเร่งปรับตัวก่อนที่สภาพอากาศสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ในอนาคต</p>
<p><!--more--></p>
<p>ที่มา : <a href="https://www.aljazeera.com/news/2026/6/23/about-20-drown-in-france-trying-to-escape-heatwave-sweeping-much-of-europe" target="_blank" rel="noopener">Aljazeera</a>, <a href="https://www.cnbc.com/2026/06/23/extreme-heat-wave-europe-weather-climate.html" target="_blank" rel="noopener">CNBC</a>, <a href="https://edition.cnn.com/2026/06/23/climate/europe-heat-wave-france-uk-spain" target="_blank" rel="noopener">CNN</a>, <a href="https://www.nytimes.com/2026/06/23/weather/europe-extreme-heat-wave-warning.html" target="_blank" rel="noopener">The New York Times</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/heat-wave-europe/">‘คลื่นความร้อน’ ทุบทุกสถิติในยุโรป คร่าชีวิตกว่า 1,300 คน สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้ว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm)”</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-solar-rooftop-solar-farm-072026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:04:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE PES-Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Farm]]></category>
		<category><![CDATA[Solar Rooftop]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานแสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบผลิตไฟฟ้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44755</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm) : นโยบาย ข้อกำหนด การออกแบบ การติดตั้ง การดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประเมินทางเศรษฐศาสตร์&#8221; ในวันที่ 13 &#8211; 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรม เดอะ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-solar-rooftop-solar-farm-072026/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm)”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm) : นโยบาย ข้อกำหนด การออกแบบ การติดตั้ง การดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประเมินทางเศรษฐศาสตร์&#8221; ในวันที่ 13 &#8211; 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ</strong></p>
<p><span id="more-44755"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44756" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/IEEE-PES-Solar-2026.png" alt="ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm)" width="595" height="842" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/IEEE-PES-Solar-2026.png 595w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/IEEE-PES-Solar-2026-212x300.png 212w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/IEEE-PES-Solar-2026-150x212.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/IEEE-PES-Solar-2026-353x500.png 353w" sizes="(max-width: 595px) 100vw, 595px" /></p>
<h3>หัวข้อสัมมนา</h3>
<p>&#8211; นโยบายและการส่งเสริมด้านพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบนพื้น<br />
&#8211; ความรู้พื้นฐานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบนพื้น<br />
&#8211; การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน<br />
&#8211; ระเบียบ มาตรฐานการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบนพื้น<br />
&#8211; ข้อเสนอแนะในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบนพื้น<br />
&#8211; การบำรุงรักษาและการป้องกันอัคคีภัยสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์<br />
&#8211; การออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบนพื้น ตามมาตรฐานการติดตั้งการไฟฟ้า<br />
&#8211; Solar Rooftop Used Case Sharing<br />
&#8211; ​Develop Solar Government, PPA Private PPA and Construction Project<br />
&#8211; การเลือกใช้งานอินเวอร์เตอร์สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์<br />
&#8211; นโยบายการสนับสนุนการลงทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบีโอไอ (BOI) และ<br />
&#8211; การติดตั้งและทดสอบ ปัญหา อุปสรรค และความปลอดภัยในการปฎิบัติงาน</p>
<p>จัดโดย สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) ร่วมกับวิทยาลัยพลังงานทดแทนและสมาร์ตกริดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ</p>
<p>ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ <a href="https://www.greennetworkseminar.com/solar/" target="_blank" rel="noopener">www.greennetworkseminar.com/solar/</a></p>
<p><strong>สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่</strong><br />
โทรศัพท์ 0-2354-5333 ต่อ 500 / 503<br />
มือถือ 08-3069-6055<br />
e-mail : seminar@greennetworkseminar.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/ieee-pes-solar-rooftop-solar-farm-072026/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และบนพื้น (Solar Farm)”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 07:45:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[AVEVA]]></category>
		<category><![CDATA[Smart Grid 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[ซอฟต์แวร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44607</guid>

					<description><![CDATA[<p>AVEVA บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Electric ล่าสุด AVEVA กำลังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ผ่านยุทธศาสตร์ Smart Grid 2.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนพลังงานของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน Ann Moore ผู้ดำรงตำแหน่ง Industry Principal ด้าน Power and Utilities แห่ง AVEVA&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/">AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>AVEVA</strong> บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลก มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Schneider Electric ล่าสุด AVEVA กำลังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการโครงข่ายไฟฟ้าของไทย ผ่านยุทธศาสตร์ Smart Grid 2.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขับเคลื่อนพลังงานของไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน</p>
<p><span id="more-44607"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44609" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02.jpg" alt="Ann Moore" width="600" height="450" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-150x113.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-02-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">Ann Moore</span> ผู้ดำรงตำแหน่ง Industry Principal ด้าน Power and Utilities แห่ง AVEVA </strong>มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคมากกว่า 20 ปี และเสริมว่าด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 60 ปีของ AVEVA ในเรื่อง Engineering Designs และ Construction ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า AVEVA มีโซลูชันครบทุก Lifecycle ของอุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยงานได้ทุกอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค</p>
<p><strong>Ann Moore </strong>ได้ให้ทัศนะเชิงลึกว่า ในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค มีข้อมูล (Data) เป็นรากฐานสำคัญ ยิ่งอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ข้อมูลยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นปริมาณมหาศาล ห่วงโซ่มูลค่าของข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่การผลิต ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงไปยังสถานีย่อยและการจ่ายไฟฟ้าไปยังผู้บริโภคเมื่อ 15-20 ปีที่แล้วจะพูดถึง Data Mining, Smart Metering และ SCADA เพื่อดูแลระบบส่งไฟฟ้ารูปแบบเก่า เป็นการส่งกำลังไฟฟ้าทางเดียวจากโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ไปยังผู้บริโภค การสื่อสารข้อมูลเป็นแบบรวมศูนย์ทางเดียว แต่ปัจจุบันนี้ โครงข่ายไฟฟ้าของไทยมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ามากขึ้น การเติบโตทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ตัวอย่างเช่น โซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop ) หรือการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่บ้าน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้แค่ใช้พลังงานอย่างเดียว แต่เป็นทั้งผู้ผลิตพลังงานและเป็นผู้บริโภคด้วย  ก่อเกิดการสื่อสารข้อมูลแบบสองทางหรือหลายทางมากยิ่งขึ้น จึงมีปริมาณข้อมูลจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีก การเก็บข้อมูลแบบไซโล (Silos) หรือข้อมูลแบบแยกส่วนกลายเป็นอุปสรรค หน่วยงานจึงต้องการแนวทางที่เป็นองค์รวม และจำเป็นต้องมีการมองเห็นข้อมูลแบบบูรณาการครบวงจร (Visibility) และเข้าถึงข้อมูลได้ โดยมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะจำนวนมากที่ราคาไม่แพง สามารถส่งคืนข้อมูลได้ทั้งหมดจาก Internet of Things (IoT) จากอุปกรณ์ภาคสนามเพื่อนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการตัดสินใจ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลอย่างเดียวนั้นไม่พอ หน่วยงานจะต้องบูรณาการข้อมูลเพื่อทำการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลเป็นหลัก Solution AVEVA เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้  โดยเป็น Data Platform ที่บูรณาการแบบครบวงจร ในการดำเนินงานด้านการส่งไฟฟ้าหรือแม้แต่การผลิตสามารถใช้แพลตฟอร์มของ AVEVA เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือ (Reliability) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปฏิบัติการแบบเรียลไทม์ ทำให้ระบบการดำเนินงานเป็นอัจฉริยะ (Operational Intelligence)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44610" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="337" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-03-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>AVEVA มีโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการประสิทธิภาพของสินทรัพย์ (Asset Performance Management) เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้า หรือการส่งและจำหน่ายนั้นมีสินทรัพย์จำนวนมาก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นมีราคาแพงมาก และคงไม่ต้องการให้ไฟฟ้าดับโดยไม่ได้วางแผนไว้ AVEVA จะตรวจสอบสภาพสินทรัพย์ทั้งหมดและระยะเวลาใช้ในการใช้งานของอุปกรณ์ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของตารางการบำรุงรักษาได้  ซึ่งสามารถช่วยปกป้องสินทรัพย์และยืดอายุการใช้งานได้</p>
