เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชัน CRC เดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกในไทยและเวียดนามต่อเนื่อง พร้อมดันกลุ่มฮาร์ดไลน์และบริการยานยนต์เป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ควบคู่กับการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ และการพัฒนาโลจิสติกส์พลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจและลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในอนาคต
ขยายค้าปลีกอาเซียน ปักเวียดนามตลาดหลัก
สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า สิ้นปี 2568 กลุ่มเซ็นทรัล รีเทลมีเครือข่ายธุรกิจในประเทศไทยรวม 3,596 ร้านค้า ครอบคลุม 63 จังหวัด คิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 80% ของธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ มีร้านค้ากว่า 127 แห่ง ครอบคลุม 26 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัด สร้างสัดส่วนยอดขายราว 20%
นอกจากการขยายเครือข่ายธุรกิจแล้ว CRC ยังประสบความสำเร็จในการสร้างฐานลูกค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะการเติบโตของแพลตฟอร์มสมาชิก The 1 ในเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเพียง 1 แสนรายในช่วงเริ่มต้น สู่กว่า 4.3 ล้านรายในปัจจุบัน สะท้อนถึงศักยภาพของกลยุทธ์การเชื่อมโยงประสบการณ์ค้าปลีกแบบดิจิทัลและออฟไลน์เข้าด้วยกัน

ฮาร์ดไลน์–ยานยนต์ เครื่องยนต์เติบโตใหม่ของ CRC
ในปี 2568 กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ยังคงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการเติบโต โดยเฉพาะ ไทวัสดุ ที่สามารถขยายตัวต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีเครือข่าย 89 สาขาใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างยอดขายรวมกว่า 43,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 9% และครองส่วนแบ่งตลาดราว 25%
ขณะเดียวกัน ธุรกิจใหม่อย่าง Auto 1 ซึ่งให้บริการด้านยานยนต์ครบวงจร ได้เร่งขยายสาขาเพิ่มอีก 13 แห่งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สิ้นปี 2568 มีสาขารวม 53 แห่ง และมีแผนขยายแบบก้าวกระโดดในปี 2569 ด้วยการเพิ่มสาขาอีก 53 แห่ง ส่งผลให้เครือข่ายรวมแตะ 106 สาขาทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถที่เพิ่มขึ้น

ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป ขับเคลื่อนค้าปลีกคาร์บอนต่ำ
นอกจากนี้ บริษัทได้เสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน ผ่านการบริหารโครงสร้างเงินทุนและสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว พร้อมดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด CRC Care ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ฉายภาพชัดจากการเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจผ่านการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสาขา ซึ่งในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มเป็น 184 โลเคชัน จากเดิม 160 สาขาทั่วประเทศ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้รวมประมาณ 200,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและควบคุมต้นทุนพลังงานในระยะยาว
ปรับโลจิสติกส์สีเขียวลดเสี่ยงต้นทุนพลังงาน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเร่งปรับโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเพิ่มจำนวนรถขนส่งพลังงานสะอาด ทั้งในส่วนการกระจายสินค้าระหว่างสาขาและการจัดส่งถึงลูกค้า จากเดิม 74 คัน เพิ่มเป็น 144 คัน ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวในการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญของธุรกิจค้าปลีก
นอกจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงสร้างพลังงานและโลจิสติกส์รูปแบบใหม่นี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดพลังงานมีความผันผวน เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหรือค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น การมีระบบพลังงานทางเลือกและยานพาหนะพลังงานสะอาดจึงช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านต้นทุน และลดแรงกดดันที่อาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าหรือค่าบริการสำหรับผู้บริโภค
ยกระดับจัดการของเสียสู่ค้าปลีกหมุนเวียน
ในด้านการจัดการทรัพยากรและของเสีย CRC ยังดำเนินโครงการรีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมวัสดุหลักในธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ กระดาษ พลาสติก และเศษอาหาร โดยเฉพาะกระดาษบรรจุภัณฑ์จากระบบโลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้า ซึ่งมีปริมาณจำนวนมาก บริษัทนำกระดาษที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่พลาสติกถูกคัดแยกเพื่อนำไปรีไซเคิลในระบบอุตสาหกรรม ส่วนเศษอาหารจากร้านค้าและศูนย์กระจายสินค้า ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์
จากการดำเนินงานดังกล่าว สัดส่วนการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 19% และเพิ่มเป็นราว 20% ในปีนี้ แม้ตัวเลขสัดส่วนอาจดูเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าที่หมุนเวียนในเครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นเพียง 1% หมายถึงปริมาณทรัพยากรที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จับตาวิกฤตพลังงาน เตรียมแผนบริหารต้นทุน
ในประเด็นความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน (Energy Crisis) สุทธิสาร กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และภาครัฐยังคงมีมาตรการดูแลราคาพลังงานและแทรกแซงราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า โดยมองว่าหากสถานการณ์พลังงานตึงตัวมากขึ้นจนภาครัฐต้องทยอยลดการอุดหนุน ต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจอาจได้รับผลกระทบบางส่วน ซึ่งสำหรับ CRC ประเมินว่าผลกระทบอาจอยู่ราว ประมาณ 1% และยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
“หากในอนาคตต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น บริษัทก็ยังมีเครื่องมือในการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอยู่พอสมควร เปรียบได้กับการปรับการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร เช่น การชะลอความเร็วของลิฟต์หรือบันไดเลื่อนลงเล็กน้อย หรือปรับรูปแบบการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาใช้งาน เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานโดยรวม” สุทธิสาร กล่าวทิ้งท้าย