<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | Green Network</title>
	<atom:link href="https://www.greennetworkthailand.com/tag/%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 27 May 2026 06:55:46 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2021/09/green-network-50x50.png</url>
	<title>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | Green Network</title>
	<link>https://www.greennetworkthailand.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>TCMA &#8211; จุฬาฯ ผนึกกำลังพันธมิตรไทย–แคนาดาร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำสู่ Net Zero 2050</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/tcma-mou-on-mccu-w-cu/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 May 2026 06:55:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Industry]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero 2050]]></category>
		<category><![CDATA[TCMA]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44282</guid>

					<description><![CDATA[<p>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน โดยการสนับสนุนจากพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในพื้นที่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ก่อนต่อยอดสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงนโยบาย นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2050 สุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของภาคอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อน Climate Commitment ผ่านกลไก Public–Private Partnership (PPP) ที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ ภาครัฐ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-mou-on-mccu-w-cu/">TCMA – จุฬาฯ ผนึกกำลังพันธมิตรไทย–แคนาดาร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน โดยการสนับสนุนจากพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในพื้นที่</strong><strong>สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ก่อนต่อยอดสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงนโยบาย นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2050</strong></p>
<p><span id="more-44282"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>สุรชัย นิ่มละออ</strong></span> <strong>นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA)</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของภาคอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อน Climate Commitment ผ่านกลไก Public–Private Partnership (PPP) ที่เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ ภาครัฐ และพันธมิตรระหว่างประเทศ ได้แก่ ECCC, UNIDO และ GCCA เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ตามแนวทาง Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap</p>
<p>“ความร่วมมือกับจุฬาฯ เป็นการยกระดับสู่แพลตฟอร์มระยะยาว ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้<br />
การเตรียมบุคลากร ไปจนถึงการทดลองเทคโนโลยีในระดับนำร่อง โดยต่อยอดผ่านผู้เชี่ยวชาญแคนาดา และการทดสอบจริงในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งจะเป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาแนวทางที่ขยายผลได้ในระดับอุตสาหกรรม” <strong>สุรชัย </strong>กล่าว</p>
<p>ด้าน<span style="color: #6cb742;"><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</strong></span> <strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะ Strategic Knowledge Partner ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง พร้อมพัฒนา “Green Talent” รองรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>“จุฬาฯ มุ่งให้ความร่วมมือนี้เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างฐานองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ควบคู่การพัฒนากำลังคน เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่าน และสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว” <strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ</strong> กล่าว</p>
<figure id="attachment_44284" aria-describedby="caption-attachment-44284" style="width: 602px" class="wp-caption aligncenter"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-44284" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-02.jpg" alt=" ปิง กิดนิกร" width="602" height="401" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-02.jpg 602w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 602px) 100vw, 602px" /><figcaption id="caption-attachment-44284" class="wp-caption-text">ปิง กิดนิกร  (ที่ 3จากซ้าย) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย</figcaption></figure>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ปิง กิดนิกร</span> เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย</strong> กล่าวว่า แคนาดายินดีสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ และความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 65 ปีระหว่างสองประเทศ</p>
<p>“ความร่วมมือนี้ครอบคลุมการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและการพัฒนาบุคลากร เพื่อเชื่อมโยงสู่การทดลองและใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมและการใช้งาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” <strong>เอกอัครราชทูตปิง</strong> กล่าว</p>
<figure id="attachment_44285" aria-describedby="caption-attachment-44285" style="width: 602px" class="wp-caption aligncenter"><img decoding="async" class="size-full wp-image-44285" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-03.jpg" alt="ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" width="602" height="401" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-03.jpg 602w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/tcma-mou-on-mccu-w-cu-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 602px) 100vw, 602px" /><figcaption id="caption-attachment-44285" class="wp-caption-text">ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช  (กลาง) อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</figcaption></figure>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</span> อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม</strong> กล่าวว่า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เป็นภาคส่วนสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050 ควบคู่กับการเสริมสร้าง Climate Resilience</p>
<p>“ความร่วมมือนี้เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเชื่อมโครงการสู่ระดับประเทศ โดยใช้สระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นฐานทดลองและพัฒนา เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายและขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ” <strong>ดร.พิรุณ</strong> กล่าว</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา</span> รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม</strong> กล่าวว่า ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับนโยบาย “One MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่บูรณาการการกำกับดูแลควบคู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว</p>
<p>“กรมฯ พร้อมสนับสนุนให้ความร่วมมือนี้พัฒนาเป็นต้นแบบที่ขยายผลได้ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” <strong>ธีรทัศน์</strong> กล่าว</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.ชนะ ภูมี</span> นายกกิตติมศักดิ์ TCMA และประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (AFCM) </strong>กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “ต้นแบบของภูมิภาค” ด้านการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม</p>
<p>“การบูรณาการความร่วมมือผ่าน PPP ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยี องค์ความรู้ และกำลังคน ตั้งแต่นโยบายถึงการทดลองจริง จะเป็นรากฐานของ Low-Carbon Industrial Ecosystem และยกระดับสู่ต้นแบบเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้” <strong>ดร.ชนะ</strong> กล่าว</p>
<p>ความร่วมมือนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของไทยโดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม กำลังคน และนโยบาย เข้าสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมสร้าง Climate Resilience และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/tcma-mou-on-mccu-w-cu/">TCMA – จุฬาฯ ผนึกกำลังพันธมิตรไทย–แคนาดาร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำสู่ Net Zero 2050</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัครา จับมือ 3 มหาวิทยาลัย ปลดล็อกศักยภาพ “หางแร่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ชุมชน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/akara-resources-tailings/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 May 2026 07:26:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[นวัตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี]]></category>
		<category><![CDATA[ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[หางแร่]]></category>
		<category><![CDATA[อัครา รีซอร์สเซส]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[เหมืองแร่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=44104</guid>

					<description><![CDATA[<p>“หางแร่” วัสดุที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงของเหลือทิ้ง กำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “ทรัพยากรแห่งอนาคต” ท่ามกลางกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบัน เหมืองแร่ทองคำชาตรีของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) มีหางแร่สะสมอยู่มากกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงเป็นผลผลิตคงเหลือจากกระบวนการสกัดทองคำและเงิน แต่ยังอาจกลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนของเหลือให้เป็นคุณค่า” บริษัทฯ จึงร่วมมือกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) &#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/akara-resources-tailings/">อัครา จับมือ 3 มหาวิทยาลัย ปลดล็อกศักยภาพ “หางแร่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>“หางแร่” </strong>วัสดุที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพียงของเหลือทิ้ง กำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “ทรัพยากรแห่งอนาคต” ท่ามกลางกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น โดยปัจจุบัน เหมืองแร่ทองคำชาตรีของ <strong>บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) </strong>มีหางแร่สะสมอยู่มากกว่า 20 ล้านตัน ซึ่งไม่เพียงเป็นผลผลิตคงเหลือจากกระบวนการสกัดทองคำและเงิน แต่ยังอาจกลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต</p>
<p><span id="more-44104"></span></p>
<p>ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนของเหลือให้เป็นคุณค่า” บริษัทฯ จึงร่วมมือกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  (มจธ.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)  จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ <strong>“หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย  เพื่อสะท้</strong>อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน สู่การใช้ประโยชน์จริง” ที่มุ่งพลิก “หางแร่” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA)</p>
<h3>เดินหน้างานวิจัย ต่อยอด “หางแร่” มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชน</h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44106" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-02.jpg" alt="เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-02.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ</span> ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด </strong><strong>(มหาชน</strong><strong>) </strong>กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ภูริวิทย์ สังข์ศิริ</span> หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด </strong><strong>(มหาชน</strong><strong>)</strong> กล่าวว่า ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน</p>
<p>“สิ่งที่เรากำลังพูดถึงวันนี้ ไม่ใช่การกำจัดของเสีย แต่คือการสร้างวงจรทรัพยากรใหม่ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ การผลักดันนวัตกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่หน้าที่ของภาควิชาการหรือภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การนำทรัพยากรกลับมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุดและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม” <strong>ภูริวิทย์ </strong>กล่าว</p>
<h3>3 โมเดลนวัตกรรม พลิกโฉมหางแร่ ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม</h3>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44107" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-03.jpg" alt="ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-03.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ผศ</strong><strong>.ดร</strong></span><strong><span style="color: #6cb742;">. ธิดารัตน์ บุญศรี</span> หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี</strong> <strong>(มจธ</strong><strong>.) </strong>กล่าวว่า นวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” เกิดจากการนำหางแร่ ผสานกับเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา จนกลายเป็นวัสดุก่อสร้างพลังงานต่ำที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาแบบซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติทนดินเค็มและซ่อมแซมรอยแตกร้าวได้เอง โดยปัจจุบันได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยใช้พื้นที่ทดลองในทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดนครราชสีมา พบว่า หลังใช้นวัตกรรมดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรก พร้อมช่วยเพิ่มสาร GABA ในข้าวกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงประมาณ 30% ขณะเดียวกันดินยังค่อย ๆ ฟื้นตัว มีอินทรีย์วัตถุเพิ่มขึ้น ระบบนิเวศกลับมาอุดมสมบูรณ์ จนสามารถทำนาปรังได้ในพื้นที่ดินเค็มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44108" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-04.jpg" alt="ดร.พีท หอมชื่น" width="751" height="563" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-04.jpg 751w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-04-300x225.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-04-150x112.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-04-500x375.jpg 500w" sizes="(max-width: 751px) 100vw, 751px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ดร</strong></span><strong><span style="color: #6cb742;">.พีท หอมชื่น</span> อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า หางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44109" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-05.jpg" alt="วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ" width="750" height="543" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-05.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-05-300x217.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-05-150x109.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-05-500x362.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพรินท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-44110" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-06.jpg" alt="ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-06.jpg 750w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-06-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-06-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2026/05/akara-resources-tailings-06-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ผศ</strong><strong>.ดร</strong></span><strong><span style="color: #6cb742;">.บุญณรงค์ อาศัยไร่</span> อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี</strong>  (มทส.) กล่าวว่า สำหรับความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว จากผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์</p>
<h3>เดินหน้าต่อยอดงานวิจัย สู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์</h3>
<p>ทั้งนี้ อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/akara-resources-tailings/">อัครา จับมือ 3 มหาวิทยาลัย ปลดล็อกศักยภาพ “หางแร่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เพิ่มรายได้ชุมชน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัครา ผนึกพันธมิตร-จุฬาฯ เปลี่ยนหางแร่เป็นอิฐบล็อกคาร์บอนต่ำ ยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/akara/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Nov 2025 07:55:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[GIT]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ห้างทองแม่ทองสุก]]></category>
		<category><![CDATA[หางแร่]]></category>
		<category><![CDATA[อัครา รีซอร์สเซส]]></category>
		<category><![CDATA[อิฐบล็อกคาร์บอนต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[เสวนาวิชาการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=41989</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่ออุตสาหกรรมทองคำไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการยกระดับทั้งระบบ บริษัท  อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำรายเดียวของประเทศ จับมือกับ GIT, ห้างทองแม่ทองสุก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “เหมืองแร่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมมาตรฐานสากล สู่โอกาส Carbon Credit จากนวัตกรรมหางแร่” เพื่อร่วมกันวางทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันโลก ในฐานะผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำชาตรี อัครามีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อมสายธารการผลิตทองคำเข้ากับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี และสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 1,000 อัตราในพื้นที่รอบเหมือง แม้จะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียว&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/akara/">อัครา ผนึกพันธมิตร-จุฬาฯ เปลี่ยนหางแร่เป็นอิฐบล็อกคาร์บอนต่ำ ยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่ออุตสาหกรรมทองคำไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการยกระดับทั้งระบบ <strong>บริษัท  อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)</strong> ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำรายเดียวของประเทศ จับมือกับ GIT, ห้างทองแม่ทองสุก และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ<strong> “เหมืองแร่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมมาตรฐานสากล สู่โอกาส Carbon Credit จากนวัตกรรมหางแร่” </strong>เพื่อร่วมกันวางทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวทันโลก</p>
<p><span id="more-41989"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-41991" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/akara-02.jpg" alt="อัครา ผนึกพันธมิตร-จุฬาฯ เปลี่ยนหางแร่เป็นอิฐบล็อกคาร์บอนต่ำ ยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทย" width="600" height="375" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/akara-02.jpg 600w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/akara-02-300x188.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/akara-02-150x94.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/11/akara-02-500x313.jpg 500w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></p>
<p>ในฐานะผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำชาตรี อัครามีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อมสายธารการผลิตทองคำเข้ากับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี และสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 1,000 อัตราในพื้นที่รอบเหมือง แม้จะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียว แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนรัฐผ่านค่าภาคหลวงติดอันดับ Top 5 ของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ สะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมทองคำต่อเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ทางสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง</p>
<h3>เร่งฟื้นศักยภาพการผลิตทองคำ เดินหน้าอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ</span> ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) </strong>เปิดเผยว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้พูดคุยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานและแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีความรับผิดชอบและมั่นคง เพื่อให้ทองคำเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว</p>
<p>หลังกลับมาเดินเครื่องผลิตอีกครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 บริษัทฯ ได้เร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่กลับไปสู่ระดับสูงสุดเท่าช่วงก่อนปิดเหมืองเมื่อปี 2558 ที่เคยผลิตได้กว่า 120,000 ออนซ์ต่อปี แต่ปีนี้คาดว่าจะทำได้ราว 96,000 ออนซ์ หรืออาจแตะระดับใกล้เคียงหากปัจจัยเอื้ออำนวย โดยมองว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนที่กำลังการผลิตจะกลับสู่จุดสูงสุดเดิม</p>
<p>ขณะที่ศักยภาพทรัพยากรทองคำของไทยยังมีโอกาสเติบโต โดยพื้นที่ที่พาดผ่านตั้งแต่จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ พิจิตร ลพบุรี สระบุรี ไปจนถึงสระแก้วและปราจีนบุรี ซึ่งเคยมีผลสำรวจของกรมทรัพยากรธรณียืนยันการพบแหล่งสะสมแร่หลายแห่ง แต่อัตราการพบแหล่งแร่ที่มีความสมบูรณ์พอสำหรับพัฒนาเป็นเหมืองทองคำจริงมีน้อยกว่า 1% และต้องใช้เวลาสำรวจยาวนานมาก ตัวอย่างเหมืองอัคราฯ เองใช้เวลากว่า 13 ปี และเงินลงทุนราว 600–700 ล้านบาท ก่อนสรุปได้ว่าพื้นที่มีแร่เพียงพอต่อการลงทุนผลิตเชิงพาณิชย์</p>
<h3>พื้นที่จำกัดและชุมชน คือปัจจัยตัดสินอนาคต</h3>
<p>อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการทำเหมืองโลหะในประเทศไทยคือข้อจำกัดด้านพื้นที่และความหนาแน่นของชุมชน การพัฒนาแหล่งแร่ใหม่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับการอยู่ร่วมกับชุมชน (Co-existing Resource) และทิศทางนโยบายของรัฐ เพราะการทำเหมืองไม่สามารถดำเนินโดยละเลยผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมได้</p>
<p><strong>เชิดศักดิ์</strong> กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันเหมืองอัคราฯ มีพื้นที่ราว กว่า 10,000 ไร่ และชุมชนใกล้เคียงอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งกิโลเมตร ทำให้สามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่าแหล่งแร่ที่ตั้งชิดชุมชนมากกว่านี้ ผู้บริหารประเมินว่า ด้วยราคาทองคำปัจจุบัน เหมืองยังสามารถเดินหน้าต่อได้อีก 7–8 ปี อย่างมั่นคง หลังจากที่ดำเนินงานมายาวนานถึง 24 ปี จากเดิมที่ประเมินว่าจะทำได้เพียง 5 ปีตามราคาทองช่วงเริ่มผลิต</p>
<h3>วางกรอบพัฒนาชุมชน รับผิดชอบสิ่งแวดล้อม</h3>
<p>ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ระบุว่าได้นำกรอบ ESG Framework มาประยุกต์ใช้เต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมิติ Social Responsibility เพื่อสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนในพื้นที่รอยต่อระหว่างพิจิตรและเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ไกลจากศูนย์กลางการบริหารราชการระดับจังหวัด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนต่อยอด “หางแร่” ที่เก็บในบ่อเก็บที่ปิดใช้งานแล้ว (บ่อที่ 1) ซึ่งมีราว 22 ล้านตัน ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างอาชีพพื้นฐานในชุมชน ผ่านงานวิจัยที่สามารถพัฒนาเป็นกิจการท้องถิ่นได้ ไม่จำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มสูง แต่เน้นสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ยืนได้ด้วยตนเองในระยะยาวหลังเหมืองยุติการดำเนินงาน</p>
<h3>ต้นแบบ “Green Gold” เสริมแกร่งเศรษฐกิจหมุนเวียน</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">กีรดิต หิรัณยศิริ</span> ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด  (MTS) </strong>กล่าวว่า ห้างทองแม่ทองสุก ในฐานะผู้ค้าทองคำรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ระบุว่าอุตสาหกรรมทองคำไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ทองคำสีเขียว (Green Gold)” ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำเหมือง การถลุง การผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย โดยมองว่านี่คือทิศทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทยสู่มาตรฐานสากล</p>
<p>ทองคำรีไซเคิลเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยโรงงานสามารถดึงวัสดุจากทองเก่ากลับมาได้กว่า 50 ตันต่อปี ผ่านกระบวนการหลอมและแยกแร่จนได้มาตรฐาน 99.99% พร้อมสแตมป์รองรับเพื่อการส่งออก ทั้งหมดผ่านระบบ Water Treatment และมาตรฐาน CE Mark 100% ทำให้ผลิตภัณฑ์สะอาด ปลอดของเสีย และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ</p>
<p>“เชื่อว่าการผลิต “ทองคำที่คลีนที่สุด” เพื่อสิ่งแวดล้อม และแนวคิด Ethical &amp; Sustainable Gold จะตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและความสามารถแข่งขันของทองคำไทยในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมทองคำไทยเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืนในระยะยาว” <strong>กีรดิต</strong> กล่าว</p>
<h3>ชูมาตรฐานทองคำยุคใหม่ หนุนภาพลักษณ์ไทย</h3>
<p><strong>สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย จากสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) </strong>กล่าวว่า GIT ให้ความสำคัญกับการยกระดับจริยธรรม และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมทองคำ โดยปีนี้ได้เพิ่มมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมถึงพัฒนามาตรฐานทองแท่ง เพื่อยกระดับความโปร่งใส ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือของทองคำไทยในตลาดโลก</p>
<h3>เดินหน้า “อิฐบล็อกจากหางแร่”</h3>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ดร.พีช หอมชื่น</span> อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวถึงความคืบหน้าการวิจัยต่อยอด “หางแร่” สู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ว่า ตั้งแต่ “ขั้นตอนการสำรวจแร่” ไปจนถึงการดำเนินงานทุกกระบวนการ ทำให้อัครากลายเป็นต้นแบบของเหมืองที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และถูกใช้เป็น “โรงเรียนภาคสนาม” สำหรับนิสิตและผู้ประกอบการที่ต้องการเรียนรู้แนวทางเหมืองยุคใหม่</p>
<p>หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ “อิฐบล็อกจากหางแร่” ที่เกิดจากการนำของเสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งมีทองคำเพียง 0.3–0.5 กรัมต่อหินหนึ่งตัน กลับมาใช้ประโยชน์แทนการทิ้ง โดยวัสดุดังกล่าวผ่านการทดสอบด้านโยธา ทั้งความแข็งแรง การดูดซึมน้ำ และมาตรฐานงานก่อสร้างที่จำเป็น พร้อมพัฒนาให้ปรับใช้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยลดของเสียและเพิ่มคุณค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งอย่างยั่งยืน</p>
<p><strong>ก้าวใหม่ของงานวิจัยซีเมนต์ชีวภาพ</strong></p>
<p><strong>ดร.พีช</strong> กล่าวอีกว่า ขณะนี้โครงการวิจัยก้าวเข้าสู่ ปีที่ 2 โดยมุ่งทดสอบความเป็นไปได้ของการนำหางแร่ไปใช้เป็นส่วนประกอบ วัสดุดักคาร์บอน และเป็นวัตถุดิบทดแทนซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุดในภาคก่อสร้าง ทั้งนี้เงื่อนไขสำคัญที่บริษัทฯ วางไว้คือ วัสดุต้อง ปลอดภัย ไม่ก่อสารรั่วไหล เมื่อนำไปใช้เป็นชิ้นส่วนก่อสร้างหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่มีพัฒนาการโดดเด่น คือการนำหางแร่ผสมทราย แบคทีเรียจุลินทรีย์ และเปลือกไข่ พัฒนาเป็น “ซีเมนต์ชีวภาพ” (self-healing bio-cement) ที่สามารถซ่อมแซมรอยแตกร้าวเองได้ โดยกำลังทดสอบการใช้งานสำหรับงานโครงสร้างขนาดเล็ก เช่น คลองส่งน้ำ หรือพื้นที่ป้องกันการไหลซึมของน้ำจืด–น้ำเค็ม</p>
<p>“หากผลทดสอบเชิงอุตสาหกรรมให้ตัวเลขชัดเจน ก็พร้อมเดินหน้าระยะต่อไปทันที และจะต่อยอดเพื่อทดแทนการใช้ซีเมนต์ในบางส่วนของคอนกรีต ซึ่งมีศักยภาพในการลดคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ” <strong>ดร.พีช </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/akara/">อัครา ผนึกพันธมิตร-จุฬาฯ เปลี่ยนหางแร่เป็นอิฐบล็อกคาร์บอนต่ำ ยกระดับอุตสาหกรรมทองคำไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Sep 2025 06:16:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการผลิตไฮโดรเจน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=40915</guid>

					<description><![CDATA[<p>กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ.&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy/">จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ</strong></p>
<p><span id="more-40915"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40917" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-02.jpg" alt="จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-02.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-02-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่<br />
15 กันยายน 2568</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40918" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-03.jpg" alt="นายนรินทร์ เผ่าวณิช" width="740" height="444" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-03.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-03-300x180.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-03-150x90.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-03-500x300.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายนรินทร์ เผ่าวณิช</strong></span> <strong>รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียน ผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-40919" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-04.jpg" alt="นายศุภิชัย ตั้งใจตรง" width="740" height="494" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-04.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-04-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-04-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/09/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy-04-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p>ด้าน <span style="color: #6cb742;"><strong>นายศุภิชัย ตั้งใจตรง</strong></span> <strong>กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-x-egat_esg-hydrogen-energy/">จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Chula Thailand Presidents Summit 2025 เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กร ชี้อนาคตไทย ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/chula-thailand-presidents-summit-2025/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/chula-thailand-presidents-summit-2025/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 09:06:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Chula Thailand Presidents Summit 2025]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=37861</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Chula Thailand Presidents Summit 2025” ครั้งแรกของการรวมตัวของสุดยอดผู้นำองค์กรชั้นนำระดับประเทศ แสดงวิสัยทัศน์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย เวที “Chula Thailand Presidents Summit 2025” ถือเป็นงานสัมมนาครั้งสำคัญที่รวมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหารงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อันมีค่า พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปี 2568 สู่ความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น“มหาวิทยาลัยไทยระดับโลกที่มุ่งสร้างประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต ด้วยปัญญานวัตกรรมและจิตวิญญาณแห่งการให้” และได้รับเกียรติจากศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นเกียรติในงานสัมมนาครั้งนี้ โดยมีผู้นำองค์กรระดับประเทศร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยครอบคลุมทุกองค์ความรู้ ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-thailand-presidents-summit-2025/">Chula Thailand Presidents Summit 2025 เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กร ชี้อนาคตไทย ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Chula Thailand Presidents Summit 2025” ครั้งแรกของการรวมตัวของสุดยอดผู้นำองค์กรชั้นนำระดับประเทศ แสดงวิสัยทัศน์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย</strong></p>
<p><span id="more-37861"></span></p>
<p><strong>เวที “Chula Thailand Presidents Summit 2025”</strong> ถือเป็นงานสัมมนาครั้งสำคัญที่รวมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหารงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อันมีค่า พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปี 2568 สู่ความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น“มหาวิทยาลัยไทยระดับโลกที่มุ่งสร้างประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต ด้วยปัญญานวัตกรรมและจิตวิญญาณแห่งการให้” และได้รับเกียรติจาก<strong>ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม </strong>ร่วมเป็นเกียรติในงานสัมมนาครั้งนี้ โดยมีผู้นำองค์กรระดับประเทศร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยครอบคลุมทุกองค์ความรู้</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37863" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-02.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย" width="625" height="625" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-02.jpg 625w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-02-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-02-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-02-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 625px) 100vw, 625px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย</span> นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ Future Thailand : The Comprehensive View โดยเน้นว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทยคือ <strong>“ความปั่นป่วนของโลก”</strong> (Global Disruptions) ที่เกิดขึ้นในหลายมิติ ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความปั่นป่วนทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเห็นได้จากการมาของ DeepSeek ที่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล ประเทศไทยเองก็มีโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ต้องเร่งลงทุนด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมให้มากขึ้นเพื่อแข่งขันในเวทีโลก ความปั่นป่วนทางด้านประชากร ก็เป็นอีกประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้จำนวนแรงงานลดลง กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างแรงงานและระบบสวัสดิการจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ความปั่นป่วนทางด้านโรคระบาด </strong>ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง แม้ว่าผลกระทบของโควิด-19 จะเริ่มลดลง แต่โลกยังมีความเสี่ยงต่อโรคอุบัติใหม่ การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขและระบบป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ</p>
<p><strong>ด้านความปั่นป่วนทางสิ่งแวดล้อม</strong> ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงขึ้นในปีนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศสุดขั้วจึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ความปั่นป่วนทางด้านอาชีพ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ งานจำนวนมากอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ ทำให้แรงงานต้องปรับตัวและพัฒนาทักษะใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในอนาคต</p>
