สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดพลังงานโลกยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้อุปทานพลังงานในตลาดโลกลดลงและทำให้ราคาพลังงานหลายประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังส่งผลทางอ้อมต่อราคาถ่านหินและราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เนื่องจากผู้ใช้พลังงานมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิงทดแทนกันมากขึ้นตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม ความต้องการพลังงานจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ เช่น จีน และประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง
ในส่วนของตลาดก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนี Henry Hub มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก เนื่องจากได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากราคาน้ำมันและ LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทประเมินว่าราคาก๊าซในตลาดสหรัฐฯ มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะที่ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบ้านปูในปี 2569 ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับมั่นคง ทั้งในธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า
ด้านราคาถ่านหินซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของบริษัท ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับประมาณ 100–110 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงเดือนมกราคม 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 136 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อย่างไรก็ตาม แม้ราคาพลังงานจะปรับตัวดีขึ้น แต่บริษัทก็ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการปรับแผนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการดำเนินงาน และการลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์
สินนท์ กล่าวอีกว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าการดำเนินงานธุรกิจถ่านหินเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยตั้งเป้าปริมาณการผลิตมากกว่า 42 ล้านตันต่อปี และปริมาณการขายมากกว่า 45 ล้านตัน สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวของตลาดพลังงานและความต้องการใช้ถ่านหินในหลายภูมิภาค สำหรับแผนการดำเนินงานรายพื้นที่ เหมืองถ่านหินใน มองโกเลีย มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและการจำหน่ายอีกประมาณ 1 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณการผลิตรวมเพิ่มเป็น 3 ล้านตันต่อปี ขณะที่เหมืองใน ออสเตรเลีย ตั้งเป้ายอดขายถ่านหินในปีนี้ที่ประมาณ 8.3 ล้านตัน ส่วนเหมืองใน จีน จะยังคงรักษาระดับการผลิตและการขายใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า
ขณะที่เหมืองในอินโดนีเซีย ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติโควตาการผลิตจากภาครัฐ โดยบริษัทคาดว่าปริมาณการผลิตในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าระดับของปีก่อน ขณะที่ในช่วง ไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทวางแผนการผลิตถ่านหินไว้ที่ประมาณ 5.1 ล้านตัน เพื่อรองรับความต้องการในตลาดพลังงานที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจภายใต้ BANPU (NewCo) จะขับเคลื่อนผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining), ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas), ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) และ เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) ซึ่งเป็นโครงสร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ Energy Symphonics ที่บริษัทใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนองค์กรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยบริษัทตั้งเป้าผลักดันให้ EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินให้มากกว่า 50% ภายในปี 2573
สำหรับธุรกิจ Next-Gen Mining ในปี 2568 บริษัทเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในประเทศมองโกเลียเป็นปีแรก โดยมีปริมาณการขายรวม 1.62 ล้านตัน ขณะที่เหมืองในอินโดนีเซียได้จัดตั้ง Transformation Office เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ส่วนเหมืองในออสเตรเลียสามารถลดต้นทุนเงินสดได้อีก 75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ บริษัทได้ขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจแร่แห่งอนาคตผ่านการลงทุนในธุรกิจนิกเกิลต้นน้ำในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงและรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต
ในกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ U.S. Closed-Loop Gas บริษัทได้ลงทุนในแหล่งก๊าซ Bedrock และเริ่มรับรู้ผลประกอบการหลังการทำธุรกรรมแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 ส่งผลให้ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า พร้อมกันนี้บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ร้อยละ 75 ไว้ภายใต้บริษัท BKV เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายธุรกิจ การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners ประเทศเดนมาร์ก โดยโครงการ Barnett Zero สามารถอัดเก็บคาร์บอนได้ 138,280 ตันในปี 2568 และเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Cotton Cove ซึ่งมีกำลังการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปีในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
ด้านธุรกิจ Power+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน บริษัทกำลังพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในประเทศจีน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะเดียวกัน บริษัทได้ขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) อย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ในประเทศญี่ปุ่น และลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมของระบบ BESS อยู่ที่ประมาณ 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่นมียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในสหรัฐฯ ภายใต้บริษัท BKV Energy ยังได้รับรางวัล “Best Electricity Provider” จากเวที Best of the Best 2025 ของ Houston Chronicle จากการโหวตของผู้บริโภคในรัฐเท็กซัส
ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Future Tech มุ่งพัฒนาระบบนิเวศ Net Zero ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายประเทศ โดยธุรกิจโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ลอยน้ำของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ ได้ร่วมมือกับบริษัทอมตะ วีเอ็น และ SolarBK พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคาในนิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนามรวมกำลังการผลิต 227 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ธุรกิจแบตเตอรี่ของบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และมีการบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน
ขณะเดียวกันบริษัทยังลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital ในบริษัทเทคโนโลยีด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่าง Mixx Technologies และบริษัท ARC Clean Technology ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนของผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และผู้ผลิตไฮโดรเจน
สินนท์ กล่าวเสริมว่า ในอนาคตบ้านปูจะวางบทบาทของตนเองในฐานะ “Energy Architect” หรือผู้ออกแบบและพัฒนาระบบพลังงานเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล ซึ่งต้องการพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียวในพอร์ตธุรกิจให้มากกว่า 50% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิตพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ
“แม้บริษัทจะศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย แต่การตัดสินใจลงทุนยังต้องพิจารณาถึงขนาดตลาดและศักยภาพในการขยายธุรกิจเป็นสำคัญ ปัจจุบันการลงทุนส่วนใหญ่ของบริษัทจึงยังมุ่งไปยังประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการติดตามและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในอนาคต” สินนท์ กล่าว