จากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศของอิสราเอล ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะราน โดยการโจมตีพุ่งเป้าสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่สงครามปะทะขึ้น นอกจากส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดังกล่าวแล้ว เหตุการณ์นี้ยังรุกลามไปถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อพื้นที่อุตสาหกรรมพลังงานสำคัญของประเทศ
นับเป็นวันที่ 9 ในเช้าวันอาทิตย์ที่สงครามได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จากการโจมตีร่วมกันของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา โดยจำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,300 คน และในเลบานอนอีกประมาณ 300 คน โดยโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกโจมตีประกอบไปด้วยคลังน้ำมันอัคดาเซียห์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน โรงกลั่นน้ำมันเตหะรานทางตอนใต้ คลังน้ำมันชาร์รานทางตะวันตกของเมือง และคลังน้ำมันอีกแห่งในเมืองคาราจ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านอย่างหนัก
หลังการโจมตีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ชาวเมืองจำนวนมากรายงานว่าท้องฟ้ายังคงมืดหม่นแม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว ขณะที่ฝนที่ตกลงมาพร้อมเมฆสีดำกลับมีลักษณะผิดปกติ มีคราบมันคล้ายถูกปนเปื้อนน้ำมัน ส่งกลิ่นไหม้และสารเคมีลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
ฝนที่ตกลงมาจากสงครามดังกล่าว เรียกได้ว่าเป็น “ฝนกรดสีดำ” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์มลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิต และสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉพาะในแหล่งน้ำอย่างแม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบ เมื่อฝนที่มีความเป็นกรดไหลผ่านดิน จะชะล้างอะลูมิเนียมจากดินลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ระดับความเป็นกรดเพิ่มขึ้นและเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหลายชนิด
ฝนกรดยังสร้างความเสียหายต่อพืชและป่าไม้ ทำให้ดินสูญเสียแร่ธาตุและสารอาหารสำคัญที่ต้นไม้ต้องใช้ในการเจริญเติบโต พร้อมทั้งปล่อยอะลูมิเนียมที่เป็นพิษต่อรากพืช ในพื้นที่ภูเขาหรือที่สูง หมอกและเมฆที่มีความเป็นกรดยังสามารถทำลายใบและเข็มสนของต้นไม้ ส่งผลให้ต้นไม้ดูดซับแสงแดดได้น้อยลง อ่อนแอต่อความหนาวและโรค
ขณะเดียวกัน มลพิษที่เป็นต้นเหตุของฝนกรดยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ และการระคายเคืองดวงตา โดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่มีส่วนก่อให้เกิดโอโซนระดับพื้นดิน ซึ่งเป็นมลพิษที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ชาวเมืองบางส่วนรายงานว่ามีอาการปวดศีรษะและหายใจลำบาก
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของอิหร่านจึงออกคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน ขณะที่สภากาชาดอิหร่านระบุว่า การระเบิดของคลังน้ำมันทำให้มีการปล่อยสารพิษจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซัลเฟอร์ และไนโตรเจนออกไซด์ พร้อมเตือนว่าหากเกิดฝนตกในช่วงที่มลพิษยังคงลอยอยู่ในอากาศ หยดฝนอาจมีความเป็นกรดสูงและเป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอดอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ควันพิษและฝนกรดสีดำเหนือกรุงเตหะรานหลังการโจมตีคลังน้ำมัน ไม่ได้สะท้อนเพียงความรุนแรงของสงครามในเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็น “มิติที่ถูกมองข้าม” ของความขัดแย้งสมัยใหม่ อย่างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสนามรบโดยตรง แต่กลับประกอบสร้างความย้อนแย้งของโลกยุคปัจจุบัน ในขณะที่ประชาชนทั่วโลกพยายามลดการใช้พลาสติก ประหยัดพลังงาน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลอดกระดาษ ใช้ถุงผ้า หรือนวัตกรรมรักษ์โลกอีกมากมาย
แต่ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมของรัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม อุตสาหกรรมพลังงาน หรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล กลับสามารถปล่อยมลพิษในปริมาณมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สิ่งนี้ทำให้คำถามสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่แค่ที่พฤติกรรมของ “คนตัวเล็ก” เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจระดับนโยบายและโครงสร้างอำนาจที่กำหนดทิศทางการใช้ทรัพยากรของโลก
ที่มา : ALJAZEERA, Earth, EPA, Time of Israel