เนสกาแฟจับมือดอยตุง ผลักดัน “อาราบิก้าไทย” สู่กาแฟพรีเมียม เชื่อมคุณค่าจากต้นน้ำถึงมือผู้บริโภค


เนสกาแฟเปิดตัว “โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” กาแฟดริปครั้งแรกของแบรนด์ ใช้อาราบิก้าไทย 100% จากน่านและเชียงราย พร้อมทำงานร่วมกับดอยตุงตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดถึงการพัฒนารสชาติ ขณะที่รายได้จากการขายตลอดเดือนตุลาคมนี้ส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงาช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

กาแฟไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องของปริมาณการผลิต แต่ยังมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้เมล็ดกาแฟจากพื้นที่ปลูกในประเทศได้รับการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น เนสกาแฟจึงร่วมกับดอยตุงนำอาราบิก้าจากจังหวัดน่านและเชียงรายมาพัฒนาเป็นกาแฟดริประดับพรีเมียม ภายใต้ชื่อ “เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” (NESCAFÉ ROASTERY DRIP COFFEE) โดยเปิดตัวในวันกาแฟสากล 1 ตุลาคม และถือเป็นกาแฟดริปครั้งแรกของเนสกาแฟ

จุดที่น่าสนใจของผลิตภัณฑ์รุ่นนี้คือการเลือกใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าไทย 100% โดยดอยตุงเป็นผู้คัดสรรจากแหล่งปลูกในน่านและเชียงราย ก่อนนำมาพัฒนากระบวนการแปรรูปและการคั่วเพื่อให้ได้รสชาติที่แตกต่างจากกาแฟสำเร็จรูปทั่วไป ซึ่งผ่านทั้ง Honey Process และ Washed Process ก่อนคั่วในระดับ Light-Medium Roast หรือระดับความเข้ม 3 เพื่อรักษาลักษณะเฉพาะของเมล็ดกาแฟไว้ โดยเนสกาแฟระบุว่ากาแฟที่ได้มีกลิ่นรสของซิตรัส ผลไม้แห้ง และน้ำตาลทรายแดง

การทำงานร่วมกับดอยตุงจึงไม่ได้อยู่แค่การนำชื่อแหล่งปลูกกาแฟไทยมาใช้กับผลิตภัณฑ์ แต่ครอบคลุมไปถึงการคัดเลือกเมล็ดและพัฒนากระบวนการผลิต ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการนำกาแฟจากแหล่งปลูกในประเทศมาสู่ตลาดกาแฟพรีเมียม

เนสกาแฟเปิดตัว “โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่”

เบื้องหลังรสชาติ คือการทำงานกับเกษตรกร

ออธมัน ชไรบิ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นความร่วมมือของบริษัทฯ กับดอยตุงเพื่อส่งเสริมคุณค่าของกาแฟไทย โดยใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าไทยจากน่านและเชียงราย และผ่านกระบวนการคั่วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกาแฟ

ดริประดับพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย จากประสบการณ์ของบริษัทฯ ที่ทำงานกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทยมานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่การฝึกอบรม การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟ ไปจนถึงการส่งเสริมแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) จะช่วยเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพกาแฟ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าคุณภาพของกาแฟไม่ได้เริ่มต้นที่โรงคั่วหรือกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก และความสามารถของเกษตรกรในการผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ

“เมล็ดกาแฟที่ใช้ผลิตเนสกาแฟผ่านการรับรองมาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ 100% ขณะที่ความร่วมมือกับดอยตุงในครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านกาแฟของทั้งสองฝ่ายมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่แหล่งปลูกไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์” ออธมัน กล่าว

นำรายได้ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

อีกด้านหนึ่งของกาแฟรุ่นพิเศษนี้อยู่ที่ปลายทางของรายได้ โดยเนสกาแฟประกาศว่าจะนำรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2569 บริจาคให้มูลนิธิกระจกเงาโดยไม่หักค่าใช้จ่าย โดยเงินดังกล่าวจะนำไปใช้ฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนกันยายน รวมถึงช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบ

ผลิตภัณฑ์จึงมีเรื่องราวตั้งแต่ต้นทางที่เป็นเมล็ดกาแฟจากน่านและเชียงราย การทำงานกับเกษตรกรและการพัฒนากระบวนการผลิต ไปจนถึงปลายทางที่รายได้จากการขายถูกนำไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

“เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” จะวางจำหน่ายในช่วงวันที่ 1-31 ตุลาคม 2569 เท่านั้น โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความพยายามนำวัตถุดิบกาแฟไทยมาพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเรื่องของเกษตรกรและประเด็นสังคมเข้าไว้กับผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวกัน