ทวีจิตร จันทรสาขา Green Architecture : บริบทใหม่ของการออกแบบเพื่อลดภาวะโลกร้อน
สถานการณ์ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลก เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ หลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักถึงแนวทางการลดภาวะโลกร้อนและการประหยัดพลังงานกันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะวงการสถาปนิกและการออกแบบ เพราะการออกแบบอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อน และลดการใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) องค์กรวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อน และรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีพันธกิจหลักในการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Green Architecture ส่งเสริมให้เกิดสถาปัตยกรรมสีเขียวมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแสดงถึงเจตนารมณ์ในการประกอบวิชาชีพอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง
ชูพันธกิจลดภาวะโลกร้อน
และรักษาสภาพแวดล้อม
ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนที่ก่อตัวขึ้น ส่งผลให้ผู้คนในสังคมโลกต่างให้ความสนใจเรื่องของการรักษาสภาพแวดล้อมและการลดภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น แม้จะมีบางความคิดเห็นที่เริ่มมีความรู้สึกถึงเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น เนื่องจากบางองค์กรได้ใช้แนวทางเพื่อสิ่งแวดล้อมและการลดภาวะโลกร้อนเป็นเครื่องมือทางการตลาด สร้างภาพพจน์ให้แก่องค์กร อย่างไรก็ดีการที่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ ได้หันมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมตามกระแสรักษ์โลกที่เกิดขึ้น จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ไม่ว่าขะเป็นการดำเนินการเพียงเพื่อมิให้ตกกระแสตลาด หรือหากจะเป็นการดำเนินการด้วยจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ก็นับเป็นสิ่งที่ดี
แต่สำหรับการดำเนินงานต่างๆ ในฐานะสมาคมวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งนอกจากจะมีพันธกิจหลักในการส่งเสริมวิชาชีพแล้ว การมีส่วนร่วมเพื่อลดภาวะโลกร้อนและรักษาสภาพแวดล้อม ก็ถือเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน
“สมาคมวิชาชีพจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากขาดการสนับสนุนจากประชาชนและสังคม เพราะแนวทางการสนับสนุนวิชาชีพด้วยผู้ประกอบวิชาชีพเอง ไม่ใช่แนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืน ดังนั้นหน้าที่ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการส่งเสริมวิชาชีพ ก็คือ หน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม”
ขับเคลื่อน Green Architecture อย่างจริงจัง
หนึ่งในพันธกิจหลักภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการบริหาร สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2551-2553 คือ การให้ความสำคัญกับเรื่อง Green Architecture ซึ่งเป็นทิศทางที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ ต้องการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสได้จริง
สมาคมสถาปนิกสยามฯ เริ่มดำเนินการจากสิ่งเล็กน้อยที่อยู่ใกล้ตัว เช่น จดหมายเหตุอาษา สื่อสิ่งพิมพ์ รายเดือนสำหรับสมาชิก โดยปรับเปลี่ยนมาใช้กระดาษรีไซเคิลแทนกระดาษปอนด์ทั่วไป เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นในการรักษาสภาพแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติของโลก ชะลอการเกิดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนให้ช้าลง
“แม้ว่าในมุมมองของผู้คนทั่วไปอาจเห็นว่าการปรับเปลี่ยนมาใช้กระดาษรีไซเคิล จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่ในแง่มุมของสถาปนิกแล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการประหยัดทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าธรรมชาติของความเป็นสถาปนิกนั้น ชื่นชอบความสวยงาม และนิยมการเลือกใช้วัสดุหรูหรา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ วัตถุประสงค์หลักที่แท้จริง คือ การมุ่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่สามารถจับต้องได้ และต้องการให้เกิดผลในด้านจิตวิทยาด้วย”
ตั้งคณะกรรมาธิการวิชาการ ด้านเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อม
นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากการเปลี่ยนมาใช้กระดาษรีไซเคิลแล้ว ที่ผ่านมาสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังได้ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ ด้วย อาทิ การลดปริมาณการใช้กระดาษภายในองค์กร โดยการใช้กระดาษหมุนเวียน การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทั้งยังตั้งเป้าหมายในการดำเนินงาน เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรที่มีระบบการบริหารจัดการเอกสารแบบ Digital เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษภายในองค์กรให้น้อยลง เนื่องจากปริมาณเอกสารที่ใช้ในการประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆ ของสมาคมในปีหนึ่งๆ นั้นมีจำนวนมาก
เพื่อให้นโยบายเกี่ยวกับ Green Architecture สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีศักยภาพ จึงได้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการวิชาการด้านเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อม” ขึ้น โดยมี ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลักสามประการ ได้แก่ ASA Green Guide จัดทำคู่มือการรักษาสภาพแวดล้อม และการประหยัดพลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน เผยแพร่ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการก่อสร้าง เป็นการกระตุ้นจิตใต้สำนึกให้สังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้รับรู้ถึงการออกแบบและสถาปัตยกรรมที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จับมือ วสท. กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน Green Building
