โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ ชู “ชัยภูมิ” พื้นที่ต้นแบบระบบนิเวศคาร์บอนต่ำ ปั้นโมเดลการพัฒนาชุมชมคุณค่าร่วมแบบองค์รวม


ในยุคที่ ESG กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของภาคธุรกิจ การสร้างคุณค่าร่วมจำเป็นต้องก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน สู่การออกแบบระบบที่เชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่ แนวคิด Holistic Shared Value Ecosystem จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่

ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัลจึงค่อย ๆ เข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ทดลองสร้างตลาดให้ผลผลิตชุมชน พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย เชื่อมโยงเครือข่ายภาคีในระดับจังหวัด และเรียนรู้ข้อจำกัดของการพัฒนาเชิงพื้นที่ในบริบทจริง จากจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนรายกิจกรรม วันนี้ประสบการณ์ตลอดเกือบทศวรรษได้หลอมรวมเป็นกรอบคิดใหม่

6 แนวทางคุณค่าร่วม พลิกการเติบโตสู่ความยั่งยืนทั้งระบบ

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริงเมื่อเดินควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” จึงออกแบบการขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ตั้งแต่การลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษา โดยสนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง สร้างงานให้คนพิการกว่า 1,395 คน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกว่า 150,000 ราย ควบคู่กับการเสริมเศรษฐกิจฐานรากที่สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนกว่า 2,240 ล้านบาท และพัฒนาเครือข่ายท้องถิ่นให้เข้มแข็งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานอย่างสมดุล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ลดขยะเข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน และลดการสูญเสียอาหารได้มากกว่า 27,300 ตัน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าลดผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ ผ่านการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 แห่ง ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 259 แห่ง และผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนการบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ

ในปี 2569 โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ขับเคลื่อน Holistic Shared Value Ecosystem ผ่าน 8 มิติหลัก ได้แก่ พัฒนาการศึกษาและโอกาสของเด็ก เยาวชน และคนพิการ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชุมชน เสริมเศรษฐกิจฐานรากและอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างแบรนด์สู่สากล พัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อขยายผล ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนเชิงคุณค่า ขับเคลื่อนชุมชนคาร์บอนต่ำ และจัดการขยะสู่เป้าหมาย Zero Waste เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ

‘ชัยภูมิ’ พื้นที่ต้นแบบเกษตรเติบโตตลอดห่วงโซ่

หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนแนวคิด Holistic Shared Value Ecosystem อย่าง วิสาหกิจชุมชนบ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งพัฒนาแปลงปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ นับเป็นหนึ่งในผู้ปลูกเพียง 7 รายของประเทศ ที่ก้าวสู่ระบบเกษตรคาร์บอนต่ำแบบครบวงจร ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนพลังงาน การทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การควบคุมโรคพืชด้วยเห็ดเรืองแสง และการใช้ไบโอชาร์ฟื้นฟูดินและกักเก็บคาร์บอน

วิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กล่าวว่า การใช้ไบโอชาร์ช่วยลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้ถึง 40% วัสดุดังกล่าวผลิตจากเศษกิ่งไม้และชีวมวลทางการเกษตรที่เดิมมักถูกเผาทิ้งจนก่อปัญหา PM2.5 ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการไพโรไลซิส หรือการเผาแบบไม่ใช้ออกซิเจน แตกต่างจากการเผาไหม้ทั่วไปที่ปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศ

บ้านของจุลินทรีย์ ฐานรากเกษตรยั่งยืน

กระบวนการไบโอชาร์สามารถเปลี่ยนชีวมวลให้กลายเป็นถ่านคาร์บอนสูงที่มีโครงสร้างรูพรุน สามารถกักเก็บความชื้นและธาตุอาหาร อีกทั้งเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ เมื่อผ่านการแช่ให้ดูดซับสารอาหารก่อนผสมลงดิน ไบโอชาร์จึงทำหน้าที่เสมือน “บ้าน” ของจุลินทรีย์ใต้โคนต้นไม้ ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ลดการชะล้างหน้าดิน และเสริมภูมิต้านทานพืชตามธรรมชาติ

“ไบโอชาร์ 1 กิโลกรัมสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 2.5 กิโลกรัมปัจจุบันสวนได้รับมาตรฐาน Organic Thailand และต่อยอดสู่ศูนย์เรียนรู้เกษตรและท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เชื่อมเครือข่ายเกษตรกรกว่า 1,500 ราย สร้างรายได้รวมให้สมาชิกมากกว่า 60 ล้านบาท” วิเชียร กล่าว

ต้นน้ำของการเปลี่ยนแปลง ฟื้นดิน ฟื้นป่า ฟื้นรายได้

พิชัย กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ฟื้ นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิแล้วราว 6,500 ไร่ ครอบคลุมเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่ ทั้งดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยวางระบบจัดการตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต

แนวทางหลักคือส่งเสริมพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่การพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรให้เป็นทรัพยากรผ่านการผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุน ฟื้นฟูดิน และกักเก็บคาร์บอนอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ สร้างรายได้ควบคู่การดูแลป่าชุมชน ทำให้ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

“ระยะต่อไปมีแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูอีก 5,000 ไร่ ภายในปี 2030 พร้อมจัดทำแผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ และพัฒนาแนวทางสู่การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต” พิชัย กล่าว

การยกระดับจาก 6 แนวทางความยั่งยืนระดับองค์กรสู่โมเดลพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม 8 มิติ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ในการสร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมวางรากฐานการพัฒนาที่ขยายผลได้ในระยะยาว และเสริมศักยภาพชุมชนไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน