การจัดการปัญหาอากาศสะอาดของประเทศไทยไม่ได้ติดขัดเพียงข้อจำกัดด้านเทคนิคหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หากแต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบนโยบายทั้งประเทศ เมื่อร่างกฎหมายอากาศสะอาดต้องหยุดชะงักลงจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้กระบวนการนิติบัญญัติและการขับเคลื่อนเชิงนโยบายต้องหยุดลงโดยอัตโนมัติ ทิ้งช่องว่างสำคัญไว้ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่การแก้ปัญหาสาธารณะเชิงระบบยังผูกโยงอยู่กับความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง มากกว่าการยืนอยู่บนกลไกระยะยาวที่สามารถคุ้มครองสิทธิด้านอากาศสะอาดของประชาชน

20 ปีฝุ่น PM2.5 กับทางตันนโยบาย
พงศ์ภรณ์ อนุสกุลโรจน์ กรรมการสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวในการประชุมวิชาการเครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 มีประชาชนเข้ารับการรักษาที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มากกว่า 10 ล้านคน แม้ในเชิงการแพทย์จะยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าการเจ็บป่วยทั้งหมดมีสาเหตุโดยตรงจาก PM2.5 แต่ข้อมูลเชิงระบาดวิทยาสะท้อนแนวโน้มชัดว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์คุณภาพอากาศของประเทศยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยตลอดทั้งปี 2567 ประเทศไทยมีเพียงประมาณ 43 วันเท่านั้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับสีเขียว ส่วนวันที่เหลือประชาชนต้องใช้ชีวิตภายใต้สภาพอากาศที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตตามฤดูกาล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ต้นตอชัด แต่กลไกยังไม่ทำงาน
ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง เชื่อมโยงหลายมิติ ตั้งแต่ระบบนิเวศ สุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว พลังงาน คมนาคม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นในประเทศไทยสามารถจำแนกได้อย่างน้อย 6 ภาคหลัก ได้แก่ ภาคคมนาคมและการจราจร โดยเฉพาะรถดีเซลเก่าและควันดำ ความหนาแน่นของการจราจรในเขตเมืองใหญ่ การเผาในภาคการเกษตร รวมถึงกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นต้นตอสำคัญของ PM2.5 ที่ทุกฝ่ายรับรู้ร่วมกัน
แม้จะรู้ถึงต้นกำเนิดของปัญหาอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้การแก้ไขไม่ประสบความสำเร็จ คือช่องว่างเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การขาดการบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมานานตั้งแต่ราวปี 2544 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ประการที่ 2 คือการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากไปใช้ประโยชน์จริงในระดับนโยบายและการปฏิบัติยังมีสัดส่วนต่ำมาก และประการที่ 3 คือการสร้างความตระหนักรู้ในสังคมที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในระดับประชาชน ซึ่งยังคงมีภาพของการชี้นิ้วโทษกันระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนเอง

3 แกนแก้ฝุ่น สู่ความร่วมมือทั้งระบบ
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ มองว่าปัญหา PM2.5 เป็น “ปัญหาเชิงระบบ” ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการกล่าวโทษ ไปสู่การสร้างเวทีความร่วมมือเพื่ออากาศสะอาด โดยมีแกนหลักในการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านแรก “วิทยาศาสตร์และข้อมูล” ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูล เครื่องมือ และนักวิจัยจำนวนมาก ทั้งระบบพยากรณ์คุณภาพอากาศ การเตือนภัย และข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามจุดความร้อนและไฟป่า แต่โจทย์สำคัญคือการแปลงข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และนำไปใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง
ด้านที่ 2 คือ “นโยบายและธรรมาภิบาล” ซึ่งจำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะการจัดการปัญหาข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัด และข้ามพรมแดน รวมถึงการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้สามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงอยู่ในระดับร่างหรือเชิงนโยบาย
ขณะที่ด้านที่ 3 คือ “นวัตกรรมและเทคโนโลยี” ตั้งแต่ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ เทคโนโลยีการขนส่งสาธารณะและยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรกรรมสะอาด การจัดการเศษซากทางการเกษตร ไปจนถึงเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น คาร์บอนเครดิต ที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในระยะยาว
วางรากฐานอากาศสะอาด เพื่ออนาคตประเทศ
ในระยะต่อไป สภาลมหายใจกรุงเทพฯ จะลงพื้นที่เพื่อค้นหาสาเหตุเชิงรากเหง้าของปัญหา PM2.5 อย่างจริงจัง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมเสริมพลังให้กับชุมชนท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะผลกระทบจากมลพิษทางอากาศไม่ใช่ภาระของคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ลูกหลานจะต้องเผชิญต่อไปอีก 30–40 ปีข้างหน้า