<p>สุดท้ายคือ <strong>ความปั่นป่วนด้านภูมิรัฐศาสตร์</strong> ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจโลกทวีความรุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการลงทุนอาจส่งผลกระทบต่อไทยในแง่ของการส่งออกและห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยจึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศให้รอบคอบและยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา</p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ </strong>กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางอนาคตของประเทศไทย การปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยต้องอาศัยแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการพัฒนาเพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว (Tourism) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้มหาศาล รวมถึงการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยทางสุขภาพ เพื่อรองรับประชากรในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้น Action Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับอาชีพแห่งอนาคต นอกจากนี้ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) จะมีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถรับมือกับความปั่นป่วนของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37864" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-03.jpg" alt="ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร" width="625" height="625" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-03.jpg 625w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-03-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-03-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-03-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 625px) 100vw, 625px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</span> อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวถึง Future Thailand: Future Education ว่า รากฐานของทั้งหมดคือการศึกษา เพราะการศึกษาจะเป็นตัวสร้างคน และเป็นรากฐานของระบบทุนนิยม หากไม่มีระบบทุนนิยม โลกอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ ระบบทุนนิยมที่สามารถทำให้ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเติบโตขึ้นมาได้ มีเพียงการศึกษาเท่านั้น ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต ดังนั้น รูปแบบการศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยต้องมองให้ไกล มองให้กว้าง และมองให้ลึก</p>
<p>ในวันนี้ การสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก (Global Competitiveness) ต้องอาศัย ทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งเกิดจากสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีคะแนนด้าน การสอนให้คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) เพียง 37 คะแนน ขณะที่ ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศอันดับหนึ่ง มีคะแนนสูงถึง 89 คะแนน นั่นหมายความว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องไม่เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ (Reader) แต่ต้องสามารถทำให้นักศึกษาเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ได้อย่างลึกซึ้ง</p>
<p>“ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต้องเป็น แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ที่เหมาะกับผู้เรียนทุกวัย รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการกลับมาเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งนี้ การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้เพื่อให้รู้ แต่ต้อง เรียนรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผล ดังนั้น คุณภาพของการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเราต้องมุ่งพัฒนาประเทศก่อนมหาวิทยาลัย ภายในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเปิดตัว Chulalongkorn Extension School ซึ่งเป็นศูนย์รวมสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ต้องการมาเรียนรู้” <strong>อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าว</p>
<p>นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันต้องมุ่งเน้นที่ Holistic Skill Change หรือการยกเครื่องการพัฒนาทักษะ (Upskill) ของบุคลากรในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ทักษะใดทักษะหนึ่ง อีกทั้ง องค์กรต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับยุคใหม่ โดยงานที่ทำซ้ำซากควรถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ องค์กรต้องส่งเสริมให้บุคลากรไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงานแบบเดิม ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37865" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-04.jpg" alt="ธนินท์ เจียรวนนท์" width="625" height="625" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-04.jpg 625w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-04-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-04-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-04-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 625px) 100vw, 625px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ธนินท์ เจียรวนนท์</span> ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์</strong>  กล่าวถึง Future Thailand: Next Growth ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยมีอนาคตที่สดใส แม้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านสภาพอากาศ การเมือง และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนของเครือซีพี ไม่ว่าจะไปที่ประเทศไหน จะนำคนไทยไปด้วย และถือว่าเป็นการลงทุนในทุกประเทศ โดยยึดหลัก 3 ประโยชน์ ได้แก่ ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ถึงจะได้ประโยชน์ เพราะถ้าประชาชนไม่ให้ความนิยม สินค้าก็ไม่สามารถขายได้</p>
<p>“ในทุกวิกฤต ย่อมมีโอกาส ขณะเดียวกัน เมื่อมีโอกาสก็ต้องคำนึงถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นแนวทางที่ถูกต้องของรัฐบาล โดยการยกเลิกวีซ่าช่วยให้ประเทศไทยสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้รวดเร็ว การท่องเที่ยวถือเป็น Soft Power ที่ใกล้ตัวที่สุด และสร้างรายได้ให้ประเทศได้เร็วที่สุด ดังนั้นอยากฝากรัฐบาลให้ตั้งเป้าหมาย ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโต” <strong>ธนินท์ </strong>กล่าว</p>
<p>ด้านการเกษตร ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเพราะไม่มีภัยพิบัติที่รุนแรงเหมือนประเทศอื่น แต่จะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนเข้าสู่พื้นที่เกษตร ปรับรูปที่ดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก และพัฒนาระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ต้องพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเกษตร รวมถึงการจัดการปุ๋ยและอาหารสัตว์ให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิต และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตมีที่ถือว่ามีความจำเป็น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อลดการปนเปื้อนและเพิ่มความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนา ระบบโลจิสติกส์ ศูนย์กระจายสินค้า (DC) และการค้าปลีก ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่ยาวที่สุดของอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงโต๊ะอาหารของผู้บริโภค</p>
<p>“สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ เราดำเนินธุรกิจในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่การผูกขาด แต่เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการผลิตสอดคล้องกัน หากผลิตมากเกินไป ขายไม่หมดก็เสียหาย ถ้าผลิตน้อยเกินไปก็ไม่มีของขาย ดังนั้น การควบคุมทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจึงมีความจำเป็น ซึ่งสินค้าเกษตรของเครือซีพีส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นสินค้าของประเทศไทย และถือเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจของประเทศ” <strong>ธนินท์</strong> กล่าว</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37866" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-05.jpg" alt="สารัชถ์ รัตนาวะดี" width="624" height="624" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-05.jpg 624w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-05-300x300.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-05-150x150.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2025/02/Chula-Thailand-Presidents-Summit-2025-05-500x500.jpg 500w" sizes="(max-width: 624px) 100vw, 624px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">สารัชถ์ รัตนาวะดี</span> ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS </strong>กล่าวถึง Future Thailand: Energizing Society ว่า เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นพลังงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำและใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “Clean Grow” ในเวลานั้น ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างเต็มที่ แต่ก็เผชิญแรงต่อต้านจากประชาชนและสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ที่ อำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง และอ.บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แม้ต้องใช้เวลาดำเนินการถึง 7 ปี ผ่าน 4 รัฐบาล แต่ท้ายที่สุด ประเทศไทยก็เริ่มปรับเปลี่ยนจากพลังงานถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. โดยมีแหล่งก๊าซจากอ่าวไทย พม่า และมาเลเซียเป็นหลัก</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้น ก๊าซธรรมชาติก็สามารถนำเข้าจากทั่วโลกได้ ผ่านกระบวนการทำให้เป็นของเหลว (LNG) และขนส่งผ่านเรือ ทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ แต่ราคาของก๊าซธรรมชาติก็มีความผันผวน โดยเฉพาะจากผลกระทบของสงครามระหว่าง ยูเครนและรัสเซีย ต่อมา เมื่อพลังงานหมุนเวียนอย่าง โซลาร์และพลังงานลม เริ่มเข้ามาเป็นทางเลือก แต่เนื่องจากในช่วงแรก ต้นทุนยังสูงมาก ทำให้การลงทุนยังไม่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ราคาของพลังงานหมุนเวียนลดลงเหลือเพียง 2-3 บาทต่อหน่วย ทำให้ทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ พลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมั่นคง ซึ่งอนาคตของพลังงานต้องเป็นการ ผสมผสานแหล่งพลังงานหลายประเภท (Energy Mix) เพื่อความยั่งยืน</p>
<p>กัลฟ์ฯ ได้ขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เช่น โครงการพลังงานลมที่ North Sea ประเทศเยอรมนี กำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ ชิคาโก สหรัฐอเมริกา และ โครงการพลังงานลมที่ North Sea ประเทศอังกฤษ กำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่ต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น และได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น แผงโซลาร์เซลล์ที่มีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับอดีต</p>
<p>เทคโนโลยีอัตโนมัติมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เช่น ที่ ท่าเรือคอนเทนเนอร์แหลมฉบัง มีการใช้ระบบ Fully Automated ซึ่งสามารถบริหารเครนได้ 5-6 เครน โดยไม่ต้องใช้คน ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานและลดต้นทุนลงอย่างมาก นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวกับ Data จะเติบโตขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นแนวคิดที่เคยมีมานานแล้ว แต่การหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมยังเป็นเรื่องยาก จนกระทั่งช่วงโควิด-19 ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงและเปิดโอกาสให้ กัลฟ์ฯ ลงทุนใน AIS ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี</p>
<p>“ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย และอาจถูกลืมในเอเชียหากไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะช่วยพัฒนาประเทศให้กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและผู้นำในภูมิภาค สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในอนาคต” <strong>สารัชถ์ </strong>กล่าว</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-thailand-presidents-summit-2025/">Chula Thailand Presidents Summit 2025 เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กร ชี้อนาคตไทย ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/chula-thailand-presidents-summit-2025/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ “One Click” นำ AI ยกระดับ SME เข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/one-click/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/one-click/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 09:06:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Green Report]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[One Click]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม]]></category>
		<category><![CDATA[สินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=37311</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน ลงนามความร่วมมือ (MOU) พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) &#8220;One Click&#8221; สำหรับผู้ประกอบการ SME ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งพัฒนาร่วมกับ บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) (VEKIN) ที่ออกแบบให้ SME สามารถรายงาน และรับรองรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ โดยที่มีต้นทุนต่ำ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/one-click/">จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ “One Click” นำ AI ยกระดับ SME เข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน ลงนามความร่วมมือ (MOU) พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) &#8220;One Click&#8221; สำหรับผู้ประกอบการ SME ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งพัฒนาร่วมกับ บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) (VEKIN) ที่ออกแบบให้ SME สามารถรายงาน และรับรองรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ โดยที่มีต้นทุนต่ำ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech)</strong></p>
