อัครา จับมือ 3 มหาวิทยาลัย ปลดล็อกศักยภาพ “หางแร่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ชุมชน


“หางแร่” วัสดุที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงของเหลือทิ้ง กำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “ทรัพยากรแห่งอนาคต” ท่ามกลางกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบัน เหมืองแร่ทองคำชาตรีของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) มีหางแร่สะสมอยู่มากกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงเป็นผลผลิตคงเหลือจากกระบวนการสกัดทองคำและเงิน แต่ยังอาจกลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนของเหลือให้เป็นคุณค่า” บริษัทฯ จึงร่วมมือกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)  จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย  เพื่อสะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน สู่การใช้ประโยชน์จริง” ที่มุ่งพลิก “หางแร่” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA)

เดินหน้างานวิจัย ต่อยอด “หางแร่” มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชน

เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ

เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

ภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน

“สิ่งที่เรากำลังพูดถึงวันนี้ ไม่ใช่การกำจัดของเสีย แต่คือการสร้างวงจรทรัพยากรใหม่ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ การผลักดันนวัตกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หน้าที่ของภาควิชาการหรือภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การนำทรัพยากรกลับมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุดและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม” ภูริวิทย์ กล่าว

3 โมเดลนวัตกรรม พลิกโฉมหางแร่ ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า นวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” เกิดจากการนำหางแร่ ผสานกับเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา จนกลายเป็นวัสดุก่อสร้างพลังงานต่ำที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาแบบซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติทนดินเค็มและซ่อมแซมรอยแตกร้าวได้เอง โดยปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยใช้พื้นที่ทดลองในทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลังใช้นวัตกรรมดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรก พร้อมช่วยเพิ่มสาร GABA ในข้าวกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงประมาณ 30% ขณะเดียวกันดินยังค่อย ๆ ฟื้นตัว มีอินทรีย์วัตถุเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศกลับมาอุดมสมบูรณ์ จนสามารถทำนาปรังได้ในพื้นที่ดินเค็มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน

ดร.พีท หอมชื่น

ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพรินท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่

ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  (มทส.) กล่าวว่า สำหรับความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว จากผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

เดินหน้าต่อยอดงานวิจัย สู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน