จากข้อมูลของ IQAir ในช่วงเวลา 06.00–07.00 น. ของวันนี้ (7 เมษายน 2569 ) พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ ประเทศไทย ขึ้นอันดับ 1 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดของโลก โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 209 จัดอยู่ในระดับ “สีม่วง” หรือ Very Unhealthy ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

ขณะที่เมื่อเวลา 10.00 น. สถานการณ์ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง พบว่ามีพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่อย่างน้อย 8 อำเภอที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีม่วง โดยมีค่าระหว่าง 204–272 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และพบว่าสูงสุดในอำเภอสะเมิงที่ 272 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยของ World Health Organization หลายเท่า สะท้อนถึงวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมพื้นที่ภาคเหนืออย่างหนัก
รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันว่า ในปีนี้สถิติปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานก่อนวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี แต่สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากสภาวะอากาศปิดและชั้นบรรยากาศกดทับต่ำ ทำให้ฝุ่นระบายไม่ได้ นอกจากนี้ยังพบข้อจำกัดในการประสานงานบริเวณพื้นที่รอยต่อข้ามเขตจังหวัด รวมถึงประเด็นสำคัญคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางส่วนยังมีความกังวลในการอนุมัติใช้งบประมาณจัดการภัยพิบัติ เนื่องจากเกรงผลกระทบจากการตรวจสอบย้อนหลัง
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้นหลังวันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป จากการบูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือในการปฏิบัติการดันชั้นบรรยากาศเพื่อระบายฝุ่นภาคพื้น ประกอบกับพยากรณ์อากาศที่ระบุว่าจะมีฝนตกลงมาช่วยบรรเทาสถานการณ์ในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน นี้
ขณะที่ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีค่าฝุ่นตั้งแต่ 53.8 – 197.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ทุกหน่วยงานยกระดับมาตรการ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้าภาคเหนือ) เพื่อบูรณาการการทำงานใน 17 จังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งการติดตามสถานการณ์ และประสานความร่วมมือ ระดมสรรพกำลัง เทคโนโลยีจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการ “ปิดจบปัญหาไฟป่าให้ได้ก่อนสงกรานต์” พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า ทำให้วันนี้จุดความร้อนทั่วประเทศลดลงจำนวนมาก จากวันที่ 4 เมษายน จำนวน 5,083 จุด วันที่ 5 เมษายน ลดลงเหลือ 2,927 จุด และวันที่ 6 เมษายน ลดลงเหลือ 2,269 จุด ซึ่งลดลงจากเดิมถึง 55 %

อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤตฝุ่นที่ลุกลามเข้าสู่ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน “กัญชพร คำนาสัก” ประชาชนในพื้นที่กล่าวว่า ขณะนี้สภาพอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควัน มองไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่น ทำให้ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวยิ่งซ้ำเติมให้เกิดอาการระคายเคืองทางสุขภาพ ทั้งแสบจมูก คอแห้ง และแสบตามากขึ้น
ขณะเดียวกัน บรรยากาศในย่าน ‘นิมมานเหมินท์’ ซึ่งเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ กลับเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านค้าได้รับผลกระทบ โดยข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงถึง 35% ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปด้วย และกระทบต่อยอดการจองที่พักในพื้นที่ จากปัจจัยลบด้านราคาน้ำมันและวิกฤตฝุ่น PM2.5 สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นควบคู่กับปัญหาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
แม้หน่วยงานท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จะมีการแจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชนวันละ 2 ชิ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบเบื้องต้น แต่ยังพบข้อจำกัดด้านการเข้าถึง เนื่องจากปัญหาการเดินทางและการกระจายอุปกรณ์ที่ไม่ทั่วถึง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการสถานการณ์ ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสัญญาณบวกจากจำนวนจุดความร้อนที่ลดลงและแนวโน้มสภาพอากาศที่อาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ในระยะสั้น วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือยังคงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในมิติของการบริหารจัดการไฟป่า การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือข้ามพื้นที่ ขณะที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน ทำให้การแก้ไขปัญหานี้ไม่เพียงเป็นภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญเชิงนโยบายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Cr ภาพ (1) จากเพจ FB : กูรูเชียงใหม่ เรื่องเชียงใหม่กูรู้