<p><span id="more-37311"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37313" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-02.jpg" alt="จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ &quot;One Click&quot; นำ AI ยกระดับ SMEเข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว" width="744" height="495" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-02.jpg 744w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-02-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-02-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 744px) 100vw, 744px" /></p>
<p>โดยมี <strong>ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.อภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , ดร.ศกยง พัฒนเวคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด</strong> และตัวแทนธนาคารชั้นนำ ได้แก่  <strong>อิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank), ชาตรี เวทสรณสุธี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank), สาธิต บุญโฉลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่าย Product Management, Customer Experience and Digital ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB)</strong> และ  <strong>เจษฎา วานิชสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัน อิเล็กทรอนิกส์ บิลลิ่ง จำกัด (มหาชน)</strong> เข้าร่วมเป็นพันธมิตร เตรียมความพร้อมให้กับ SME ไทย   ณ  CHULALONGKORN BUSINESS CINEMA อาคารไชยยศสมบัติ 1 ชั้น 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</p>
<p><strong>ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสว. ร่วมกับพันธมิตรในการส่งเสริมประเทศไทยตามเป้าหมาย SDGs ผู้ประกอบการ ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทุกคนทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ และธุรกิจ ซึ่งเราทราบกันดีว่าปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม ต่างเดินหน้าขับเคลื่อนกันอย่างจริงจัง แต่ผู้ประกอบขนาดกลาง และขนาดย่อม ถือเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ SME นี้จึงถือเป็นวาระระดับชาติ ความร่วมมือนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่ง ที่จะนำ SME สู่ความยั่งยืน พร้อมปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจสีเขียว และถือเป็นก้าวใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero มากขึ้น</p>
<p><strong>ดร.อภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) </strong>กล่าวว่า  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับ SME เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจโลกสีเขียว ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งทุน ดังจะเห็นได้จากเกณฑ์ประกอบการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน มีการนำแนวคิดดังกล่าวมามีส่วนในการพิจารณา เช่น Green Loan หรือ Climate Finance</p>
<p>ดังนั้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโครงการ One-Click นี้ จะเป็นผู้ช่วยที่สำคัญให้แก่ SME ในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรายงานคาร์บอนฟุตพรินท์ของ SME แบบอัตโนมัติ เปิดโอกาสให้ SME เข้าถึง Climate Finance ได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และพร้อมรับมือกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงมาตรการการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) ของภาครัฐ ในอนาคต”</p>
<p><strong>ดร.ศกยง พัฒนเวคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลผู้ประกอบการ SME ถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล แต่กระจายอยู่ในหลายภาคส่วน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง  ในการเข้าถึง และเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ และยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเคารพความเป็นส่วนตัว ดังนั้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงสามารถเข้ามาช่วยในการติดตามแบบอัตโนมัติ รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการทวนสอบคาร์บอนฟุตพรินท์ขององค์กร (CFO) ให้แก่ SME ได้อย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ และต้นทุนต่ำ โดยสามารถนำเสนอประสบการณ์การใช้งานในรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ใช้งานเสมือนเพียง One-Click ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโครงการความร่วมมือนี้ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งาน โครงการ One-Click นี้ได้การรับรองมาตรฐาน dSURE ระดับ 2 ดาว จาก DEPA และ การรับรองมาตรฐาน CF Platform จาก อบก. เป็นที่เรียบร้อย”</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37314" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-03.jpg" alt="จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ &quot;One Click&quot; นำ AI ยกระดับ SMEเข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว" width="744" height="495" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-03.jpg 744w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-03-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-03-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-03-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 744px) 100vw, 744px" /></p>
<p>นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ<strong> &#8220;Climate Finance: ประตูสู่ความยั่งยืนของ SME ไท</strong>ย&#8221; โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ได้แก่  <strong>ธาดา วรุณโชติกุล ผู้จัดการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), นายเจษฎา วานิชสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัน อิเล็กทรอนิกส์ บิลลิ่ง จำกัด (มหาชน), ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</strong> และ<strong> ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล</strong> ร่วมสนทนาให้ข้อมูลที่น่าสนใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมี <strong>อัจฉรา ปู่มี Founder และ CEO บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด </strong>เป็นผู้ดำเนินรายการ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-37315" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/12/One-Click-04.gif" alt="จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ &quot;One Click&quot; นำ AI ยกระดับ SMEเข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว" width="744" height="680" /></p>
<p>&#8220;One Click&#8221; จะมีการนำ AI มาช่วยในการพัฒนาระบบ เพื่อให้ SME ไทย สามารถประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์ (Carbon Footprint) ได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวสู่การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นก้าวแรกของประเทศไทยในการมุ่งสู่ เป้าหมาย Net Zero และการขับเคลื่อนตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น และการเสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงาน และฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลก สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
<p><strong>ปัญญาประดิษฐ์ของโครงการ “One Click” นี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มกราคม 2568 โดยผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทุนสนับสนุนตามขนาดธุรกิจจาก สสว. ภายใต้การส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS หรือ “SME ปัง ตังได้คืน” เริ่มต้นที่ 8,000 บาท สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 5,000 บาท สำหรับธุรกิจ SME ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/one-click/">จุฬาฯ ผนึกกำลัง สสว. จัดตั้งโครงการ “One Click” นำ AI ยกระดับ SME เข้าถึงสินเชื่อเศรษฐกิจสีเขียว</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/one-click/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฮอนด้า จับมือ กรุงไทยคาร์เร้นท์ ส่งมอบ รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ให้จุฬาฯ ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/honda-en1-suv-2/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/honda-en1-suv-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Dec 2024 01:59:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงไทยคาร์เร้นท์]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอนด้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=37017</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ และ ชุน คุโรดะ กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารสายงานขายและบริการ พร้อมด้วย พิชิต จันทรเสรีกุล กรรมการบริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ลีส จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบ Honda e:N1 รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% จำนวน&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/honda-en1-suv-2/">ฮอนด้า จับมือ กรุงไทยคาร์เร้นท์ ส่งมอบ รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ให้จุฬาฯ ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ และ ชุน คุโรดะ กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารสายงานขายและบริการ พร้อมด้วย พิชิต จันทรเสรีกุล กรรมการบริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ลีส จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบ Honda e:N1 รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% จำนวน 39 คัน ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับเป็นรถส่วนกลางเพื่อใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือในการส่งมอบครั้งนี้ นับเป็นอีกส่วนสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ผ่านการใช้ยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด และการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับพันธกิจของฮอนด้าในการสร้างสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนให้สำเร็จภายในปี 2050 อีกทั้งยังสะท้อนความเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การบริการที่ได้มาตรฐาน และเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้วางใจเลือกยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากฮอนด้า เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนนี้ไปด้วยกัน</strong></p>
<p><span id="more-37017"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ฮิเดโอะ คาวาซากะ</strong></span> <strong>ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด</strong> กล่าวว่า ฮอนด้าขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำหรับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการเลือกใช้ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100% ของฮอนด้า เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ฮอนด้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมปลอดมลพิษ โดย Honda e:N1 ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกของฮอนด้า พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน แต่ยังคงไว้ซึ่งการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงพันธกิจในการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการสร้างสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์และกิจกรรมขององค์กร พร้อมมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย”</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร</strong> </span><strong>อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า “การรับมอบยานยนต์พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม รถยนต์ไฟฟ้า Honda e: N1 ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจุฬาฯ ไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เท่านั้น แต่เป็นสถาบันที่เป็นต้นแบบทางการศึกษา รวมถึงการจัดการด้านพลังงานและความยั่งยืน โดยรถจำนวน 39 คัน เป็นรถยนต์แบบใช้ไฟฟ้า 100% สำหรับเป็นรถส่วนกลางเพื่อใช้ในกิจการของมหาวิทยาลัย สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นการทดลองใช้ในมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจะสำรวจความพึงพอใจและผลของการใช้งาน เพื่อให้ทางฮอนด้าไปพัฒนาต่อไป จุฬาฯ เราเลือกใช้รถยนต์ที่แสดงถึงนวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด เป็นต้นแบบในการใช้รถอย่างชาญฉลาด โดยมีการประหยัดพลังงานและส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยด้านสิ่งแวดล้อม สะท้อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12 ว่าด้วยแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน ทำให้สิ่งแวดล้อมได้ผลกระทบน้อยที่สุด</p>