<p>ด้านวิศวกรรม AVEVA มีระบบ 3 มิติ (3D) ทั้งการออกแบบวิศวกรรมและการวาดภาพ ดังนั้นจึงมีภาพจำลองเสมือนจริงแบบ 3 มิติของสินทรัพย์ทางกายภาพ สิ่งที่เป็นที่นิยมมากขณะนี้คือ แบบจำลองเสมือนจริงของโรงงาน (Digital Twin) ที่ไม่ใช่แค่การทำให้สินทรัพย์เป็นดิจิทัล แต่ยังสร้างภาพจำลองเสมือนของสินทรัพย์จริงขึ้นมาด้วย ซึ่งมีข้อมูลแบบเรียลไทม์และข้อมูลย้อนหลัง และยังมีแบบจำลองความเชื่อมโยงอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44611" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="338" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-150x85.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-04-500x282.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>นอกจากนั้นโซลูชันของ AVEVA ยังเป็นระบบ Hybrid คือรูปแบบการทำงานของซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมที่ผสานการทำงานระหว่างระบบภายในองค์กร (On-Premises/Edge) กับระบบคลาวด์ (Cloud) เข้าด้วยกันอย่างราบรื่น ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บ ประมวลผล และดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่โดยไม่ต้องละทิ้งระบบเดิมที่มีอยู่ และเป็นคลาวด์เนทีฟ (Cloud Native) ซึ่งช่วยเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมดในการคาดการณ์และพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยคลาวด์เนทีฟจะสร้างระบบนิเวศพลังงาน (Energy Ecosystem) ซึ่งจะมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันบนคลาวด์ ทำให้โซลูชันของ AVEVA ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44612" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05.jpg" alt="AVEVA" width="600" height="337" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/aveva-smart-grid-2-0-05-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>AVEVA ยังมีโซลูชันไปไกลกว่า Data-Driven โดยเป็น AI-Driven Analysis ที่เรียกว่า Industrial AI Assistant คือเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) สำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูล ถาม-ตอบปัญหาทางเทคนิค หรือสรุปข้อมูลการทำงานด้วยการพิมพ์หรือพูดภาษาธรรมชาติ ผ่านแชทอินเทอร์เฟซ โดยไม่ต้องตั้งค่าชุดคำสั่งหรือแดชบอร์ดที่ซับซ้อน</p>
<p>อีกหนึ่งความท้าทาย คือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) AVEVA มีโซลูชันที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ โดยสามารถตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานได้ เช่น การตรวจจับการบุกรุก สินทรัพย์ในระบบไฟฟ้า เช่น เซิร์ฟเวอร์ ไฟร์วอลล์ หรือระบบไอทีที่จะต้องตรวจสอบและส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีความผิดปกติ ซึ่งเป็นการตรวจสอบสินทรัพย์เชิงรุก นอกจากความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว ความปลอดภัยทางกายภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา เคยมีเหตุการณ์สถานีไฟฟ้าถูกบุกรุก ทำให้ไฟดับไปทั้งชุมชน พลังงานจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปกป้อง</p>
<p>“โซลูชันของ AVEVA สามารถตรวจสอบได้ ถ้ามีคนพยายามแฮกหรืออะไรก็ตาม จะตรวจจับได้เหมือนกับอุปกรณ์ของคุณ ถ้าอุณหภูมิน้ำมันสูงเกินไป หรือความดันสูงเกินไป องค์กรที่ใช้งานจะได้รับการแจ้งเตือนทันที ทุกอย่างคือเรื่องของข้อมูลและการนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจ” Ann <strong>Moore</strong> กล่าว</p>
<p><strong>Ann Moore</strong> กล่าวว่า AVEVA มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบไฟฟ้าของไทยให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และ บีกริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) ซึ่งเป็นคู่ค้ามายาวนาน โดย AVEVA ได้ติดตั้งระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม (AVEVA PI System) ซึ่งเป็น Data Platform ระดับอุตสาหกรรม ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เครื่องจักร และระบบควบคุมในโรงงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นหัวใจสำคัญในการทำ Data Analytics ให้แก่ทั้งสองหน่วยงาน เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีข้อมูลสินทรัพย์ การดำเนินงาน และการบำรุงรักษามาก  อีกทั้งยังมีแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน จึงต้องบูรณาการข้อมูลเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานกำลังสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้แพลตฟอร์มข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวที่บูรณาการไว้แล้ว ทำให้ลูกค้าซึ่งใช้ AVEVA PI System ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก</p>
<p>สำหรับโครงการ Smart Grid 2.0 ของไทย ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน มุ่งเน้นการรองรับพลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม) และรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนสถานะจาก &#8220;ผู้ใช้&#8221; มาเป็น &#8220;ผู้ผลิตและขายไฟฟ้า&#8221; (Prosumer) ได้ <strong>Ann Moore </strong>ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าโครงการ Smart Grid 2.0 คือการทำให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เนื่องจากภูมิทัศน์ของพลังงานกำลังเปลี่ยนไป มีความเคลื่อนไหวและซับซ้อนมากขึ้น  ขณะนี้มีระบบที่เรียกว่า Behind the Meter (BTM)  ที่เกิดขึ้นในบ้าน มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งแอร์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์  และยังมีโซลาร์บนหลังคาที่ผลิตไฟเองด้วย ทำให้ระบบ BTM มีความซับซ้อนมากขึ้น</p>
<p>การจะบริหารจัดการดูแลระบบ Smart Grid 2.0 ที่ซับซ้อนต้องมีระบบ Data Platform อย่าง AVEVA ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาลแบบเรียลไทม์ บูรณาการให้เป็นหนึ่งเดียว รวมข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Data Silos) จากหลายระบบให้เป็นระเบียบ มองเห็นสินทรัพย์ในระบบไฟฟ้าทั้งหมดเป็นภาพจำลองเสมือน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำนายเวลาที่เครื่องจักรหรือสินทรัพย์ใดมีปัญหา ช่วยลดดาวน์ไทม์ และประหยัดพลังงาน และรองรับการทำงานแบบ Hybrid ทำงานร่วมกันได้ทั้งบนเซิร์ฟเวอร์ (Edge) และระบบคลาวด์ (Cloud) มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง และเป็นทั้ง Data-Driven และ AI-Driven Analysis</p>
<p><strong>Ann Moore</strong> กล่าวถึงโครงการ Smart Grid 2.0 จะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยุคดิจิทัล ที่กำลังมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ AI โดยที่ปัญหาสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์คือการส่งกำลังไฟฟ้าไปที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างไรให้เพียงพอ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งสิ้นเปลืองไฟฟ้ามหาศาล โครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแล้วจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย  ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้มีการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย แทนที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด โดยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น เช่น การเพิ่มความจุของสายส่งเพื่อแก้ปัญหาความแออัด  ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายตัวและแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าได้</p>
<p>โครงการ Smart Grid 2.0 ยังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องความยืดหยุ่น (Resilience) และความเชื่อถือได้ (Reliability) ของการจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากสภาพอากาศที่รุนแรงด้วย เช่น พายุไต้ฝุ่นในสหรัฐอเมริกา มีไฟป่าจากสภาพอากาศที่แห้งจัด แม้แต่แคนาดาหรือชายฝั่งตะวันออกที่เคยชื้นก็ยังมีไฟป่า ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกต้องเจอและเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จึงต้องการการพยากรณ์ที่ดีขึ้นโดยใช้ AI มาช่วยสร้างแบบจำลอง และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำนายภัยพิบัติเหล่านี้</p>
<p>อีกประเด็นที่มีความสำคัญ คือ ความสามารถในการจ่ายได้ของประชาชน  คือทำอย่างไรให้ไฟฟ้ามีราคาที่จ่ายได้สำหรับทุกคน และต้องมีความเท่าเทียมกันด้วย ในสหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับคำนี้มาก  เมื่อมีนโยบายจากรัฐ ผู้กำกับดูแล (Regulator) รัฐวิสาหกิจไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟ และผู้ลงทุนอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) หรือ กูเกิล (Google) ให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และสนับสนุนการใช้ AI ทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชนจะต้องสร้างระบบนิเวศร่วมกัน เพื่อปรับปรุงพื้นที่อื่นๆ ให้มีไฟฟ้าที่เสถียรต่อเนื่อง สม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมงและมีความยืดหยุ่น  หากไฟดับแล้วต้องกู้กลับมาให้ได้อย่างรวดเร็ว และสุดท้ายคือเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน</p>