ภารกิจที่ 2 คือ การกำหนดมาตรฐานของอาคารเขียว หรือ Green Building ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินเพื่อให้การรับรองอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับเกณฑ์การประเมินระบบ LEED ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฏเกณฑ์การประเมินรับรองอาคารเขียวที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกโดยขณะนี้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้ดำเนินการร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
(วสท.) จัดตั้งสถาบันอาคารเขียวไทย และจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินรับรองอาคารเขียวสำหรับประเทศไทย โดยกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินให้มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อให้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นมาตรฐานของการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป
ภารกิจสุดท้ายของคณะกรรมาธิการวิชาการด้านเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อมคือ การพิจารณาตัดสินให้รางวัล ASA Green Award สถาปัตยกรรมสีเขียวดีเด่น ซึ่งกรรมาธิการสถาปัตยกรรมสีเขียว สมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักออกแบบที่คำนึงถึงความสำคัญของการเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สถาปัตยกรรมสีเขียว ทุกกระบวนการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ทวีจิตร กล่าวว่า การเป็น “สถาปัตยกรรม สีเขียว” ต้องคำนึงถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการสุดท้าย อีกทั้งการเป็นอาคารเขียวยังต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารด้วย ดังนั้นการพัฒนาสถาปัตยกรรมสีเขียวจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงบวกและมีมุมมองเป็นภาพรวมตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ให้มีคตวามเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และส่งผลกระทบข้างเคียง เมื่อเข้าสู่กระบวนการก่อสร้าง เช่น สร้างขยะให้สิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือทำให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง และเมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จการใช้งานอาคารต้องไม่ส่งผลทำลายสภาพแวดล้อมโดยรวม มีการบริโภคพลังงานภายในอาคารอย่างคุ้มค่าไม่สิ้นเปลือง รวมถึงการดูแลรักษาอาคารจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สุดท้ายเมื่ออาคารเสื่อมสภาพต้องทุบทำลาย ส่วนประกอบต่างๆ ของอาคาร โครงสร้าง หรือวัสดุที่เหลือต้องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือสามารถย่อยสลายได้
“การเป็นสถาปัตยกรรมสีเขียวนั้นจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในกระบวนการ แนวคิดในการออกแบบต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้าง ก่อสร้างแล้วเสร็จ ใช้งานจริง จนถึงขั้นตอนการทุบทำลาย เมื่อเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ทั้งยังต้องคำนึงถึงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน ต้นทางของการผลิต ก็ต้องมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ”
ชี้การออกแบบอาคารที่ดี ลดภาวะโลกร้อนและประหยัดพลังงานได้
ทุกวันนี้อาคารหลายแห่งในประเทศไทยได้มีการออกแบบตามแนวคิดของการเป็นสถาปัตยกรรมสีเขียว เพื่อให้อาคารมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากการจุดประกายเรื่องผลกระทบของภาวะโลกร้อน โดย อัล กอร์ ทำให้ผู้คนต่างตระหนักว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนนั้นใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เรื่องของการประหยัดพลังงาน การลดภาวะโลกร้อนจึงเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และต่อเนื่องมากขึ้น
นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า แม้ว่าสถาปนิกและนักออกแบบจะมีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ โดยเฉพาะการออกแบบอาคารเนื่องจากอาคารนั้นมีการบริโภคพลังงานมากทั้งพลังงานในการก่อสร้าง พลังที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน รวมไปถึงพลังงานในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง แต่ขณะเดียวกันการออกแบบอาคารที่ดีก็สามารถลดการใช้พลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน เรื่องของ Green Architecture แม้จะเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ท้ายที่สุดก็เป็นสิ่งที่สถาปนิก และนักออกแบบต้องทำ เพราะเป็นความรับผิดชอบต่อโลก
การออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป
ดังนั้นความท้าทายในการออกแบบอาคารให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในมุมมองของสถาปนิก และนักออกแบบ คือ การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมว่าต้องมีราคาแพง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงนั้นการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องแพง เพราะวิธีการดำเนินงานต่างๆ นั้นมีทางเลือก ยิ่งมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่าใด โอกาสที่จะทำการออกแบบอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้มีราคาที่เหมาะสมยิ่งมากขึ้น
