ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเร่งตัวสูงขึ้น ภาครัฐจึงเดินหน้ามาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของประเทศที่สูงถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี การสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนจึงเป็นทั้ง “เกราะป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงาน” และ “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่” ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน และเสริมเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม

เปิดเงื่อนไขลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop
จารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ถูกออกแบบมาเพื่อให้ “เจ้าของบ้าน” ได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งในมิติของการลดภาระค่าไฟฟ้าระยะยาว และการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครัวเรือน โดยผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ตามมาตรา 40 (1)–(8) เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า และติดตั้งระบบโซลาร์แบบ On-grid บนที่อยู่อาศัยจริง มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 kWp
นอกจากนี้ ยังต้องซื้ออุปกรณ์จากผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้แล้วเสร็จภายในปีภาษีที่ยื่นขอใช้สิทธิ ทั้งนี้ มาตรการกำหนดให้ “หนึ่งหลังต่อหนึ่งสิทธิ์” และใช้ได้เพียงครั้งเดียวจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

ติดตั้งระบบ 5 กิโลวัตต์ สร้างผลกระทบหลักหมื่นล้านบาท
ในเชิงความคุ้มค่า การติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดที่ได้รับความนิยมในภาคครัวเรือน สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ราว 2,000–2,500 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 90,000 ครัวเรือน
“มาตรการลดหย่อนภาษีในครั้งนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ราว 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้า LNG ประมาณ 94,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 0.28 ล้านตันต่อปี พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานในระบบกว่า 450 ตำแหน่ง” จารุวรรณ กล่าว
กระแสโซลาร์เติบโต รอเปิดโควตาใหม่แผน PDP
จารุวรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกใช้ภายในครัวเรือนเป็นหลัก และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้ภาครัฐได้ในอัตราประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วย ภายใต้สัญญา 10 ปี ที่ผ่านมาโครงการได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 5 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนโควตาการรับซื้อไฟฟ้า 90 เมกะวัตต์เต็มลง และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดโควตาใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ยังสะท้อนว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้ไฟฟ้าเองมีการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 800–1,000 เมกะวัตต์ สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐย้ำว่าประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

โมเดลพลังงานบ้านใหม่เร่งตลาดโซลาร์
ด้าน เอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยยอดติดตั้งเติบโตราว 30–40% ปัจจัยสนับสนุนไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงพีคของการใช้ไฟฟ้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ทำให้เกิดภาพการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในครัวเรือน คือ “ผลิตไฟใช้เอง–ชาร์จรถเอง–ลดค่าใช้จ่ายได้จริง
A Solar ของเรามีความพร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินหน้างาน การคำนวณความคุ้มค่า การอธิบายมาตรฐานการติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลเอกสาร เช่น e-Tax Invoice และการขออนุญาตเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครบถ้วน โดยระบบที่เหมาะสมกับบ้านส่วนใหญ่ในไทยยังคงเป็นแบบ On-grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ซึ่งสามารถรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 50–60% ของครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้ไฟในช่วงเวลากลางวัน เช่น เครื่องปรับอากาศ และยังสามารถต่อยอดไปสู่ระบบ Smart Home หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคต

“โซลาร์รูฟท็อปขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ยังคงเป็นขนาดยอดนิยม สำหรับบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากสมดุลทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายติดตั้งเฉลี่ยตั้งแต่หลักแสนต้นถึงแสนกลาง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละบ้าน เช่น โครงสร้างหลังคาและข้อจำกัดของพื้นที่ติดตั้ง สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ระบบขนาดดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าไฟในช่วงกลางวันได้ราว 2,000 บาทขึ้นไป และหากติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) เพิ่มเติม ก็จะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปใช้ในช่วงเย็นหรือกลางคืนได้” เอกภัทร กล่าว

ยอดใช้จ่าย บัตรเครดิต “เคทีซี” โต 110% หลังรัฐออกมาตรการสนับสนุน Solar Rooftop
ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลจากการใช้จ่ายของสมาชิก พบว่าแนวโน้มความสนใจใน Solar Rooftop เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังการประกาศมาตรการ ในช่วงสองเดือนแรกของปี (มกราคม–กุมภาพันธ์) ค่าใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวด Solar Rooftop เพิ่มขึ้นถึง 110% ขณะที่จำนวนธุรกรรมเติบโต 40% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะ “เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว” มากขึ้น
ขยายพาร์ทเนอร์โซลาร์ หนุนพลังงานสะอาดภาคครัวเรือน
ในบทบาทของ Financial Enabler เคทีซีจึงพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น ผ่านการผ่อนชำระรายเดือนและสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการโซลาร์กว่า 21 รายทั่วประเทศ และมีแผนขยายเครือข่ายเป็นมากกว่า 35 รายภายในปี 2569 ผ่านการคัดเลือกเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานเทคโนโลยีและคุณภาพการติดตั้ง
“บริษัทฯ คาดว่าจากแรงหนุนของมาตรการดังกล่าว จะช่วยผลักดันการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop ได้ราว 15% ภายในปีนี้ สะท้อนบทบาทของภาคการเงินในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น” ณัฐสิทธิ์ กล่าว