<p>ในมุมมองของความยั่งยืน <strong>Ann Moore</strong> มีการพูดถึงการลดการปล่อยคาร์บอนและลดมลพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีมลพิษ หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพง แม้กระทั่งการที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันใช้ AI เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ขณะที่ AI ใช้ไฟมหาศาล ดังนั้นในระยะยาวจะต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความยั่งยืน ความน่าเชื่อถือ และราคาที่ประชาชนจ่ายได้ ซึ่งในเรื่องนี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญและเชื่อว่าเทคโนโลยีและโซลูชันของ AVEVA ซึ่งเป็น Data Platform ช่วยตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/aveva-smart-grid-2-0/">AVEVA สนับสนุนไทยเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่สู่ Smart Grid 2.0</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 01:31:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[News & Activities]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[The NOVA Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[การอัปเกรดอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการใช้พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีอาคาร]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด Re:Build]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44376</guid>

					<description><![CDATA[<p>เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ  “The NOVA Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “Re:Build – Upgrading Today for a Net-Zero Future” งานแสดงเทคโนโลยีอาคารที่ครบที่สุดแห่งปี คนในวงการอาคาร พลังงาน การออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง “ห้ามพลาด!” รวมเทคโนโลยีและโซลูชันที่ครบถ้วน ตอบโจทย์การพัฒนาอาคารยุคใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการลดคาร์บอน ระหว่างวันที่ 3–5&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/">เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ  <strong>“</strong><strong>The NOVA Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “Re:Build – Upgrading Today for a Net-Zero Future” งานแสดงเทคโนโลยีอาคารที่ครบที่สุดแห่งปี คนในวงการอาคาร พลังงาน การออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้าง “ห้ามพลาด!”</strong> รวมเทคโนโลยีและโซลูชันที่ครบถ้วน ตอบโจทย์การพัฒนาอาคารยุคใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการลดคาร์บอน <strong>ระหว่างวันที่ </strong><strong>3–5 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา</strong></p>
<p><span id="more-44376"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3485" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-03.jpg" alt="นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์" width="800" height="533" /></p>
<p><strong><span style="color: #1b2f9f;">นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์</span> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน</strong> <strong>ประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายกระทรวงพลังงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในอาคารเพื่อลดโลกร้อน”</strong> โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอาคาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-3488" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-06.jpg" alt="ดร.เกชา ธีระโกเมน" width="800" height="533" /></p>
<p><strong><span style="color: #1b2f9f;">ดร.เกชา ธีระโกเมน</span> ประธานจัดงาน </strong><strong>The NOVA Expo 2026</strong> เผยงานในปีนี้ มุ่งเน้นแนวคิด <strong>“</strong><strong>Re:Build”</strong> หรือการเพิ่มศักยภาพอาคารเดิม ผ่านการอัปเกรดระบบวิศวกรรม เทคโนโลยีพลังงาน สุขภาวะภายในอาคาร และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero Carbon และเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต<strong>    </strong><strong>//ทั้งนี้ “Re:Build” ไม่ใช่เพียงการ Renovate อาคาร แต่คือการเพิ่มศักยภาพอาคารเดิมให้ตอบโจทย์อนาคต ทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ ความปลอดภัย และการลดคาร์บอน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาคารและประเทศ”</strong></p>
<p>งาน The NOVA Expo จัดโดย EEC Academy ภายใต้ EEC Engineering Network ซึ่งในปี 2569       ครบรอบ 50 ปี ของการดำเนินงานในวงการวิศวกรรมและการออกแบบอาคารของประเทศ <strong>พร้อมเปิดตัว “</strong><strong>Re:Build Handbook” คู่มือแนวทางปรับปรุงอาคารสู่ Net Zero แบบ “ทำได้จริง” เพื่อเป็นองค์ความรู้สำหรับเจ้าของอาคาร วิศวกร และนักออกแบบ</strong></p>
<p>ปัจจุบันประเทศไทยมีอาคารอายุมากกว่า 20 ปี มากกว่า 70% ของทั้งหมด และภาคอาคารและที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนการใช้พลังงานรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ<strong> การอัปเกรดอาคารจึงเป็นโอกาสสำคัญในการลดการใช้พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงถึง </strong><strong>50% และช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ</strong></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-16.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-15.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-13.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-11.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-10.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-09.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-08.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-07.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>อีกหนึ่งจุดเด่นของแนวคิด <strong>Re:Build คือ อาคารเดิมจำนวนมากมี “จุดแข็งด้านทำเลและระบบขนส่ง”อยู่แล้ว การยกระดับอาคารจึงช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและศักยภาพการแข่งขันได้ทันที</strong> โดยใช้ต้นทุนคาร์บอนจากการก่อสร้าง (Embodied Carbon) ต่ำกว่าการรื้อสร้างอาคารใหม่</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>แนวโน้มด้านสุขภาวะและมาตรฐานคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (</strong><strong>IEQ) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “The Next International Hub”</strong> ทั้งในภาคธุรกิจ โรงพยาบาล โรงแรม อาคารสำนักงาน และ Data Center</p>
<p>ขณะเดียวกัน การปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัยอัคคีภัย และการผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ยังส่งผลให้อาคารจำนวนมากต้องเร่งอัปเกรดระบบสำคัญ ทั้งระบบดับเพลิง ระบบปรับอากาศ ระบบกรองอากาศ และระบบประหยัดพลังงาน <strong>ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมมาจัดแสดงอย่างครบวงจรภายในงาน </strong><strong>The NOVA Expo 2026</strong></p>
<p>ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ <strong>“การอัปเกรดอาคารเพื่อรองรับเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยผู้อำนวยการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ</strong> กล่าวถึงแนวโน้มการออกแบบและปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับสังคมสุขภาพ การยกระดับ IEQ และ มาตรฐานด้าน Wellness Building ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก</p>
<p>อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของงาน คือ <strong>ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และภาคเอกชน ในการผลักดันอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน </strong>อาทิ <strong>โครงการ </strong><strong>Advanced Innovation City โดย National Charter </strong>และ<strong>อาคารต้นแบบด้าน “สุขภาพและพลังงาน” จาก </strong><strong>MEA Energy Saving </strong>ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารที่ให้ความสำคัญทั้งด้านพลังงาน สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน</p>
<p><strong>ไฮไลต์ นวัตกรรมใหม่เปิดตัวภายในงาน ได้แก่</strong></p>
<ul>
<li><strong>TRUWATER เปิดตัว Cooling Tower รุ่นใหม่</strong> ประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน</li>
<li><strong>Fuji SMBE เปิดตัว Power Train Unit</strong> ห้องไฟฟ้าสำเร็จรูปที่ประกอบและทดสอบจากโรงงาน ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างและควบคุมคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น</li>
<li><strong>SCGC เปิดตัว CHILLOX นวัตกรรมแบตเตอรี่เก็บความเย็น (Thermal Energy Storage – TES)</strong> นวัตกรรมคนไทย เพื่อคนไทย สำหรับบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ</li>
<li><strong>TAC-M ผู้ผลิตท่อไทย นำเสนอ GRP Pipe</strong> ท่อพลาสติกขนาดใหญ่พิเศษ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนจากสารเคมีและสนิม เหมาะสำหรับงานระบบยุคใหม่</li>
</ul>
<p>อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ <strong>โซลูชันด้านการอนุรักษ์พลังงานจาก </strong><strong>Thai ESCO Association</strong> ที่นำเสนอแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานแบบลงทุนคุ้มค่า รวมถึง <strong>UNISUS Green Energy ที่นำเสนอโมเดลการปรับปรุงระบบทำความเย็นแบบ “ไม่ต้องลงทุน”</strong> เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าไฟฟ้าและลดคาร์บอนได้ทันที</p>
<p>ตลอด 3 วันของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมสัมมนาและเวที Main Stage เปิดให้เข้าฟังฟรี ครอบคลุมหัวข้อด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม Smart Building เทคโนโลยี AI การบริหารจัดการอาคาร และแนวทางลดพลังงาน-ลดคาร์บอนที่สามารถ “ทำได้จริง” <strong>โดยหลายโครงการสามารถคืนทุนได้ภายใน </strong><strong>2–3 ปี</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44378" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02.jpg" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" width="850" height="568" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02.jpg 850w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 850px) 100vw, 850px" /></p>