<p><strong>ฮอนด้าจะยังคงเดินหน้าในการนำเสนอเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอันล้ำสมัย ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการดำเนินธุรกิจปี 2050 ในการสร้างสังคมปลอดมลพิษและสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน และยังคงดำเนินกิจการตามวิสัยทัศน์หลักในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/honda-en1-suv-2/">ฮอนด้า จับมือ กรุงไทยคาร์เร้นท์ ส่งมอบ รถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ให้จุฬาฯ ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/honda-en1-suv-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“SYS” ร่วมประกาศเจตนารมณ์กับจุฬาฯ และ TGO ขานรับมาตรการ CBAM ของ EU</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sys-tgo-cbam-eu/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/sys-tgo-cbam-eu/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 03:56:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[BCG]]></category>
		<category><![CDATA[SYS]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรการ CBAM]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[เหล็กสยามยามาโตะ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=32201</guid>

					<description><![CDATA[<p>บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS  เดินหน้ารับมือมาตรการ CBAM ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน ผนึก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และกลุ่มโรงงานนำร่อง ร่วมผลักดันโครงการ “การเตรียมความพร้อมสินค้าส่งออกสหภาพยุโรปเพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ด้วยแพลตฟอร์มการประเมินค่า Embedded Emission ฉัตรภพ พรธรรม  ผู้จัดการฝ่ายบริหารความยั่งยืน บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการประกาศเรื่องมาตรการ CBAM&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sys-tgo-cbam-eu/">“SYS” ร่วมประกาศเจตนารมณ์กับจุฬาฯ และ TGO ขานรับมาตรการ CBAM ของ EU</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS</strong>  เดินหน้ารับมือมาตรการ CBAM ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน ผนึก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และกลุ่มโรงงานนำร่อง ร่วมผลักดันโครงการ “การเตรียมความพร้อมสินค้าส่งออกสหภาพยุโรปเพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย ด้วยแพลตฟอร์มการประเมินค่า Embedded Emission</p>
<p><span id="more-32201"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-32203" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/sys-tgo-cbam-eu-02.jpg" alt="ฉัตรภพ พรธรรม" width="780" height="519" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/sys-tgo-cbam-eu-02.jpg 780w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/sys-tgo-cbam-eu-02-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/sys-tgo-cbam-eu-02-768x511.jpg 768w" sizes="(max-width: 780px) 100vw, 780px" /></p>
<p><strong><span style="color: #6cb742;">ฉัตรภพ พรธรรม</span>  ผู้จัดการฝ่ายบริหารความยั่งยืน บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด</strong> <strong>หรือ SYS</strong> กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการประกาศเรื่องมาตรการ CBAM มานั้น ทาง SYS ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปยังยุโรปให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรการ CBAM   การได้เข้าร่วมในโครงการ “การเตรียมความพร้อมสินค้าส่งออกสหภาพยุโรปเพื่อรับมือมาตรการ CBAM” ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีเพราะจะเป็นการทวนสอบถึงสิ่งที่ SYS ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ว่ามีความเข้าใจถูกต้องหรือไม่ และการดำเนินการโครงการนี้ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยในการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังภาคพื้นยุโรป ถือเป็นการติดอาวุธและความพร้อมที่ดีให้กับผู้ประกอบการ</p>
<p>บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สามารถรองรับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างแท้จริง ด้วยการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy) ที่มุ่งหน้าสู่ Green Ecosystem ที่จะช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวได้ในที่สุด</p>
<p>ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ SYS นั้น ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลชุมชนรอบข้างเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัท อีกทั้งยังปลูกจิตสำนึกให้กับพนักงาน SYS ทุกคนให้มีความมุ่งมั่นและมีความรับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมาโดยตลอด ทั้งแนวคิดเรื่องการรักษ์โลก ลดการสร้างขยะด้วยแนวคิด 3R  แนวคิด Circular Economy หรือระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะมุ่งสู่อุตสาหกรรมการก่อสร้างไร้คาร์บอน ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ SYS นอกจากจะได้คุณภาพมาตรฐานแล้ว ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองมาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศมาโดยตลอด</p>
<p>“ในส่วนของ SYS นั้น ได้ส่งสินค้าไปจำหน่ายที่ยุโรปมานานแล้ว แม้ปัจจุบันมีคู่แข่งหลายรายที่เข้ามาแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่คุณภาพเหล็กของ SYS นั้นมีความได้เปรียบกว่าเพราะมี Carbon Emission Footprint ที่ต่ำกว่า อีกทั้งโครงการความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งสินค้าไปจำหน่ายยุโรปได้มากขึ้นอีกด้วย”  <strong>ฉัตรภพ</strong>กล่าว</p>
<p>ภายในงาน นอกจากการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และผู้ประกอบการโรงงานนำร่องที่อยู่ในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย อลูมิเนียม กระดาษ เซรามิก  แก้ว พลาสติก ไฮโดรเจน และเคมีภัณฑ์ รวม 16 องค์กร แล้ว ผู้ประกอบการยังได้ทดลองใช้แพลตฟอร์มการประเมินค่า Embedded Emission ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินและใช้ประกอบการรายงานให้กับสหภาพยุโรป รวมถึงร่วมฟังการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ได้แก่<strong> ผศ.ดร.วรพจน์ กนกกันฑพงษ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong>และ ป<strong>ฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก</strong> ร่วมกันบรรยาย “แนะนำโครงการเตรียมความพร้อมสินค้าส่งออกสหภาพยุโรปเพื่อรับมือกับมาตรการ CBAM” และ “มาตรการการปล่อยคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป”</p>
<p>นอกจากนี้ยังมี  <strong>ดร.พรทิพย์ วงศ์สุโชโต บริษัท ทรี โมเม้นส์ จำกัด </strong>บรรยาย “แนวทางการประเมินและรายงานค่า Embedded Emission”  และ<strong>ดร.แพรวพกุล ศิลธรรม บริษัท ทรี โมเม้นส์ จำกัด </strong> บรรยาย “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sys-tgo-cbam-eu/">“SYS” ร่วมประกาศเจตนารมณ์กับจุฬาฯ และ TGO ขานรับมาตรการ CBAM ของ EU</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/sys-tgo-cbam-eu/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“จุฬาฯ จับมือ ฮาคูโฮโด (ไทยแลนด์) เปิดคอร์ส HIT PROGRAM มุ่งพัฒนาทักษะนักการตลาดยุคใหม่ให้นิสิต</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/chula-mou-hokuhodo-hit-program/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/chula-mou-hokuhodo-hit-program/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Feb 2024 11:16:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[HIT PROGRAM]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=31973</guid>

					<description><![CDATA[<p>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการเป็นพันธมิตรพัฒนาหลักสูตร “HIT PROGRAM” สำหรับนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อเสริมสร้างให้นิสิตเป็นผู้นำแห่งอนาคตในด้านการตลาดและแบรนด์ มีความสามารถสูง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติ ปัจจุบัน การเรียนในห้องอาจจะไม่ช่วยให้สมัครงานได้อีกต่อไป เมื่อนายจ้างหลายที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์นอกห้องเรียนมากขึ้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่หลายคนเริ่มตกที่นั่งลำบาก จากความกังวลว่าจำนวนบรรทัดที่ช่องประสบการณ์ในเรซูเม่อาจจะไม่มากพอที่จะซื้อใจเจ้านายได้อีกต่อไป นอกจากความกังวลดังกล่าวแล้วนิสิตนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่ใกล้จะจบแล้วบางรายก็อาจจะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เรียนไปนั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์ในแง่ของการใช้งานได้จริง รวมไปถึงบางคนที่ยังไม่ทราบถึงความต้องการในเส้นทางอาชีพของตนเองว่าแท้จริงแล้วชอบหรือสนใจสิ่งใด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-mou-hokuhodo-hit-program/">“จุฬาฯ จับมือ ฮาคูโฮโด (ไทยแลนด์) เปิดคอร์ส HIT PROGRAM มุ่งพัฒนาทักษะนักการตลาดยุคใหม่ให้นิสิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> และ <strong>บริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด</strong> ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการเป็นพันธมิตรพัฒนาหลักสูตร <strong>“HIT PROGRAM” </strong>สำหรับนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อเสริมสร้างให้นิสิตเป็นผู้นำแห่งอนาคตในด้านการตลาดและแบรนด์ มีความสามารถสูง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติ</p>
<p>ปัจจุบัน การเรียนในห้องอาจจะไม่ช่วยให้สมัครงานได้อีกต่อไป เมื่อนายจ้างหลายที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์นอกห้องเรียนมากขึ้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่หลายคนเริ่มตกที่นั่งลำบาก จากความกังวลว่าจำนวนบรรทัดที่ช่องประสบการณ์ในเรซูเม่อาจจะไม่มากพอที่จะซื้อใจเจ้านายได้อีกต่อไป นอกจากความกังวลดังกล่าวแล้วนิสิตนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่ใกล้จะจบแล้วบางรายก็อาจจะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เรียนไปนั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์ในแง่ของการใช้งานได้จริง รวมไปถึงบางคนที่ยังไม่ทราบถึงความต้องการในเส้นทางอาชีพของตนเองว่าแท้จริงแล้วชอบหรือสนใจสิ่งใด</p>
<p><strong>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้จับมือกับ <strong>บริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์)</strong> เอเจนซี่ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมพัฒนาหลักสูตร <strong>“HIT PROGRAM”</strong> เพื่อใช้ในการสอนนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2566 ในระหว่างวันที่ 12 มกราคม 2567 &#8211; 17 พฤษภาคม 2567</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31975" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_02_resize.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_02_resize.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_02_resize-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_02_resize-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><strong>ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า ทางคณะฯ  โดยภาควิชาการตลาด ได้ให้ความร่วมมือกับองค์กรสำคัญระดับนานาชาติมายาวนาน เพื่อเสริมสร้างให้นิสิตเป็นผู้นำแห่งอนาคตในด้านการตลาดและแบรนด์ มีความสามารถสูง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติ สำหรับความร่วมมือกับฮาคูโฮโดซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในแวดวงการตลาดและการสื่อสารของโลกนั้นได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี และการลงนามในบันทึกความร่วมมือครั้งนี้จะยิ่งกระชับความร่วมมือของสององค์กรให้แน่นแฟ้นขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31976" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_03_resize.jpg" alt="" width="533" height="800" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_03_resize.jpg 533w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_03_resize-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 533px) 100vw, 533px" /></p>
<p><strong>เทรุฮิซะ อิโต  ประธานบริษัทและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์)</strong>  <strong>จำกัด</strong> <strong> </strong>กล่าวว่า บริิษัทฯ มีความตั้งใจในการดำเนินงานตามปรัชญา 2 ข้อสำคัญของฮาคูโฮโด หนึ่งคือการเป็น พาร์ทเนอร์ หรือ การเป็นพันธมิตร ที่มองเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในบริบทนี้ ฮาคูโฮโดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และอีกข้อคือแนวความคิดที่เรียกว่า Sei-katsu-sha (เซ-คัทสึ-ฉะ) เป็นคำภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า ความมุ่งมั่นที่จะเข้าใจ “ความเป็นอยู่ของผู้คน” มากกว่าจะมองเป็นเพียง “ผู้บริโภค” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับภาควิชาการตลาด ด้วยเหตุนี้ ฮาคูโฮโดอินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมไทย โดยร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศไทย  โดยหลักสูตร HIT PROGRAM (Hyperfocus, Integrate, Transform) นี้ พัฒนาขึ้นเพื่อนิสิตชั้นปีที่ 4 โดยเฉพาะ ผ่านการเรียนการสอนรวมตลอดทั้งปีการศึกษา 2/2566 รวมเป็น 16 ครั้ง ซึ่งจะเป็นการเรียนที่เจาะลึกความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถนำไปใช้ได้จริง นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนการศึกษา เพื่อการเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริง</p>
<p><strong>ชุติมา  วิริยะมหากุล ผู้อำนวยการบริหาร จากบริษัท ฮาคูโฮโด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์)</strong>  <strong>จำกัด </strong>กล่าวว่า คอร์ส HIT PROGRAM นี้ ทา ฮาคูโฮโคได้ออกแบบให้เหมาะสมกับนิสิตปี 4 ของ Chulalongkorn Business School ที่จะช่วยผลักดันศักยภาพของนิสิต ด้วยการเชื่อมโยงวิชาที่นิสิตได้เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์จริงผ่านผู้รู้ในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายแบรนด์ ที่พร้อมนำความรู้มาถ่ายทอดและสร้างแบบฝึกหัดกับนิสิตอย่างเข้มข้น เพื่อเป้าหมายที่จะเสริมทักษะให้พร้อมทำงาน สนับสนุนให้นิสิตเกิดการค้นพบตัวเองและสร้างแรงบันดาลใจที่จะเข้าทำงานในสายงานที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>ยูโกะ อิโต กรรมการผู้จัดการ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย)</strong> กล่าวว่า ฮาคูโฮโด ญี่ปุ่น ได้มีโครงการพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นที่หลากหลาย เช่น โครงการ BRANCO! ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นการประกวดออกแบบแบรนด์ผ่านการวิจัยอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในโครงการนี้เราเน้นการร่วมมือพัฒนางานผ่านการตั้งคำถาม แบบที่ “ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกต้อง” ซึ่งจะทำให้นิสิตได้ฝึกวิธีคิดแบบเปิดกว้างติดตัวไปใช้กับมุมมองอื่น ๆ ในชีวิตด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31977" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_04_resize.jpg" alt="" width="800" height="533" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_04_resize.jpg 800w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_04_resize-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_04_resize-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>นอกจากนั้น ยังมีโครงการ Hakuhodo Youth Lab ที่วิจัยร่วมกับนิสิตมหาวิทยาลัย ในหัวข้อเกี่ยวกับ Sei-katsu-sha ซึ่งไม่ได้แค่ศึกษาว่า จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มาซื้อสินค้า แต่เราเน้นศึกษา ความเป็นอยู่ของผู้คน ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม ด้านธุรกิจ และด้านองค์กร ในหัวข้อที่สร้างความน่าสนใจ เช่น “ชีวิตแบบไหนที่เราควรสร้างในแบบของเรา” ซึ่งถือเป็นแล็บที่สนับสนุนนวัตกรรมทางความคิดให้กับนิสิตและยังนำไปสู่การประชุมร่วมกันในกลุ่มคนรุ่นใหม่บนมุมมองใหม่ ๆ อีกด้วย</p>
<p>โครงการต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ล้วนมุ่งสร้างประสบการณ์และทักษะรอบด้านให้นักศึกษาทั้งสิ้น ผ่านกระบวนการศึกษาและวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา การทำวิจัย ซึ่งนอกจากนักศึกษาจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นอกห้องเรียนแล้ว ยังสามารถนำความรู้ที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เข้ากับการทำงานในแต่ละขั้นตอน และในขณะเดียวกันทางคณะอาจารย์เองก็ได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของการใช้ชีวิตที่น่าสนใจของกลุ่มนิสิตจากการทำงานอีกด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-31978" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_05_resize.jpg" alt="" width="533" height="800" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_05_resize.jpg 533w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2024/02/Chula-mou-Hokuhodo-HIT-PROGRAM_05_resize-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 533px) 100vw, 533px" /></p>
<p><strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School</strong> ได้นำเสนอเรื่อง ‘Marketeers of the Future: นักการตลาดแห่งอนาคต’ สืบเนื่องมาจากที่โลกที่หมุนไปข้างหน้าตลอดเวลา ทำให้เทรนด์ต่าง ๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างเช่นปัจจุบัน สิ่งที่ผู้บริโภคมองหาในสินค้าไม่ใช่ราคาที่สมเหตุสมผลอีกต่อไป แต่ลูกค้ายุคใหม่ต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพ หลังจากการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ รวมไปถึงนักการตลาดเองต้องปรับตัวอยู่เสมอ</p>
<p>“ดังนั้นแล้ว องค์ความรู้เก่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแล้วในตอนนี้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้มีเพียงการรับมือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามความต้องการของลูกค้าเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่นักการตลาดยุคใหม่ควรมีทักษะ 5Re ดังนี้ Resilence (ความยืดหยุ่น), Resolution (เก่งแก้ปัญหา), Reliance (น่าเชื่อมั่นเชื่อถือ), Revolution (มุ่งหน้านวัตกรรม) และ Relationship (สร้างความสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม) เพื่อนำไปปรับเป็นทักษะให้สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานในอนาคต และหลักสูตร ซึ่ง HIT PROGRAM จะตอบสนองทั้งห้าประเด็นนี้เพื่อสร้างสรรค์นักการตลาดแห่งอนาคตเพื่อสังคมไทยต่อไป” <strong>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ </strong>กล่าว</p>
<p>ทั้งนี้ ฮาคูโฮโด  อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์)  มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ไปกับนิสิตชั้นปีที่ 4 ด้วยการนำโครงการที่ประสบความสำเร็จจากญี่ปุ่นเข้ามาปรับใช้และร่วมพัฒนาการศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้นไปกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ต้องการร่วมสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญทางสังคมต่อไป</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/chula-mou-hokuhodo-hit-program/">“จุฬาฯ จับมือ ฮาคูโฮโด (ไทยแลนด์) เปิดคอร์ส HIT PROGRAM มุ่งพัฒนาทักษะนักการตลาดยุคใหม่ให้นิสิต</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/chula-mou-hokuhodo-hit-program/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปตท.สผ. ผนึกความร่วมมือกับภาคการศึกษา พัฒนางานวิจัยและสร้างบุคลากร ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ต่อยอดสู่การพัฒนา CCS ในไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/pttep-x-cu/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/pttep-x-cu/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Oct 2023 08:32:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<category><![CDATA[PTTEP]]></category>
		<category><![CDATA[TTEP Subsurface University Energy Connect]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปตท.สผ.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=30692</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรุงเทพฯ, 26 ตุลาคม 2566 – ปตท.สผ. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ของไทย โดยล่าสุดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนางานวิจัยทางวิชาการ ทั้งด้านธรณีศาสตร์ วิศวกรรมปิโตรเลียม และสร้างบุคลากรด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเป็นกำลังหลักในการแสวงหาแหล่งพลังงาน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยสามารถต่อยอดองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี CCS เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้ริเริ่มโครงการ PTTEP Subsurface University&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pttep-x-cu/">ปตท.สผ. ผนึกความร่วมมือกับภาคการศึกษา พัฒนางานวิจัยและสร้างบุคลากร ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ต่อยอดสู่การพัฒนา CCS ในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="font-weight: 400;">กรุงเทพฯ, 26 ตุลาคม 2566 – <strong>ปตท.สผ. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ของไทย โดยล่าสุดคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนางานวิจัยทางวิชาการ ทั้งด้านธรณีศาสตร์ วิศวกรรมปิโตรเลียม และสร้างบุคลากรด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเป็นกำลังหลักในการแสวงหาแหล่งพลังงาน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยสามารถต่อยอดองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี CCS เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ</strong></p>
<p><span id="more-30692"></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="color: #6cb742;"><strong>นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล</strong></span> <strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>ปตท.สผ.</strong> เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้ริเริ่มโครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย เพื่อศึกษา พัฒนางานวิจัย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น ธรณีศาสตร์ วิศวกรรมปิโตรเลียม เป็นต้น เนื่องจากปิโตรเลียมยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน องค์ความรู้ในด้านธรณีศาสตร์ ทั้งธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ สามารถนำมาใช้ในการพัฒนากระบวนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดปัญหาภาวะโลกร้อน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-30693" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/28_23-01_MoU-between-PTTEP-and-CU.jpg" alt="ปตท.สผ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" width="740" height="493" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/28_23-01_MoU-between-PTTEP-and-CU.jpg 740w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/28_23-01_MoU-between-PTTEP-and-CU-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/28_23-01_MoU-between-PTTEP-and-CU-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/10/28_23-01_MoU-between-PTTEP-and-CU-500x333.jpg 500w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></p>
<p style="font-weight: 400;">ล่าสุด ปตท.สผ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect โดยเน้นการให้ความสำคัญกับการศึกษาและวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานธรณีศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี CCS ร่วมกัน</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>นายมนตรี</strong> กล่าวว่า “สถาบันการศึกษา เป็นอีกภาคส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ความร่วมมือระหว่าง ปตท.สผ. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในด้านธรณีศาสตร์และวิศวกรรมปิโตรเลียม ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นการสนับสนุนประเทศไทยทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอีกด้วย”</p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="color: #6cb742;"><strong>ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์</strong></span> <strong>อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีพันธกิจมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปเป็นผู้นำแห่งอนาคต ตลอดจนสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อสร้างเสริมสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาจุฬาฯ ได้รับการสนับสนุนด้านทุนวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปิโตรเลียมจาก ปตท.สผ. ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพทางด้านงานวิจัย วิชาการของจุฬาฯ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า สำหรับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างจุฬาฯ กับ ปตท.สผ. ภายใต้โครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดงานวิจัยและความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทั้งสององค์กร รวมไปถึงการเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ทางด้านงานธรณีศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งจะมีส่วนร่วมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมที่มีความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม”</p>
