บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTWATER เดินหน้าวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมขยายบทบาทโครงข่าย Water Grid เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคอุตสาหกรรม เมือง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะเติบโต 12–15% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านภัยแล้งและน้ำท่วมในระยะยาว ควบคู่การผลักดันการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และการลดน้ำสูญเสีย เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

บดินทร์ อุดล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า โครงสร้างธุรกิจของบริษัทฯ ประกอบด้วยทั้งธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) และธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยภาพรวมการดำเนินงานในปี 2568 ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านสภาพอากาศเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นปีที่มีปริมาณฝนค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดทั้งสถานการณ์น้ำท่วมและข่าวภัยแล้งในบางช่วง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำลดลง เนื่องจากผู้ใช้น้ำสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ทำให้ปริมาณการส่งน้ำในปีดังกล่าวไม่สูงมากนัก ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ตามธรรมชาติภายใต้ระบบโครงข่ายบริหารจัดการน้ำที่บริษัทได้พัฒนาและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี
ในปี 2569 บริษัทฯ เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกตั้งแต่ช่วงกลางปี โดยคาดว่าจะสามารถส่งน้ำได้มากกว่าปี 2568 เนื่องจากแนวโน้มปริมาณฝนไม่น่าจะตกหนักเหมือนปีก่อน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะเติบโตในอัตราประมาณ 12–15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าสำหรับปี 2570 โดยมองว่าจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านภัยแล้ง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1–2 ของปี ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพอากาศ
บดินทร์ กล่าวต่อว่า ธุรกิจปลายน้ำของบริษัทฯ โดยเฉพาะธุรกิจสัมปทานประปา รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบต่าง ๆ มีจุดเริ่มต้นจากพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อนจะขยายการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันตกในบางพื้นที่ สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายธุรกิจออกนอกพื้นที่รับผิดชอบเดิมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นธุรกิจปลายน้ำเป็นหลัก เช่น ธุรกิจน้ำประปา เนื่องจากมองเห็นโอกาสในหลายพื้นที่ที่ยังมีช่องว่างด้านการจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว นอกเหนือจากพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำ เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับหน่วยงานและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาน้ำสูญเสียในระบบประปา ซึ่งในบางพื้นที่ยังมีอัตราน้ำสูญเสียสูงถึงประมาณ 30% ขณะที่โครงข่ายเราสามารถช่วยลดอัตราดังกล่าวลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง ผ่านการบริหารจัดการโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญ
ในส่วนของการพัฒนาโครงข่าย เวอร์เตอร์กริด (Water Grid) ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมาบริษัทฯ ได้สนับสนุนกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกระตุ้นและมีการร่วมลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยกลุ่มData Center ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่บริษัทต้องเข้าไปสนับสนุนด้านความมั่นคงน้ำ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้
สำหรับทิศทางธุรกิจ บริษัทฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจน้ำดิบเป็นหลักในพื้นที่เดิม ขณะเดียวกัน ธุรกิจปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำประปาและการปรับปรุงคุณภาพน้ำ บริษัทมีศักยภาพในการขยายบทบาทด้านการบริหารจัดการน้ำออกไปนอกพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะที่ในปี 2568 บริษัทได้ส่งน้ำผ่านโครงข่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 270 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร
ด้านแผนการขยายการดำเนินงานออกนอกพื้นที่ EEC ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาโครงการและการจัดทำสัญญาความร่วมมือกับคู่สัญญาในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งพื้นที่เป้าหมายระยะแรกจะเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะต่างๆ แต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการน้ำ สอดคล้องกับแนวโน้มด้านดีคาร์บอไนเซชัน (Decarbonization) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
สำหรับปีนี้69 บริษัทจะมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้านน้ำประปาเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนน้ำ และการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบน้ำประปา เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ภาคอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ในส่วนของธุรกิจบำบัดน้ำเสีย บริษัทฯ ได้ติดตามความคืบหน้าและทิศทางนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเริ่มเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญกับการบำบัดน้ำเสียมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่สำคัญ อาทิ บ่อวิน และปลวกแดง
ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการบำบัดน้ำเสียร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ EEC อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมยังมองว่าธุรกิจบำบัดน้ำเสียเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เวลา เนื่องจากภาครัฐยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและความชัดเจนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการลงทุนโดยตรง
บดินทร์ มองว่า ในช่วงระยะเวลา 2–3 ปีข้างหน้า ภาพรวมของการบริหารจัดการน้ำเสียในประเทศจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และเป็นทิศทางที่กำลังเติบโต แม้ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุน โดยบริษัทมีศักยภาพทั้งในบทบาทของผู้รวบรวมน้ำเสีย การบำบัด และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการผลักดันและหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการจัดการน้ำเสียในภาพรวมให้เกิดความชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในอนาคต
สำหรับประเด็นที่ยังคงน่ากังวลมากที่สุดคือความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าสถานการณ์ในปี 2570 อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนจากช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่พื้นที่ภาคตะวันออกมีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง และเริ่มเห็นความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 ที่มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก และสัญญาณที่เริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วงกลางปี 2569 บริษัทฯ ได้ติดตามและศึกษาปัจจัยด้านภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณฝนในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
จากสมมติฐานที่บริษัทฯ ประเมินไว้ในปัจจุบัน คาดว่าในปี 2570 ช่วงไตรมาสที่ 2 จะยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับแผนอย่างต่อเนื่อง โดยจากการประเมินล่าสุดพบว่า ปริมาณฝนมีแนวโน้มไม่เลวร้ายเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งน้ำไว้แล้วสำหรับปี 2569 เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
ในส่วนของแนวทางการบริหารจัดการ ยังให้ความสำคัญกับการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมุ่งเป้าการจัดการน้ำแบบ Reuse ให้ได้ 100% เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ชูโมเดลลดน้ำสูญเสีย เชื่อมโยงลดคาร์บอน สร้างความยั่งยืนระบบน้ำ

ด้านประจักษ์ อมรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จํากัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ กล่าวว่า นอกเหนือจากธุรกิจด้านน้ำโดยตรง บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการให้บริการด้านการลดน้ำสูญเสีย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากน้ำที่สูญเสียไปในแต่ละลูกบาศก์เมตรล้วนใช้พลังงานในการผลิตและสูบส่ง หากเกิดการสูญเสียจึงนับเป็นความสูญเปล่าทั้งด้านทรัพยากรและพลังงาน โดยบริษัทฯ มองว่าเป็นจุดแข็งในการพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบกิจการประปา
ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานลดน้ำสูญเสียในพื้นที่สัมปทานภาคตะวันออก โดยเป็นผู้ลงทุนและสามารถลดอัตราการสูญเสียน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาสัมปทาน ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่า ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ สามารถนำไปสนับสนุนหน่วยงานด้านประปาอื่น ๆ ทั้งการประปาส่วนภูมิภาค ตลอดจนองค์การบริหารจัดการภาคท้องถิ่น อื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากทรัพยากรน้ำถือเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าและหายาก การสูญเสียน้ำจึงเท่ากับการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
ในด้านภาพรวมของธุรกิจน้ำในอนาคต ปัญหาน้ำสูญเสียส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการส่งจ่ายมากกว่าขั้นตอนการผลิต โดยยกตัวอย่างให้เห็นการสูญเสียน้ำมักเกิดระหว่างทาง ตั้งแต่ระบบท่อส่งน้ำจากโรงผลิตไปยังถังพักน้ำ และจากถังพักน้ำไปสู่ครัวเรือนประชาชน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงมุ่งให้ความสำคัญธุรกิจด้านการ “บำบัดน้ำเสียควบคู่กับธุรกิจลดน้ำสูญเสีย” โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถลดอัตราน้ำสูญเสียลงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอแนะวิธีการที่สามารถลดอัตราน้ำสูญเสียลงได้ประมาณ 16% ผ่านการปรับรูปแบบการบริหารจัดการ โดยสามารถแบ่งพื้นที่ควบคุมระบบน้ำจากพื้นที่ขนาดใหญ่ให้เป็นพื้นที่ย่อยมากขึ้น จะทำให้สามารถระบุจุดปัญหาได้อย่างแม่นยำ เพราะในอดีตการตรวจสอบข้อมูลทำได้ค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ ทำให้สามารถตรวจพบปัญหาได้รวดเร็ว แจ้งเตือนได้ทันที และเข้าซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถระบุได้ว่าพื้นที่ควบคุมย่อยใดมีการสูญเสียน้ำเกิดขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง
“ในอนาคตประเด็นน้ำสูญเสียควรถูกนำมาพิจารณาเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากการลดคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่สามารถลดการสูญเสียน้ำได้ ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตและส่งจ่ายน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว” บดินทร์ กล่าวทิ้งท้าย