SN Group พัฒนา ‘ระบบน้ำคาร์บอนต่ำ’ ช่วยโรงงานลดต้นทุนและคาร์บอน รับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม EU


เอสเอ็นกรุ๊ป (SN Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการระบบน้ำแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์กว่า 67 ปีผนึกกำลัง 3 บริษัท ได้แก่ S. Napa Thailand (ส.นภา), GUSCO (กัสโก้) และ GEM (เจม) ภายใต้ SN Group เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การให้บริการ Complete Water Solutions ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมระบบการบริหารจัดการด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร พร้อมเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์การเป็น “ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านน้ำและสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค” เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

สุทธิพัณ พิศาลบุตร

สุทธิพัณ พิศาลบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ส.นภา (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือเอสเอ็นกรุ๊ป (SN Group) เปิดเผยว่า การก้าวสู่บทบาทใหม่ของ SN Group เป็นการนำจุดแข็งของทั้ง 3 บริษัทฯ มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองโจทย์ของลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพของระบบ การดำเนินธุรกิจ และความยั่งยืนในระยะยาว โดย S. Napa Thailand จะนำความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันระบบน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบน้ำเพื่อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ ขณะที่ GUSCO และ GEM เสริมศักยภาพด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและระบบน้ำสำหรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม  เพื่อส่งเสริมให้ SN Group สามารถเชื่อมโยงการทำงานได้ครบวงจร

ทั้งนี้ SN Group ได้แบ่งความเชี่ยวชาญออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Water for Experience, Water for Life และ Water for Sustainability โดยในกลุ่ม Water for Experience เป็นระบบน้ำเพื่อสันทนาการและไลฟ์สไตล์ ช่วยยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยและประสบการณ์การใช้ชีวิต โดยมีผลงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกว่าหมื่นโครงการ ยกตัวอย่างเช่น สระแข่งขันของการกีฬาแห่งประเทศไทย, One Bangkok, King Power Rangnam และ S2O Music Festival ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

กลุ่ม Water for Life เป็นระบบน้ำที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอุปโภคบริโภค สุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมระบบน้ำสำหรับการแพทย์ เครื่องกรองน้ำ ตลอดจน Wellness & Recovery Solutions  เช่น ระบบผลิตน้ำสำหรับหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ซึ่งใช้ระบบ Reverse Osmosis สำหรับการใช้งานทางการแพทย์ รวมถึงระบบผลิตน้ำแบบเคลื่อนที่สำหรับน้ำใช้และน้ำดื่ม เครื่องกรองน้ำดื่มสำหรับร้านกาแฟ และโซลูชันสำหรับธุรกิจ Spa & Wellness

อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจสำคัญคือ Water for Sustainability ระบบน้ำเพื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย SN Group ได้กำหนดเป้าหมายสู่การเป็น “ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อม” มุ่งเน้นการลดคาร์บอนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและโคลนถล่ม โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดโครงการ “น้ำใสช่วยอุทกภัยใต้ โดย SN Group” นำรถผลิตน้ำสะอาดเคลื่อนที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อตั้งเป้าสู่องค์กรเบื้องหลังที่พร้อมจะสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ระบบน้ำคาร์บอนต่ำ

สุทธิพัณ กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนพัฒนาระบบน้ำคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Water Solution) ผ่านการคำนวณสถิติประหยัดคาร์บอนจากการใช้น้ำรีไซเคิลเทียบกับน้ำประปา เพื่อช่วยลูกค้านำไปบันทึกผลการลดคาร์บอน ควบคู่กับการนำเสนอระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ในรูปแบบแพกเกจร่วมกับระบบผลิตและบำบัดน้ำ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในการดำเนินงานให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องส่งออกไปยังสหภาพยุโรปที่มีมาตรฐานกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานภายในองค์กร โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรในสำนักงาน เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอนขององค์กรอย่างเป็นทางการต่อไป นอกจากเติบโตไปพร้อมกับสังคมคาร์บอนต่ำแล้ว ภาพความยั่งยืนในพอร์ตธุรกิจ SN Group ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้ที่ 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็น S. Napa 40% GUSCO 55% และ GEM 5% และในปี 2570 คาดว่าจะเติบโต 5-6%

“ปัจจัยหลักที่ทำให้เติบโตถึง 20% เกิดจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเข้ามาลงทุนซื้อที่ดินของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะ และสวนอุตสาหกรรมในเครือสหพัฒน์ รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่อย่าง Data Center และโรงงานผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จากประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งบริษัทได้เข้าไปให้บริการครอบคลุม 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบผลิตน้ำประปา/น้ำคุณภาพสูง, ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบรีไซเคิลน้ำ”  สุทธิพัณ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขยายฐานงานภาครัฐในฐานะผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) ให้แก่ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และ องค์การจัดการน้ำเสีย (อปก.) ซึ่งมีการขยายระบบบำบัดน้ำเสียในระดับเทศบาลและชุมชนทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