<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-01.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-05.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-768x513.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12-500x334.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-12.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="The NOVA Expo 2026 – Re:Build" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-768x511.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14-500x333.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/06/the-nova-expo-2026-rebuild-14.jpg 850w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>

<p>The NOVA Expo 2026 ยังได้รับการสนับสนุนจากสมาคมและองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน สะท้อน<strong>พลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคต </strong><strong>Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม</strong></p>
<p><strong>The NOVA Expo 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่คนในวงการอาคาร พลังงาน วิศวกรรม และการก่อสร้าง     ไม่ควรพลาด! สำหรับการอัปเดตเทรนด์ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อยกระดับอาคารไทยสู่อนาคตที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม // ร่วมสัมผัสเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ที่จะเปลี่ยน “อาคารเก่า” ให้กลายเป็น “โอกาสใหม่” ของประเทศไทยและโลกอนาคตอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2569 ณ ไบเทค บางนา</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nova-expo-2026-rebuild-2/">เปิดแล้วอย่างคึกคัก! “The NOVA Expo 2026 – Re:Build” รวมเทคโนโลยีอัปเกรดอาคารแห่งอนาคต ชูพลังงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 May 2026 08:21:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[พ.ร.บ.อากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายอากาศสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44135</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดในหลายมาตรา ทั้งเรื่องกองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียม มาตรการลงโทษ ไปจนถึงโครงสร้างคณะกรรมการระดับจังหวัดว่าอาจจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนไหวและเผชิญกับความยากลำบาก ท่ามกลางความกังขาว่ากฎหมายอากาศสะอาดจะเป็น “ภาระ” ต่อเศรษฐกิจหรือไม่  ล่าสุดเครือข่ายอากาศสะอาด ได้ยืนยันว่า หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การใช้ “ไม้เรียว” ลงโทษผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่คือการออกแบบกลไก “แครอทและไม้เรียว” ควบคู่กันไป ทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัว ลดมลพิษ และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ขณะเดียวกันก็วางบทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่ยังปล่อยมลพิษกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่า ต้นทุนจากอากาศเป็นพิษที่สังคมต้องแบกรับในวันนี้ อาจสูงกว่าต้นทุนการปฏิรูปทั้งระบบในวันหน้า สรุปใจความตามเนื้อหาดังนี้ 1) ประเด็นคำนิยาม&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/">เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งข้อสังเกตกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดในหลายมาตรา ทั้งเรื่องกองทุนอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียม มาตรการลงโทษ ไปจนถึงโครงสร้างคณะกรรมการระดับจังหวัดว่าอาจจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนไหวและเผชิญกับความยากลำบาก</strong></p>
<p><span id="more-44135"></span></p>
<p>ท่ามกลางความกังขาว่ากฎหมายอากาศสะอาดจะเป็น “ภาระ” ต่อเศรษฐกิจหรือไม่  ล่าสุด<strong>เครือข่ายอากาศสะอาด </strong>ได้ยืนยันว่า หัวใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การใช้ “ไม้เรียว” ลงโทษผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่คือการออกแบบกลไก “แครอทและไม้เรียว” ควบคู่กันไป ทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับตัว ลดมลพิษ และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ขณะเดียวกันก็วางบทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่ยังปล่อยมลพิษกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่า ต้นทุนจากอากาศเป็นพิษที่สังคมต้องแบกรับในวันนี้ อาจสูงกว่าต้นทุนการปฏิรูปทั้งระบบในวันหน้า สรุปใจความตามเนื้อหาดังนี้</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>1) ประเด็นคำนิยาม คำว่า &#8220;กลุ่มเปราะบาง&#8221;</strong></span> (ร่างมาตรา 4 เห็นว่า คำนิยามดังกล่าวรับรองและคุ้มครองครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แต่คำนิยามดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาระและความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ การเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพควรเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องดูแลและให้ความสำคัญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่การระบุถึงกลุ่มคนเปราะบางในกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นทั้งในทางนโยบายและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองคนกลุ่มนี้ เช่น การอำนวยความสะดวกในการรักษา การพิจารณากำหนดค่ามาตรฐาน การออกใบอนุญาตและควบคุมแหล่งกำเนิดที่เข้มงวดขึ้นหากจะมีผลต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ไม่ใช่มีแต่การเพิ่มเงินหรือเพิ่มภาระขึ้นของรัฐ แต่เป็นกรอบการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้ กรณีของกลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้ง เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด ก็จะเป็นองค์กรหลักที่ระบุขอบเขตของ &#8220;ผู้ทำงานกลางแจ้ง&#8221; ให้ชัดเจน โดยพิจารณาและบูรณาการกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงาน</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>2) ประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด </strong></span>(ร่างมาตรา 40) เห็นว่า การกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเนื่องจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แผนงานหรือนโยบายจึงขึ้นอยู่กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละบุคคล ซึ่งอาจขาดความต่อเนื่อง</p>
<p>นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดอื่นๆ อีก เช่น คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ซึ่งการกำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุดอาจส่งผลต่อภาระด้านงบประมาณและไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้มีระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง<br />
</strong>1. ร่างพ.ร.บ.นี้ต้องการยกระดับ “หลักการกระจายอำนาจ” สู่ท้องถิ่น เป็นการแก้จุดปัญหาเดิมในโครงสร้างระบบราชการไทย โดยให้นายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นประธานคณะกรรมการ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการทำงาน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนี้อยู่ในลักษณะของการตัดสินใจแบบองค์กรกลุ่มที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน นายกอบจ.จึงไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามอำเภอใจได้ และการกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับจังหวัดย่อมไม่ได้มาจากตัวนายกอบจ.เพียงผู้เดียว แต่เป็นผลจากการจัดทำขององค์กรคณะกรรมการเป็นหลัก นอกจากนี้ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดด้วยว่าได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการหรือไม่อีกด้วย</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายพึงมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>3) ประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด </strong></span>(ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153) เห็นว่า ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษและเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารจัดการอากาศสะอาด แต่ยังขาดความชัดเจนและอาจมีความซ้ำซ้อนในการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">ในประเด็นการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียกเก็บเงินของกองทุนอื่น ๆ นั้น กล่าวได้ว่า ในปัจจุบัน “ไม่มี” กองทุนใดในปัจจุบันที่จัดเก็บเงินจากประชาชนมาเพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ แม้กระทั่งกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เรื่องบำบัดการปล่อยของโรงงานเท่านั้น นอกจากนั้น กองทุนที่อาจมีภารกิจเกี่ยวเนื่องกับด้านสิ่งแวดล้อม มีจำนวนน้อยมาก และไม่เคยมีการนำเงินมาใช้ในการจัดการอากาศเลยตามกฎหมายเดิม ดังนั้น ความซ้ำซ้อนที่ว่าจึงไม่จริง</p>
<p style="padding-left: 40px;">ส่วนการกำหนดรายละเอียดอัตรา ระยะเวลา และขั้นตอนการบังคับใช้ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะออกกฎหมายลำดับรองมารองรับ ซึ่งโดยหลักการปฏิบัติ ย่อมต้องคำนึงถึงความพร้อมและให้เวลาภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>4) ประเด็นกองทุนอากาศสะอาด </strong></span>(ร่างมาตรา 196) เห็นว่า การมีกองทุนเป็นการเฉพาะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด แต่กองทุนดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 อีกทั้งในขั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อสังเกตว่า ควรใช้ &#8220;กองทุนสิ่งแวดล้อม&#8221; ที่มีอยู่เดิม เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับหลักการจัดตั้งกองทุนเท่าที่จำเป็น และเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">1. กรณีการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดไม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนนั้น ชี้แจงว่า กฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน ใช้กับกรณีหน่วยงานของรัฐที่ขอจัดตั้งกองทุนเท่านั้น ส่วนการตราร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเป็นการดำเนินการจัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะซึ่งอยู่ในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่เสนอโดยภาคประชาชน (ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ร่างกฎหมายที่ผ่านการรับหลักการตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนราษฎร) ก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนอากาศไว้ด้วย</p>
