ไขความลับหน้าร้อนช่วงเมษา ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่ไม่ใช่อุณหภูมิสูงถึง60 องศา” แนะ 7 วิธีรับมือก่อนเสี่ยงฮีทสโตรก


หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าทำไมอุณหภูมิ  “38 องศา แต่ทำไมรู้สึกเหมือน 60?” ท่ามกลางกระแสข่าวที่ระบุว่า “ดัชนีความร้อนในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 อาจพุ่งสูงถึง 60 องศาเซลเซียส” ตัวเลขที่ฟังดูเกินจริง จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าอุณหภูมิของอากาศกำลังแตะระดับอันตรายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่ในความเป็นจริง ตัวเลข “60 องศา” ที่ถูกพูดถึงนั้น ไม่ใช่อุณหภูมิของอากาศที่วัดได้ด้วยเครื่องมือ หากเป็นค่าที่เรียกว่า “ดัชนีความร้อน” หรือ Heat Index ซึ่งสะท้อน “อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึก” ภายใต้เงื่อนไขของอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ที่ทำงานร่วมกัน

Heat Index ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่มากกว่าอุณหภูมิ

เพราะการรับรู้ว่าร้อนหรือเย็น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการที่สมองตีความจากสัญญาณของประสาทสัมผัส เมื่อร่างกายพยายามระบายความร้อนผ่านเหงื่อ แต่ความชื้นในอากาศกลับสูงจนทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ความร้อนจึงสะสมอยู่ในร่างกายมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกร้อน “เกินกว่าความเป็นจริง” ที่เครื่องวัดอุณหภูมิแสดงไว้

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ยืนยันว่า กระแสข่าวเรื่องดัชนีความร้อนแตะ 60 องศาเซลเซียสนั้นเป็น “ข่าวจริง” โดยชี้ว่า “Heat Index เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ดีกว่าอุณหภูมิทั่วไป ยิ่งความชื้นสูงเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรู้สึกร้อน อึดอัด และเสี่ยงต่อภาวะอันตรายจากความร้อนมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ตัวเลขที่ดูเหมือนเป็นเพียง “ความรู้สึก” อาจเป็นสัญญาณเตือนที่จริงจังต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นอย่างประเทศไทย

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์

เปิดสถิติผู้ป่วย Heat Stroke ในไทยปี 2568

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 59.3% พบมากในวัยทำงานอายุระหว่าง 15-34 ปี จำนวน 78 ราย และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 29 ราย โดยเป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้งกว่า 53.3% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีภาวะเพลียแดดมากที่สุด 62 ราย รองลงมาคือเป็นลมแดดจากความร้อนถึง 26 ราย และโรคลมร้อน (Heat Stroke) พบถึง 17 ราย ของผู้ป่วยทั้งหมด ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจาก Heat Stroke ส่วนใหญ่มักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย 24% เช่น โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน รวมถึงมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มสุรา โดยกว่า 67% พบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง พบมากสุดในเดือนเมษายนถึง 57% ซึ่งเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 41 องศาเซลเซียส

ร้อนระดับไหน เริ่มอันตรายถึงชีวิต?

คำตอบอาจไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิที่เราคุ้นเคย แต่คือ “จุดที่ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อีกต่อไป” ซึ่งภาวะที่อันตรายที่สุดจากอากาศร้อนคือ “โรคลมร้อน” หรือ Heat Stroke ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับความร้อนสะสมในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะมาจากอุณหภูมิอากาศที่สูงจัด หรือดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่พุ่งขึ้นจากความชื้นในอากาศร่วมด้วย

“ในภาวะปกติ ร่างกายมนุษย์จะระบายความร้อนผ่านการขับเหงื่อ แต่เมื่อความชื้นสูง เหงื่อจะระเหยได้ยาก กลไกระบายความร้อนจึง “ล้มเหลว” ส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อระบบสำคัญ โดยเฉพาะสมอง หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต”

สัญญาณเตือน “ฮีทสโตรก” ภัยร้อนที่เริ่มจากอาการเล็กน้อย

สัญญาณเตือนของฮีทสโตรก ไม่ได้มีแค่ “ร้อน” แต่คือความผิดปกติของทั้งร่างกาย ได้แก่ ตัวร้อนจัด ผิวหนังแดงและแห้ง (ไม่มีเหงื่อ) เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ไปจนถึงอาการทางระบบประสาท เช่น พูดจาสับสน ชัก หรือหมดสติ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเริ่มต้น เช่น หน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ หรือปวดศีรษะ โดยคิดว่าเป็นเพียงอาการจากอากาศร้อนทั่วไป ทั้งที่อาจเป็น “ระยะก่อนลมร้อน” (Heat Exhaustion) ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจลุกลามไปสู่ Heat Stroke ได้ในเวลาไม่นาน

ขั้นตอนปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อพบผู้มีอาการฮีทสโตรก

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่พบผู้มีอาการเข้าข่าย ควรรีบนำตัวเข้าสู่ที่ร่มหรือที่เย็น คลายเสื้อผ้า ใช้น้ำเย็นประคบตามร่างกาย และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 เพราะทุกนาทีมีความสำคัญต่อการลดความเสียหายของอวัยวะภายใน

สำหรับวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขั้นตอนแรกควรให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอ รักแร้ และศีรษะ พร้อมใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน แต่หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจ และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

7 วิธีรับมือความร้อนจากดัชนีที่เพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงเดือนเมษายน 2569 นี้ ค่าดัชนีความร้อนที่สูงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยจิตเวช รวมถึง ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง) จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

  1. ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และค่าดัชนีความร้อน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วง 13.00-16.00 น.
  2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น
  4. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สวมหมวก และใช้ร่มกันแดด
  5. ผู้รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาแก้คัดจมูก ยาขับปัสสาวะ ยารักษาจิตเวช ควรสังเกตอาการตนเอง เพราะยาอาจมีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
  6. ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยสังเกตอาการผิดปกติ
  7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำบ่อย ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด

ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม