ซังข้าวโพด มะแขว่น ไปจนถึงพืชสมุนไพรไทย วัตถุดิบทางการเกษตรที่เคยถูกมองเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์กำลังถูกยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยพลังของนวัตกรรม สะท้อนผ่านเวที Agri Plus Award 2026 ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้นเพื่อค้นหาสุดยอดสินค้าเกษตรนวัตกรรมของประเทศ โดยมีผู้สมัครกว่า 264 ราย ก่อนคัดเลือกเหลือ 30 ผลงานสุดท้าย เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Agri Inno Wave” ตอกย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกและเศรษฐกิจมูลค่าสูง

บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวที Agri Plus Award คือเครื่องยืนยันคุณภาพของผู้ประกอบการไทยในสายตาตลาดโลก วันนี้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการสินค้าเกษตรที่มากกว่าวัตถุดิบ ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ที่ผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไทยมีพร้อมทั้งวัตถุดิบที่หลากหลายและนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากโภคภัณฑ์ขั้นต้นสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมุ่งยกระดับให้ผู้ประกอบการมีความร่วมมือกับคู่ค้าต่างประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ผ่านกระบวนการพัฒนาและสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ (Local Content) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิต และผลักดัน ให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างมั่นคง

“คอร์นกรีตมวลเบาจากซังข้าวโพด” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ กลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการเกษตรนวัตกรรมใหม่ (Rising Star) ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมใหม่ที่น่าจับตามอง โดย ศ.ดร.ประชุม คำพุฒ หัวหน้าหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า แนวคิดการพัฒนาคอร์นกรีตมวลเบาเกิดขึ้นจากการมองเห็นศักยภาพของซังข้าวโพด ซึ่งโดยทั่วไปมักถูกทิ้งเป็นของเสียทางการเกษตรหรือจำหน่ายในราคาต่ำเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล จึงนำวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวมาต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง โดยใช้วัตถุดิบจากสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดชัยภูมิและลพบุรี ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษเหลือทางการเกษตรและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนต้นทาง
จุดเด่นของคอร์นกรีตมวลเบาอยู่ที่การเป็นวัสดุน้ำหนักเบาซึ่งมีสมรรถนะเทียบเท่าหรือสูงกว่าอิฐมวลเบา (AAC) โดยสามารถพัฒนาสูตรให้มีน้ำหนักเบาจนลอยน้ำได้ ขณะเดียวกันยังมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของอาคารในเขตร้อนอย่างประเทศไทยที่ต้องเผชิญอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี และมีความจำเป็นต้องลดการใช้พลังงานจากระบบปรับอากาศ
นอกจากนี้ คอร์นกรีตมวลเบายังจัดอยู่ในกลุ่มวัสดุ Negative Carbon หรือวัสดุที่มีค่าคาร์บอนสุทธิเป็นลบ เนื่องจากกระบวนการผลิตไม่ใช้ปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำคัญของโลก แต่เลือกใช้ไฮเดรตไลม์หรือปูนขาวเป็นวัสดุประสานหลัก ส่งผลให้กระบวนการแข็งตัวของวัสดุเกิดจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศเข้าสู่เนื้อวัสดุอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัสดุมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการใช้งาน แตกต่างจากคอนกรีตทั่วไปที่กระบวนการเซตตัวจะเสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน
ศ.ดร.ประชุม กล่าวต่อว่า คอร์นกรีตมวลเบาจากซังข้าวโพดได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ข้อจำกัดด้านต้นทุนของ “เฮมพ์ครีต” (Hempcrete) หรือวัสดุก่อสร้างจากแกนกัญชงที่ได้รับความนิยมในยุโรป โดยสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบลงเหลือประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่แกนกัญชงมีราคาสูงราว 30 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้มีโอกาสขยายการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้นในบริบทของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา
กลไกดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับการก่อตัวของหินปูนหรือโครงสร้างก่อสร้างในอดีตที่ใช้ปูนขาวเป็นวัสดุหลัก ส่งผลให้วัสดุสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว พร้อมทั้งกักเก็บคาร์บอนภายในเนื้อวัสดุไปตลอดอายุการใช้งาน จึงมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้างทางเลือกสำหรับการพัฒนาอาคารคาร์บอนต่ำในอนาคต
ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าวเริ่มเข้าสู่การทดลองใช้งานจริงร่วมกับภาคธุรกิจ ทั้งในรูปแบบบล็อกก่อสร้าง บล็อกช่องลม และการหล่อผนังในที่ (Cast-in-place) ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการปรับปรุงและฟื้นฟูอาคารที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความยั่งยืนและการลดคาร์บอน กำลังให้ความสนใจกับวัสดุประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสของนวัตกรรมไทยในการก้าวสู่ตลาดวัสดุก่อสร้างสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก