อุตสาหกรรมกระดาษไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จากภาพจำเดิมที่ผูกโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า สู่การพัฒนาโมเดลใหม่ที่วางตำแหน่ง “ไม้ปลูก” ให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย Double A เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม
หัวใจสำคัญของโมเดลดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกยูคาลิปตัสในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมจากพื้นที่ว่างหรือพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชหลัก เช่น ข้าวหรือพืชไร่ทั่วไป โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว และลดแรงกดดันต่อทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติ

พัฒนา ‘ไม้ปลูก’ สู่ต้นกระดาษ วางรากฐานคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ
จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้แนวทาง “ไม้ปลูก” (Planted Forest) แทนการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ยูคาลิปตัสให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในไทย โดยต่อยอดจากสายพันธุ์ต้นแบบจากออสเตรเลีย ฟินแลนด์ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า 2,500 สายพันธุ์ จนเกิดเป็น “ต้นกระดาษ” (Purpose-Grown Paper-Tree) ที่สามารถเติบโตได้ภายใน 5–7 ปี และให้เส้นใยที่มีความหนาแน่นและสม่ำเสมอสูง

Integrated Mill หัวใจควบคุมคุณภาพโรงงานกระดาษ
จากต้นน้ำ โมเดลธุรกิจถูกออกแบบให้เชื่อมโยงสู่ “กลางน้ำและปลายน้ำ” ผ่านการดำเนินงานแบบครบวงจร (Integrated Value Chain) ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถควบคุมคุณภาพได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดลงสู่การพัฒนาโรงงานในรูปแบบ Integrated Mill ภายในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ โดยภายในประกอบด้วยโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี
“ความยั่งยืนสำหรับเรา ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากธุรกิจ แต่เป็นวิธีคิดตั้งแต่ต้นน้ำที่ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คุณภาพของ Double A ไม่ได้เริ่มที่เครื่องจักร แต่เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ และถูกส่งต่อผ่านทั้งระบบการผลิต” จตุพร กล่าว

โมเดลหลักของ Double A “ไม่มีของเสีย มีแต่ทรัพยากร”
จตุพร กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของระบบนี้คือการ “เชื่อมกระบวนการเข้าด้วยกันโดยตรง” เช่น การส่งเยื่อกระดาษในรูปแบบ “เยื่อเปียก” ผ่านท่อไปยังโรงกระดาษทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอบแห้งและนำกลับมาใช้งานใหม่แบบโรงงานทั่วไป วิธีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานลง และเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งระบบ
ทั้งนี้ โมเดลดังกล่าวยังได้รับการต่อยอดไปสู่ Circular Economy อย่างเต็มรูปแบบ โดยยึดหลัก “ไม่มีของเสีย มีแต่ทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้” ทุกส่วนของต้นไม้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ลำต้นใช้ผลิตเยื่อกระดาษ ขณะที่เปลือกไม้ กิ่ง ใบ และเศษไม้ ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลในโรงไฟฟ้า ส่วนของเหลวจากกระบวนการผลิต เช่น ลิกนินและน้ำยางไม้ ถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงาน ขณะที่สารเคมีและน้ำในระบบสามารถรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 90%

กักเก็บ หมุนเวียน และต่อยอด พัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาด
ขณะที่ระบบการจัดการน้ำก็ถือเป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญ โดยบริษัทฯ มีอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ความจุราว 35 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับกักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลาก เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และผ่านการบำบัดก่อนหมุนเวียนกลับไปใช้ในแปลงเพาะชำต้นกระดาษ สร้างระบบปิดที่ลดการใช้ทรัพยากรจากภายนอก พร้อมขยายแนวทางความยั่งยืนไปสู่ภาคพลังงานและโลจิสติกส์ ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาด ทั้งโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 157 เมกะวัตต์ รวมถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และลดการระเหยของน้ำ

ยกระดับโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ด้วย EV Truck ตั้งเป้าลด CO₂ ถึง 25%
ในด้านโลจิสติกส์ บริษัทนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้แล้วมากกว่า 200 คัน โดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระดาษ 1 รีม สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 12.5 กิโลกรัม พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ภายในปี 2030 (เทียบกับฐานปี 2021) ซึ่งปัจจุบันทำได้เกินเป้าหมายแล้ว และยังเดินหน้าสู่ Carbon Neutral ในปี 2040 และ Net Zero ภายในปี 2050
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ บริษัทจึงลงทุนพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จด้วยตนเอง โดยเริ่มจากศูนย์กลางการดำเนินงานและขยายออกไปตามเส้นทางโลจิสติกส์ ปัจจุบันมีการติดตั้งสถานีชาร์จแล้ว 9 สถานี และมีแผนขยายเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดให้พันธมิตรในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถใช้งานร่วมกัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านในระดับอุตสาหกรรม

กระดาษคือปลายทาง ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ beyond paper
สามารถ ประจวบสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มโรงงาน กล่าวว่า สำหรับ Double A “กระดาษ” เป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทั้งหมด โดยคุณภาพเริ่มต้นตั้งแต่วัตถุดิบ เส้นใยจากต้นกระดาษมีความหนาแน่นสูงถึง 30 ล้านเส้นใยต่อกรัม ทำให้ได้กระดาษที่มีความเรียบและรองรับงานพิมพ์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ปัจจุบันบริษัทฯ ส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และวางตำแหน่งสินค้าในตลาดระดับพรีเมียม
แม้ว่าปัจจุบันแนวโน้มการใช้กระดาษในหลายประเทศจะลดลงตามการเติบโตของดิจิทัล แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังต้องพึ่งพากระดาษในชีวิตประจำวัน บริษัทฯ จึงปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเป็น 80% และจำหน่ายในประเทศ 20% เพื่อกระจายความเสี่ยง
“ในระยะยาว บริษัทฯ มองโอกาสในการต่อยอดเยื่อกระดาษไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น บรรจุภัณฑ์ และเส้นใยสำหรับสิ่งทอ ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของธุรกิจให้มากกว่ากระดาษแบบดั้งเดิม” สามารถ กล่าว