แนะวิธีเล่นสงกรานต์ ปี’69 แบบรักษ์โลก ลดน้ำ ลดขยะ และใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า


ท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจกำลังวางแผนออกไปเล่นน้ำ คลายร้อน และเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขตามท้องถนนทั่วประเทศ แต่ท่ามกลางความสนุกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน กลับมี “ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม” ที่มักถูกมองข้าม ทั้งปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ปืนฉีดน้ำพลาสติกที่มีอายุการใช้งานสั้น ไปจนถึงดินสอพองและสารต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำของเมือง

สงกรานต์ที่ผ่านมาสร้างขยะมากแค่ไหน?

กรุงเทพมหานคร เปิดเผยข้อมูลสรุปปริมาณขยะมูลฝอยช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2567 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต พบว่ามีปริมาณขยะรวม 51,437.43 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 669.76 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 7,348.20 ตัน เพิ่มขึ้น 95.68 ตันต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งมีปริมาณขยะรวม 50,767.67 ตัน เฉลี่ยวันละ 7,252.52 ตัน

ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปริมาณขยะมูลฝอยในกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 10–16 เมษายน 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2568) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าอาจแตะระดับ 70,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 36% จากปีก่อนหน้า

“ปีละครั้ง” แต่ผลกระทบไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

แม้ประเพณี สงกรานต์ จะจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับยืดเยื้อยาวนาน โดยเฉพาะปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นปืนฉีดน้ำพลาสติก ขวดน้ำ หรือถุงพลาสติก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในระยะเวลาสั้นและมีอัตราการรีไซเคิลต่ำ ส่งผลให้ขยะเหล่านี้จำนวนมากกลายเป็นขยะมูลฝอยที่สะสมเพิ่มขึ้นในระบบจัดการของเมือง

ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การทิ้งขยะพลาสติกอย่างกระจัดกระจายยังเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันในระบบระบายน้ำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม รวมถึงปัญหาขยะลอยในแม่น้ำลำคลองที่บางส่วนไหลลงสู่ทะเล ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลและปัญหาไมโครพลาสติกในระยะยาว

Greenpeace Thailand ยังระบุว่า ขยะพลาสติกดังกล่าว มีเพียงประมาณ 9% เท่านั้นที่ถูกนำกลับมารีไซเคิล อีก 12% ถูกกำจัดด้วยการเผาซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ส่วนที่เหลือถึง 79% ยังคงตกค้างในสิ่งแวดล้อม สะสมในระบบนิเวศ และอาจย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

เล่นสงกรานต์อย่างไร? ให้รักษ์โลก

ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ ความจริงที่ว่า “พฤติกรรมการเล่นน้ำ” มีความสำคัญไม่แพ้ปริมาณน้ำที่ใช้ โดยประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการใช้น้ำรวมเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้น้ำแบบ “เปิดทิ้งต่อเนื่อง” ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น การหันมาใช้ถังหรือภาชนะตักน้ำแทนสายยางจึงช่วยจำกัดการใช้น้ำให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ขณะเดียวกัน การบริโภคสินค้าระยะสั้น เช่น ปืนฉีดน้ำพลาสติกราคาถูกที่มักถูกทิ้งหลังใช้งานเพียงไม่กี่วัน ยังคงเป็นหนึ่งในตัวการเพิ่มปริมาณขยะในเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การใช้แป้งดินสอพองหรือสารเคมีในปริมาณมากยังอาจเพิ่มภาระให้กับระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากสารเหล่านี้จะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำและกลายเป็นตะกอนหรือสารแขวนลอยในระบบ

ขยะ

ขณะที่พฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการเลือกใช้ขวดน้ำแบบเติม (refill) แทนการซื้อขวดพลาสติกใหม่ ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในช่วงเทศกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้จะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อมีการจัดการปลายทางอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการคัดแยกและทิ้งขยะให้ถูกประเภท ซึ่งยังคงเป็น “จุดอ่อน” ของระบบจัดการขยะในหลายพื้นที่ และเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่าสงกรานต์จะเป็นเพียงเทศกาลแห่งความสุข หรือกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองในระยะยาว

“สงกรานต์” อาจไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสนุกและการเฉลิมฉลอง หากแต่เป็น “ภาพสะท้อน” ของความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของผู้คนกับระบบทรัพยากรของเมืองอย่างชัดเจนที่สุดช่วงหนึ่งของปี เมื่อกิจกรรมระยะสั้นสามารถสร้างแรงกระเพื่อมยาวนานในรูปของขยะ น้ำเสีย และภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเราควร “หยุดเล่นน้ำ” หรือไม่ แต่คือจะออกแบบการเฉลิมฉลองอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การลดการใช้น้ำแบบสิ้นเปลือง การหลีกเลี่ยงสินค้าที่กลายเป็นขยะในเวลาอันสั้น ไปจนถึงการรับผิดชอบต่อขยะที่ตัวเองสร้างขึ้น

เทศกาลสงกรานต์ในยุคที่โลกถึงจุดเดือด จึงอาจต้องถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งการสาดน้ำ แต่เป็นเทศกาลที่สะท้อนว่า “เราจะสนุกได้แค่ไหน โดยไม่ทำให้โลกต้องจ่ายแทน”