<p style="padding-left: 40px;">นอกจากนี้ ด้วยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนหรือมีผลผูกพันงบประมาณ จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับภาคประชาชน ได้ผ่านคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะถูกยื่นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ให้คำรับรอง นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน การที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าได้ผ่านการกลั่นกรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทุนหมุนเวียนแล้ว</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. ไม่สามารถใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ทดแทน “กองทุนอากาศสะอาด” ได้ เพราะกลไกการจัดเก็บ การใช้เงิน วัตถุประสงค์ แตกต่างกันอย่างชัดเจน กองทุนสิ่งแวดล้อมให้ใช้ได้กับการบำบัดเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกัน และการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนั้น ยังต้องจัดสรรเงินกองทุนที่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักไปใช้กับมลพิษอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศเท่านั้น ซึ่งทำให้การการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ต่อเนื่อง ทันการณ์ และครอบคลุมเพียงพอ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>5) ประเด็นความรับผิดทางแพ่ง </strong></span>(ร่างมาตรา 207 ร่างมาตรา 210 และร่างมาตรา 211) เห็นว่า การนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายโดยขยายความรับผิดไปยังผู้สนับสนุน เช่น สถาบันการเงินผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมการติดตั้ง หรือผู้ติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากทุกภาคส่วน แต่การกำหนดให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงทางคดี</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง </strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">หลักการของประเด็นนี้ คือการขยายความรับผิดออกไปให้ครอบคลุมสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้สถาบันการเงินสร้างระบบการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศ และติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดที่กู้เงินไป หากมีระบบเหล่านี้ก็หลุดจากความรับผิด จึงไม่ได้มุ่งที่จะลงโทษเป็นประการหลัก แต่ต้องการกระตุ้นให้ธนาคารสร้างระบบความติดตามความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนั้น ยังเป็นการกำหนดความรับผิดเฉพาะกิจการในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศเท่านั้น (รวมถึงกรณีแหล่งกำเนิดข้ามแดน) ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ซึ่งถือว่าได้สัดส่วนและพอสมควรแก่เหตุ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>6) ประเด็นความรับผิดโทษทางอาญา </strong></span>(ร่างมาตรา 233) เห็นว่า การกำหนดโทษปรับในอัตราสูงถึง 50 &#8211; 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดในวงกว้าง แต่อัตราโทษดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามระหว่างประเทศ โทษที่รุนแรงเกินไปอาจบั่นทอนแรงจูงใจของนักลงทุน และส่งกระทบโดยตรงต่อการจ้างแรงงานที่ลดลง</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเรื่องความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน</p>
<p>อีกทั้ง ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสงครามระหว่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การที่ร่างพระราชบัญญัติกล่าวกำหนดบทลงโทษที่มีอัตราสูง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การแข่งขันทางเศรษฐกิจรวมถึงการจ้างงานของประชาชนในประเทศ</p>
<p style="padding-left: 40px;"><strong>คำชี้แจง</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">1. การกำหนดโทษในกฎหมายฉบับนี้ มุ่งพิจารณาจากผลและระดับความรุนแรงของการกระทำ โดยเฉพาะความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และร่างกาย ซึ่งสมควรได้รับโทษทางอาญา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีทุกการกระทำจะเป็นโทษทางอาญา บางเรื่องเป็นความรับผิดทางแพ่ง หรือกระทั่งการปรับเป็นพินัยได้ ซึ่งกฎหมายได้คำนึงถึงการออกแบบสภาพบังคับทางกฎหมายให้มีความเหมาะกับแต่ละการกระทำแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ร่างกฎหมายนี้มิได้มีเพียง “ไม้แข็ง” (Stick) หรือบทลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ออกแบบกลไก “มาตรการจูงใจ” (Carrot) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีพฤติกรรมที่ดี ดำเนินการตามมาตรฐาน และให้ความร่วมมือในการลดมลพิษทางอากาศ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากบทกำหนดโทษเหล่านี้เลย ในทางกลับกัน ยังจะได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐด้วย อัตราโทษที่สูงจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและยังคงสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมเท่านั้น</p>
<p style="padding-left: 40px;">2. กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการ “บูรณาการ” กฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายให้ทำงานเป็นระบบเดียว และไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เป็นการอุดช่องโหว่และบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีลักษณะกระจัดกระจาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต่างดำเนินงานแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างทำภายใต้กฎหมายของตน ทำให้ขาดการบูรณาการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังไม่เพียงพอและไม่ทันสมัยต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้น เรื่องใดที่ยังใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ไม่ขัดกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ให้ใช้กฎหมายนั้นเช่นเดิม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อทดแทนกฎหมายเดิมทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดที่เข้ามาเป็นส่วนเสริมและบูรณาการการทำงานของกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ</p>
<p style="padding-left: 40px;">3. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการจัดการมลพิษแบบเบ็ดเสร็จเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายและแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ โดยสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครองและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ หัวใจสำคัญคือการจัดการมลพิษครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดตลอดห่วงโซ่อุปทานตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ผ่านกลไก “แครอทและไม้เรียว” ที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับความรับผิดทางกฎหมายที่เด็ดขาด ซึ่งบทลงโทษและมาตรฐานที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่เป็นการปกป้องประเทศจากต้นทุนความเสียหายทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สูงมหาศาลกว่าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้ก้าวหน้าและสอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/clean-air-act-update-052026/">เครือข่ายอากาศสะอาดแจงยิบ 6 ประเด็น ยัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่ใช่ภาระเศรษฐกิจ แต่คุ้มครองสุขภาพประชาชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 08:00:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[EIA]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบนิเวศชายฝั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพประมง]]></category>
		<category><![CDATA[แลนด์บริดจ์]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการแลนด์บริดจ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44112</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดยอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “<strong>โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” </strong>กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดย<strong>อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี</strong>คนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ</p>
<p><span id="more-44112"></span></p>
<p>“<strong>โครงการแลนด์บริดจ์</strong>” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบัน<strong>สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) </strong>อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)</p>
<p>โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ของภาคใต้ กำลังเผชิญคำถามสำคัญจากประชาชนและภาคสิ่งแวดล้อม หลังมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้การถมทะเลรวมกันนับหมื่นไร่ แบ่งเป็นฝั่งชุมพรประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองราว 6,975 ไร่ แม้ภาครัฐจะชูว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านและนักอนุรักษ์กลับตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนประมง ที่อาจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องแหล่งอาหาร ความสมบูรณ์ของทะเล ตลอดจนสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่อาจไม่สามารถย้อนคืนได้ง่ายนัก</p>
<h3>“ขุมทรัพย์ทะเลใต้” บนเส้นทางแลนด์บริดจ์ กับวิถีชุมชนที่อาจต้องแลก</h3>
<p>จากการรายงานของกลุ่ม Beach for Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ในหัวข้อ “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ระบุว่า ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ที่กำลังถูกก่อสร้างในโครงการแลนด์บริดจ์ ต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลและเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ โดยในฝั่งท่าเรือที่ระนองจะกินพื้นที่สำคัญทางทะเลมากมาย ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี ถึงปากคลองกะเปอร์ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน รวมถึงลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในเขตนี้ ทำอาชำประมงมายาวนาน และมีรายได้สูง ซึ่งอาจลดน้อยลงหลังจากโครงการได้ถูกสร้างขึ้น</p>
<p>อีกพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือพื้นที่ดอนตาแพ้ว และถูกขนานนามว่า “ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง” เนื่องจากมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่จำนวนมาก และมีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีหลายชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรบริเวณนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนชาติพันธุ์ ชาวไทยพลัดถิ่น และชาวมอแกนอีกกว่า 400 ชีวิต</p>
<p>ขณะที่พื้นที่ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ กลับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพิงทะเลในการดำรงชีวิตมายาวนาน โดยมีชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพสร้างรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละกว่า 29,450 บาทต่อเดือน และมีชุมชนมากกว่า 2,150 ครัวเรือนอยู่ในรัศมีที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ รวมถึงโรงเรียนและสถานพยาบาลอีก 16 แห่งในพื้นที่อ่อนไหว</p>
<h3>สั่นคลอนสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อาหารคนไทย</h3>
<p>ท่ามกลางความกังวลว่า การขุดลอกทะเลและถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ อาจไม่เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์ชายฝั่ง แต่ยังอาจทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งปลาทูไทย ปลาอินทรีย์ ปลาเก๋า ปลาหมึก ตลอดจนสิ่งมีชีวิตหายากอย่างฉลามวาฬ จั๊กจั่นทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงทั้งชุมชนและห่วงโซ่อาหารของทะเลอ่าวไทยตอนบน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44114" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg" alt="ระบบนิเวศทะเล" width="780" height="439" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-300x169.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-768x432.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/land-bridge-eia-02-500x281.jpg 500w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p>หากระบบนิเวศทะเลเปลี่ยนไป ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำลดลง แต่จะลุกลามเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ขณะเดียวกัน การถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ยังอาจทำให้กระแสน้ำและแนวชายฝั่งเปลี่ยนแปลงผิดไปจากธรรมชาติ เกิดการสะสมของตะกอนจนบางพื้นที่ตื้นเขิน เรือประมงเสี่ยงติดโคลนในช่วงน้ำลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางน้ำและมลพิษจากกิจกรรมท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันหรือของเสียจากเรือสินค้า ที่อาจตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว</p>
<h3>เส้นแบ่ง 5 กิโลเมตร เสี่ยงไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง</h3>
<p><span style="color: #6cb742;"> </span><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.อาภา หวังเกียรติ</span> จาก มหาวิทยาลัยรังสิต</strong> ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของไทย อาจไม่สามารถรับมือกับโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่างแลนด์บริดจ์ได้อย่างเพียงพอ โดยจากประสบการณ์ติดตามสถานการณ์ EIA มาหลายปี พบว่าระบบการประเมินยังคงยึดกรอบคิดเดิม ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การกำหนดขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบไว้เพียงรัศมี 5 กิโลเมตรจากตัวโครงการ ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชุมชนใกล้เคียง ระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรธรรมชาติที่แม้อยู่นอกพื้นที่กำหนด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านกระแสน้ำ ห่วงโซ่อาหาร และระบบนิเวศทางทะเล ทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบในรูปแบบ EIA เพียงอย่างเดียว จะเพียงพอหรือไม่สำหรับโครงการขนาดมหาศาลที่อาจสร้างผลกระทบข้ามพื้นที่และต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งทะเลภาคใต้</p>
<p>แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกวาดภาพให้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเจริญ” และประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ แต่สำหรับคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ความศิวิไลซ์ที่กำลังจะมาถึง อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเกิดคำถามต่ออนาคตการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรและระนอง ว่าสถานที่ธรรมชาติสำคัญอย่างหมู่เกาะกำ หาดบางเบน และ เกาะพยาม จะยังคงเสน่ห์ความงดงามทางธรรมชาติไว้ได้เพียงใด ท่ามกลางเงาของท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมที่อาจตามมาในอนาคต</p>
<hr />
<p>ที่มา : <a href="https://beachforlife.org/ebook/26" target="_blank" rel="noopener">Beach for Life</a>, <a href="https://www.greenpeace.org/thailand/story/54821/land-bridge-effect-review-local-resources/" target="_blank" rel="noopener">Greenpeace</a></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/land-bridge-eia/">จับตาเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กระทบสิ่งแวดล้อม เขย่าอาชีพประมงและระบบนิเวศชายฝั่ง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 09:52:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Factory]]></category>
		<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงกำจัดขยะหนองแขม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43974</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปริมาณขยะเกิดขึ้นวันละหลายพันตัน โครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “พลังงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย โรงกำจัดขยะอ่อนนุชที่รองรับขยะได้มากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) และผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์ โรงกำจัดขยะหนองแขม 1 รองรับขยะกว่า 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้าได้ 9.8 เมกะวัตต์ และโรงกำจัดขยะหนองแขม 2 รองรับขยะมากกว่า 1,000 ตันต่อวัน (สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ผลิตไฟฟ้าได้ 35 เมกะวัตต์</strong></p>
<p><span id="more-43974"></span></p>
<p>เมื่อรวมทั้ง 3 โครงการเข้าด้วยกัน ทำให้กรุงเทพมหานครมีกำลังการกำจัดขยะรวมประมาณ 3,700 ตันต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 35% ของขยะทั้งหมดในเมือง และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ 40% จากปริมาณขยะที่ลดลงเหลือราว 9,000 ตันต่อวันตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นหนึ่งในคำตอบของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตของมหานครแห่งนี้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43976" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg" alt="เหอ หนิง" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เหอ หนิง</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด </strong>เปิดเผยความคืบหน้าโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าประมาณ 91% และเตรียมเปิดรับขยะเพื่อทดสอบระบบในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยโครงการดังกล่าวสามารถรองรับขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และสูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน พร้อมกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 35 เมกะวัตต์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43977" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-03-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ชูเทคโนโลยีครบวงจร ควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม</h3>
<p>ด้านเทคโนโลยี โครงการใช้ระบบเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่ควบคุมอุณหภูมิการเผาไหม้ที่ 850–1,100 องศาเซลเซียส โดยนำความร้อนที่ได้ไปผลิตไอน้ำแรงดันสูงเพื่อขับเคลื่อนกังหันไอน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า ขยะจะถูกนำมาเก็บพักในอาคารระบบปิดเป็นเวลา 3–5 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดและการผลิตพลังงาน</p>
<p>โครงการยังให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบบ่อพักขยะเป็นระบบปิด (Closed System) รองรับขยะได้ถึงประมาณ 24,000 ตัน และใช้ระบบแรงดันลบ (Negative Pressure System) เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกลิ่น โดยอากาศภายในจะถูกดูดเข้าสู่เตาเผาและกำจัดไปพร้อมกระบวนการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังติดตั้งเทคโนโลยี E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  เพื่อตรวจจับ วิเคราะห์ และควบคุมกลิ่นอย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์</p>
<p>ขณะเดียวกัน โครงการยังติดตั้งระบบตรวจวัดระดับเสียงแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง หากระดับเสียงเกินมาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนทันที เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และยกระดับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43978" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg" alt="โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม" width="750" height="501" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>ดันขยะเป็นพลังงานทางเลือก ลดต้นทุนระบบเมือง</h3>
<p><strong>เหอ หนิง กล่าวว่า </strong>ขยะเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นทุกวันตามการเติบโตของประชากรในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมากกว่า 10 ล้านคนที่ผลิตขยะในช่วงกลางวัน  ทำให้มีขยะรวมหลายพันตันต่อวัน การนำขยะมาใช้ผลิตพลังงานจึงเป็นทางเลือกด้านพลังงานสีเขียวที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระการฝังกลบและการขนส่งขยะไปยังพื้นที่ปลายทาง เช่น นครปฐมและฉะเชิงเทรา ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวเกือบเท่าตัว</p>
<h3>เสนอปรับขั้นตอนการพิจารณาให้เอื้อต่อการลงทุน</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญอยู่ที่โครงสร้างการกำกับดูแลของภาครัฐที่ยังขาดเอกภาพ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการจัดการขยะ การผลิตไฟฟ้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ขั้นตอนการอนุมัติและพัฒนาโครงการใช้เวลานาน ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับชุมชน แต่ต้องการเห็นการปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสะท้อนต้นทุนโครงการที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยหน้างาน เช่น การก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าเอง การวางโครงสร้างใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ซึ่งล้วนส่งผลให้งบลงทุนขยับจากราว 5,000 ล้านบาท เป็นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อโครงการ แม้เผชิญข้อจำกัดดังกล่าว โครงการยังสามารถดำเนินงานได้เร็วกว่ากำหนดในสัญญา สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพในการดำเนินโครงการที่มีประสิทธิภาพ</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/the-nong-khaem-waste-to-energy-plant/">โรงกำจัดขยะหนองแขม เร่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ผลิตไฟฟ้าได้ 35 MW เตรียมทดสอบระบบ 1 พ.ค.นี้</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221;</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 06:00:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[Seminar & Exhibitions]]></category>
		<category><![CDATA[Green Building]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE PES-Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Nova Expo 2026]]></category>
		<category><![CDATA[การปรับปรุงอาการ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารประหยัดพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาคารเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43699</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221; เป็นแนวทางสำคัญในภาวะที่โลกประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาคารใหม่และอาคารเก่า มีวิธีปรับปรุงสู่อาคารเขียว (Green Building) แนวคิดการออกแบบ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 &#8211; 16.30 น ณ ห้อง MR224 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ (BITEC) ✍ลงทะเบียนออนไลน์ ⬇️ดาวน์โหลดเอกสาร หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “อาคารที่มุ่งสู่ Green Building”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง &#8220;อาคารที่มุ่งสู่ Green Building&#8221; เป็นแนวทางสำคัญในภาวะที่โลกประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาคารใหม่และอาคารเก่า มีวิธีปรับปรุงสู่อาคารเขียว (Green Building) แนวคิดการออกแบบ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และประสบการณ์ โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 8.30 &#8211; 16.30 น ณ ห้อง MR224 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติกรุงเทพ (BITEC)</strong></p>
<p><span id="more-43699"></span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://drive.google.com/file/d/12GUyoSXUgpWkgp7hlavSkEglb9fh1T8s/view" target="_blank" rel="noopener"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-43904 size-full" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026.png" alt="สัมมนาเรื่อง อาคารที่มุ่งสู่ Green Building" width="552" height="780" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026.png 552w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-212x300.png 212w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-150x212.png 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/IEEE-PES-Green-Building-05062026-354x500.png 354w" sizes="(max-width: 552px) 100vw, 552px" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<div class="custom-btn-group"><a class="custom-btn btn-green-dark" href="https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdMUSnbjOsauhEErKcIpjNh3aWnI_yaVId7OLVq3zQGRHvQ0A/viewform" target="_blank"><br />
<strong>✍</strong>ลงทะเบียนออนไลน์<br />
</a><br />
<a class="custom-btn btn-green-light" href="https://drive.google.com/file/d/12GUyoSXUgpWkgp7hlavSkEglb9fh1T8s/view" target="_blank"><br />
<strong>⬇️</strong>ดาวน์โหลดเอกสาร<br />
</a></div>
</p>
<h3>หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ</h3>
<ul>
<li>Green Building สิ่งที่โลกต้องการในภาวะวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม</li>
<li>สารพันปัญหาอาคาร….แก้ไขได้ ประสบการณ์จริงในการแก้ปํญหาอาคาร</li>
<li>Building Upgrade Technology</li>
<li>Green Loan…ส่วนสนับสนุนสำคัญที่ทำให้โลกเขียวได้จริง การบริหารอาคารอย่างมืออาชีพ</li>
<li>ประสบการณ์ Green Building และการบริหารในต่างประเทศ</li>
<li>ชมเทคโนโลยีใช้งานจริง The Nova Expo 2026</li>
</ul>
<h3>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</h3>
<p><strong>บริษัท เทคโนโลยี มีเดีย จำกัด</strong><br />
โทร. 0-2354-5333 ext. 500, 503 หรือ 08-3096-6055<br />
อีเมล์ seminar@greennetworkseminar.com</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/greenbuilding/">งานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “อาคารที่มุ่งสู่ Green Building”</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 08:34:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Energy]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคขนส่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43709</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก” มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว</strong></p>
<p><span id="more-43709"></span></p>
<p>บทความนี้จะเสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง</p>
<ol>
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี) : ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก</strong></li>
</ol>
<p>เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43711" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg" alt="พลังงาน" width="500" height="750" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02.jpg 500w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /></p>
<h3>มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า:</strong> ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย</li>
<li><strong>ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส:</strong> กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน</li>
<li><strong>สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส:</strong> เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: </strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง</li>
<li><strong>จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management):</strong> ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต</li>
<li><strong>จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): </strong>จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43712" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg" alt="ภาคขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="420" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-300x168.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-150x84.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/proposals-for-thailands-energy-stability-policy-03-500x280.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<h3>มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์</h3>
<ul>
<li><strong>สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management):</strong> สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง:</strong> เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า</li>
<li><strong>อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก:</strong> อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ</li>
<li><strong>ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ &#8220;คนละครึ่ง&#8221;:</strong> นำมาตรการ &#8220;คนละครึ่ง&#8221; มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร</li>
<li><strong>ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH):</strong> ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6</li>
</ul>
<ol start="2">
<li><strong> ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน</strong></li>
</ol>
<p>ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>
<h3>การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า</h3>
<ul>
<li><strong>ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel):</strong> ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green Building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>บูรณาการแผนพลังงาน:</strong> เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ</li>
<li><strong>ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): </strong>สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม Solar Rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า</li>
<li><strong>เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform):</strong> เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)<strong>  </strong></li>
<li><strong>ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น:</strong> สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด จากปัจจุบันที่กลุ่ม ปตท. ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต</li>
<li><strong>สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR):</strong> สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์</li>
<li><strong>แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: </strong>เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม</li>
</ul>
<h3>การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์</h3>
<ul>
<li><strong>อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6:</strong> ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี</li>
<li><strong>อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร:</strong> สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์</li>
<li><strong>ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า:</strong> ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า</li>
<li><strong>สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport):</strong> วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง</li>
<li><strong>อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ:</strong> กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์</li>
</ul>
<h3>บทสรุป</h3>
<p>ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ &#8220;ตรึงราคา&#8221; ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก <strong> </strong></p>
<p>ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม</p>
<hr />
<p>โดย <strong>ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์</strong> นักวิชาการนโยบายพลังงาน <strong>ดร.สุเมธ องกิตติกุล</strong> ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และ<strong>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์</strong> ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/proposals-for-thailands-energy-stability-policy/">ข้อเสนอต่อนโยบายสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศไทย จากมาตรการเร่งด่วนสู่การปฏิรูปโครงสร้าง</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Apr 2026 01:58:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Focus]]></category>
		<category><![CDATA[Highlight Stories]]></category>
		<category><![CDATA[JGSEE]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบพลังงานไทย]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงสร้างพลังงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=43679</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย” ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “สัญญาณเตือนที่สำคัญ” ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม “วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสะเทือนมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลกระทบที่มีต่อคนไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ยังเปิดให้เห็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ<strong> “จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย”</strong> ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง และยังไม่มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างมั่นคง</p>
<p><span id="more-43679"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43681" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg" alt="ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์" width="480" height="720" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02.jpg 480w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-200x300.jpg 200w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-150x225.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-02-333x500.jpg 333w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์</span> ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong> มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น <strong>“สัญญาณเตือนที่สำคัญ”</strong> ให้ประเทศไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะเมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ทุกครั้งที่เกิดความผันผวนจากต่างประเทศ ไทยก็จะได้รับผลกระทบหนักกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในมิติของปริมาณพลังงานสำรอง ต้นทุนการนำเข้า และเสถียรภาพของระบบพลังงานทั้งประเทศ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43682" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg" alt="พลังงาน" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“วิกฤตพลังงานรอบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเจอ ก่อนหน้านี้เราก็เคยผ่านช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 40 บาทมาแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังไม่ได้เอาบทเรียนจากอดีตมาปรับใช้จริงจังเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นโจทย์ของไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่รอรับมือว่า วิกฤตจะมาเร็วหรือมาช้า แต่คือทำอย่างไรให้ประเทศมีระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล</strong> ย้ำว่า <strong>ไทยยังไม่ใช่ประเทศที่ไร้ทางเลือกด้านพลังงาน เพราะเรามีจุดแข็งสำคัญจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งมีชีวมวลเป็นจำนวนมาก</strong> ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งพลังงานหมุนเวียน พลังงานจากชีวมวล ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงให้ระบบพลังงานไทยในระยะยาว</p>
<p>ในช่วงวิกฤตพลังงานขณะนี้ ไทยอาจใช้ถ่านหินเป็นทางออกชั่วคราวเพื่อช่วยกดต้นทุนค่าไฟและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นคำตอบระยะยาว เพราะถ่านหินมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงและต้องเผชิญแรงกดดันจากกติกาด้านปริมาณคาร์บอนของโลกมากขึ้น ขณะที่ทางออกที่เหมาะสมกว่าในระยะต่อไป คือการใช้ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพา LNG ลงในระยะกลางและระยะยาว ระบบพลังงานของไทยในอนาคตจึงไม่ใช่การใช้พลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานพลังงานหลายรูปแบบให้ทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุด</p>
<p><strong>ศ.ดร.นวดล </strong>ระบุว่า <strong>วิกฤตพลังงานรอบนี้ จะเป็นได้ทั้งอุปสรรคและตัวเร่งของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะเลือกรับมืออย่างไร </strong>หากมองเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า วิกฤตนี้ก็อาจเป็นเพียงภาระที่เพิ่มขึ้นอีกระลอก แต่หากใช้โอกาสนี้<strong>ทบทวนจุดอ่อน</strong>สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป พร้อมเร่งผลักดันพลังงานสะอาด พลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้กลายเป็น<strong>จุดเปลี่ยนสำคัญ</strong>ของไทยในระยะยาว</p>
<p>ขณะเดียวกัน “ไบโอดีเซล” ยังเป็นตัวอย่างที่สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายได้ชัด เพราะแม้จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่หากขาดการสนับสนุนด้านราคาและนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทางเลือกนี้ก็อาจถูกใช้แค่ในยามวิกฤต โดยไม่สามารถเติบโตเป็นฐานพลังงานหลักที่มั่นคงของประเทศได้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-43683" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg" alt="ขนส่งและโลจิสติกส์" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/04/jgsee-energy-structure-04-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>“ภาคขนส่งและโลจิสติกส์เป็นจุดที่เห็นผลกระทบชัดที่สุด เพราะยังใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งต่อไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ทางออกจึงไม่ใช่แค่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการขนส่งในเมือง การเพิ่มบทบาทของการขนส่งระบบราง การใช้ไบโอดีเซลในระบบขนส่งระยะไกล รวมไปจนถึงเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพสำหรับภาคการบิน ซึ่งทั้งหมดนี้คือ<strong>แนวคิดกรีนโลจิสติกส์</strong> ที่จะช่วยลดทั้งต้นทุน ความเสี่ยง และการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าว</p>
<p>เมื่อมองไปข้างหน้า นวัตกรรมพลังงานใหม่จะเป็นอีกทางเลือกสำคัญของไทยในการลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นกรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data ที่ช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งใช้ทุกเทคโนโลยีพร้อมกัน แต่ควรเลือกให้เหมาะกับศักยภาพของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อไทยเร่งลงทุนพัฒนาคนและองค์ความรู้ควบคู่กันไป</p>
<p><strong>“บทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่คือการทำให้ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่อาจฝากอนาคตพลังงานของประเทศไว้กับความผันผวนจากภายนอกได้อีกต่อไป</strong> ดังนั้น ทางออกในระยะยาวจึงไม่ใช่แค่การมองหาพลังงานที่ถูกที่สุดในแต่ละช่วงเวลา แต่ต้องเร่งสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พึ่งพาทรัพยากรในประเทศให้ได้มากขึ้น ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับบริบทของไทย เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและพร้อมรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตได้ดีกว่าเดิม” <strong>ศ.ดร.นวดล </strong>กล่าวสรุป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/jgsee-energy-structure/">นักวิจัย มจธ. แนะไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ รับวิกฤตพลังงาน 2026</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