<p style="font-weight: 400;"><strong>ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ PTTEP Subsurface University Energy Connect ปตท.สผ. ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีเป้าหมายจะขยายความร่วมมือดังกล่าวไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ต่อไป</strong></p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/pttep-x-cu/">ปตท.สผ. ผนึกความร่วมมือกับภาคการศึกษา พัฒนางานวิจัยและสร้างบุคลากร ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ต่อยอดสู่การพัฒนา CCS ในไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/pttep-x-cu/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซันโกรว์ มอบอินเวอร์เตอร์ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยบ่มเพาะบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/sungrow-chula-inverter/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/sungrow-chula-inverter/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Green Network]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Sep 2023 03:29:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Sungrow]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ซันโกรว์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานหมุนเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบกักเก็บพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อินเวอร์เตอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=29839</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเร็วๆ นี้ ซันโกรว์ (Sungrow) ซัพพลายเออร์อินเวอร์เตอร์และระบบกักเก็บพลังงานชั้นนำระดับโลก มอบผลิตภัณฑ์อินเวอร์เตอร์ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังจัดมหกรรมพลังงานระดับภูมิภาค &#8220;ASEAN Sustainable Energy Week Thailand 2023&#8221; ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ทรงเกียรติของประเทศ การมอบอินเวอร์เตอร์ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติของนิสิต ด้วยการช่วยให้นิสิตได้รับประสบการณ์ตรงจากการใช้งานอุปกรณ์จริง โดยโครงการริเริ่มดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รศ.ดร.แนบบุญ หุนเจริญ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่อุดมสมบูรณ์ และกำลังมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านพลังงานหมุนเวียน ทางมหาวิทยาลัยขอขอบคุณการสนับสนุนจากซันโกรว์ บริษัทชั้นนำในภาคส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีชื่อเสียงจากเทคโนโลยีขั้นสูงและประสบการณ์ที่กว้างขวาง การสนับสนุนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับทางมหาวิทยาลัย โดยเป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับอุตสาหกรรมต่าง ๆ&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sungrow-chula-inverter/">ซันโกรว์ มอบอินเวอร์เตอร์ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยบ่มเพาะบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อเร็วๆ นี้ ซันโกรว์ (Sungrow) ซัพพลายเออร์อินเวอร์เตอร์และระบบกักเก็บพลังงานชั้นนำระดับโลก มอบผลิตภัณฑ์อินเวอร์เตอร์ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังจัดมหกรรมพลังงานระดับภูมิภาค &#8220;ASEAN Sustainable Energy Week Thailand 2023&#8221; ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ทรงเกียรติของประเทศ การมอบอินเวอร์เตอร์ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติของนิสิต ด้วยการช่วยให้นิสิตได้รับประสบการณ์ตรงจากการใช้งานอุปกรณ์จริง โดยโครงการริเริ่มดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการบ่มเพาะบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong></p>
<p><span id="more-29839"></span></p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>รศ.ดร.แนบบุญ หุนเจริญ</strong> </span><strong>หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ได้เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่อุดมสมบูรณ์ และกำลังมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านพลังงานหมุนเวียน ทางมหาวิทยาลัยขอขอบคุณการสนับสนุนจากซันโกรว์ บริษัทชั้นนำในภาคส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีชื่อเสียงจากเทคโนโลยีขั้นสูงและประสบการณ์ที่กว้างขวาง การสนับสนุนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับทางมหาวิทยาลัย โดยเป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับอุตสาหกรรมต่าง ๆ และเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันของทั้งมหาวิทยาลัยและวิสาหกิจ</p>
<p><span style="color: #6cb742;"><strong>นายสตีเวน จู (Steven Zhu)</strong> </span><strong>ผู้จัดการประจำภูมิภาคของซันโกรว์</strong> กล่าวเสริมว่า &#8220;การได้ให้การสนับสนุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ทั้งนี้ พนักงาน 40% ของซันโกรว์ปฏิบัติงานในส่วนของการวิจัยและพัฒนา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ล้ำสมัยของเราถูกนำไปใช้ในกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค โดยมีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการสำคัญมากมายในภาคส่วนนี้ การมอบอุปกรณ์ที่จับต้องได้จริงจะช่วยให้นิสิตได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนด้วยตัวเอง โครงการริเริ่มนี้จะช่วยส่งเสริมการเติบโตซึ่งกันและกันระหว่างบุคลากรที่กำลังงอกงามกับอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว&#8221;</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/sungrow-chula-inverter/">ซันโกรว์ มอบอินเวอร์เตอร์ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยบ่มเพาะบุคลากรด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/sungrow-chula-inverter/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จุฬา ร่วมมือ UNEP จัดงาน Beat PlasticPollution in Thailand แก้ปัญหาขยะพลาสติก</title>
		<link>https://www.greennetworkthailand.com/unep/</link>
					<comments>https://www.greennetworkthailand.com/unep/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rachanon M.]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 03 Jul 2023 04:07:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Beat PlasticPollution in Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[Chula Zero Waste]]></category>
		<category><![CDATA[UNEP]]></category>
		<category><![CDATA[United Nations Environment Programme]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการขยะพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.greennetworkthailand.com/?p=28020</guid>

					<description><![CDATA[<p>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการลดขยะพลาสติก ปัจจุบันโลกกําลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติก แต่ละปีมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตัน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งถูกออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเพียงแค่ 10 % เท่านั้นที่ถูกนําไปรีไซเคิลจริง พลาสติกเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดใน โลก รวมถึงภัยจากไมโครพลาสติกที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยที่เราไม่รู้ตัว ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลงมือแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment&#8230;</p>
The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/unep/">จุฬา ร่วมมือ UNEP จัดงาน Beat PlasticPollution in Thailand แก้ปัญหาขยะพลาสติก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong> จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการลดขยะพลาสติก</strong></p>
<p><span id="more-28020"></span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28022" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9.jpg" alt="แก้ไขปัญหาขยะ" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-group-9-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>ปัจจุบันโลกกําลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติก แต่ละปีมีการผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตัน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งถูกออกแบบให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเพียงแค่ 10 % เท่านั้นที่ถูกนําไปรีไซเคิลจริง พลาสติกเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดใน โลก รวมถึงภัยจากไมโครพลาสติกที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยที่เราไม่รู้ตัว ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลงมือแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกเป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-28023" src="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11.jpg" alt="แก้ไขปัญหาขยะพลาสติก" width="750" height="500" srcset="https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11.jpg 910w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11-300x200.jpg 300w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11-768x512.jpg 768w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11-150x100.jpg 150w, https://www.greennetworkthailand.com/wp-content/uploads/2023/07/bppinth-11-500x334.jpg 500w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) จัดงาน #Beat PlasticPollution in Thailand เมื่อวันอังคารที่ 27 มิถุนายน 2566 ณ เรือนจุฬานฤมิต เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสนอแนวทางการขับเคลื่อนประเด็นนโยบายด้านการลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยมี รศ.ดร.จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สินและกายภาพ จุฬาฯ กล่าวเปิดงาน โดยได้กล่าวถึงความตั้งใจของจุฬาฯ ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาคมจุฬาฯ แวดวงวิชาการ และในระดับนานาชาติ พร้อมแนะแนวทางการขับเคลื่อนประเด็นนโยบายด้านการลดขยะพลาสติกออกสู่สังคม จากนั้น Ms. Marlene Nilsson, The Deputy Regional Director of UNEP Regional Office for Asia and the Pacific กล่าวต้อนรับและเผยถึงผลวิจัยเกี่ยวกับขยะพลาสติก</p>
<p>งานในครั้งนี้มีการบรรยายและเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่างๆ เช่น ผลกระทบจากมลพิษพลาสติก บทบาทของมหาวิทยาลัยในการต่อกรกับมลพิษพลาสติก เราจะแก้ปัญหามลพิษพลาสติกในเชิงระบบได้อย่างไร ฯลฯ กล่าวปิดงานโดย Dr.Mushtaq Memon, Regional Coordinator for Pollution and Action, UNEP และคุณกอปร ลิ้มสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารระบบกายภาพ จุฬาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย Chula Zero Waste มีนโยบายและแผนงานพร้อมกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมแนวคิดการลดและแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ผลักดันให้ประชาคมจุฬาฯ เปลี่ยนวิถีชีวิตให้คํานึงถึงผล กระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากในรั้วมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังกระจายองค์ความรู้ และแนวทางปฏิบัติไปสู่สาธารณะด้วย ด้วยความมุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจและแรงกระเพื่อมต่อสังคมสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน</p>The post <a href="https://www.greennetworkthailand.com/unep/">จุฬา ร่วมมือ UNEP จัดงาน Beat PlasticPollution in Thailand แก้ปัญหาขยะพลาสติก</a> first appeared on <a href="https://www.greennetworkthailand.com">Green Network</a>.]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.greennetworkthailand.com/unep/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
