หลังจากที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาได้ไม่นาน โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์มานานนับ 20 ปี อย่าง “โครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” กลับมาถูกผลักดันอีกครั้ง โดยอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางตะวันออกกลางที่เป็นคอขวดสำคัญ
“โครงการแลนด์บริดจ์” หรือ โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ นับเป็นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างทางพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งไว้ด้วยกัน เพื่อเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่กำลังเผชิญกับความแออัดและความไม่นอน ทั้งต้นทุนและเวลา โดยโครงการนี้มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA)
โครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลผลักดันให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ของภาคใต้ กำลังเผชิญคำถามสำคัญจากประชาชนและภาคสิ่งแวดล้อม หลังมีแผนก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้การถมทะเลรวมกันนับหมื่นไร่ แบ่งเป็นฝั่งชุมพรประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองราว 6,975 ไร่ แม้ภาครัฐจะชูว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านและนักอนุรักษ์กลับตั้งคำถามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศชายฝั่ง ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนประมง ที่อาจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องแหล่งอาหาร ความสมบูรณ์ของทะเล ตลอดจนสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่อาจไม่สามารถย้อนคืนได้ง่ายนัก
“ขุมทรัพย์ทะเลใต้” บนเส้นทางแลนด์บริดจ์ กับวิถีชุมชนที่อาจต้องแลก
จากการรายงานของกลุ่ม Beach for Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ในหัวข้อ “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ระบุว่า ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ที่กำลังถูกก่อสร้างในโครงการแลนด์บริดจ์ ต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลและเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ โดยในฝั่งท่าเรือที่ระนองจะกินพื้นที่สำคัญทางทะเลมากมาย ทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี ถึงปากคลองกะเปอร์ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน รวมถึงลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในเขตนี้ ทำอาชำประมงมายาวนาน และมีรายได้สูง ซึ่งอาจลดน้อยลงหลังจากโครงการได้ถูกสร้างขึ้น
อีกพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือพื้นที่ดอนตาแพ้ว และถูกขนานนามว่า “ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง” เนื่องจากมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่จำนวนมาก และมีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีหลายชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรบริเวณนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนชาติพันธุ์ ชาวไทยพลัดถิ่น และชาวมอแกนอีกกว่า 400 ชีวิต
ขณะที่พื้นที่ท่าเรือแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์ กลับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพิงทะเลในการดำรงชีวิตมายาวนาน โดยมีชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากประกอบอาชีพสร้างรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละกว่า 29,450 บาทต่อเดือน และมีชุมชนมากกว่า 2,150 ครัวเรือนอยู่ในรัศมีที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ รวมถึงโรงเรียนและสถานพยาบาลอีก 16 แห่งในพื้นที่อ่อนไหว
สั่นคลอนสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อาหารคนไทย
ท่ามกลางความกังวลว่า การขุดลอกทะเลและถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ อาจไม่เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์ชายฝั่ง แต่ยังอาจทำลายแหล่งอาศัยและแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งปลาทูไทย ปลาอินทรีย์ ปลาเก๋า ปลาหมึก ตลอดจนสิ่งมีชีวิตหายากอย่างฉลามวาฬ จั๊กจั่นทะเล และแนวปะการัง ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงทั้งชุมชนและห่วงโซ่อาหารของทะเลอ่าวไทยตอนบน

หากระบบนิเวศทะเลเปลี่ยนไป ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่สัตว์น้ำลดลง แต่จะลุกลามเป็นลูกโซ่สู่เศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ขณะเดียวกัน การถมทะเลและก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ยังอาจทำให้กระแสน้ำและแนวชายฝั่งเปลี่ยนแปลงผิดไปจากธรรมชาติ เกิดการสะสมของตะกอนจนบางพื้นที่ตื้นเขิน เรือประมงเสี่ยงติดโคลนในช่วงน้ำลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางน้ำและมลพิษจากกิจกรรมท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันหรือของเสียจากเรือสินค้า ที่อาจตกค้างในระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว
เส้นแบ่ง 5 กิโลเมตร เสี่ยงไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง
ดร.อาภา หวังเกียรติ จาก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของไทย อาจไม่สามารถรับมือกับโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่างแลนด์บริดจ์ได้อย่างเพียงพอ โดยจากประสบการณ์ติดตามสถานการณ์ EIA มาหลายปี พบว่าระบบการประเมินยังคงยึดกรอบคิดเดิม ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการพัฒนาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ การกำหนดขอบเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบไว้เพียงรัศมี 5 กิโลเมตรจากตัวโครงการ ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อชุมชนใกล้เคียง ระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรธรรมชาติที่แม้อยู่นอกพื้นที่กำหนด แต่ยังเชื่อมโยงกันผ่านกระแสน้ำ ห่วงโซ่อาหาร และระบบนิเวศทางทะเล ทำให้เกิดคำถามว่า การประเมินผลกระทบในรูปแบบ EIA เพียงอย่างเดียว จะเพียงพอหรือไม่สำหรับโครงการขนาดมหาศาลที่อาจสร้างผลกระทบข้ามพื้นที่และต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนริมชายฝั่งทะเลภาคใต้
แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกวาดภาพให้เป็นสัญลักษณ์ของ “ความเจริญ” และประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศ แต่สำหรับคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ความศิวิไลซ์ที่กำลังจะมาถึง อาจแลกมาด้วยการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังเกิดคำถามต่ออนาคตการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรและระนอง ว่าสถานที่ธรรมชาติสำคัญอย่างหมู่เกาะกำ หาดบางเบน และ เกาะพยาม จะยังคงเสน่ห์ความงดงามทางธรรมชาติไว้ได้เพียงใด ท่ามกลางเงาของท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมที่อาจตามมาในอนาคต
ที่มา : Beach for Life, Greenpeace