ส่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 9 พรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้ง 2569


เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใกล้เข้ามา คำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือพรรคการเมืองใดมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่พร้อมรับมือวิกฤตฝุ่นพิษ ภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละปี ท่ามกลางบริบทที่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยยังคงให้น้ำหนักกับนโยบายปากท้องเป็นลำดับแรก ขณะที่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องรอง กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว จนทำให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมไม่อาจถูกมองเป็นเพียงนโยบายเฉพาะด้านอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

“TEI: Thai Envi Next ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” จึงถูกจัดขึ้น ภายใต้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Thai SCP) และไทยพีบีเอส เพื่อเปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมือง ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 โดยสะท้อนชัดว่า “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาอนาคตประเทศ

หลังผลสำรวจพบว่า 88% ของคนไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดย TEI เรียกร้องให้ยกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ผ่าน 3 แกนหลัก คือ กฎหมายอากาศสะอาด การจัดการน้ำทั้งระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการขยะครบวงจร เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดน้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรงสลับกัน วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน เช่น ปลาหมอคางดำ และวิกฤตมลพิษ ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 หมอกควันข้ามพรมแดน ไปจนถึงขยะและไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง

ผลสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จากประชาชนกว่าพันคนทั่วประเทศ ชี้ว่า ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22% และปัญหาขยะและของเสีย 15% ขณะที่นโยบายที่ประชาชนต้องการให้พรรคการเมืองเร่งผลักดัน ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และการจัดการขยะครบวงจรหรือ Zero Waste ซึ่งตอกย้ำว่าสิ่งแวดล้อมคือ “โครงสร้างพื้นฐานของความอยู่รอด” ที่รัฐไม่อาจละเลย

9 พรรคการเมือง นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน พรรคการเมือง 9 พรรคได้นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมผ่านคลิปวิดีโอ สะท้อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหา Climate change ที่ได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายของการพัฒนาประเทศ ดังนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6) โดย นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 นำเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง มุ่งจัดการปัญหาที่ต้นตอ โดยประกาศยุติการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ พร้อมผลักดันกฎหมายด้าน Climate Change และภาษีคาร์บอน ควบคู่การจัดการมลพิษในเขตเมืองผ่านแนวคิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) เดินหน้าคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ยกระดับบทบาทซาเล้ง และเปิดทาง “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน

พรรคพลวัต (เบอร์ 7) โดย กัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชูนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ “สิทธิมนุษยชน” โดยมองว่าการเข้าถึงอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เสนอการทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนจากต้นทาง พร้อมผลักดันกติกาการค้าโลกผ่านแนวคิด Business & Human Rights โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรสินค้าและบริษัทที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับนานาชาติ

พรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9) โดย ศ.ดร.ยศชนันท์ วงษ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ประกาศวิสัยทัศน์มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร 11 ด้าน โดยเน้นการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อคืนลมหายใจบริสุทธิ์ให้ประชาชน ควบคู่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสร้างเศรษฐกิจใหม่จากสินค้าและบริการ Green Premium

พรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 27) โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค (ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 เสนอนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ฉลากคาร์บอนและระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย สนับสนุนพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอากาศสะอาด การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ

พรรคภูมิใจไทย (เบอร์ 37) โดย วราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ ชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus) มุ่งลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนผ่านโครงการโซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟฟ้าใช้เอง พร้อมปรับวิถีเกษตรกรสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แทนนโยบายการแจกเงิน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจัดการขยะทะเลและการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป

พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44) โดย จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบาย “Green No Grey” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจเขียว โปร่งใส และประเทศไทยที่ยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถแข่งขันได้จริงในเวทีโลก ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยมาตรการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

พรรคประชาชน (เบอร์ 46) โดย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคตและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอยุทธศาสตร์รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบครบวงจร ตั้งเป้าบรรลุ Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาด ผ่านศูนย์บัญชาการมลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ควบคู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ปรับระบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

พรรคไทยสร้างไทย (เบอร์ 48) โดย ปริเยศ อังกรูกิตติ โฆษกของพรรคไทยสร้างชาติเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับปากท้องของเกษตรกร เสนอการเยียวยาและแก้ปัญหาฝุ่นพิษทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เอาผิดผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง และปฏิรูประบบจัดการขยะพิษผ่านหลักการ EPR เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนฐานราก

พรรคไทยก้าวใหม่ (เบอร์ 49) โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศให้การจัดการภัยพิบัติและการขจัดฝุ่นพิษเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐ พร้อมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เสนอการสร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง การป้องกันชายฝั่งและน้ำทะเลหนุน ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนอากาศสะอาดและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่แต่ละพรรคได้นำเสนอ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ถูกยกระดับเข้าสู่เวทีนโยบายระดับประเทศอย่างชัดเจน แม้แนวทาง กลไก และระดับความเข้มข้นในการดำเนินการจะแตกต่างกัน แต่ภาพรวมชี้ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของสังคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องแปลงนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต