บ้านร่องเคาะ ลำปาง ต้นแบบ “ชุมชนไม้มีค่า” ใช้ครั่งจากต้นจามจุรีสร้างรายได้ ฟื้นป่า เดินหน้าสู่ความยั่งยืนจากฐานราก


“ไม้มีค่า” กำลังถูกยกระดับจากทรัพยากรในป่า สู่กลไกสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย เมื่อองค์ความรู้จากงานวิจัย นโยบายภาครัฐ และพลังของคนในพื้นที่ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไม้ชุมชนจึงไม่เพียงทำหน้าที่ฟื้นฟูผืนป่า แต่ยังสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับชุมชนฐานราก บทพิสูจน์นี้สะท้อนผ่านเวทีเสวนาและการมอบประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือสพภ. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านการบริหารจัดการไม้มีค่าอย่างสมดุล สามารถตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมปูทางสู่โมเดลการพัฒนาที่ชุมชนไทยสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง และร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ วช. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และไม้มีค่า และขยายผลให้เกิดชุมชนไม้มีค่าเพิ่มมากขึ้น พร้อมคาดหวังว่าชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 นี้ จะสามารถเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่น ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากชุมชนไม้มีค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ โครงการชุมชนไม้มีค่าเป็นกลไกสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลไม้มีค่า ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 ที่ผ่านมามีชุมชนสนใจสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 23 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งการพิจารณาจากเอกสารตามเกณฑ์ 5 ด้านสำคัญ และการลงพื้นที่รับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานจริง จนได้ชุมชนต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล ดังนี้

  1. รางวัลระดับ “ดีเด่น” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านร่องเคาะ จ.ลำปาง, เครือข่ายเกษตรกรบ้านมาบชุมแสงพัฒนา จ.นครสวรรค์, วิสาหกิจบ้านแปลงนกเป้า จ.ฉะเชิงเทรา
  2. รางวัลระดับ “ดี” จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรักษ์ป่า จ. สุรินทร์, ชุมชนบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี, ชุมชนบ้านสบลืน จ. ลำปาง, ป่าชุมชนบ้านจำหวาย จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านหนองแวงยาว จ.ร้อยเอ็ด
  3. รางวัลระดับ “ชมเชย” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรถป่าประดู่ ห้วยทรายขาว จ. สุราษฎร์ธานี , ชุมชนบ้านต้นปล้องใต้ จ. เชียงราย , ชุมชนบ้านคำสมอ จ. อุบลราชธานี

อดิเรก สวยสด

อดิเรก สวยสด ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านร่องเคาะ จังหวัดลำปาง กล่าวภายหลังได้รับรางวัลดีเด่น “ชุมชนไม้มีค่า” ว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการที่โครงการได้จุดประกายให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าทรัพยากรท้องถิ่น โดยเฉพาะ “ครั่ง” ที่อาศัยอยู่บนต้นจามจุรี ซึ่งเป็นทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย ตั้งแต่เรซิ่น สีย้อมไม้ ยาในรูปแบบแคปซูล ไปจนถึงการย้อมผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดลำปาง ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้เฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อครัวเรือน ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 87 ครัวเรือน มีต้นจามจุรีที่สามารถผลิตครั่งได้กว่า 1,300 ต้น สร้างรายได้รวมราว 4 ล้านบาทต่อปี

การพัฒนาไปสู่การแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาดสู่ระดับโลก เนื่องจากความต้องการครั่งในตลาดโลกสูงถึงประมาณ 20,000 ตันต่อปี ขณะที่ประเทศไทยยังผลิตได้เพียงราว 2,000 ตัน สะท้อนโอกาสการเติบโตของครั่งในอนาคต พร้อมตั้งเป้าให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการสร้าง “โลกสีเขียว” ผ่านการลดการเผาในพื้นที่ ลดฝุ่น PM2.5 และยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่เศรษฐกิจชุมชน

ขณะเดียวกัน ชุมชนบ้านร่องเคาะอยู่ระหว่างการจดทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ ด้วยแนวคิดการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ SCG และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ปัจจุบันชุมชนอยู่ระหว่างการดำเนินการโครงการ T-VER วัดแปลงพื้นที่นำร่องขนาด 1 ไร่ เพื่อประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะได้รับ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในอัตราไร่ละ 100 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 80,000 บาทต่อปี ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยเสริมรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว” อดิเรก กล่าว

โครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ในครั้งนี้ ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566–2570) ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และ ระยะที่ 2 (2571 เป็นต้นไป) ยกระดับสู่ต้นแบบที่ยั่งยืน ซึ่ง วช. พร้อมผลักดันโมเดลจากทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากต่อไป