“คำว่า “แพง”นั้น บางครั้งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย ไม่ได้วัดกันที่เงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การตัดสินคำว่า “แพง” เมื่อทำการก่อสร้างเสร็จ หรือตัดสินเมื่อใช้งานอาคารแล้ว ย่อมแตกต่างกัน แต่เนื่องจากสังคม ปัจจุบันเป็นสังคมระบบทุนนิยม จึงมักจะใช้เงินเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสิน แต่คำว่า “แพง” หรือ “ถูก” ในแง่ของการออกแบบอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น ภาพลักษณ์ขององค์กร ขวัญและกำลังใจของผู้ที่ทำงานในอาคาร ต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้น เป็นต้น เพราะการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินการได้หลายหลายวิธี ขึ้นอยู่กับมุมมองและแนวทางการออกแบบที่เลือมใช้”
ทวีจิตร กล่าว
การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกใช้วัสดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ยังมีเรื่องการออกแบบทิศทางของอาคาร การออกแบบระบบ Façade ระบบการระบายอากาศงานระบบอื่นๆ ภายในอาคารอีกด้วย และเมื่ออาคารเปิดใช้งาน ยังต้องคำนึงถึงเรื่องของระบบน้ำที่เกิดจากการใช้งาน ระบบปรับอากาศ ซึ่งอาศัยเพียงแค่การวางแผนระบบปรับอากาศให้ใช้พลังงานในช่วงเวลากลางคืน ก็ทำให้ภาระในการผลิตไฟฟ้าน้อยลง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง ใช้พลังงานน้ำมันน้อยลง คาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ส่งผลให้ปัญหาภาวะโลกร้อนก็ลดน้อยลงตามไปด้วย เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างเลย ดังนั้นจะเห็นว่าจริงๆ แล้วการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างเพียงอย่างเดียว เพราะวัสดุก่อสร้างเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่าย
นอกจากนี้เรื่องของแสงธรรมชาติ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออกแบบอาคารที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายๆ เพียงแค่ออกแบบให้ห้องมีหน้าต่าง มีช่องให้แสงธรรมชาติเข้าถึงจากทิศทางต่างๆ พร้อมกับดูแลมิให้แสงจ้ามากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการระบายความร้อนของอาคาร ก็เป็นการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาปนิก นักออกแบบ ที่จะต้องวางแผนและใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบอาคาร
ผสานแนวคิดการออกแบบและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างสมดุล
ทวีจิตร กล่าวต่อไปว่า งานออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียวที่ดี จะต้องผสมผสานแนวคิดในการออกแบบและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไม่ทำลายธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียวนั้นต้องอาศัยมุมมองที่กว้างไกล เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบ Active หรือ Passive ก็สามารถที่จะผสมผสานกันได้ ไม่จำเป็นจะต้องยึดแนวคิดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ความแตกต่างของมุมมองในแต่ละวิธีคิดให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าได้สูงสุดหากแต่ควรที่จะพิจารณาถึงองค์รวมของการประหยัดพลังงาน และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมากกว่า
จัดอบรมด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง
ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การพัฒนาศักยภาพของสถาปนิกและนักออกแบบไทย โดยเฉพาะเรื่อง Green Architecture ที่ได้รับความสนใจจากสถาปนิกและนักออกแบบเป็นอย่างมากแต่ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ามีความรู้เพียงพอแลวจึงทำให้ขาดการศึกษาและค้นคว้าอย่างต่อเนื่องซึ่งองค์ความรู้ด้าน Green Architeture นั้นมีความสำคัญมาก สมาคมสถาปนิกสยามฯ จึงได้จัดอบรมหลักสูตรพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องโดยจัดตั้งสถาบันสถาปนิกสยามฯ หรือ ISA ขึ้นทำหน้าที่ในการอบรม เผยแพร่ความรู้ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ เพราะต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบวิชาชีพจึงต้องให้ความสนใจ ติดตามองค์ความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ
แนะรัฐให้มาตรการสนับสนุนเชิงบวก
ทวีจิตร ได้กล่าวถึงแนวโน้มของการออกแบบอาคารเพื่อลดภาวะโลกร้อนว่า การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงานในประเทศไทย ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการสนับสนุนทางด้านภาษี หรือมาตรการสนับสนุนเชิงบวกอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงกับเจ้าของอาคารนั้นๆ เป็นเสมือนสิทธิประโยชน์ในการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาวะโลกร้อนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีกลไกในการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ภาพรวมของประเทศมีการใช้พลังงานลดลง
จะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิกและนักออกแบบ มีความสำคัญต่อการเกิดขึ้นของอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เพราะการออกแบบอาคารเพื่อลดภาวะโลกร้อนนั้นมีองค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ โดยสิ่งสำคัญ คือ องค์ความรู้และการวิจัยและพัฒนาด้านการออกแบบ ซึ่งสถาปนิกและนักออกแบบจะต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบวิชาชีพ ขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนในการออกแบบอาคารเพื่อลดภาวะโลกร้อน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป
———-
Article by : กองบรรณาธิการ